تسجيل الدخولอชิระนั่งมองหญิงสาวที่กำลังขับร้องบทเพลงอยู่บนเวทีเล็ก ๆ ของร้าน ‘โอเวอร์ไทม์’ ร้านอาหารกึ่งผับยอดนิยมในหมู่หนุ่มสาวออฟฟิศย่านอโศก
วันนี้เป็นคืนวันศุกร์ ลูกค้าจึงแน่นร้านเป็นพิเศษ โชคดีที่ชายหนุ่มได้โต๊ะในมุมค่อนข้างสงบ บริเวณกลางร้านซึ่งอยู่ห่างจากเวทีพอประมาณ ทำให้มองเห็นนักร้องสาวได้อย่างชัดเจน
สายตาของเขาจับจ้องไปยังอกิณาที่กำลังร้องเพลง ‘รักครั้งที่สอง’ บทเพลงช้าซึ่งเปิดโอกาสให้นักร้องได้แสดงพลังเสียงอย่างเต็มที่
แม้น้ำเสียงของเธอจะยังไม่สมบูรณ์เท่ากับเมื่อสิบกว่าปีก่อน แต่สำหรับอชิระ เพียงเท่านี้ก็นับว่าดีขึ้นมากแล้ว
ภาพของอกิณาบนเวทีทำให้อชิระนึกถึงเด็กสาวสดใสร่าเริงที่เขาเคยรู้จักเมื่อสิบกว่าปีก่อน ความทรงจำในวันแรกที่พบกันยังคงแจ่มชัด ราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
“สวัสดี เราชื่ออชิระ ชื่อเล่นว่าไทม์ เธอล่ะชื่ออะไร”
“เราชื่ออกิณา ชื่อเล่นว่านานะ”
ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในการประกวดร้องเพลงรายการหนึ่ง ซึ่งผู้เข้าแข่งขันต้องเข้าค่ายฝึกฝนทักษะการร้องเพลงร่วมกันเป็นเวลาสามเดือน โดยอชิระจับสลากได้อยู่ทีมเดียวกับอกิณา และได้รับเลือกให้เป็นคู่ฝึกซ้อมของเธอ
ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน อชิระก็ประทับใจในความสดใสร่าเริงและอัธยาศัยดีของหญิงสาว อกิณาเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น เธอมักแบ่งปันเทคนิคการร้องเพลงให้ทั้งเขาและเพื่อนร่วมทีมอย่างเต็มใจ ไม่เคยคิดหวงวิชา ทั้งยังคอยแนะนำว่าใครเหมาะกับเพลงแนวไหน เพื่อให้แต่ละคนได้แสดงความสามารถออกมาอย่างเต็มที่
ตลอดสามเดือนที่ใช้เวลาร่วมกัน ความประทับใจของอชิระค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นความรักโดยที่เขาเองก็ไม่ทันรู้ตัว กระทั่งความรู้สึกนั้นเอ่อล้นจนไม่อาจเก็บไว้ได้อีกต่อไป
ทันทีที่การเข้าค่ายสิ้นสุดลง ชายหนุ่มจึงตัดสินใจสารภาพความในใจกับอกิณา แต่คำตอบที่ได้รับกลับไม่เป็นอย่างที่หวัง หญิงสาวปฏิเสธอย่างชัดเจนว่าเธอคิดกับเขาเพียงเพื่อนคนหนึ่งเท่านั้น
ถึงอย่างนั้น อชิระก็ยังไม่ยอมแพ้ เขายังคงพยายามเอาชนะใจเธอ หวังว่าสักวันอกิณาจะหันมามองเขาในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง ไม่ใช่แค่เพื่อนร่วมวงการ
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง ข่าวพาดหัวบนหน้าหนังสือพิมพ์ก็ทำให้ความหวังทั้งหมดของเขาพังทลายลง
หลังจากนั้นไม่นาน อชิระตัดสินใจเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ พร้อมกับตั้งใจว่าจะตัดใจจากผู้หญิงที่เขาเคยรัก และไม่หวนกลับไปข้องเกี่ยวกับเธออีก
อชิระกวาดตามองไปรอบร้าน สังเกตเห็นว่าลูกค้าหลายคนหยุดพูดคุยและหันมาสนใจเสียงเพลงจากบนเวที แม้แต่บางโต๊ะที่กำลังสนทนากันอย่างออกรสก็ยังเงียบลงเพื่อฟังเธอร้องเพลง
เสียงของอกิณามีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนเช่นนี้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อสิบกว่าปีก่อนหรือในเวลานี้
เขายังจำได้ดีว่าอกิณาเคยคว้ารางวัลชนะเลิศจากเวทีประกวดร้องเพลง และเริ่มต้นเส้นทางนักร้องอาชีพนับแต่นั้นมา
ผลงานเพลงแรกของเธอเป็นเพลงรักสดใสที่ได้รับความสนใจไม่น้อยสำหรับนักร้องหน้าใหม่ ก่อนที่เพลงช้าซึ่งปล่อยออกมาเป็นเพลงที่สองจะกลายเป็นเพลงฮิต ส่งให้ชื่อของอกิณาเป็นที่รู้จักไปทั่วประเทศ
หลังจากนั้น ไม่ว่าอกิณาจะออกเพลงอะไร ก็มักได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากแฟนเพลง ผลงานใหม่แทบทุกเพลงทะยานขึ้นสู่อันดับหนึ่งของชาร์ตตั้งแต่สัปดาห์แรกที่เปิดตัว จนศิลปินร่วมวงการต่างพากันหลีกเลี่ยงการออกผลงานในช่วงเวลาเดียวกับเธอ เพราะรู้ดีว่ายากจะต้านกระแสความนิยมที่มีต่ออกิณาได้
ส่วนบัตรคอนเสิร์ตของเธอนั้นไม่ต้องพูดถึง เปิดขายเมื่อไหร่ก็หมดเกลี้ยงในเวลาอันรวดเร็ว แม้แต่อชิระเองยังต้องคอยเฝ้าจองแข่งกับแฟนเพลงคนอื่น ๆ เพื่อให้ได้เข้าไปชมการแสดงของเธอสักครั้ง
สำหรับอกิณา การร้องเพลงคือชีวิตจิตใจของเธอ เขายังจำคำพูดที่หญิงสาวเคยบอกไว้ได้ดี
“ถ้าวันไหนฉันต้องหยุดร้องเพลง วันนั้นก็คือวันตายของฉันเลยล่ะ”
และเธอก็ทำให้เห็นว่าคำพูดนั้นไม่ใช่เพียงคำกล่าวลอย ๆ อกิณาทุ่มเทให้กับผลงานทุกเพลง ใส่ใจแม้กระทั่งการออกแบบชุดที่ใช้ขึ้นเวที เธอฝึกซ้อมครั้งแล้วครั้งเล่าจนกว่าจะมั่นใจว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบที่สุด
ด้วยเหตุนี้ คอนเสิร์ตของเธอจึงเป็นการแสดงที่ดูซ้ำกี่ครั้งก็ไม่เคยเบื่อ แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด อชิระเองก็ยังเก็บแผ่นซีดีบันทึกการแสดงสดของเธอที่เคยซื้อสะสมไว้ทุกชุด
เขายังจำบรรยากาศหลังจบคอนเสิร์ตครั้งหนึ่งได้ดี แฟนเพลงที่เดินออกจากสถานที่จัดงานต่างพูดคุยถึงการแสดงของอกิณาด้วยความตื่นเต้น
“เสียงอกิณาอย่างกับกินแผ่นเสียงเข้าไปแน่ะ”
“นั่นสิ ร้องสดเพราะกว่าในซีดีอีกมั้ง โชคดีจริง ๆ ที่ได้มาดูคอนเสิร์ตครั้งนี้”
ทุกครั้งที่ได้ยินคำชื่นชมเหล่านั้น อชิระก็พลอยยินดีไปกับเธอด้วย เขารู้ดีว่าอกิณาทุ่มเทให้กับความฝันมากเพียงใด และดีใจที่ได้เห็นหญิงสาวที่เขารักประสบความสำเร็จอย่างงดงามตามที่ตั้งใจไว้
“โอ๊ย!”
