LOGINห้องผ่าตัดเวลาเกือบเที่ยงคืน
ไฟยังไม่ดับ และเสียงหัวใจของคนไข้บนจอก็ยังดังอยู่เป็นจังหวะภานุยืนมองผ่านกระจกบานหนา
เขาไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในเคสคืนนี้ เพราะเขาอยากดู เธอ ทำงาน — แพทย์ใหม่ของแผนก… เจนนิสเธอสวมชุดกราวน์สีเขียวเข้ม ผูกผมไว้เรียบแผ่นหลัง
ใบหน้าแม้ซูบลงจากวันที่กลับมาใหม่ ๆ แต่แววตาในตอนนี้แน่วแน่จนคนมองเผลอสะท้าน“กดการบีบตัวของหัวใจไว้ให้เสถียรก่อน — พี่หมอจะดูตรงนี้”
เสียงเจนนิสชัดเจนในห้องกดดัน เธอกำลังผ่าตัดเด็กวัย 5 ขวบ ที่หลอดเลือดใหญ่ฉีกขาดจากอุบัติเหตุเลือดกระเซ็นไปตามถุงมือและแขนเสื้อ
แต่เธอไม่ได้ขยับแม้แต่น้อย กลับยิ่งนิ่ง ยิ่งมั่นคง และเด็ดขาดราวกับนักรบในสนามรบ“หมอเจนนิส… เราจะเย็บทันมั้ยครับ…”
อินเทิร์นคนหนึ่งถามเสียงสั่นข้างเธอเธอเงยหน้าขึ้นสบตา
“ไม่ใช่เรื่องของทันหรือไม่ทัน — แต่เราต้องทำให้มันรอด”น้ำเสียงนั้น…
หัวใจภานุเหมือนถูกบีบไว้ในมือใครสักคนมันคือคำพูดเดียวกับที่ยิหวาเคยพูดกับเขา
ในวันหนึ่ง ที่แม่ของเพื่อนสนิทพวกเขากำลังจะเสียชีวิต“พี่จะไม่ปล่อยให้เขาตายอยู่ตรงหน้า
เราทำไม่ได้หรอก ถ้ารู้ว่ายังมีอะไรที่พอจะช่วยเขาได้อีกนิดเดียว”ดวงตาเจนนิสในตอนนี้สะท้อนแสงจากไฟผ่าตัด
ภานุรู้สึกเหมือนมองเห็นใครบางคนอีกคนในนั้น — ไม่ใช่แค่เธอ แต่เป็น… พี่สาวของเขาพี่ที่เคยเจ็บแทบตายจากผู้หญิงคนนี้
แต่ในขณะเดียวกัน… ภานุกลับเผลอรู้สึกว่าตัวเองกำลัง “หลง” เธอเข้าแล้วไม่ใช่เพราะเธอเหมือนพี่
แต่เพราะเธอกำลังเป็นตัวของเธอเอง และมัน… น่ามองจนใจเริ่มกลัวเจนนิสไม่ได้ยินเสียงอะไรอีก
นอกจากเสียงหัวใจเด็กชายตัวน้อยที่แสดงบนมอนิเตอร์ เสียงเครื่องช่วยหายใจ เสียงเลือดที่หยดผ่านปลายสายนิ้วมือของเธอสั่นเพียงเสี้ยววินาทีก่อนหยิบเข็ม
แต่มืออีกข้างที่กดหลอดเลือดไว้แน่นกลับมั่นคงอย่างน่าประหลาด“หมอเจนนิส… กำลังจะตกเลือด”
เสียงของผู้ช่วยพูดเบา ๆ แต่เจนนิสไม่ตอบเธอขมวดคิ้ว มองหลอดเลือดแดงที่บอบบาง
พ่อแม่ของเด็กนั่งร้องไห้อยู่ด้านนอก เธอรู้ดีว่า เคยมีชีวิตหนึ่งที่เธอปล่อยให้หลุดมือไป… เพราะความกลัว เพราะเธอไม่แน่ใจว่าจะยืนอยู่ตรงนี้ได้จริงหรือเปล่าแต่คืนนี้ไม่เหมือนวันนั้น
ไม่ใช่ในวันนี้“ผมจะเย็บเลยมั้ยครับหมอ?”
