เข้าสู่ระบบข้างเตียง สายซอกำลังนั่งอยู่เงียบ ๆ มือเล็กถือผ้าชุบน้ำ ค่อย ๆ เช็ดใบหน้าของคุณย่าอย่างอ่อนโยน
เขาก้าวเข้าไปช้า ๆ พลางเอ่ยถามเสียงสั่น
“เกิดอะไรขึ้น...”
ร่างเล็กเงยหน้าขึ้น ดวงตาบวมแดงจากการร้องไห้คราบน้ำตายังคงเปียกอยู่บนแก้ม เธอมองเขาอยู่ครู่หนึ่งก่อนก้มมองคุณย่าอีกครั้ง นิ้วมือสั่นน้อย ๆ ขณะลูบผมหงอกสีขาวของท่าน
“คุณย่า...” เสียงสะอื้นดังแทรกขึ้นมา หญิงสาวเม้มปากแน่น พยายามกลั้นร้องไห้ แต่สุดท้ายก็ไม่สำเร็จน้ำตาไหลลงมาอีกครั้ง “คุณย่า...ได้พักแล้วค่ะ”
คำพูดสั้น ๆ กลับเหมือนค้อนหนักหลายตันฟาดลงบนหัวใจของเขา
นิลยืนนิ่ง ไม่ขยับ ไม่แม้แต่จะกะพริบตาเหมือนสมองไม่ยอมรับความหมายของคำพูดนั้น
“ไม่...” เสียงของเขาเบาหวิว
สายซอหลับตาลง น้ำตาหยดลงบนหลังมือของคุณย่าจันทร์
“ก่อนจากไป...” เธอพยายามควบคุมเสียงตัวเองไม่ให้สั่นพร่า แม้จะทำได้ยากเย็นก็ตาม “คุณย่าฝากบอกคุณนิลค่ะ”
เขามองเธอ ดวงตาเริ่มแดงขึ้นทีละน้อย หญิงสาวค่อย ๆ ช้อนตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดขึ้นมาสบตาเขา
“คุณย่าฝากบอกว่า...” เสียงสะอื้นขาดหายไปช่วงหนึ่ง “คุณย่ารักคุณนิลมาก”
เพียงเท่านั้น โลกทั้งใบของนิลก็พังทลายลง เขาทรุดลงข้างเตียงทันทีเหมือนเรี่ยวแรงทั้งหมดถูกดึงหายไปจากร่าง
“ย่า...” มือสั่นเทาค่อย ๆ เอื้อมไปจับมือของคุณย่า
มือที่เคยอบอุ่นเสมอ มือที่เคยลูบศีรษะเขา เคยจูงเขาไปโรงเรียน เคยป้อนข้าวตอนป่วย เคยกอดเขาในวันที่ร้องไห้
แต่ตอนนี้...กลับเย็นชืด ไม่มีแรงตอบกลับอีกแล้ว
ชายหนุ่มรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบจนแหลกละเอียดภาพเหตุการณ์เมื่อหัวค่ำย้อนกลับเข้ามาในหัวทีละภาพ
เสียงสายซอที่ขอร้อง
‘คุณย่าอาการไม่ค่อยดี อย่าไปเลยนะคะ อยู่บ้านก่อน เผื่อคุณย่าเรียกหาคุณนิลอีก’
ทุกคำพูด...
