تسجيل الدخول“โอ๊ย!”
เสียงร้องด้วยความตกใจที่ดังผ่านไมโครโฟนทำให้ทุกคนในร้านสะดุ้ง แม้แต่อชิระที่กำลังหลับตาฟังเพลงอย่างเพลิดเพลินก็ยังลืมตาขึ้นทันที
ภาพที่เห็นคือชายคนหนึ่งซึ่งมีท่าทางมึนเมากำลังกระชากแขนซ้ายของอกิณาเอาไว้
“ทำไมต้องร้องเพลงเศร้าด้วย! ผมกำลังอกหักอยู่ หยุดร้องเลยนะ!”
ชายคนนั้นตัดพ้อเสียงดังลั่น มือยังคงกำแขนของนักร้องสาวแน่นไม่ยอมปล่อย
ถนอมซึ่งยืนอยู่ใกล้เวทีเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี จึงรีบพุ่งเข้าไปล็อกตัวชายคนนั้นจากด้านหลัง ก่อนดึงมือของเขาออกจากแขนอกิณา ขณะเดียวกัน พนักงานชายอีกคนก็รีบเข้ามาช่วยจับตัวผู้ก่อเหตุไว้
อุ้ยที่เห็นความวุ่นวายรีบตรงเข้ามาหานักร้องสาวด้วยความเป็นห่วง
“เป็นอะไรไหมคะคุณนานะ เจ็บตรงไหนหรือเปล่า”
“ไม่เป็นไรค่ะ” อกิณาตอบสั้น ๆ พลางรีบดึงแขนเสื้อที่ถูกรั้งจนเลิกขึ้นระหว่างถูกกระชากให้กลับลงมาปิดแขนซ้ายตามเดิม
“พาเขาออกไปสงบสติอารมณ์ข้างนอกร้านก่อนเลย” อุ้ยหันไปสั่งพนักงานด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด
ถนอมกับเพื่อนพนักงานจึงช่วยกันพาชายคนนั้นออกไปจากบริเวณเวที
นักดนตรีชายคนหนึ่งรีบเข้ามารับหน้าที่คลี่คลายสถานการณ์ เขาหยิบไมโครโฟนขึ้นมาพูดกับลูกค้าที่กำลังมองเหตุการณ์อย่างสนใจ
“ขออภัยทุกท่านด้วยนะครับ ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วครับ ขอให้นักร้องของเราพักสักสิบห้านาที เดี๋ยวกลับมาพบกันใหม่ ระหว่างนี้เชิญทุกท่านฟังเพลงกันไปก่อนนะครับ” พูดจบ เขาก็เปิดเพลงคลอเพื่อให้บรรยากาศภายในร้านกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
อุ้ยรีบเข้ามาประคองอกิณา ก่อนพาเดินไปยังห้องพักด้านหลังร้านด้วยความเป็นห่วง
“คุณนานะเจ็บตรงไหนหรือเปล่าคะ ให้อุ้ยพาไปโรงพยาบาลให้หมอตรวจหน่อยดีไหม”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณอุ้ย นานะไม่ได้เป็นอะไร”
“ถ้าอย่างนั้นขออุ้ยดูแขนหน่อยได้ไหมคะ”
อกิณานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนเงยหน้าสบตาอีกฝ่าย เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย เธอจึงค่อย ๆ รั้งแขนเสื้อข้างซ้ายขึ้นให้ดู
อุ้ยชะงักไปทันทีเมื่อเห็นรอยแดงบริเวณข้อมือ ซึ่งพาดทับรอยแผลเป็นจาง ๆ สามเส้นที่ปรากฏอยู่บนผิวหนัง เธอมองร่องรอยเหล่านั้นอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนที่ดวงตาจะเริ่มเอ่อคลอด้วยน้ำตา