ภายในห้องมืดสลัว มีเพียงแสงไฟจากภายนอกที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างเข้ามาเป็นริ้วบาง ๆ ทว่าแสงสว่างเพียงน้อยนิดนั้นไม่อาจขับไล่ความหม่นเศร้าที่ปกคลุมอยู่ทั่วห้องได้ โดยเฉพาะเมื่อเสียงเพลงแสนเศร้ายังคงคลอเบา ๆ อยู่ในความเงียบงันภายใต้แสงจันทร์สีเงินยวงฉันเคยคิดว่าความเจ็บปวดรวดร้าวในหัวใจเช่นนี้คงเป็นเพียงเพราะค่ำคืนที่ล่วงเลยจนดึกดื่นแต่คำโกหกหนึ่งคำ กลับนำไปสู่อีกคำโกหกไม่รู้จบคนที่เอาแต่ใจและเห็นแก่ตัวเช่นเธอ...ฉันไม่อาจให้อภัยได้อา...เธอเลือนหายไปราวกับสายหมอกจากไปโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยให้ฉันได้รู้ว่าเธออยู่แห่งหนใดฉันไม่อยากให้เธอมองว่าฉันเป็นเพียงผู้หญิงคนหนึ่งที่เอาแต่ร่ำไห้เมื่อหัวใจต้องเจ็บช้ำเมื่อรุ่งเช้าวันใหม่มาเยือนฉันคงต้องตื่นขึ้นมาเพียงลำพังอีกครั้งความรักช่างเหมือนฝันร้าย...ที่ฉันอยากลืมเลือน...อกิณาหลับตาลง ปล่อยให้ท่วงทำนองและเนื้อร้องของเพลง คนโกหก ซึมลึกเข้าไปในหัวใจ น้ำตาไหลอาบสองแก้มอย่างไม่อาจห้ามได้เพียงได้ยินอชิระเอ่ยชื่อเพลงนี้ขึ้นมาอีกครั้งในวันนี้ ก็ราวกับมีใครนำมีดมากรีดลงบนบาดแผลเก่าที่เธอพยายามรักษามานานหลายปีความเจ็บปวดที่เคยคิดว่าผ่านพ้นไปแล้
อกิณาสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อสบตากับอชิระที่เงยหน้าขึ้นมามองเธอพอดี ร่างกายพลันสั่นสะท้าน ความคิดที่ล่องลอยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในอดีตเมื่อครู่ถูกดึงกลับมาสู่ปัจจุบันในทันที“ทางบริษัทต้องการเสนอสัญญาจ้างงานประจำให้คุณนานะครับ”เกียรติชัยซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือของอชิระเอ่ยขึ้น พร้อมเลื่อนเอกสารชุดหนึ่งมาตรงหน้าหญิงสาว“ส่วนอีกฉบับเป็นสัญญารักษาความลับที่ทางบริษัทเพิ่งปรับปรุงเนื้อหาใหม่ครับ ตอนนี้พนักงานทุกคน รวมถึงพนักงานสัญญาจ้างและผู้รับจ้างอิสระ จะต้องลงนามในสัญญาฉบับใหม่ทั้งหมด”เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงสุภาพ“คุณนานะค่อย ๆ อ่านทำความเข้าใจก่อนได้เลยนะครับ ผมติดกระดาษโน้ตไว้ตรงหัวข้อที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะได้ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น”เกียรติชัยส่งยิ้มให้อย่างเป็นมิตรตามแบบฉบับทนายความมากประสบการณ์ที่รู้ดีว่าควรใช้ถ้อยคำอย่างไรให้คู่เจรจารู้สึกผ่อนคลาย แม้จุดประสงค์ที่แท้จริงของเขาจะเป็นการโน้มน้าวให้หญิงสาวยอมรับเงื่อนไขที่บริษัทเสนอมาก็ตามอกิณาเปิดเอกสารตรงหน้าอ่านด้วยความมึนงง สมองของเธอยังไม่อาจประมวลเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้เดิมทีเธอคิดว่าการมาบริษัทในวันนี้