เขาได้ยิน แต่เลือกที่จะไม่เชื่อ
โทรศัพท์หลายสายที่ดังเข้ามา เขาเห็น แต่เลือกที่จะไม่รับ เขาเลือกเดินออกมา เลือกทิ้งคนที่รักเขาที่สุดเอาไว้เบื้องหลังเพราะคิดว่าทุกอย่างเป็นเพียงละคร
เพราะคิดว่าย่ากำลังบังคับเขา
“ย่า...” น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นอย่างรุนแรง แต่ไม่มีเสียงตอบกลับ ไม่มีรอยยิ้มใจดี ไม่มีเสียงเรียกชื่อเขาอีกแล้วเหลือเพียงความเงียบงันที่โหดร้าย
นิลก้มหน้าลงซบมือของคุณย่าและในวินาทีนั้นเองเขาก็ได้รู้ว่า...ความเสียใจที่สุดในชีวิต
ไม่ใช่การสูญเสียคนที่รัก แต่คือการรู้ว่าในวินาทีสุดท้ายของชีวิตคนคนนั้น เขามีโอกาสอยู่ตรงนั้น
แต่กลับเป็นคนที่เลือกเดินจากมาเอง
นิลไม่ได้ร้องไห้ เขาไม่ได้แสดงความอ่อนแอออกมา เพียงก้มหน้าซบมือของคุณย่า นิ่งค้างอยู่แบบนั้น
ความเสียใจถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก
สายซอเพียงนั่งนิ่งอยู่ข้างเตียง ดวงตาที่เคยแดงช้ำจากการร้องไห้จนแทบไม่มีน้ำตาเหลืออยู่แล้ว มองภาพตรงหน้าด้วยความว่างเปล่า
ไม่มีความสงสาร
ไม่มีความเห็นใจ
ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกอยากปลอบโยน
เธอเฝ้าคุณย่ามาตลอด เธอเห็นทุกอย่าง เห็น
คุณย่ามองประตูทุกครั้งที่ได้ยินเสียงรถของเขาได้ฟังคุณย่าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
“เจ้านิลกลับมาหรือยัง”
เห็นท่านมองโทรศัพท์ด้วยความหวังและเห็นความผิดหวังในแววตาของท่านทุกครั้งที่คำตอบยังคงเป็นเหมือนเดิม
“ยังค่ะคุณย่า”
เธอเห็นทั้งหมดและคนที่นั่งจมอยู่กับความโศกเศร้าอยู่ตรงนี้ ก็เป็นคนที่จงใจละเลยความรู้สึกของคนที่รักและเป็นห่วงเป็นใยเขามากที่สุด
นิลเลือกไม่รับโทรศัพท์ เลือกไม่เชื่อคำเตือนของเธอและเขายังคิดว่าคุณย่าจงใจแกล้งป่วยเพื่อเอาความเจ็บป่วยมาเป็นข้อบังคับให้เขาต้องยอมแต่งงานกับเธอ
เขามันโง่ โง่ที่สุด
“ย่า...ผมขอโทษ” เสียงนั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวด แต่ไม่ทำให้หัวใจของสายซออ่อนลงแม้แต่น้อย
เพราะคำขอโทษในวันนี้ ไม่ได้เปลี่ยนความจริงอะไรเลย คุณย่าจะไม่กลับมาแล้ว
โอกาสสุดท้ายของเขาได้ผ่านพ้นไปแล้ว
หญิงสาวก้มมองผ้าชุบน้ำในมือ ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาจนแทบไม่เหลือแรง เธอร้องไห้จนหมดน้ำตาไปก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเจ็บปวดที่ด้านชา
