Mag-log inขณะความคิดถึงแม่เริ่มแทรกเข้ามาในใจ ธันวานึกในใจว่าหากแม่ได้มาร้านนี้ ท่านคงชอบบรรยากาศที่แสนอบอุ่นไม่ต่างจากเขา
แสงไฟอ่อน ๆ จากจอแล็ปท็อปสะท้อนในดวงตา ธันวาเงยหน้ามองออกไปยังหน้าต่างบานเล็กที่มองเห็นดวงดาวระยิบระยับในคืนที่แสนสงบ เขาไม่ได้เผยตัวตนที่แท้จริงในบล็อก แต่เลือกที่จะส่งต่อความจริงใจผ่านคำพูด และหวังว่าความตั้งใจนั้นจะส่งผลดีต่อร้านเล็ก ๆ ที่เขาเริ่มรู้สึกผูกพันด้วยหัวใจลึก ๆ โดยไม่รู้ตัว
เช้าวันใหม่เริ่มต้นด้วยเสียงกระดิ่งประตูร้านที่ดังขึ้นตั้งแต่เปิดร้าน รัณยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ จัดแจงเครื่องชงกาแฟพร้อมกับมองลูกค้ากลุ่มแรกที่เข้ามาในร้านอย่างแปลกใจ
หญิงสาวในชุดทำงานเดินเข้ามาพร้อมเพื่อนอีกสองคน ใบหน้าของพวกเธอประดับด้วยรอยยิ้ม
“สวัสดีค่ะ ร้านนี้ที่แชะชิมบอกว่ากาแฟอร่อยมาก ใช่ไหมคะ?” หญิงสาวถามอย่างเป็นกันเอง
“แชะชิมหรือครับ” รัณถามด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ แต่ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย
“ใช่ค่ะเราเห็นรีวิวใน ‘แชะชิม’ เมื่อคืน บอกว่ากาแฟที่นี่อร่อยมาก เลยอยากมาลองค่ะ
คำพูดนั้นทำให้รัณชะงักไปเล็กน้อย เขาไม่เคยได้ยินชื่อ “แชะชิม” มาก่อน แต่ความดีใจที่มีลูกค้าเข้ามาเพราะรีวิวก็ทำให้เขาเร่งเตรียมกาแฟด้วยความตั้งใจ
“ขอเป็นลาเต้หนึ่งแก้วค่ะ”
“ขนมทองหยอดเพิ่มอีกสองกล่องนะคะ”
“อเมริกาโน่หวานน้อยครับ”
รัณแทบไม่อยากเชื่อว่า ร้านที่เคยเงียบเหงาเหมือนป่าช้า กลับเต็มไปด้วยเสียงพูดคุย เสียงเครื่องชงกาแฟที่แทบไม่ได้หยุดพัก เสียงลูกค้าสั่งออเดอร์ดังขึ้นต่อเนื่อง หญิงสาวในชุดทำงาน นักศึกษาที่กำลังนั่งอ่านหนังสือ และกลุ่มคุณป้าที่ยืนรอเลือกขนมไทยจากตู้กระจก ทำให้บรรยากาศของร้านเต็มไปด้วยความคึกคัก
“รัณ ทองหยิบหมดอีกแล้ว” ป้าสมรตะโกนบอกขณะรีบเติมขนมในตู้กระจก
“โธ่ หลานเอ๊ย… วันนี้ขายดีเหมือนแจกฟรีเลยนะ ทองหยอดหมดแล้วด้วย”
รัณหัวเราะเบา ๆ ขณะชงลาเต้แก้วต่อไป
“นี่ผมไม่ทันตั้งตัวเลยครับป้า”
ลุงชื่นเปิดประตูร้านเข้ามา พร้อมใบหน้ายิ้มแย้ม
“ร้านแกวันนี้เหมือนงานวัดเลยนะ เจ้ารัณ”
รัณยิ้มเจื่อน ๆ
“ลุงชื่น มาช่วยหน่อยได้ไหมครับ? ผมแทบไม่มีเวลาหายใจแล้ว”
“ได้สิ แต่ขอขนมทองหยอดให้ลุงก่อนนะ” ลุงชื่นหัวเราะเสียงดัง ก่อนจะรีบล้างมือมาช่วยเสิร์ฟกาแฟและขนมให้ลูกค้า
“ลุงชื่น แกมาได้เวลาพอดี มาช่วยรีดกะทิให้ฉันหน่อยสิ” เสียงของป้าสมรดังขึ้นจากหลังร้าน
