Mag-log in“พี่ปล่อยมือเบลล์นะ ถ้าไม่ปล่อยเบลล์จะตะโกนจริงๆ ด้วย” ฉันทำเสียงดุแกมขู่หวังว่าเขาจะรู้ตัวว่ายังมีคนอื่นอยู่ที่นี่ ทำไมเขาถึงได้กล้าทำเรื่องอุกอาจแบบนี้กันนะ ในตอนนั้นเองที่ฉันใช้แรงทั้งหมดเพื่อให้มือตัวเองหลุดจากอีกฝ่าย
ชั่ววินาทีนั้นเองที่เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ดวงตาพลันเบิกกว้างด้วยความตกใจ ใครจะคิดว่าเขาจะปล่อยมืออย่างไม่ทันให้อีกฝ่ายตั้งรับล่ะ ฉันที่ออกแรงดึงสุดชีวิตก็เสียหลักอย่างเลี่ยงไม่ได้ วินาทีนั้นที่รู้ว่าตัวเองต้องล้มหงายหลังแน่ ๆ ฉันจึงรีบคว้ามือคนตรงหน้าเอาไว้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้บอกให้เขาปล่อยมือกันแทบตาย ทันทีที่จับมืออีกฝั่งไว้ได้ เขาก็เป็นฝ่ายกระตุกและดึงฉันให้กลับมานั่งตามเดิม ประจวบเหมาะกับที่ไฟในหอประชุมถูกเปิดขึ้นพอดี เป็นสัญญาณว่าพิธีได้จบลงแล้ว แต่กับคนตรงหน้า ฉันว่าเราคงมีเรื่องคุยกันอีกยาวเลยล่ะ เจ้าของรอยยิ้มที่มองจากร้อยเมตรก็รู้ว่าเป็นคนกะล่อน อีกทั้งสายตาเจ้าเล่ห์ที่ไม่น่าไว้วางใจนั่นอีก ถึงแม้ภายนอกเขาจะแต่งตัวดูดีตั้งแต่หัวจดเท้าก็ตามที ฉันคิดว่า ฉันจำเขาได้นะ เขาคือคนบ้าที่บอกว่าตัวเองเป็นคนดีน่ะ “มองเฮียตาแป๋วแบบนี้ จำกันได้ใช่ไหมคะ” เสียงทุ้มติดขี้เล่นเอ่ยออกมาพลางปล่อยมือฉันให้เป็นอิสระ ดูเหมือนวันนี้เขาอยู่ในสภาพคนปกตินะแต่ก็พูดจาไปเรื่อยเหมือนเดิม “ดีใจจังที่ได้เจอกันอีก” ฉันไม่เห็นจะดีใจเลยสักนิด แล้วฉันมองเขาตาแป๋วตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ตอนนี้สายตาฉันมันบอกว่าอยากจะทุบเขาเสียมากกว่า เรื่องเก่ายังไม่ทันได้สะสางเลยนะ เขาก็สร้างเรื่องใหม่ขึ้นมาอีกแล้ว “พี่หลอกจับมือเบลล์” ฉันบอกเขาอย่างหาเรื่อง “เปล่าซะหน่อย เฮียแค่จะผูกข้อมือให้น้องอ่า แต่มันมืดไง เฮียมองไม่เห็นอะไรเลย” เขาทำเสียงน่าหมั่นไส้พลางยู่ปากใส่กัน “โกหก” ฉันไม่เชื่อคำพูดแก้ตัวของเขาหรอก แล้วทำไมเขาต้องจ้องหน้าฉันขนาดนี้เนี่ย ยิ้มอะไรของเขากัน “พี่เลิกจ้องเบลล์สักทีได้ไหมคะ” “เอ๋า มองก็ไม่ได้ เฮียแค่อยากเห็นหน้าน้องเบลล์ชัดๆ แค่นั้นเองอ่า คืนก่อนเฮียตาลายนิดนึง” เขายกนิ้วโป้งไขว้กับนิ้วชี้เป็นรูปหัวใจขึ้นมาสำทับ “เฮียเปล่าโกหกน้า ถ้าเฮียโกหกขอให้เฮียหล่อน้อยลงเลยอะ” คำสาบานประเภทไหนของเขากัน “ว่าแต่คืนก่อนเฮียได้บอกน้องเบลล์หรือยังคะ” “อะไรคะ” อยากจะรู้เหมือนกันว่าเขาคิดจะพูดอะไรกันแน่ จนถึงตอนนี้ฉันยังเดาคำพูดหรือการกระทำของเขาไม่ได้เลย อยากรู้ว่าเขาต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ถึงได้จงใจมาก่อกวนกันแบบนี้ ฉันได้เผลอไปทำอะไรให้พี่เขาไม่พอใจหรือเปล่านะ “อยากรู้เหรอ” เขาถามกลับอย่างยียวนพร้อมยกยิ้มขึ้นอย่างพอใจ ส่วนฉันน่ะอยากฟาดเขาสักทีให้หายหงุดหงิด “ไม่บอกดีกว่า” สิ้นประโยคนั้น คนตัวโตในชุดสูทสีดำก็ขยับเข้ามาใกล้กันมากกว่าเดิม สายตาคมเป็นประกายวาววับยามที่เราสบสายตากัน ริมฝีปากเขาขยับขึ้นลงช้าๆ หากแต่ไร้เสียงเล็ดลอดออกมาให้ใครได้ยิน ทว่าเขาจงใจให้ฉันสามารถอ่านรูปปากเขาออกได้อย่างง่ายดาย ดูเหมือนเขาจะพูดว่า ‘น่ารัก’ “ไอ้ไวท์” เสียงเข้มดังเข้ามา พอหันไปมองก็เห็นว่าพี่เจ็ทยืนอยู่ด้านหลังของคนบ้าที่กำลังทำสายตากรุ้มกริ่มมองกันอยู่ ส่วนเพื่อนๆ คนอื่นที่อยู่ใกล้ๆ ก็เริ่มส่งเสียงพูดคุยและหันมาสนใจ “อะไรเพื่อนเจ็ท” คนบ้าหยัดตัวลุกขึ้นพลางจัดเสื้อผ้าชุดนักศึกษาของตัวเอง เนี่ยถ้าเขายืนเฉยๆก็เป็นคนหล่ออยู่หรอก แต่พอเปิดปากพูดเท่านั้นแหละ คุณพี่เชิญรับยาช่องสองค่า “มึงมาอยู่ทำไมตรงนี้ ไม่ไปรวมกับพวกเพื่อนๆ” พี่เจ็ทหันมาส่งสายตาขอโทษฉันพลางหันไปดุอีกคนหนึ่งด้วยเสียงไม่ดังมาก อาจเพราะทุกคนกำลังให้ความสนใจทั้งสองคน “ก็จะมาผูกข้อมือให้น้อง” คนขี้โกหกบอกเพื่อนตาใสเลยนะ แล้วใครมาแอบจับมือฉันเมื่อตะกี้ล่ะ คราวนี้เขาเหล่สายตามามองฉันอย่างกรุ้มกริ่มและพูดว่า “แค่มาทักทายเฉยๆ” “มึงมานี่เลย” จากนั้นพี่เจ็ทก็ดึงแขนคนบ้าให้กลับไปยืนรวมกับกลุ่มรุ่นพี่ปีสามคนอื่น ฉันเห็นพี่เจ็ทกอดอกพูดกับเพื่อนของเขาด้วยสีหน้าจริงจังอยู่นะ ส่วนอีกคนก็ทำเพียงพยักหน้าขึ้นลงซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น แต่ฉันคิดว่าพี่เจ็ทคงเปลืองน้ำลายเปล่าๆ เพราะดูเพื่อนเขาจะไม่ได้รับฟังสักเท่าไร เพราะเขาเอาแต่ส่งสายตามองมาที่ฉันตลอดเวลาเลย โอ๊ย เบลล์นี่แกกำลังเจอคนประเภทไหนอยู่กันเนี่ย ออกจากค่ายครั้งนี้คงต้องเข้าวัดทำบุญแล้วล่ะมั้งที่นี่อาจไม่มีหิ่งห้อย แต่ก็มีดวงดาวให้มองอยู่บ้าง อาจจะไม่สวยเท่าบ้านเรา แต่มันก็พอให้รู้สึกซาบซึ้งใจ เมื่อได้นั่งมองกับคนข้างกาย หลังจากที่ฉันเสียน้ำตาให้กับคำพูดของเฮียไป ฉันก็เพิ่งจะสงบสติอารมณ์อ่อนไหวข้างในใจได้ เรานั่งกันอยู่เงียบ ๆ และได้ทบทวนเรื่องราวหลาย ๆ อย่างในอดีตที่ผ่านมา กว่าที่เราสองคนจะได้มานั่งอยู่ด้วยกันอย่างนี้ มันไม่ง่ายเลยนะ“จะว่าไป