ภาพความทรงจำเมื่อเกือบสิบปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้งเธอยังจำวันสุดท้ายที่เดินออกจากอาคารแห่งนี้ได้ดี วันนั้นเธอเพิ่งเซ็นเอกสารยกเลิกสัญญาจ้างกับบริษัทที่เคยให้โอกาสและสนับสนุนเธอมาตลอด จนสามารถก้าวขึ้นไปเป็นนักร้องที่ประสบความสำเร็จได้แต่สุดท้ายเธอกลับเป็นคนทำลายเส้นทางอาชีพของตัวเองลงเสียก่อนไม่เพียงอนาคตที่เคยวาดฝันไว้เท่านั้น เหตุการณ์ครั้งนั้นยังทำให้ผู้บริหารและผู้คนอีกหลายคนที่เคยเชื่อมั่นในตัวเธอต้องผิดหวังไปด้วยอกิณากะพริบตาถี่ ๆ เพื่อไล่น้ำตาที่เริ่มเอ่อคลอ ก่อนพยายามตั้งสติแล้วเดินตรงไปยังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งมีพนักงานสามคนนั่งประจำอยู่บริเวณโถงหน้าลิฟต์สำนักงาน“รบกวนถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยด้วยค่ะ” ธนัญญา พนักงานประชาสัมพันธ์ประจำอาคาร เอ่ยขึ้นหลังจากรับบัตรประชาชนของอกิณามาเพื่อลงทะเบียนแลกบัตรผู้มาติดต่อ“ทางเราต้องขอถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานด้วยนะคะ เป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยของบริษัทค่ะ” เธออธิบายเพิ่มเติมด้วยน้ำเสียงสุภาพอกิณาพยักหน้ารับ ก่อนค่อย ๆ ถอดหมวก แว่นตาและหน้ากากอนามัยออก เผยให้เห็นใบหน้าที่พยายามปิดบังมาตลอดตั้งแต่เดินเข้ามาในอาคารหญิงสาวหันไปทา
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นสองครั้ง ก่อนที่มือเรียวผอมบางจะโผล่ออกมาจากใต้ผ้าห่ม ควานสะเปะสะปะไปทั่วบริเวณหัวเตียง กว่าจะคลำเจอโทรศัพท์มือถือที่กำลังส่งเสียงรบกวนการนอนหลับของเธอ“สวัสดีค่ะ” อกิณารับสายด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ดวงตายังคงปิดสนิท“สวัสดีครับ คุณนานะ”เสียงผู้ชายที่ไม่คุ้นเคยดังมาตามสาย ทำให้หญิงสาวค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ก่อนยกโทรศัพท์ออกจากหูเพื่อดูชื่อผู้โทร แต่บนหน้าจอกลับปรากฏเพียงหมายเลขที่ไม่รู้จัก“ค่ะ ไม่ทราบว่าโทรมาจากไหนคะ”เธอถามกลับอย่างระแวดระวัง นึกสงสัยอยู่ครามครันว่าจะเป็นพวกมิจฉาชีพที่โทรมาหลอกลวงหรือเปล่า“เอ่อ...คือว่า ผมชื่อณัฐพลครับ เรียกนัทก็ได้ ผมรับงานต่อจากพี่บีที่บริษัท WB น่ะครับ พอดีพี่บีลาออกไปแล้ว ทางบริษัทก็เลยมอบหมายให้ผมเป็นคนติดต่อคุณนานะแทนครับ”สิ้นประโยคนั้น อกิณาก็เบิกตากว้าง ความง่วงงุนที่มีอยู่เมื่อครู่หายไปทันทีบีลาออกแล้วอย่างนั้นหรือ!“อ้าว เหรอคะ แล้ว...คุณนัทโทรมาหานานะเรื่องงานที่รับไว้ใช่ไหมคะ”“ใช่ครับ ไม่ทราบว่าเพลงที่ทางบริษัทให้คุณนานะแต่ง เสร็จเรียบร้อยหรือยังครับ”“เสร็จแล้วค่ะ เพิ่งเสร็จเมื่อคืนนี้เอง แต่คุณบีบอกว่ากำหนดส่งมะรืนนี้ไม่