“โห นี่ฉันต้องเป็นพนักงานประจำแล้วใช่ไหมเนี่ย” ลุงชื่นพูดกลั้วหัวเราะ ก่อนจะรีบเดินไปช่วย
รัณที่มองภาพนั้นจากหลังเคาน์เตอร์ เห็นลุงชื่นช่วยเสิร์ฟกาแฟและป้าสมรที่เร่งปั้นขนมจนมือเป็นระวิง เขาอดยิ้มไม่ได้แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
หลังจากช่วงบ่ายที่ลูกค้าเริ่มซา ความเงียบสงบกลับคืนมาที่ร้าน "บ้านกาแฟอุ่นไอรัก" รัณนั่งลงที่เคาน์เตอร์หน้าร้าน ขณะที่มือกำลังจัดเรียงแก้วกาแฟบนชั้น เขาหยุดนิ่งเมื่อประโยคหนึ่งจากลูกค้ายังคงวนเวียนอยู่ในหัว
"ช่องแชะชิมบอกว่ากาแฟที่นี่อร่อยมาก"
รัณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดแอปพลิเคชันรีวิวที่ลูกค้าพูดถึง เขาพิมพ์คำว่า "แชะชิม" ลงในช่องค้นหา ก่อนหน้าจอจะแสดงผลลัพธ์ที่เต็มไปด้วยรูปภาพอาหารและร้านกาแฟต่าง ๆ เขากดเข้าไปในช่องที่มีโลโก้สะดุดตาและยอดผู้ติดตามจำนวนมาก
หน้าโปรไฟล์ของช่องเต็มไปด้วยภาพถ่ายที่ดูเป็นมืออาชีพและรีวิวที่เขียนด้วยถ้อยคำที่น่าสนใจ รัณเลื่อนดูจนเจอโพสต์ล่าสุดที่มีภาพร้านกาแฟของเขา ภาพโต๊ะไม้ที่ประดับด้วยแก้วกาแฟและขนมไทยหลากสีสันถูกถ่ายออกมาอย่างงดงาม พร้อมคำบรรยายที่อ่านแล้วอบอุ่นและน่าประทับใจ
"บ้านกาแฟอุ่นไอรัก ร้านเล็ก ๆ ที่ซ่อนตัวในมุมเงียบสงบของเมือง ความเรียบง่ายที่นี่คือเสน่ห์ที่ยากจะหาได้ในยุคปัจจุบัน คุณจะรู้สึกเหมือนนั่งดื่มกาแฟในบ้านที่อบอุ่น เสียงเครื่องชงกาแฟและกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟสดจะทำให้คุณลืมความวุ่นวายรอบตัวไปชั่วขณะ แม้ร้านจะดูเงียบเหงา แต่รสชาติของกาแฟกลับเต็มไปด้วยความใส่ใจ ทุกแก้วเหมือนถูกชงด้วยหัวใจของคนที่รักในสิ่งที่เขาทำจริง ๆ"
รัณอ่านข้อความนั้นอย่างตั้งใจ คำบรรยายที่สละสลวยทำให้เขารู้สึกอบอุ่นในใจ และอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นว่ามีลูกค้าหลายคนแสดงความคิดเห็นเชิงบวกใต้โพสต์
"ไม่น่าเชื่อว่า...เขาจะทำอย่างที่พูด" รัณคิดในใจ
"นี่ต้องเป็นฝีมือเอกภพแน่ ๆ เขาบอกว่าจะช่วยรีวิวให้ และมันได้ผลจริง ๆ"
รัณวางโทรศัพท์ลงพลางถอนหายใจเบา ๆ ความกังวลที่เคยมีเกี่ยวกับเอกภพเริ่มจางหาย กลับกลายเป็นความรู้สึกขอบคุณแทน แม้จะยังไม่รู้จักชายหนุ่มคนนั้นดีพอ แต่การกระทำของเขาทำให้รัณเริ่มมองเขาในแง่ดี
"ขอบคุณนะ..." รัณพึมพำกับตัวเองเบา ๆ พลางมองออกไปนอกร้านที่เงียบสงบ ความคิดในใจยังคงวนเวียนเกี่ยวกับเอกภพ และรีวิวที่ทำให้ร้าน "บ้านกาแฟอุ่นไอรัก" เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง
หลังจากอ่านข้อความในโพสต์รีวิวที่น่าประทับใจ รัณยิ้มบาง ๆ ก่อนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดช่องคอมเมนต์ใต้โพสต์นั้น เขาตัดสินใจพิมพ์ข้อความขอบคุณด้วยความจริงใจ
"ขอบคุณคุณเอกภพมากนะครับสำหรับรีวิวที่ช่วยโปรโมตร้าน ‘บ้านกาแฟอุ่นไอรัก’ ผมไม่คิดว่าคำแนะนำของคุณจะช่วยดึงดูดลูกค้าได้มากขนาดนี้ คุณมีฝีมือมากจริง ๆ ครับ"
รัณกดส่งข้อความด้วยความสบายใจ ก่อนจะวางโทรศัพท์ลงแล้วเดินไปจัดการงานในร้านต่อ
ในเช้าวันรุ่งขึ้น มิวออกเดินทางจากภูเก็ตโดยทิ้งงานกองโตไว้ข้างหลัง เธอลากกระเป๋าเดินทางขึ้นเครื่องบิน พร้อมเปิดดูวิดีโอของช่อง “แชะชิม” ซ้ำไปมาในระหว่างการเดินทาง มิวมองออกไปนอกหน้าต่าง พลางคิดถึงแผนการที่จะเผชิญหน้าธันวา“ฉันจะคุยกับเจ้าของร้านนั้น ถ้าเขารู้จักพี่ ฉันจะไม่ยอมให้พี่หลบหน้าฉันอีก”เสียงประกาศเตรียมลงจอดดังขึ้น มิวเตรียมตัวให้พร้อมด้วยแววตามุ่งมั่นเมื่อเครื่องบินลงจอด มิวลากกระเป๋าเดินทางออกจากสนามบิน พร้อมเช่ารถมุ่งหน้าไปยังร้านกาแฟทันที“ถึงเวลาที่พี่ธันวาจะต้องกลับมารับผิดชอบทุกอย่างเสียที” เธอพูดกับตัวเองอย่างหนักแน่น พร้อมก้าวสู่การเผชิญหน้าที่เธอรอคอยรัณนั่งมองภาพธันวาที่กำลังเก็บโต๊ะอยู่ ท่าทางเรียบง่าย แต่ทุกการเคลื่อนไหวดูมีระเบียบและตั้งใจ ธันวาเป็นคนที่มักเข้าร้านตรงเวลา พอเลิกงานก็กลับไปโดยไม่พูดอะไรมาก ความเงียบของเขาช่างขัดกับคำพูดกวนประสาทที่หลุดออกมาบ่อย ๆ"นายเป็นคนยังไงกันแน่..." รัณพึมพำกับตัวเองธันวาไม่เคยพูดเรื่องส่วนตัวให้ฟังเลย ไม่เคยเล่าถึงครอบครัว หรือสิ่งที่เขาทำก่อนจะมาทำงานที่ร้าน ทุกครั้งที่รัณพยายามถามคำถามเกี่ยวกับอดีตของเขา ธันวาก็เพี
“ทำงาน?” พ่อเลิกคิ้ว มองไปที่โต๊ะทำงานที่แทบไม่มีแฟ้มเอกสารถูกเปิดออกด้วยซ้ำ เขาถอนหายใจหนัก ๆ ก่อนพูดเสียงแข็ง “แค่เซ็นเอกสารง่าย ๆ แล้วโยนไปให้เลขาฯ ทำแทนแบบนี้เรียกว่าทำงานเหรอ?”มิวสะดุ้งเล็กน้อย เธออาจจะเคยชินกับชีวิตที่ไม่ต้องเหนื่อยยากเท่าพี่ชาย แต่เธอรู้ดีว่าเธอไม่อยากเป็น “ลูกสาวที่ไม่มีความสามารถ” อย่างที่พ่อพูด“พ่อเคยคิดว่าาธันวาต้องกลับมา เขาทิ้งบริษัทนี้ไปไม่ได้ แต่นี่มันนานเกินไป หมดเวลาสนุกได้แล้ว” คณินพูดหนักแน่น “ลูกต้องไปตามเขากลับมา มิว ถ้าธันวาไม่กลับมา ลูกต้องรับผิดชอบงานทั้งหมดแทน”“อะไรนะคะ?” มิวเบิกตากว้าง “ให้หนูทำงาน แล้วรับผิดชอบทุกอย่างแบบที่พี่ธันทำ...