เบลล์ก็ทึ่งตัวเองเหมือนกันนะ ที่ทนมาได้ขนาดนี้ เป็นผู้หญิงคนอื่น คงยอมแพ้ไปนานแล้ว” ฉันเองก็แปลกใจทำไมถึงยังอยู่ข้าง ๆ เขา“เฮียเข้าใจนะว่าทำไมเบลล์ถึงทนกับคนอย่างเฮียได้อะ” เสียงทุ้มเอ่ยอย่างไม่จริงจังนักพลางวาดวงแขนมาที่ไหล่เล็กของฉันเพื่อดันไปซบไหล่เขา“เข้าใจว่าอะไร” เขาเคยเข้าใจอะไรด้วยหรือไง เอาแต่ เกเร หนีเที่ยว ทำเรื่องแผลง ๆ ไปวัน ๆ เอาแต่บอกว่าตัวเองเป็นอิสระ สุขนิยม มีแต่ฉันที่ต้องตามเขาอยู่ร่ำไป บางครั้งก็อยากจะพอแต่ในจังหวะนั้นเขาก็ดึงฉันกลับไปอีก“ก็เฮียมันคนหล่อ เบลล์คงตัดใจทิ้งยาก” คนสุขนิยมตอบแกมหัวเราะ อีกทั้งยังยักคิ้วหลิ่วตามาให้ ฉันได้แต่เบะปากคืนกลับไป เข้าเรื่องจริงจังได้ประเดี๋ยวเดียวก็กลับมาเล่นอีกแล้ว“ล้อเล
[บทบรรยาย : ไวท์ วรัท]ผมมองใบหน้าเรียวเล็กของเธอด้วยหัวใจเต้นแรง คนอะไรทำหน้าอึน แกล้งตีมึนกลบความขี้เขินแล้วยังน่ารัก ไม่ให้ผมหลงเธอคงเป็นไปไม่ได้“งั้นเบลล์ขอตายก่อน” คนตัวเล็กเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ ดูเหมือนเจ้าตัวคงเขินจนไม่รู้ว่าตัวเองด้วยซ้ำว่ากำลังพูดอะไรอยู่ แต่ไม่ว่าเธอจะทำอะไร เธอยังน่ารักสำหรับผมเสมอ นึก ๆ ดูแล้วเราสองคนไม่ได้คุยเรื่องไร้สาระกันมานานเท่าไรแล้วนะ แต่ไหนแต่ไรผมเป็นคนไม่ยึดติดกับอะไร ปล่อยให้ชีวิตดำเนินไปเรื่อย ๆ อยากทำสิ่งไหนก็จะทำ ทำตามใจตัวเองมาตลอด วันนี้ผมยังเป็นคนเดิม ยังยึดคติสุขนิยม ทว่าสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมอยากมีชีวิตคู่ อยากมีเบลล์เคียงข้าง อยากสร้างอนาคต อยากเป็นทุกอย่างให้กับเบลล์ อยากเป็นคนที่รักเธอสุดหัวใจอยากเห็นรอยยิ้ม อยากได้ยินเสียง อยากเห็นหน้า อยากทำทุกอย่างร่วมกับเธอ ผมว่าผมรักเธอมากกว่าที่ตัวเองคิดเสียอีก“ก็ได้ เฮียก็อยากให้เบลล์ตายก่อน” ผมตอบกลับ ส่งผลให้คนตัวเล็กทำหน้ามู่ทู่ อีกทั้งยังส่งสายตาพิฆาตใส่กัน ถ้าหากไม่แก้ต่าง เบลล์คงงอนผมหนักแน่ ๆ“ที่อยากให้เบลล์ตายก่อน ตัวเองจะได้ลั้ลลาสินะ” ปลายคางเธอเชิดขึ้นเล็กน้อย อดที่จะขำกับคนตรง
“ถ้าเฮียถีบ...เบลล์ตบคืนร้อยเท่า” รีบเอ่ยบอกเขาเสียงเข้ม ตอนที่เห็นเฮียกำลังยกเท้าตั้งใจจะถีบฉัน แต่โชคดีที่ฉันไหวตัวหลบได้ทันเสียก่อน อันที่จริงเรื่องของเรื่องฉันแค่อยากจะแกล้งคนขี้กลัวให้ตกใจเล่นเท่านั้น แต่ไม่คิดว่าเขาจะตกใจกลัวขนาดนี้ เกือบเจ็บตัวฟรีแล้วไหมล่ะ“เบลล์เหรอ” น้ำเสียงของเขายังฟังดูเหมือนไม่เชื่อว่าเป็นฉัน