อินเทิร์นถามอีกครั้ง มือถือเข็มพร้อมเจนนิสส่ายหน้า
“ยัง… เด็กยังตัวเล็กเกินไปสำหรับไหมเบอร์นั้น”เธอหยิบเข็มด้วยตัวเอง
ดึงไหมขนาดเล็กพิเศษขึ้นมา กัดฟันแน่นจนกรามขึ้นเป็นแนว แล้วค่อย ๆ เย็บทีละจุดด้วยมือที่แทบไม่กระพริบตาเสียงเครื่องมอนิเตอร์เริ่มกลับมาเป็นจังหวะ
ภานุที่มองจากด้านนอก ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจโดยไม่รู้ตัว…ตอนยิหวาอยู่ในสนามรบ เธอเคยมีแววตาแบบนี้เป๊ะ
ดุดัน เยือกเย็น แต่แฝงความหวังในทุกการตัดสินใจและเจนนิสในตอนนี้
ก็กำลังเป็นแบบนั้นภานุยืนอยู่ในห้องกระจกนอกห้องผ่าตัด เขาไม่ใช่หมอที่ร่วมผ่าเคสนี้
แต่เป็นแค่ใครสักคน… ที่กำลังมองใครบางคนที่พยายามไถ่บาปของตัวเอง ด้วยมือเปื้อนเลือด — และหัวใจที่ไม่ยอมแพ้เสียงประตูห้องผ่าตัดเปิดออกช้า ๆ
เจนนิสถอดหมวกและหน้ากากออกอย่างเป็นระเบียบ เหงื่อเกาะกรอบหน้า ผมสีน้ำตาลเข้มเปียกแนบแก้ม แต่แววตายังคงมั่นคง—แน่นิ่งเหมือนคลื่นที่กลบความหวั่นไหวทั้งหมดไว้ข้างในพ่อของเด็กที่ผ่าตัดรออยู่หน้าห้องลุกพรวดทันที
“หมอครับ… ลูกผม…”เจนนิสพยักหน้าช้า ๆ ก่อนจะเดินเข้าไปใกล้
เธอย่อตัวเล็กน้อย เหมือนลดระดับความเป็น ‘หมอ’ ให้เท่ากับคนเป็นพ่อ แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่ม ทว่าแน่วแน่ “เขาปลอดภัยแล้วค่ะ เราควบคุมเลือดได้ทัน และตอนนี้หัวใจเต้นสม่ำเสมอ”มือของผู้เป็นพ่อกำแน่น ร่างสั่นเครือ
“ขอบคุณนะครับหมอ ขอบคุณจริง ๆ… ผมไม่รู้จะพูดอะไร…”เจนนิสมองตาเขานิ่ง ๆ ก่อนจะเอ่ย
“ไม่เป็นไรค่ะ …เป็นหน้าที่ของหมอที่ต้องทำให้เต็มที่”แววตาของเธอแข็ง และอ่อน… ในเวลาเดียวกัน
เหมือนผ่านบางอย่างมาแล้วจนรู้ว่า ไม่มีอะไรเจ็บเท่าการถูกทิ้งให้อยู่ลำพังภานุยืนมองอยู่ไม่ไกล
แผ่นหลังที่ดูเข้มแข็งนั้น ทำให้เขานิ่งงัน เหมือนเขากำลังมอง ‘เธอ’ คนเดิม ไม่ใช่แค่แฟนเก่าของพี่สาว แต่เป็นใครบางคน… ที่เขาไม่เคยเข้าใจ และกำลังอยากรู้จักมากเกินกว่าที่ควรจะรู้สึกเขายืนนิ่งจนเจนนิสเดินสวนมา
กลิ่นเลือดเจือกลิ่นเหงื่อยังอวลอยู่ในอากาศ แต่เธอกลับหยุดข้างเขา… เหมือนรู้ว่าเขามอง“เคสนั้น… ไม่ง่ายเลยนะครับ”
ภานุเอ่ยในที่สุด น้ำเสียงเรียบ“ไม่เคยมีเคสไหนง่ายค่ะ”