หนูไม่เคยทำงานแบบนั้นมาก่อนเลยนะ”พ่อจ้องเธอด้วยสายตานิ่ง “งั้นก็เลือกเอาว่าจะเรียนรู้ที่จะเป็นมืออาชีพ หรือไปตามพี่ชายของลูกกลับมา”มิวเม้มริมฝีปากแน่น สองตัวเลือกที่พ่อมอบให้ไม่มีทางไหนที่เธออยากเลือกเลยสักทางคืนนั้น มิวนั่งอยู่ในห้องนอนส่วนตัว เปิดโทรศัพท์ไถฟีดโซเชียลอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะสะดุดกับคลิปหนึ่งในช่องรีวิวอาหารยอดนิยม“แชะชิม”เธอไม่ใช่คนที่ติดตามช่องนี้เป็นพิเศษ แต่มีบางอย่างในคลิปดึงดูด
เสียงโทรศัพท์ดังไม่หยุดในห้องทำงานหรูของมิว โต๊ะทำงานที่ดูสะอาดสะอ้านเต็มไปด้วยแฟ้มเอกสารที่ถูกวางกระจัดกระจายราวกับถูกนำมาโยนทิ้งไว้เฉย ๆ ผู้ช่วยของเธอส่งเสียงผ่านอินเตอร์คอมเป็นครั้งที่สามในรอบเช้า"คุณมิวคะ ลูกค้าเพิ่งส่งอีเมลมาเรื่องสัญญาเช่าใหม่ค่ะ พวกเขาถามว่าเมื่อไหร่จะได้รับการยืนยัน?"มิวที่กำลังนั่งไถโทรศัพท์เล่นอยู่เงยหน้าขึ้นจากจอ ก่อนจะถอนหายใจเสียงดังราวกับแสดงความเบื่อหน่ายเต็มที่"ก็บอกให้พวกเขารอไปก่อนสิ! จะรีบอะไรนักหนา"น้ำเสียงที่เปล่งออกมาฟังดูหงุดหงิดแต่ไร้ความจริงจัง ผู้ช่วยที่อยู่อีกฝั่งของสายเงียบไปชั่วขณะ ก่อนจะตอบกลับอย่างระมัดระวัง"แต่นี่เป็นอีเมลฉบับที่สามแล้วค่ะ คุณคณินสั่งให้เร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด..."ทันทีที่ได้ยินชื่อพ่อ มิวเบ้ปากอย่างไม่พอใจ"โอเค เดี๋ยวฉันดูให้ก็ได้"เธอปิดอินเตอร์คอมอย่างหัวเสีย ก่อนจะกวาดตามองโต๊ะทำงานที่เต็มไปด้วยเอกสารสำคัญที่เธอไม่เคยคิดจะอ่านอย่างจริงจัง"ทำไมต้องเป็นฉันด้วยนะ? พี่ธันวาน่าจะกลับมาทำงานได้แล้ว"เธอบ่นพึมพำกับตัวเองพลางเอนตัวพิงเก้าอี้ด้วยความขี้เกียจมิวไม่เคยต้องรับผิดชอบงานในบริษัทจริงจังมาก่อน นับตั้งแต่
ในคอนโดมิเนียมชั้นสูงใจกลางกรุงเทพฯ ห้องของธันวาถูกจัดเรียบง่าย แต่แฝงด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผนังห้องสีเทาอ่อนตัดกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ให้ความรู้สึกอบอุ่นและสงบ มีแสงธรรมชาติส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ที่เผยให้เห็นทิวทัศน์เมืองหลวงด้านนอกมุมหนึ่งของห้องถูกจัดเป็นสตูดิโอขนาดเล็ก มีโต๊ะทำงานที่วางคอมพิวเตอร์สำหรับตัดต่อวิดีโอ พร้อมไมโครโฟน กล้องถ่ายวิดีโอ และไฟวงแหวนขนาดเล็ก ธันวามักใช้เวลาช่วงดึกที่นี่ ทำงานตัดต่อคลิปและวางแผนเนื้อหาสำหรับช่อง “แชะชิม” ของเขาธันวานั่งอยู่ที่โต๊ะทำงาน มือหนึ่งถือเมาส์ลากคลิปวิดีโอในโปรแกรมตัดต่อ ขณะที่อีกมือหนึ่งเลื่อนไปแตะหน้าจอโทรศัพท์ที่วางอยู่ข้าง