ร่างสูงโปร่งขยับตัวถอยหลังกรูดจนแผ่นหลังติดกับฝาผนัง“เฮีย เบลล์เอง”“ตกอกตกใจหมด นึกว่าผี” เขายกมือขึ้นทาบอกเบา ๆ พลางสูดลมหายใจเข้าออก “ถ้าเฮียเกิดหัวใจวายตายขึ้นมา เบลล์จะอยู่กับใคร”เรื่องเล่นใหญ่ต้องยกให้คุณวรัทเขาล่ะ“แค่แกล้งเล่นนิดเดียวเอง จู่ ๆ หลอดไฟในห้องก็ดับอะ”“เหรอ มันคงช็อตแหละ เดี๋ยวเฮียออกไปซื้อหลอดมาเปลี่ยน แต่ตอนนี้เราออกไปห้องนั่งเล่นก่อนดีไหม รู้สึกวังเวงยังไงไม่รู้ เบลล์คงกลัวแย่เลย” เขาเอ่ยบอกอย่างเป็นห่วง ฉันได้แต่คิดในใจคนที่กลัวเป็นเขามากกว่าล่ะมั้ง เหงื่อแตกเชียว“ทำไม เฮียกลัวผีเหรอ” ทำเสียงหลอนนิด ๆ ก่อนจะกระโดดเกาะหลังเขา และมันได้ผลเกินคาดคนขี้กลัวสะดุ้งตัวโยนรีบวิ่งออกไปด้านนอก กระโดดไปนั่งโซฟาพร้อมกับสีหน้าที่ขวัญเสียสุด ๆ“เบลล์ ไม่
“เปล่า ก็เฮียฝันอยู่อ่า” คนตัวโตตอบกลับมาเสียงอ่อย สรุปเขาเบลอคิดว่าตัวเองฝันอยู่ โอ๊ย...ปวดหัว อยากจะเอาข้าวต้มราดใส่หัวเขาสักทีเผื่อความร้อนจะช่วยละลายเมือกในสมองเขาบ้างดูเอาเถอะ เจอกัน คุยกันขนาดนี้ ยังคิดว่าฝันอยู่อีก“ไม่ได้ฝันเว้ย เฮียฟังเบลล์นะ ตอนนี้คือเฮียตื่นแล้ว โอเคปะ” ฉันพยายามใจเย็น จับมือเขาไว้เพื่อแสดงให้เขาดูว่าฉันตัวจริงเสียงจริง ไม่ใช่ฝัน เป็นคนจริง ๆหงุดหงิดตั้งแต่เมื่อคืนละนะ...“จริงดิ แต่ไม่มั้ง เบลล์ไม่มีทางอยู่ที่นี่หรอกมั้ง” เขายังเถียงกลับมาอย่างมั่นใจ ตอนนี้อารมณ์ฉันจะเข้าเลเวลสี่แล้ว แต่ฉันก็ยังพยายามใจเย็น นี่อิเฮียมันเรียนจนสมองไปหมดแล้วหรือยังไง“ทำยังไงถึงจะเชื่อว่าเบลล์อยู่ที่นี่”“ก็...”“ก็อะไร” ถามออกไปอย่างฉุนเฉียว ชอบทำให้คนเขาหงุดหงิด จู่ ๆ เฮียก็ขยับเข้ามาใกล้ฉันก่อนจะช้อนตัวอุ้มฉันขึ้นลอยหวือกลางอากาศและก้าวเดินเข้าห้องนอนอย่างรวดเร็ว“เฮียจะทำอะไร” เอ่ยถามตอนที่เขาอุ้มตัวฉันวางไว้บนเตียงก่อนเจ้าตัวจะตามมาคร่อมร่างฉันเอาไว้ สีหน้าอิเฮียดูมึน ๆ อยู่นะ หรือว่าอิเฮียจะเมายาจริง ๆ“พิสูจน์ไงว่าไม่ได้ฝัน” เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงขี้เล่น สีหน้ามึนงง
ลอนดอน ,ประเทศอังกฤษฉันบินมาถึงลอนดอนประมาณตีสี่กว่า ๆ คิดว่าเวลานี้เฮียคงนอนหลับปุ๋ยอยู่ หลังจากรับกระเป๋าเดินทางเสร็จเรียบร้อย ฉันก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อตรวจสอบที่อยู่ของอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียพักอีกครั้ง จากนั้นก็เรียกแท็กซี่จากหน้าสนามบินไปหาเขาทันทีอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาว อุณหภูมิที่รู้สึกได้หนาวแบบติดลบเลยล่ะ วินาทีที่เดินออกจากสนามบินบอกเลยว่าหนาวมาก โชคดีที่ใส่เสื้อฮีทเทคสวมทับด้วยเสื้อโค้ตตัวหนาอีกหนึ่งชั้น พอจะช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาบ้างฉันใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงเดินทางมาถึงอะพาร์ตเมนต์ที่เฮียอาศัยอยู่ แอบรู้สึกตื่นเต้นอยู่หน่อย ๆ เพราะไม่รู้ว่าถ้าฉันโผล่ไปอยู่ในห้องเฮียเวลานี้ เขาจะทำสีหน้ายังไงกลับมา แค่คิดก็สนุกแล้วเรื่องเซอร์ไพรส์เฮียครั้งนี้ ฉันมีคุณป๋าคอยช่วยทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องที่ขอกุญแจสำรองห้องของเฮียจากผู้ดูแลอะพาร์ตเม้นต์และตอนนี้ฉันก็ได้กุญแจห้องของเฮียมาแล้วใช้เวลาหาไม่นานก็เจอห้องของเขา ไม่รอช้าจึงจัดการเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบ ๆ พยายามทำทุกอย่างให้เบาเสียงที่สุด ฉันวางกระเป๋าเดินทางตรงมุมหนึ่งของห้อง ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องนอน พอเปิดประตูเข้าไปด้า
หนึ่งปีต่อมาถ้าถามว่าชีวิตฉันที่ไม่มีเฮียไวท์เป็นยังไงบ้าง ฉันก็ยังใช้ชีวิตปกติเหมือนเช่นเดิมทุกวัน แต่อาจมีเพิ่มอีกสักสองสามอย่างเช่น วันหยุดฉันอาจจะต้องไปกินข้าวกับที่บ้านของเฮีย ไปช้อปปิ้งกับพวกคุณป้า คุณอา และกิจกรรมที่ฉันทำเป็นประจำตอนนี้เวลา สิบโมงเช้านั่นก็คือวิดีโอคอลคุยกับคุณวรัท(ขอดูห้องหน่อย) คนตรงหน้าทำคิ้วขมวดมุ่น สายตาเรียวรีจ้องแต่จับผิดตลอดเวลา ตอนนี้เฮียเป็นโรคกลัวฉันมีชู้ กลัวว่าฉันจะแอบคบผู้ชายลับหลังเขา ไม่รู้ว่าเขาจะระแวงอะไร ทุกวันนี้ฉันแทบไม่เจอผู้ชายคนไหนเลยนอกจากคุณป๋าของเขาและพ่อของฉัน ทั้งโซ่ เก้า เดียร์ ได้หายสาบสูญไปจากชีวิตฉันหมดแล้ว นาน ๆ ทีเราจะได้เจอกันสักหนหนึ่งฉันหลบจากหน้าจอโน้ตบุ๊กเพื่อให้เขาเห็นบริเวณโดยรอบอย่างสะดวก(ไปฝึกงานนี่เจอไอ้พวกพี่เลี้ยงมาจีบปะ) คิดเอาไว้อยู่แล้วเชียว เขาต้องถามเรื่องนี้ทุกวันสิน่า ทั้งที่ฉันก็ตอบเหมือนเดิมมาอาทิตย์กว่าแล้ว นับตั้งแต่เริ่มฝึกงานที่บริษัทเป็นวันแรกจนถึงวันนี้“ไม่มี” เขาพยักหน้าอย่างพอใจ ช่วงนี้เฮียย้อมผมเป็นสีดำแล้วดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นเยอะเลย ที่สำคัญมันทำให้เขาหล่อขึ้นกว่าเดิมเสียอีก“ละเฮียอะ มีสาวมา

![My Engineerรักร้ายนายจอมโหด [ต้าร์พินอิน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