เจนนิสตอบโดยไม่หันมองเขา “แต่ครั้งนี้ ฉันไม่อยากพลาดอีกแล้ว”เจนนิสเพิ่งก้าวผ่านภานุไปได้สองก้าว
แต่เสียงทุ้มต่ำจากข้างหลังกลับเอ่ยขึ้น
น้ำเสียงนั้นไม่ดัง… แต่เหมือนกระแทกเข้ามาที่กลางอก“ครั้งนี้ไม่อยากพลาดเหรอครับ… แล้วครั้งนั้นที่พี่ผมเกือบตายทั้งเป็น… คุณเรียกมันว่าอะไร”
เธอหยุดกึกทันที
หัวใจที่เพิ่งผ่านศึกหนักในห้องผ่าตัด… เต้นกระตุกเหมือนขาดจังหวะเธอหันกลับมา
สายตาของเขาไม่เหมือนหมอ ไม่ใช่อาจารย์ แต่คือ น้องชายของผู้หญิงที่เธอเคยทำลายทั้งชีวิตด้วยความเงียบของตัวเอง“ภานุ…”
เจนนิสเอ่ยเสียงแผ่ว แต่เขาไม่หลบตา“ผมไม่ได้อยากพูดในฐานะน้องชายด้วยซ้ำ” เขาเอ่ยต่อ “แต่ผมไม่เข้าใจเลย… คุณกลับมาเก่งขนาดนี้ได้ยังไง โดยไม่มีร่องรอยความรู้สึกอะไรเลย”
เธอเม้มปาก
มือที่เมื่อครู่ยังถือมีดผ่าตัดมั่นคง—กลับกำแน่นเล็กน้อย“มันไม่ใช่ว่าไม่มี…”
เจนนิสตอบต่ำ ๆ “ฉันแค่ไม่ให้มันทำลายใครได้อีก”ภานุจ้องเธอ
“แต่คุณทำลายไปแล้วครับ… แค่คุณไม่อยู่ดูมันถึงตอนท้ายเท่านั้นเอง”
คำพูดนั้นทำให้เธอเหมือนหมดแรงยืน
แต่เธอก็ไม่แสดงออก เจนนิสสูดหายใจลึก ก่อนจะพยักหน้าเบา ๆ แล้วเดินต่อ… โดยไม่พูดอะไรอีกเจนนิสหันหลังเตรียมจะเดินต่อไป แต่เสียงของเขาก็ดังขึ้นอีก
“แล้วตอนที่คุณเลือกจะไป… คุณรักพี่ผมอยู่ไหม?”
เธอชะงักเหมือนถูกดึงรั้ง
คำถามนั้น… ไม่ได้มีแค่ความสงสัย แต่มันคือการ ต่อว่า ในคราบความเจ็บเจนนิสหันกลับมาช้า ๆ แววตาไม่ได้แข็งเหมือนเดิม
“ภานุ…”
“ถ้าไม่รัก ผมจะเข้าใจ… แต่ถ้ารัก แล้วปล่อยให้พี่ผมพังแบบนั้น…”
เสียงของเขาเริ่มขุ่นขึ้น “ผมไม่รู้ว่าคุณเป็นหมอที่เก่งมาจากไหน แต่กับหัวใจคน ๆ หนึ่ง คุณไม่เคยรักษามันเลย”เธอกลืนน้ำลาย
ครั้งแรกในรอบหลายปีที่มีคนกล้าสะกิดอดีตที่เธอฝังกลบ“ฉันไม่เคยอยากทำร้าย…”
เจนนิสเอ่ยเบา ๆ“แต่คุณก็ทำไปแล้ว” ภานุสวนทันที
“แค่คุณเงียบ แค่คุณหายไป มันก็มากพอจะเปลี่ยนคน ๆ หนึ่งไปตลอดชีวิต”เธอหลบสายตา
ความเจ็บในแววตาของเขาไม่ใช่เพียงเพราะรักพี่สาว แต่มันคือความผิดหวังในคนที่เขาเริ่ม…มองต่างไปจากเดิม“พี่ผมไม่เคยพูดชื่อคุณอีกเลยหลังจากนั้น…” เขาว่า