นิลเงยหน้าขึ้นอย่างช้า ๆ ดวงตาแดงก่ำ
“ทำไม...” เขาพูดทั้งดวงตาที่แดงเรื่อ “ทำไมไม่มีใครบอกฉัน”
สายซอหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ขมขื่นจนแทบเหมือนเสียงสะอื้น เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขา แววตาฉายความขุ่นเคืองใจอย่างไม่ต้องปิดบัง
“ไม่มีใครบอกเหรอคะ ซอบอก ลุงหมอก็บอก
คุณย่าก็เรียกหาคุณนิลตลอด” ทุกคำพูดเหมือนมีดค่อย ๆ กรีดลงบนแผลสดบนร่างกายของนิล เขาหน้าซีดลงทีละน้อย “คนที่ไม่เชื่อ...คือคุณเองต่างหาก”นิลก้มหน้าลงอีกครั้งเหมือนหมดแรงจะเถียงเพราะลึก ๆ แล้ว เขารู้ดีว่าเธอพูดถูก เป็นเขาเองที่ไม่เชื่อว่าคุณย่าป่วยหนัก เป็นเขาที่กล่าวหาว่าคุณย่าเล่นละครแกล้งว่าป่วยเพื่อให้เขาไม่กล้าปฏิเสธเรื่องแต่งงาน
สายซอมองภาพนั้นอย่างเฉยชา หากเป็นเมื่อก่อนแค่เห็นนิลเสียใจ เธอก็คงรู้สึกสงสาร แต่คืนนี้ไม่ใช่
ไม่ใช่อีกแล้ว
เธอเห็นคุณย่าจากไปทั้งที่ยังเฝ้ารอหลานชายเห็นความหวังสุดท้ายของท่านค่อย ๆ ดับลงทีละน้อย
และไม่มีสิ่งใดลบภาพนั้นออกจากหัวเธอได้
ต่อให้เขาร้องไห้มากแค่ไหน ต่อให้เสียใจจนแทบขาดใจ มันก็สายเกินไปแล้ว
ร่างเล็กหลับตาลงช้า ๆ ก่อนเอื้อมมือไปจัดผ้าห่มให้คุณย่าเป็นครั้งสุดท้าย น้ำเสียงแผ่วเบาดังขึ้นในใจ
‘คุณจะต้องจมอยู่กับความผิดในใจไปตลอดชีวิต’
สายตาที่มองนิลในตอนนั้น เย็นชาจนแทบไร้ความรู้สึก เพราะเธอรู้ดีว่า...นับจากคืนนี้เป็นต้นไป
ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ไม่ว่าเขาจะประสบความสำเร็จแค่ไหนหรือมีความสุขเพียงใด จะมีบาดแผลหนึ่งติดตัวเขาไปตลอดชีวิต บาดแผลที่ไม่มีวันรักษาได้
บาดแผลที่เขาทิ้งคุณย่าไว้ตามลำพังในคืนสุดท้ายของชีวิตและต่อให้ย้อนเวลากลับไปได้
เขาก็ไม่มีวันได้รับโอกาสแก้ตัวอีกแล้ว
“รู้ไหม...” น้ำเสียงของเขาแผ่วลง “บางครั้งฉันก็ยังโกรธตัวเองอยู่”“เรื่องอะไรคะ”“หลายเรื่อง เรื่องที่เคยทำให้เธอร้องไห้ เรื่องที่เอาแต่คิดเอง เรื่องที่ทำให้เธอกลัวฉัน”ดวงตาของเธออ่อนแสงลงทันที เธอรู้ดีว่าคำพูดเหล่านั้นหมายถึงอะไร หมายถึงทุกช่วงเวลาที่ทั้งคู่เคยทำร้ายกันโดยไม่ได้ตั้งใจ หมายถึงวันที่ต่างคนต่างปิดหัวใจและหมายถึงวันที่เกือบสูญเสียกันไปตลอดกาล“ซอเองก็ผิด ซอชอบหนีปัญหา ชอบคิดไปเองแล้วก็ไม่เคยถามคุณตรง ๆ สักครั้ง”“ช่างมันเถอะ” นิลส่ายหน้า เขากระชับอ้อมแขนรอบตัวเธอ “เราเสียเวลาให้กับอดีตมามากพอแล้ว ต่อจากนี้ ฉันอยากใช้เวลาอยู่กับเธอและลูกมากกว่า”สายซอคลี่ยิ้มละมุน ภาพลูกสาวตัวน้อยที่กำลังหลับอยู่ในห้องข้าง ๆ วาบขึ้นมาในความคิด“อีกไม่กี่ปี ลูกคงวิ่งวุ่นทั่วบ้าน คงดื้อเหมือนเธอ”“ใครบอก”“ฉันดูออก”เธอหยิกแขนเขาเบา ๆ จนเขาหัวเราะ เสียงหัวเราะของทั้งคู่ดังคลอไปกับความเงียบสงบของบ้าน เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีความขมขื่นหลงเหลืออยู่แล้ว“ถ้าลูกดื้อ คุณนิลต้องจัดการนะคะ”“ได้”“ถ้าลูกร้องกลางดึก คุณก็ต้องลุก”“ได้”“ถ้าลูกไม่ยอมนอน”“ฉันอุ้มเอง” นิลรีบตอบทันที“ถ้าลูกป่วย”“ฉันเ
นิลก้มมองลูกสาวที่กำลังหลับสนิท เมื่อแน่ใจว่าลูกหลับสนิทแล้ว เขาจึงลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบ สายซอยังไม่ทันได้ถามอะไร ร่างสูงก็เดินตรงเข้ามาก่อนช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม“ว้าย!”“เบา ๆ เดี๋ยวลูกตื่น”“ปล่อยเลยนะคะ”“ไม่ปล่อย”“จะพาซอไปไหน” เธอตีไหล่เขาเบา ๆ พลางถาม ทั้งที่พอจะเดาได้ว่าเขาคิดจะทำอะไร“ไปทำหน้าที่เมีย ฉันอดทนมาหลายเดือนแล้ว ได้แต่กอด ได้แต่หอม ได้แต่มอง” เขาส่ายหน้าเหมือนคนทุกข์ใจจริง ๆ “ชีวิตน่าสงสารมาก”เธอหลุดหัวเราะทั้งที่พยายามเก๊กหน้าไว้ เขาอุ้มเธอออกจากห้องนอนใหญ่ไปยังห้องเล็กข้าง ๆ อย่างคุ้นทาง เมื่อถูกวางลงบนเตียงนุ่ม สายซอก็เงยหน้ามองชายตรงหน้า สายตาของทั้งคู่สบกันนิ่ง ๆไม่มีความหวาดระแวง ไม่มีความเสียใจเหมือนวันเก่าเหลือเพียงความรู้สึกที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วด้วยเวลาเขายกมือขึ้นลูบแก้มเธอแผ่วเบา“รู้ไหม…ฉันเคยคิดว่าการมีครอบครัวเป็นเรื่องยุ่งยากของชีวิตมาก”“แล้วมันใช่อย่างที่คิดไว้ไหมล่ะคะ”“ไม่เลยสักนิด ตอนนี้ฉันคิดว่าฉันโชคดีที่สุดในชีวิต” คำตอบเรียบง่าย แต่ทำให้ดวงตาของหญิงสาวพร่ามัวขึ้นทันที เขาโน้มหน้าลงมาจุมพิตหน้าผากเธออย่างอ่อนโยน “ขอบคุณนะ ที่อยู่กับฉัน ขอบค
“ย่ายิ้มให้ฉัน” ลมเย็นพัดผ่านศาลาอีกครั้ง นิลทอดสายตามองออกไปไกลเหมือนยังเห็นภาพในฝันวันนั้นอยู่ “ก่อนจะเดินจากไป ย่าพูดแค่ประโยคเดียว”“คุณย่าพูดว่าอะไรคะ”“เดี๋ยวก็ได้เจอกันแล้วนะ” เสียงของเขาเบาจนแทบปลิวไปกับสายลม “หลังจากนั้นย่าก็เดินหายเข้าไปในความมืดแล้วฉันก็ตื่น”ความเงียบโรยตัวลงระหว่างทั้งคู่ สายซอก้มหน้าลง ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว“ทำไมไม่เล่าให้ซอฟัง”“ก็แค่ความฝัน ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นฝันดีหรือฝันร้าย”สายซอมองไปยังลูกสาว เด็กน้อยกำลังหัวเราะเสียงใส แก้มยุ้ยน่าฟัด ดวงตาเป็นประกายสดใสเหมือนมีความสุขกับทุกสิ่งรอบตัว นิลเองก็มองลูกอยู่เช่นกัน โดยไม่พูดสิ่งที่อยู่ในใจออกมา บางครั้ง...เขาก็อดคิดไม่ได้ว่าบางที ลูกสาวคนนี้อาจเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายที่คุณย่าฝากไว้ให้หรืออาจเป็นย่าเอง ที่ย้อนกลับมาเจอพวกเขาอีกครั้ง ในรูปแบบของเด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งคนที่ชอบยิ้ม ชอบหัวเราะและทำให้บ้านที่เคยเงียบเหงาเต็มไปด้วยเสียงแห่งความสุขแต่เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้กับใคร แม้แต่สายซอเพราะรู้ดีว่าไม่มีใครพิสูจน์ได้ มันอาจเป็นเพียงความคิดของคนที่คิดถึงผู้ล่วงลับมากเกินไปก็ได้เขาจึงเพียงยื่
“โอ๊ย!” นิลแสร้งร้องอย่างคนโดนทำร้าย แต่ยังไม่ทันจะได้โวยเมีย เจ้าตัวเล็กในอ้อมแขนแม่ก็สะดุ้ง ปากเล็ก ๆ หลุดจากเต้าแม่แล้วร้องแผดเสียงดังลั่นบ้าน“แง้!”สองผัวเมียชะงักพร้อมกัน สายซอรีบอุ้มปลอบลูกนิลรีบลูบศีรษะกลม ๆ ของลูกสาวทันที“โอ๋ ๆ ไม่ร้องนะคนเก่ง” เด็กน้อยยังสะอื้นเบา ๆ เขาจึงหันไปมองเธอแล้วทำหน้าเคร่งขรึมเสียเต็มประดา“เห็นไหม ลูกตกใจจนสะดุ้งตื่นเลย”“เกี่ยวอะไรกับซอเล่า คุณนิลต่างหากที่มากวนซอ”“เกี่ยวสิ” เขาพยักหน้าอย่างจริงจังแล้วจึงก้มหน้าพูดกับลูกสาว “ไม่ต้องร้องนะ เดี๋ยวพ่อทำโทษแม่ให้”“คุณนิล!”“โทษฐานทำให้ลูกสะดุ้ง”สายซอตีหลังมือนิลไปหนึ่งทีจนหัวเราะลั่น เสียงหัวเราะของเขาทำให้เจ้าตัวเล็กหยุดร้องอย่างน่าอัศจรรย์ดวงตากลมโตค่อย ๆ ลืมขึ้นมองหน้าพ่อกับแม่สลับกันไปมาทั้งที่ตายังมองไม่เห็นชัดก่อนจะส่งเสียงอ้อแอ้ในลำคอราวกับกำลังร่วมวงสนทนาด้วยนิลก้มลงจูบหน้าผากลูกสาวแล้วเงยหน้ามามองภรรยา สายตาอบอุ่นจนแทบละลายไม่มีความโกรธ ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความเข้าใจผิด ไม่มีบาดแผลจากอดีตเหลืออยู่อีกแล้ว สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในบ้านหลังนี้ มีเพียงความรักเสียงหัวเราะและครอบครัวเล็ก ๆ ที่ผ่
ผ่านมาเกือบหนึ่งเดือนแล้วที่นิลกับสายซอได้เปลี่ยนบทบาทชีวิตเป็นพ่อกับแม่มือใหม่ สายซอนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาวริมหน้าต่าง อุ้มลูกสาวตัวน้อยไว้ในอ้อมแขน ขณะเจ้าตัวเล็กกำลังดูดนมอย่างเอร็ดอร่อย แสงแดดอ่อนสาดเข้ามากระทบใบหน้าหวานละมุนจนดูอบอุ่น นิลแอบมองอยู่พักใหญ่ มองทุกวัน แต่ก็ยังมองไม่เบื่อ โดยเฉพาะตอนที่แม่ลูกอยู่ด้วยกันยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าบ้านหลังนี้สมบูรณ์ขึ้นทุกวันเขาเดินเข้าไปหา ยังไม่ทันได้นั่งข้าง ๆ แม่ของลูกก็ปรายตามองก่อนขยับตัวหนีทันที“ไปนั่งที่อื่นสิ”“ไม่ จะนั่งด้วย” เขาตอบหน้าตาเฉยแล้วทรุดตัวลงข้าง ๆ หญิงสาวส่งเสียงฮึดฮัดในลำคอก่อนขยับลูกหนีอีกนิดราวกับกลัวเขาจะเข้ามาใกล้ทั้งที่ความจริง...ทุกคนในบ้านรู้หมดแล้วว่าเธอหายโกรธตั้งนานแล้ว เหลือแต่ฟอร์มที่ยังค้ำคออยู่นิลเองก็รู้ แต่เลือกเล่นตามน้ำ เพราะเห็นอีกฝ่ายทำหน้าบึ้งแล้วน่ารักดี“ไปเลยนะ ไม่ต้องมายุ่งกับลูกซอ”นิลก้มมองลูกสาวที่กำลังดูดนมเพลินแล้วหันกลับมาหาแม่ของลูก“ลูกเธอ?”“ใช่” สายซอเชิดหน้า พยายามกลั้นยิ้มอย่างสุดชีวิต “น้องโซ่เป็นลูกของซอคนเดียว”“ตลกแล้วซอ” นิลหัวเราะหึ ๆ พลางขยับเข้าไปใกล้อีกนิด จนไหล่แทบชนก
ช่วงบ่ายของวัน ห้องพักฟื้นเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศกับเสียงหายใจแผ่วเบาของเจ้าตัวเล็กที่กำลังหลับอยู่ในรถคลิบเด็กอ่อนข้างเตียงสายซอเพิ่งให้นมลูกเสร็จ กำลังนั่งมองใบหน้าจิ้มลิ้มของลูกสาวด้วยความเพลิดเพลินแล้วเสียงเคาะประตูดังขึ้น เธอเงยหน้าขึ้น ก่อนดวงตาจะเบิกกว้างอย่างตกใจ“พี่ว่าน”วรุตยิ้มคลี่ยิ้มละมุนเดินเข้ามาพร้อมช่อดอกไม้สีขาวและตุ๊กตาหมีตัวเล็ก“พี่มาเยี่ยมหลาน” เขาวางของขวัญลงบนโต๊ะข้างเตียงแล้วเดินเข้ามาใกล้คุณแม่ลูกเล็กลอบมองประตูทันที หัวใจเต้นตุบ ๆ อย่างกังวล ไม่ใช่ว่าไม่ดีใจที่วรุตมา แต่เธอกลัว...กลัวนิลจะมาเห็น กลัวจะเกิดศึกขึ้นอีกโดยเฉพาะในโรงพยาบาลแบบนี้“หลานน่าเกลียดน่าชังมาก” วรุตก้มมองเด็กน้อยในคลิบ แววตาอ่อนโยนจนคนมองรู้ได้ทันทีว่าเอ็นดูจากใจจริง “เหมือนพ่อเขาจนน่าหมั่นไส้”“ใช่ไหมคะ” สายซอหัวเราะอย่างชอบใจทั้งคู่กำลังคุยกันอยู่แล้วประตูก็ถูกเปิดออกอีกครั้งบรรยากาศในห้องนิ่งไปทันที นิลเดินเข้ามา มือถือถุงอาหารและแฟ้มเอกสารสำหรับติดต่อเรื่องแจ้งเกิดลูกดวงตาคมกวาดมองคนในห้องเพียงแวบเดียวก่อนจะหยุดที่วรุต สายซอแทบกลั้นหายใจ เตรียมพร้อมสำหรับสงครามย่