“ไม่เจ็บแล้วใช่ไหมคะ”
“ไม่เจ็บค่ะ ลูกค้าคนนั้นคงกระชากแรงไปหน่อย เลยมีรอยแดงให้ดูน่ากลัว แต่นานะไม่เป็นอะไรจริง ๆ ค่ะ”
“แล้ว...” อุ้ยพูดค้างไว้ สายตายังคงจับจ้องรอยแผลเป็นทั้งสามเส้น ขณะที่มือประคองข้อมือของอกิณาไว้อย่างระมัดระวัง
อกิณาชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเข้าใจว่าอีกฝ่ายกำลังหมายถึงอะไร
“มันไม่เจ็บอีกต่อไปแล้วค่ะคุณอุ้ย” หญิงสาวเว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสงบ
“เรื่องมันผ่านมานานแล้ว ทุกอย่างจบลงแล้วค่ะ” เธอส่งยิ้มอ่อนโยนให้อุ้ย ราวกับต้องการให้อีกฝ่ายคลายความกังวล
“ฮือ...” อุ้ยกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ โผเข้ากอดอกิณาแน่น ขณะที่นักร้องสาวยกมือขึ้นลูบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ อย่างปลอบโยน
“ขอบคุณมากนะคะคุณอุ้ย ที่คอยเป็นกำลังใจให้นานะมาตลอด ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ” อกิณาเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำตาเช่นกัน
เธอรู้ดีว่าอุ้ยเป็นแฟนเพลงที่ติดตามและชื่นชมผลงานของเธอมานาน ถึงขนาดร้องเพลงของเธอได้ทุกเพลง ไม่ว่าจะเป็นเพลงดังหรือเพลงที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมก็ตาม
แม้เหตุการณ์อื้อฉาวในอดีตจะทำให้ชื่อเสียงที่สั่งสมมาพังทลาย จนเธอต้องหันหลังให้เส้นทางนักร้องและผันตัวไปทำงานเบื้องหลัง แต่อุ้ยก็ยังคงชื่นชอบและเป็นกำลังใจให้เธอไม่เคยเปลี่ยน
ความรักและความจริงใจที่ได้รับจากแฟนเพลงคนนี้ ทำให้อกิณารู้สึกขอบคุณจากใจจริง
เสียงเคาะประตูทำให้สองสาวรีบเช็ดน้ำตา ก่อนที่อุ้ยจะเดินไปเปิดประตูห้อง
“เจ๊ครับ ตำรวจมาแล้วครับ เขาถามว่าจะให้พาตัวผู้ชายคนนั้นไปแจ้งความไหม”
“เฮ้ย! นี่แกเรียกตำรวจมาเหรอถนอม”
“เปล่าครับเจ๊ ไม่ใช่ผม!” ถนอมรีบปฏิเสธพร้อมโบกไม้โบกมือเป็นพัลวัน
“มีลูกค้าคนหนึ่งโทรแจ้งตำรวจครับ ตำรวจก็เลยมาที่ร้าน”
“เวรละ! แล้วไอ้ขี้เมานั่นมันสงบสติอารมณ์หรือยัง”
“ยังเลยครับเจ๊ ตอนนี้ยังอาละวาดอยู่หน้าร้าน บอกว่าพี่นานะร้องเพลงไม่ถูกใจ จะให้ทางร้านจ่ายค่าเสียหายอีกต่างหาก”
อุ้ยถึงกับถอนหายใจเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ไอ้ประสาทนี่! วันนี้ฉันก้าวเท้าผิดออกจากบ้านหรือไง ถึงได้มีแต่เรื่อง ตั้งแต่นักร้องท้องเสีย ท่อน้ำในครัวแตก แก๊สหมด แล้วยังต้องมาเจอคนเมาอาละวาดอีก!”