“แต่เธอก็ไม่ใช่คนเดิมอีกแล้วเหมือนกัน”เจนนิสเม้มปากแน่น สองมือข้างลำตัวกำเข้าหากัน
เธอไม่เคยคิดว่าอดีตจะย้อนมาถามหาคำตอบด้วยน้ำเสียงแบบนี้เจนนิสยังยืนอยู่นิ่ง ๆ สบตาเขาอย่างนิ่งเฉย
แต่เบื้องลึก กลับเหมือนมีบางอย่างสะเทือน“เรื่องมันก็นานมาแล้ว…”
เธอพูดเสียงเรียบ “คุณจะอยากรู้ไปทำไม?”ภานุไม่ตอบในทันที
เขายืนมองใบหน้าที่เคยอยู่ในความทรงจำของพี่สาว และตอนนี้อยู่ตรงหน้าเขาในฐานะ “คนที่ทำลายเธอ”“เพราะผมสนใจเป็นพิเศษอยู่แล้วครับ”
น้ำเสียงของเขาเย็นลงอย่างควบคุม “โดยเฉพาะคนที่ทำให้คนที่ผมรัก… เปลี่ยนไป”เจนนิสชะงัก
เหมือนเธอไม่ได้คาดคิดว่าจะได้ยินประโยคแบบนี้ และคำว่า “คนที่ผมรัก” ก็ดังสะท้อนซ้ำในหัวของเธอภานุจ้องเธอเขม็ง
ไม่ได้อ่อนลง ไม่ได้ใจดี แต่ทุกคำพูดมีแรงสะเทือนที่ลึกเกินกว่าการตัดพ้อ“คุณน่าจะสนใจบ้างนะ… ว่าหลังจากคุณหายไป เขาเปลี่ยนไปแค่ไหน”
เสียงเขาแน่น แต่ไม่ตะคอก “เขากลายเป็นคนที่ไม่ยิ้มอีกเลย กลายเป็นคนที่ไม่ไว้ใจใคร… แม้แต่ตัวเอง”เจนนิสเหมือนลมหายใจขาดห้วง
ความเงียบแทรกกลางระหว่างเขาและเธอ ทุกคำของเขา… แทงเข้าใจกลางสิ่งที่เธอพยายามลืม“คุณหมอเจนนิส…” ภานุพูดช้า ๆ
“คุณผ่าตัดคนไข้ให้รอดมาได้หลายชีวิต… แต่คุณฆ่าพี่ผมทั้งที่ยังมีลมหายใจ”เจนนิสเงียบไปอึดใจ ก่อนถอนหายใจออกมาเบา ๆ เหมือนจะเก็บอารมณ์ที่ปริ่มล้นเอาไว้ไม่ให้ไหลทะลัก
“ก็ฉันเคยส่งข้อความไปถามคุณแล้วไง…”
เสียงเธอสั่นเพียงนิด แต่ยังคงความมั่นคง “แต่คุณไม่ตอบ… แล้วฉันจะรู้ได้จากไหน?”ภานุหัวเราะในลำคออย่างไม่ยินดีแม้แต่น้อย
ก่อนชี้นิ้วมาที่ตัวเอง“คุณคาดหวังจากผมเหรอ?”
เสียงของเขาขึ้นต่ำ และชัดเจนจนเจนนิสเผลอกำมือแน่น
“คุณไม่คิดเหรอว่า คนที่ควรตอบคำถามนั้นไม่ใช่ผม…”
“…แต่เป็นพี่ผม ที่คุณทิ้งเขาไปโดยไม่หันกลับมาแม้แต่ครั้งเดียว”เจนนิสกลืนน้ำลายลงคอ ลำคอแห้งผาก
เธอไม่รู้ว่าคำพูดของภานุทำให้รู้สึกชา หรือเจ็บกว่าเดิมกันแน่“คุณอาจจะลืมไปแล้วก็ได้…” เขาเสริมต่อ
“แต่มันไม่เคยผ่านไปสำหรับพี่ผม… และก็ไม่เคยผ่านไปสำหรับผมเหมือนกัน”ภานุสูดหายใจลึก ข่มความรู้สึกที่อัดแน่นอยู่ในอก
เสียงเขาต่ำแต่หนักแน่นจนเจนนิสเงียบกริบ“คุณรู้มั้ย… ทุกวันนี้พี่ผมเป็นยังไง?”