ๆ โทรศัพท์มือถือของเขามีชื่อ "มิว" ปรากฏบนหน้าจอพร้อมกับการสั่นเบา ๆ แต่เขาไม่ยอมกดรับสายเขามองหน้าจอโทรศัพท์นิ่ง ๆ ก่อนจะถอนหายใจยาว “อีกแล้ว... เรื่องเดิมอีกแน่”เสียงโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะสั่นอีกครั้ง ธันวาเอื้อมไปปิดเสียง พลางพึมพำกับตัวเอง “มิว... พี่รู้ว่าเธอจะพูดอะไร”ธันวาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ มองออกไปนอกหน้าต่างที่เห็นแสงไฟระยิบระยับของเมือง ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความกังวลและความลังเล เขารู้
ธันวานั่งลงข้างเตียง มองลุงชื่นด้วยความตั้งใจ “แล้วตอนนี้ล่ะครับ? ทำไมลุงยังไม่ยอมพัก ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นต้องลำบากขนาดนั้นแล้ว”ลุงชื่นหัวเราะเบา ๆ แต่แฝงไปด้วยความขมขื่น “มันติดเป็นนิสัยแล้วมั้ง ฉันรู้สึกว่าถ้าฉันไม่ทำอะไรเลย วันเวลามันจะผ่านไปเปล่า ๆ ฉันอยากมีคุณค่า ถึงจะไม่มีลูก ๆ อยู่ให้ดูแลแล้วก็ตาม...ฉันอยากทำอะไรที่ยังมีประโยชน์ อย่างน้อยก็ช่วยร้านของรัณได้บ้าง”ธันวาพยักหน้าเบา ๆ ก่อนตอบ “แต่บางที การพักก็เป็นการให้คุณค่ากับตัวเองนะครับ ลุงทำมามากพอแล้ว ผมว่าไม่เป็นไรหรอกถ้าจะปล่อยให้คนอื่นช่วยดูแลบ้าง”ลุงชื่นมองธันวานิ่ง ๆ ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “แกพูดเหมือนฉันยังเป็นหนุ่มที่ไม่รู้จักโลกเลยนะ...แต่เอาเถอะ บางทีแกอาจจะพูดถูก”หมอวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยใบหน้าสุขุม เขาตรวจร่างกายลุงชื่นอย่างละเอียด“ลุงมีอาการความดันต่ำ ต้องพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าหักโหมงานหนักเกินไป” หมอกล่าวพลางจดบันทึกในสมุดเวชระเบียนป้าสมรฟังคำหมอด้วยสีหน้าเป็นกังวล “ลุงชื่นไม่ค่อยฟังใครหรอกค่ะหมอ ชอบทำงานจนลืมดูแลตัวเอง”ลุงชื่นที่นอนบนเตียงพยายามยิ้ม “ฉันยังไหวอยู่...แค่พักหน่อ
รัณหันมามอง ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ“ใช่…เพราะที่นี่ คือบ้านหลังที่สองของพ่อ”ในความเงียบสงบของค่ำคืน ความสัมพันธ์ของทุกคนในศาลาดูเหมือนจะถักทอเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ไม่ต่างจากเมล็ดกาแฟที่ต้องผ่านการดูแลอย่างใส่ใจจนได้เป็นกาแฟคุณภาพดี ความสัมพันธ์ของรัณและธันวาเองก็ค่อย ๆ เติบโตอย่างเรียบง่าย แต่มั่นคงในไร่แห่งนี้หลังจากกลับจากไร่กาแฟของลุงก้อง ความทรงจำในไร่ยังติดค้างอยู่ในหัวใจของรัณ เขาเห็นภาพธันวาเดินเคียงข้างไปตามแถวต้นกาแฟ ท่ามกลางสายลมเย็นที่พัดผ่านใบไม้ เมื่อมองย้อนกลับไป ทุกอย่างในวันนั้นดูเรียบง่ายแต่กลับพิเศษอย่างบอกไม่ถูกรัณนั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าเคาน์เตอร์ในร้านกาแฟที่เงียบสงบ เขามองภาพในโทรศัพท์มือถือที่ถ่ายไว้ตอนอยู่ที่ไร่ ภาพของธันวาที่กำลังช่วยลุงก้องตรวจเมล็ดกาแฟ แววตาของธันวาเต็มไปด้วยความตั้งใจ ความอบอุ่นในแววตานั้นทำให้รัณเริ่มรู้สึกถึงบางสิ่งที่เปลี่ยนไป“ทำไมตอนนั้นเราถึงไม่เห็นว่าธันวา…เขาดูจริงจังกับรื่องพวกนี้ขนาดไหน” รัณพึมพำกับตัวเอง เขานึกถึงบทสนทนาที่ธันวาพูดอย่างเป็นกันเองกับลุงก้อง ความอบอุ่นและความเอาใจใส่ที่ธันวาแสดงออกมา ทำให้รัณเริ่มมองเขาในมุมใหม
เช้าวันนั้น รัณกำลังจัดการกับเอกสารบัญชีของร้าน ขณะเดียวกันเขาก็เหลือบมองถุงเมล็ดกาแฟที่เริ่มร่อยหรอจนเกือบหมด เขาพยายามโทรหาลุงก้องอยู่หลายครั้งในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา แต่ก็ไม่ได้รับการตอบกลับเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ทำให้รัณสะดุ้งเล็กน้อย เมื่อเห็นชื่อ “ลุงก้อง” ปรากฏบนหน้าจอ เขารีบรับสายทันที“ฮ
รัณเบ้ปากเล็กน้อย“ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้นแหละ”ป้าสมรหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะตบบ่าธันวา“เอาน่า อย่างน้อยหลานก็ช่วยร้านได้เยอะขึ้น เดี๋ยวป้าจะไปเตรียมขนมเพิ่ม ขากลับจะเอาลูกชุบมาให้ลองจัดอีกนะธันวา”“โอเคครับป้า ผมจะตั้งใจมากขึ้น” ธันวายิ้มกว้างก่อนจะหันมาทางรัณ“ว่าแต่... เมื่อกี้นายชมฉันว่าเก่งใช่มั้ย?
รัณที่ยืนฟังอยู่ใกล้ ๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจกลับรู้สึกแปลกใจและชื่นชมชายหนุ่มคนนี้มากขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะดูเป็นคนพูดกวนประสาทในบางครั้ง แต่การทำงานของเขาก็พิสูจน์ให้เห็นว่า ธันวาไม่ได้มาเล่น ๆ“เอาเถอะ… ถ้าจะช่วยให้ร้านง่ายขึ้นแบบนี้ ก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่เหมือนกัน” รัณพึมพำเบา ๆ กับตัวเอง พลางหัน
หลังจากพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง รัณตัดสินใจรับธันวาเข้าทำงาน แม้จะไม่รู้ว่าชายคนนี้เป็นใครกันแน่ แต่ความตั้งใจและคำพูดของเขาก็ดูจริงใจพอในใจลึก ๆ ธันวามีแผนซ่อนอยู่ เขาตั้งใจเข้ามาใกล้ชิดทำงานที่นี่เพื่อจับตาดูเอกภพ และหาหลักฐานที่ชัดเจนว่าเอกภพกำลังแอบอ้างชื่อช่องรีวิวของเขาป้าสมรยืนอยู่ใกล้เคาน์เตอ