อุ้ยบ่นอย่างหัวเสีย ก่อนหันมาถามอกิณา
“คุณนานะจะแจ้งความไหมคะ”
“ถ้าแจ้งความแล้วจะมีผลเสียกับร้านคุณอุ้ยหรือเปล่าคะ”
“ไม่มีหรอกค่ะ ดีเสียอีก ต่อไปใครคิดจะเมาแล้วอาละวาดในร้าน จะได้รู้ว่าทำแบบนี้แล้วต้องเจอกับอะไรบ้าง”
“ถ้าอย่างนั้นก็แจ้งค่ะ”
อกิณาตัดสินใจโดยไม่ลังเลนัก ในเมื่อเธอเป็นฝ่ายถูกทำร้ายจนเจ็บตัว แต่อีกฝ่ายกลับยังเรียกร้องค่าเสียหายจากทางร้านอีก จะปล่อยผ่านไปเฉย ๆ ก็คงไม่ได้
“แล้วที่ร้านล่ะคะ ถ้านานะต้องไปโรงพัก ใครจะร้องเพลงต่อ”
“เอ่อ...เจ๊ครับ ผมลืมบอกไปเรื่องหนึ่ง” ถนอมแทรกขึ้น
อุ้ยหันขวับไปมองทันที
“เรื่องอะไรอีกล่ะ ขอเป็นเรื่องดี ๆ นะ ถ้าไม่ดีแกโดนหักเงินเดือนแน่!”
“โธ่เจ๊! วันนี้เจ๊ขู่จะหักเงินเดือนผมตั้งกี่รอบแล้ว หักจริง ๆ เงินเดือนผมคงติดลบไปแล้วมั้ง”
“ก็ใครใช้ให้แกไม่ดูแลร้านดี ๆ ล่ะ ปัญหาแต่ละอย่าง ถ้ารู้จักระวังไว้ก่อนมันจะเกิดไหม”
“คร้าบ ๆ ผมผิดไปแล้วครับเจ๊”
“เอ้า! แล้วตกลงมีอะไร รีบพูดมาสิ”
“ก็ลูกค้าคนที่โทรแจ้งตำรวจนั่นแหละครับ เขาบอกว่าถ้าพี่นานะต้องไปแจ้งความ เขาจะหาคนมาร้องเพลงแทนให้”
“อ้าว! แล้วทำไมไม่รีบบอก นี่มันข่าวดีชัด ๆ” อุ้ยยิ้มออกมาได้เป็นครั้งแรก ก่อนถามต่อด้วยความอยากรู้ “ว่าแต่ลูกค้าคนนั้นหล่อไหม”
“หล่อมากครับเจ๊ หล่อกว่าพระเอกซีรีส์ที่เจ๊ชอบดูอีก”
“จริงเหรอ! งั้นต้องรีบไปดูหน่อยแล้ว”
ถนอมส่ายหน้าน้อย ๆ อย่างระอากับท่าทีที่เปลี่ยนไปในพริบตาของเจ้านาย
“ไปค่ะคุณนานะ เราออกไปหน้าร้านกันก่อน เดี๋ยวอุ้ยไปโรงพักเป็นเพื่อนนะคะ”
อกิณาพยักหน้ารับ ก่อนเดินตามอุ้ยออกไปยังบริเวณหน้าร้าน ซึ่งขณะนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจสองนายยืนรออยู่
“คนนั้นครับเจ๊” ถนอมบอกพลางชี้ไปทางชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีดำ พับแขนเสื้อขึ้นมาถึงข้อศอก เข้าคู่กับกางเกงสแล็กสีเดียวกัน ขณะนั้นชายหนุ่มกำลังคุยโทรศัพท์อยู่ จึงยังไม่ทันสังเกตเห็นคนที่เดินเข้ามาหา
“สวัสดีค่ะ” อุ้ยเป็นฝ่ายเอ่ยทักพร้อมรอยยิ้ม
ชายหนุ่มหันมาตามเสียงเรียก
ทันทีที่เห็นใบหน้าของเขาชัด ๆ อกิณาก็ชะงักงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
“ไทม์...” ชื่อที่ไม่ได้เอ่ยเรียกมานานหลายปีหลุดออกจากริมฝีปากของเธออย่างไม่ทันตั้งตัว
>>>>>>>>>>
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนั้นไม่อาจขับไล่ความหม่นเศร้าที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้องได้ โดยเฉพาะเมื่อเสียงเพลงแสนเศร้ายังคงคลอเบา ๆ อยู่ในความเงียบงันภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวงฉันเคยคิดว่าความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจเช่นนี้คงเป็นเพียงเพราะค่ำคืนที่ล่วงเลยจนดึกดื่นแต่คำโกหกหนึ่งคำ กลับนำไปสู่อีกคำโกหกไม่รู้จบคนที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวเช่นเธอ...ฉันไม่อาจให้อภัยได้อา...เธอเลือนหายไปราวกับสายหมอกจากไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยให้ฉันได้รู้ว่าเธออยู่แห่งหนใดฉันไม่อยากให้เธอมองว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ร่ำไห้เมื่อหัวใจต้องเจ็บช้ำเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนฉันคงต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพังอีกครั้งความรักช่างเหมือนฝันร้าย...ที่ฉันอยากลืมเลือน...อกิณาหลับตาลง ปล่อยให้ท่วงทำนองและเนื้อร้องของเพลง คนโกหก ซึมลึกเข้าไปในหัวใจ น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้เพียงได้ยินอชิระเอ่ยชื่อเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ ก็ราวกับมีใครนำมีดมากรีดลงบนบาดแผลเก่าที่เธอพยายามรักษามานานหลายปีความเจ็บปวดที่เคยคิดว่าผ่านพ้นไปแล้
อกิณาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสบตากับอชิระที่เงยหน้าขึ้นมามองเธอพอดี ร่างกายพลันสั่นสะท้าน ความคิดที่ล่องลอยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครู่ถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันในทันที“ทางบริษัทต้องการเสนอสัญญาจ้างงานประจำให้คุณนานะครับ”เกียรติชัยซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือของอชิระเอ่ยขึ้น พร้อมเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งมาตรงหน้าหญิงสาว“ส่วนอีกฉบับเป็นสัญญารักษาความลับที่ทางบริษัทเพิ่งปรับปรุงเนื้อหาใหม่ครับ ตอนนี้พนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานสัญญาจ้างและผู้รับจ้างอิสระ จะต้องลงนามในสัญญาฉบับใหม่ทั้งหมด”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คุณนานะค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจก่อนได้เลยนะครับ ผมติดกระดาษโน้ตไว้ตรงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะได้ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น”เกียรติชัยส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรตามแบบฉบับทนายความมากประสบการณ์ที่รู้ดีว่าควรใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คู่เจรจารู้สึกผ่อนคลาย แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาจะเป็นการโน้มน้าวให้หญิงสาวยอมรับเงื่อนไขที่บริษัทเสนอมาก็ตามอกิณาเปิดเอกสารตรงหน้าอ่านด้วยความมึนงง สมองของเธอยังไม่อาจประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เดิมทีเธอคิดว่าการมาบริษัทในวันนี้
ภาพความทรงจำเมื่อเกือบสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้งเธอยังจำวันสุดท้ายที่เดินออกจากอาคารแห่งนี้ได้ดี วันนั้นเธอเพิ่งเซ็นเอกสารยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทที่เคยให้โอกาสและสนับสนุนเธอมาตลอด จนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จได้แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นคนทำลายเส้นทางอาชีพของตัวเองลงเสียก่อนไม่เพียงอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ผู้บริหารและผู้คนอีกหลายคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอต้องผิดหวังไปด้วยอกิณากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ก่อนพยายามตั้งสติแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีพนักงานสามคนนั่งประจำอยู่บริเวณโถงหน้าลิฟต์สำนักงาน“รบกวนถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยด้วยค่ะ” ธนัญญา พนักงานประชาสัมพันธ์ประจำอาคาร เอ่ยขึ้นหลังจากรับบัตรประชาชนของอกิณามาเพื่อลงทะเบียนแลกบัตรผู้มาติดต่อ“ทางเราต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัทค่ะ” เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสุภาพอกิณาพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ ถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามปิดบังมาตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคารหญิงสาวหันไปทา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่มือเรียวผอมบางจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ควานสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณหัวเตียง กว่าจะคลำเจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงรบกวนการนอนหลับของเธอ“สวัสดีค่ะ” อกิณารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตายังคงปิดสนิท“สวัสดีครับ คุณนานะ”เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังมาตามสาย ทำให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูชื่อผู้โทร แต่บนหน้าจอกลับปรากฏเพียงหมายเลขที่ไม่รู้จัก“ค่ะ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ”เธอถามกลับอย่างระแวดระวัง นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกลวงหรือเปล่า“เอ่อ...