เจนนิสไม่ตอบ สายตาหลบเล็กน้อยเหมือนใจเต้นแผ่วลงในอก
“เธอเที่ยว… เธอดื่ม… เธอนอนกับคนไม่ซ้ำหน้า”
“ไม่ใช่เพราะเธออยากมีความสุขหรอกนะ…”เสียงภานุแผ่วลง แต่ความเจ็บแผ่ซ่านในทุกคำ
“เธอทำแค่นั้น… แค่ต้องการให้วันนึงมันผ่านไปเร็ว ๆ”
“แค่ไม่อยากรู้สึกอะไรอีกแล้ว… โดยเฉพาะกับความรัก”เจนนิสกำมือแน่นจนเล็บจิกผิว
สายตาหลุบลงต่ำ ไม่รู้จะวางมันไว้ที่ไหนภานุมองเธอด้วยแววตาที่ไม่ใช่แค่โกรธ… แต่มันคือความปวดลึกในใจ
เหมือนเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่เขายืนอยู่ตรงหน้า ถึงยังมีอิทธิพลต่อพี่สาวเขาได้มากขนาดนี้“คุณอาจจะลืมเธอไปแล้ว… แต่คุณไม่มีวันลบผลของตัวเองได้หรอก”
เจนนิสยืนนิ่งอยู่ชั่วครู่ เหมือนเสียงของภานุไล่ต้อนเธอจนไม่มีที่ให้หนี
ดวงตาคู่นั้นเคยแข็งแกร่งในห้องผ่าตัด แต่ตอนนี้กลับสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัดเธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ก่อนจะเบือนหน้าหนีจากสายตาคาดคั้นของเขา น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนพื้น… เงียบและหนัก“ขอโทษนะ… ฉันยังไม่พร้อมจะพูดเรื่องนี้”
เสียงเธอสั่น แทบฟังไม่ออกว่ากำลังสื่ออะไร
เธอหันหลังให้ภานุทันที ก่อนจะเดินออกจากห้องตรงไปโดยไม่หันกลับเสียงรองเท้าแพทย์กระทบพื้นทางเดินดังชัดในความเงียบ
เธอก้าวเร็วขึ้น… ราวกับกำลังหนีบางอย่างที่ไล่ตามอยู่ในใจและภานุ… ยืนมองแผ่นหลังนั้นห่างออกไปเรื่อย ๆ
รู้เพียงอย่างเดียวว่าความเจ็บของพี่สาวเขา… ยังไม่ได้รับคำอธิบายใด ๆเช้าวันนี้ แสงอรุณอุ่นนวลเล็ดลอดผ่านผ้าม่านสีครีมเข้ามาในห้องพักผู้ป่วยความเงียบสงบของยามเช้าถูกเติมด้วยเสียงฝีเท้าเบา ๆ ของภานุที่เดินมาหยุดข้างเตียง เขาก้มลงตรวจชีพจรเจนนิสอย่างชำนาญ ก่อนจะใช้เครื่องฟังเสียงหัวใจลูก ๆ ที่อยู่ในครรภ์เสียง “ตึกตัก” สองจังหวะซ้อนกันดังชัดเจน…ชวนให้หัวใจพ่อเต้นตามท้องของเจนนิสโตขึ้นพอสมควรแล้วเธอนอนพิงหมอนสูง มองภานุด้วยสายตาอุ่น ๆ ที่เต็มไปด้วยความขอบคุณไม่นาน พ่อและแม่ภานุก็เข้ามาเยี่ยมตั้งแต่เช้าตรู่แม่ถือถุงผลไม้และซุปอุ่น ๆ พ่อแม้จะยังอยู่ในเครื่องแบบ ก็ยังสละเวลามายืนข้างเตียง เอ่ยเพียงสั้น ๆ แต่ชัดเจน “เก่งมากหนู…อีกนิดเดียวก็จะผ่านไปแล้ว”ทุกคนในห้องต่างรู้ดีว่า