“คุณอชิระครับ” เกียรติชัย ทนายความประจำตัวของอชิระ เดินตรงเข้ามาหาชายหนุ่มผู้เป็นเจ้านาย“ขอโทษด้วยนะครับที่ต้องรบกวนคุณเกียรติชัยดึก ๆ แบบนี้” อชิระเอ่ยอย่างเกรงใจ“ไม่เป็นไรครับ เป็นหน้าที่ของผมอยู่แล้ว” เกียรติชัยตอบ ก่อนถามต่อ “ว่าแต่ตอนนี้คู่กรณีอยู่ที่ไหนแล้วครับ”“ทางโน้นครับ”อชิระพยักพเยิดไปยังอีกมุมหนึ่งของโรงพัก ซึ่งมีชายวัยสามสิบกว่า ๆ นั่งอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว ปลดกระดุมสองเม็ดบน ท่าทางยังมีอาการมึนเมาหลงเหลืออยู่บ้าง ข้างกายมีชายหนุ่มอีกคนหนึ่งนั่งอยู่ด้วย ดูจากท่าทางแล้วน่าจะเป็นทนายความของฝ่ายนั้นเกียรติชัยได้รับทราบเรื่องราวคร่าว ๆ จากอชิระมาก่อนแล้ว เมื่อพิจารณาจากเหตุการณ์ที่ได้รับรายงาน เขาเห็นว่าฝ่ายอกิณามีข้อได้เปรียบอยู่ไม่น้อย หากมีหลักฐานยืนยันว่าคู่กรณีเป็นฝ่ายก่อเหตุจริง อีกฝ่ายก็อาจต้องรับผิดและชดใช้ค่าเสียหายด้วยซ้ำ“สวัสดีครับพี่!” ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างผู้ก่อเหตุรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา ก่อนยกมือไหว้เกียรติชัยอย่างนอบน้อมเกียรติชัยยกมือรับไหว้“ผมชัยวัฒน์ครับ เป็นทนายความของคุณสุรศักดิ์ คู่กรณีในเรื่องนี้”ชัยวัฒน์แนะนำตัวด้วยท่าทีสุภาพ เขารู้จักชื่
อกิณาเหลือบมองชายหนุ่มที่นั่งห่างออกไปสองเก้าอี้ ก่อนจะรีบเบนสายตากลับมานับตั้งแต่วินาทีที่อชิระหันมาสบตาเธอ หลังได้ยินเสียงเรียกชื่อที่หลุดออกจากปากอย่างไม่ทันตั้งตัว“ไทม์...”เขาก็ยังไม่พูดอะไรกับเธออีกเลยตอนนั้นอชิระเพียงหันไปบอกอุ้ยว่าจะตามมาที่โรงพักด้วย พร้อมแจ้งว่าเขาโทรเรียกทนายความส่วนตัวให้มาช่วยดูเรื่องนี้แล้ว เผื่อจะมีอะไรที่พอช่วยเหลือกันได้จากนั้นจนถึงตอนนี้ ชายหนุ่มก็ยังคงเงียบ ไม่แม้แต่จะเอ่ยทักทายเธอสักคำ“ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ไทม์สบายดีใช่ไหม”อชิระหันมามองหญิงสาวเต็มตา แววตาของเขามีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันจนยากจะอ่านออก แต่สิ่งหนึ่งที่อกิณาสัมผัสได้ชัดเจนคือความขุ่นเคืองที่ดูเหมือนจะยังไม่จางหายไปตามกาลเวลา“สิบปี หกเดือน สิบห้าวัน” เขาตอบเสียงห้วน ก่อนพูดต่อ“นั่นคือเวลาทั้งหมดที่เราไม่ได้เจอกัน”อกิณาชะงักไปทันที เธอกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ ความอึดอัดแล่นขึ้นมาจนแทบหายใจไม่ทั่วท้องเขาจำได้แม่นยำถึงขนาดนั้นเชียวหรือ...ความคิดของเธอย้อนกลับไปยังวันสุดท้ายที่ทั้งสองได้พบกันวันนั้นเธอกับอชิระมีงานออกรายการเพลงด้วยกัน หลังจบรายการ ชายหนุ่มขอคุยกับเธอตามลำพังในห้อง