คือว่า ผมชื่อณัฐพลครับ เรียกนัทก็ได้ ผมรับงานต่อจากพี่บีที่บริษัท WB น่ะครับ พอดีพี่บีลาออกไปแล้ว ทางบริษัทก็เลยมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อคุณนานะแทนครับ”สิ้นประโยคนั้น อกิณาก็เบิกตากว้าง ความง่วงงุนที่มีอยู่เมื่อครู่หายไปทันทีบีลาออกแล้วอย่างนั้นหรือ!“อ้าว เหรอคะ แล้ว...คุณนัทโทรมาหานานะเรื่องงานที่รับไว้ใช่ไหมคะ”“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเพลงที่ทางบริษัทให้คุณนานะแต่ง เสร็จเรียบร้อยหรือยังครับ”“เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งเสร็จเมื่อคืนนี้เอง แต่คุณบีบอกว่ากำหนดส่งมะรืนนี้ไม่
“คุณอชิระครับ” เกียรติชัย ทนายความประจำตัวของอชิระ เดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย“ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนคุณเกียรติชัยดึก ๆ แบบนี้” อชิระเอ่ยอย่างเกรงใจ“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” เกียรติชัยตอบ ก่อนถามต่อ “ว่าแต่ตอนนี้คู่กรณีอยู่ที่ไหนแล้วครับ”“ทางโน้นครับ”อชิระพยักพเยิดไปยังอีกมุมหนึ่งของโรงพัก ซึ่งมีชายวัยสามสิบกว่า ๆ นั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดกระดุมสองเม็ดบน ท่าทางยังมีอาการมึนเมาหลงเหลืออยู่บ้าง ข้างกายมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นทนายความของฝ่ายนั้นเกียรติชัยได้รับทราบเรื่องราวคร่าว ๆ จากอชิระมาก่อนแล้ว เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ได้รับรายงาน เขาเห็นว่าฝ่ายอกิณามีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย หากมีหลักฐานยืนยันว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายก่อเหตุจริง อีกฝ่ายก็อาจต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายด้วยซ้ำ“สวัสดีครับพี่!” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ก่อเหตุรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ก่อนยกมือไหว้เกียรติชัยอย่างนอบน้อมเกียรติชัยยกมือรับไหว้“ผมชัยวัฒน์ครับ เป็นทนายความของคุณสุรศักดิ์ คู่กรณีในเรื่องนี้”ชัยวัฒน์แนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพ เขารู้จักชื่
อกิณาเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งห่างออกไปสองเก้าอี้ ก่อนจะรีบเบนสายตากลับมานับตั้งแต่วินาทีที่อชิระหันมาสบตาเธอ หลังได้ยินเสียงเรียกชื่อที่หลุดออกจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว“ไทม์...”เขาก็ยังไม่พูดอะไรกับเธออีกเลยตอนนั้นอชิระเพียงหันไปบอกอุ้ยว่าจะตามมาที่โรงพักด้วย พร้อมแจ้งว่าเขาโทรเรียกทนายความส่วนตัวให้มาช่วยดูเรื่องนี้แล้ว เผื่อจะมีอะไรที่พอช่วยเหลือกันได้จากนั้นจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มก็ยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายเธอสักคำ“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไทม์สบายดีใช่ไหม”อชิระหันมามองหญิงสาวเต็มตา แววตาของเขามีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนยากจะอ่านออก แต่สิ่งหนึ่งที่อกิณาสัมผัสได้ชัดเจนคือความขุ่นเคืองที่ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา“สิบปี หกเดือน สิบห้าวัน” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนพูดต่อ“นั่นคือเวลาทั้งหมดที่เราไม่ได้เจอกัน”อกิณาชะงักไปทันที เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ความอึดอัดแล่นขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องเขาจำได้แม่นยำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ...ความคิดของเธอย้อนกลับไปยังวันสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันวันนั้นเธอกับอชิระมีงานออกรายการเพลงด้วยกัน หลังจบรายการ ชายหนุ่มขอคุยกับเธอตามลำพังในห้อง