สิ่งที่เจนนิสเผชิญอยู่ไม่ง่ายและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดสำหรับเธอในตอนนี้ไม่นานนัก ประตูห้องก็เปิดออกหมอคริสในชุดกาวน์สีขาวก้าวเข้ามาพร้อมรอยยิ้มใจดี“อรุณสวัสดิ์ครับคุณแม่ วันนี้ผมมีข่าวดี” หมอคริสเอ่ยขณะตรวจดูผลวัดต่าง ๆ “อาการดีขึ้นมากนะครับ ชีพจร ความดันอยู่ในเกณฑ์ คุณแม่ลองเดินได้บ้างแล้วนะ…ค่อย ๆ ขยับทีละนิด”คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศทั้งห้องโล่งใจขึ้นในทันทีเจนนิสเองก็รู้สึก
เมื่อภานุพาเจนนิสเดินมาถึงหน้าห้องแม่ที่โรงพยาบาล ประตูห้องถูกเปิดออกพอดี ร่างสูงใหญ่ในชุดเครื่องแบบทหารเดินออกมาอย่างรีบเร่ง“อ้าว เฮ้ย! มาจากไหนเนี่ย?” ภานุเอ่ยทักทันทีที่เห็นใบหน้าคุ้นเคยภาคินชะงักไปชั่ววูบ หันมายิ้มให้พี่ชาย “ไงพี่ แวะมาจากค่ายน่ะ มาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวต้องรีบกลับไปฝึกต่อแล้ว แม่เรียกมาให้เซ็นเอกสารจดทะเบียนอะไรสักอย่างนี่แหละ”พูดจบก็เหลือบมองนาฬิกา ก่อนขยับจะเดินผ่านไป “ไปก่อนนะ รถมารอแล้ว”ภานุทำหน้างงเล็กน้อย ก่อนตบไหล่น้องชาย “เออ ปลอดภัยด้วยล่ะ ด่วนไปไหนของมันอีกละ…”ภาคินเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โบกมือลาแล้วก้าวฉับ ๆ จากไปโดยไม่หันกลับภานุหันกลับมามองเจนนิส ส่งยิ้มอ่อนโยนให้ “นั่นน้องชายคนเล็กของบ้านผมเอง ชื่อภาคิน นายๆจะเจอกันที ไว้ผมพาไปเจอนะ น้องน่าจะด่วน”เจนนิสพยักหน้ารับ ยิ้มบาง ๆ ก่อนเดินเข้าไปในห้องแม่อย่างเงียบ ๆ ทิ้งเสียงฝีเท้าของภาคินที่จางหายไปกับทางเดินยาวของโรงพยาบาลภานุผลักประตูเข้าไปในห้องรับรอง ทั้งคู่ยกมือไหว้พ่อกับแม่ที่นั่งรออยู่ข้างใน พ่อของภานุในชุดทหารเต็มยศ กำลังนั่งอ่านหนังสือพิมพ์บนโซฟาด้วยท่าทีสงบ เยือกเย็นตามสไตล์ผู้นำครอบครัวเจน
ในห้องนอนที่แสงเช้าสาดผ่านม่านโปร่ง เจนนิสนอนนิ่งอยู่บนเตียง ร่างกายอ่อนล้าจากการแพ้ท้อง แต่หัวใจกลับไม่เหนื่อยล้าอย่างเดิมอีกต่อไปขณะที่ลมหายใจเธอค่อย ๆ สม่ำเสมอ เสียงหัวใจของอีกหนึ่งชีวิตในตัวเธอก็ยังดังก้องในความทรงจำเธอคิดย้อนกลับไปถึงวันที่เคยกลัวครอบครัวกลัวการผูกมัด กลัวความผิดหวัง กลัวจะไม่มีบ้านให้ใครซุกหัวนอน เพราะบ้านในอดีตของเธอไม่เคยอบอุ่นแต่ตอนนี้ แม้ร่างกายจะอ่อนแรงแต่การมีภานุอยู่ข้าง ๆ ทั้งในวันที่หัวเราะ วันที่ร้องไห้ วันที่อ่อนแอทำให้เธอค่อย ๆ มองเห็นความหมายของคำว่า ครอบครัว ใหม่อีกครั้งเจนนิสตกผลึกกับตัวเองว่าความอบอุ่นไม่ได้เกิดจากสถานที่ หรืออดีตที่ผ่านมาแต่มันเริ่มต้นได้จากคนสองคนจากมือที่กอดไว้แน่นจากสายตาที่มองกันด้วยความเข้าใจจากหัวใจที่พร้อมจะเติบโตไปด้วยกัน…แม้จะกลัว แม้จะไม่พร้อมก็ตามวันนี้ เธออาจยังไม่พร้อมสมบูรณ์แต่ก็พร้อมจะ “ลองรัก” ดูอีกสักครั้งพร้อมจะสร้างบ้านหลังใหม่ ให้กับตัวเอง กับภานุ กับลูกน้อยในท้องและกับอนาคตที่เธอจะไม่หนีจากมันอีกต่อไปชีวิตของเธอกำลังเปลี่ยนไป แต่ครั้งนี้ เธอเลือกจะเปลี่ยนไปพร้อมกับคนที่รักและยอมรับในตัวตนของ
หลังออกจากห้องตรวจ แม่ภานุเดินเคียงข้างสองคนด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน“เย็นนี้ไปทานข้าวที่บ้านแม่นะลูก แม่จะเตรียมของโปรดให้”ภานุรีบรับคำแล้วพูดแซวแม่ทันที “แต่แม่ครับ เมียผมท้องอ่อน กินอะไรไม่ค่อยได้ ผมดูแลเองได้นะแม่”น้ำเสียงจริงจังแต่ปนหวงแหน ใบหน้าภานุเต็มไปด้วยความภูมิใจในฐานะพ่อบ้านมือใหม่แม่ภานุหันมามองลูกชายแล้วอมยิ้ม “แล้วแกไม่คิดจะแต่งงานกับเขาหน่อยเหรอภานุ?”เสียงพูดเหมือนหยอกแต่สายตานิ่งจริงจังเจนนิสที่เดินข้าง ๆ สะดุ้งนิดหน่อย รีบตอบแทรกเสียงเบา“ไม่เป็นไรค่ะ หนูยังไงก็ได้…”ใบหน้ามีรอยเขินอายเล็ก ๆ ชำเลืองมองภานุอย่างประหม่าแต่ภานุส่ายหน้าทันที ยืนยันหนักแน่น“ไม่ได้หรอกคุณ! ยังไงผมต้องจัดงานแน่นอน—แต่คุณพร้อมตอนไหนบอกผมนะ ผมจะไม่บังคับ”สายตาจริงใจ มือกุมมือเธอแน่นราวกับจะส่งผ่านความมั่นคงในใจทั้งหมดเจนนิสมองเขา ยิ้มอ่อน ๆ พยักหน้าเบา ๆ ใจหนึ่งอบอุ่นใจหนึ่งยังเขินอยู่ลึก ๆแม่ภานุหันไปมองลูกชายแล้วพูดกับน้ำเสียงจริงจังแต่แฝงความเอ็นดู“ช่วงนี้อย่าลงเวรให้หนูเจนนิสนะภานุ ให้เขาพักผ่อนให้มาก ๆ”ภานุหันมาตอบแบบเด็กดี “ค้าบแม่!”เสียงตอบพร้อมรอยยิ้มเต็มแก้ม ทำเอาแม่หัวเราะเบ
เมื่อภานุประคองเจนนิสเข้าไปถึงแผนกสูตินรีเวชของโรงพยาบาล เสียงฮือฮากระซิบกระซาบก็กระจายไปทั่วโถงรอตรวจ เหล่าพยาบาลและเจ้าหน้าที่แอบเหลือบมองทั้งสองคนเป็นระยะ ขณะที่ภานุยืนเคียงข้างเจนนิสไม่ห่างในกลุ่มพนักงานเวรเปลี่ยนผลัด“นี่ๆ ได้ข่าวยัง? คู่หมั้นอาจารย์ภานุ ขอตัวถอนหมั้นหลังกลับจากพม่า เขาว่าอาจารย์หมั้นกับหมอเจนนิสใหม่เหรอ?”“แต่ฉันเห็นหมอเจนนิสเดินมาด้วยกันจริงนะ เห็นอาการเหมือนคนแพ้ท้องด้วย…”เสียงซุบซิบยิ่งดังขึ้นเรื่อย ๆบางคนหยิบมือถือมาแชะภาพ บ้างก็ส่งข้อความในไลน์กลุ่มโรงพยาบาล“มีข่าวด่วน! ภานุ หมอเจนนิส เข้าสูตรนิยายเลยเว้ย!”“หรือเขาจะมีข่าวดีอะ?”เสียงเมาท์แรงสะเทือนไปถึงห้องผู้บริหารเสียงพูดคุยกระซิบกระซาบของพยาบาลหน้าเคาน์เตอร์แผนกสูติทำให้คุณหญิง แม่ของภานุชะงักฝีเท้า“เมื่อกี้เห็นคุณหมอภานุพาผู้หญิงเข้าไปในห้องตรวจนะ… เหมือนจะเป็นหมอเจนนิส”“ใช่ ๆ หมอภานุที่เคยมีข่าวลือว่าหมั้นกับหมอกานดานั่นแหละ…”คำต่อท้ายหลุดเป็นเสียงเบา แต่กลับดังชัดในหูของเธอพอ ๆ กับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นแรงความจริงเรื่องสัญญาหมั้นระหว่างครอบครัว กับบ้านกานดายังไม่เคลียร์ เพราะตัวแม่ภานุเองก
เช้าแสงอ่อนสาดลอดผ้าม่าน เจนนิสรู้สึกตัวตื่นขึ้นในอ้อมกอดอุ่นของภานุ กลิ่นกายและลมหายใจร้อนของเขายังคลอเคลียข้างแก้ม เธอขยับตัวเบา ๆ รู้สึกเหมือนร่างกายหนักอึ้งไปหมด หัวหมุนเวียนคล้ายคนเมาค้าง สะโพกกับต้นขาก็ยังระบมจากค่ำคืนดุเดือดเจนนิสหลับตานิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ เงยหน้ามองคนที่กอดเธอไว้“คุณ…ฉันรู้สึกแปลก ๆ เวียนหัวมาก…”น้ำเสียงแผ่วพร่าของเธอดึงความสนใจภานุให้ตื่นเต็มตา เขานับนิ้วอยู่ในอากาศ ท่าทางเหมือนกำลังคิดอะไรเร็วจี๋ทันใดนั้น ภานุเบิกตากว้าง เผลอยิ้มกว้างแล้วร้องออกมาอย่างดีใจ “เว้ย! เดือนนี้…!”เขาคว้ามือเธอมากุมไว้แน่น ดวงตาเป็นประกายลิงโลดจนน่าแปลกใจเจนนิสขมวดคิ้ว งุนงงกับท่าทีของเขา“เดี๋ยว…คุณเป็นอะไรเนี่ย อยู่ ๆ ก็ดีใจอะไรของคุณ?”เธอมองเขางง ๆ หัวก็ยังหมุนติ้วภานุดึงเธอเข้ามากอดแน่นขึ้นอีก “คุณ…เมื่อวานมัน…วันที่เลยมานะ รู้ไหม?”เจนนิสยังงงงวยกับท่าทีร้อนรนปนดีใจของเขา “แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันรู้สึกเวียนหัว?”ภานุยิ้มกรุ่มกริ่ม ลมหายใจร้อนผ่าวใกล้ข้างหู “ไม่แน่นะ…คุณอาจจะเมาค้าง หรือ…อาจจะกำลังมีเซอร์ไพรส์อะไรบางอย่างก็ได้”เขาขยี้จมูกลงบนแก้มเธออย่างหวงแหนเ







