เข้าสู่ระบบวันต่อมา... ในห้องประชุมย่อย สมาชิกแผนกเข้าร่วมเกือบครบ แต่ละคนเริ่มแชร์งานที่กำลังทำให้พลอยขวัญรับทราบ ทันใดนั้นประตูห้องประชุมก็เปิดออก ยี่หวาในชุดสูทสีฉูดฉาดยืนอยู่หน้าประตู สายตากวาดมองไปรอบๆ ห้องก่อนจะเดินดุ่มๆ เข้ามานั่งเก้าอี้ตรงหัวโต๊ะซึ่งเป็นตำแหน่งของหัวหน้า ยี่หวากระแทกตัวนั่ง ส่งสายตาท้าทายพลอยขวัญที่กำลังคุยรายละเอียดงานกับน้องในแผนก ทำเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามีคนอยู่ในห้องประชุม
“ไหน ใครมีงานอะไรจะปรึกษาฉันมั้ย”
“เอ่อ พี่พลอยดูแลให้เรียบร้อยแล้วค่ะพี่ยี่หวา”
น้องน้ำตอบโดยไม่ได้ดูบรรยากาศ พวกแก่พรรษาหน่อยก็พอจะรู้ว่ายี่หวาจงใจเปิดศึก แสดงตัวเป็นหัวหน้าที่แท้จริงของแผนกออกแบบ ยี่หวายิ้มกระหยิ่ม ทุกคนในห้องนี้มีเธอนี่แหละที่ทำงานที่นี่นานที่สุด ทำคอลเล็กชันปังๆ ออกมาเยอะแยะ ดีไซเนอร์ฉาวโฉ่อย่างพลอยขวัญน่ะหรือจะกล้าแตะ
“เรากำลังคุยเรื่องโปรเจคที่ยังค้างอยู่ และงานที่ยังอยู่ติดขัดอยู่ที่เธอ” พลอยขวัญพูดอย่างใจเย็น “เร่งงานให้เสร็จแล้วส่งมอบให้คุณปุ๊กรวบรวมก่อนสิ้นเดือนนี้นะคะคุณยี่หวา ไม่อย่างนั้นเราจะทำไม่เสร็จตามกำหนด”
“แหม วางท่าเป็นหัวหน้าใส่ฉันซะแล้วหรือนี่ แล้วถ้าฉันไม่ทำล่ะ เธอจะทำไม”
“ถ้าไม่ทำงานแล้วมานั่งในห้องประชุมทำไมคะ ที่นี่มีแต่คนอยากทำงานค่ะ ถ้าไม่ทำก็ไปทำเรื่องลาออกให้เรียบร้อย คงไม่ต้องให้ฉันเขียนใบรายงานส่ง HR ใช่มั้ยคะ”
“นี่เธอ คิดว่าตัวเองเป็นใคร”
ยี่หวาหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห ชักสีหน้าใส่และผุดลุกขึ้นจะโต้เถียง แต่พลอยขวัญก็ยังคงพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้ยี่หวาทำเช่นนั้น
“ฉันทำให้เธอชอบฉันไม่ได้หรอก ในเมื่อฉันเองก็ไม่ชอบเธอเหมือนกัน แต่สิ่งที่เราจะมีเหมือนกันได้คือความเป็นมืออาชีพ ถ้าเธอแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้ ฉันจะขอบคุณมาก”
ยี่หวานิ่งค้างอยู่ราวห้าวินาทีก่อนจะทิ้งตัวลงนั่ง
“บอกตามตรง ที่ผ่านมาฉันอิจฉาเหมือนกันนะที่ไม่มีใครหาผลประโยชน์จากเธอเลย เธอเรียนจบแฟชั่นดีไซน์มานี่นะ แล้วความสามารถด้านอื่นล่ะ”
ยี่หวาแกล้งทำเป็นถามเพื่อจะลากเข้าเรื่องในอดีต ซึ่งเป็นแผลใหญ่ของพลอยขวัญ แต่พลอยขวัญพอจะรู้ตัวล่วงหน้าอยู่แล้วจึงรับมืออย่างใจเย็น
“ภาษาอังกฤษและญี่ปุ่นอยู่ในระดับดีเยี่ยม ส่วนภาษารัสเซียในระดับสื่อสารทั่วไปค่ะ และตอนสมัยเรียนมหาลัย ฉันเคยเป็นประธานชมรมการแสดง”
“แหม ฉันคงจะต้องระวังไวยากรณ์เวลาเขียนเมลถึงเธอสินะ”
“ไม่ต้องหรอกค่ะคุณยี่หวา” เมื่อโดนเหน็บมา หลายปีมานี้พลอยขวัญเองก็ไม่ใช่เด็กๆ อีกแล้ว เธอจึงสวนกลับด้วยรอยยิ้ม “เรื่องภาษาที่สื่อสารกันในองค์กร หากสื่อสารกันเข้าใจก็อย่าไปเคร่งครัดเรื่องไวยากรณ์นักเลยค่ะ เธอควรจะระวังการแสดงของเธอจะดีกว่า”
เสียงหัวเราะครืนๆ ดังรอบวง บางคนไม่หัวเราะแต่เห็นได้ชัดว่ากลั้นไว้ ยี่หวาถลึงมองพลอยขวัญราวกับจะหักคอ แต่พลอยขวัญไม่สนใจ ยี่หวาเสียหน้าจึงลุกพรวดออกจากห้องประชุมย่อยไป เดินกระแทกส้นสูงไปฟ้องพี่บุ้งให้จัดการพลอยขวัญ แต่พี่บุ้งบอกเป็นนัยๆ ว่าทำไม่ได้
“ทำไมล่ะคะ พี่ก็รู้ดีว่าคนแบบพลอยขวัญรับผิดชอบงานใหญ่ไม่ได้หรอก ผลงานอะไรก็ไม่มี มีแต่งานออกแบบ เย็บชุดเสร่อๆ ให้เด็กใส่งานกีฬาสี แค่ศักดิ์ศรีก็ต่างกันแล้ว แถมเผลอเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ว่าจะโง่ซ้ำรอยเดิมอีกหรือเปล่า ยี่หวาเป็นดีไซเนอร์ชั้นนำของวงการ พี่บุ้งจะให้ยี่หวาเป็นลูกน้องนางได้ยังไงคะ”
“เฮ้อ แล้วยี่หวาจะให้พี่ทำอะไร”
“ให้นางออกไปค่ะ ถ้านางไม่ออก ยี่หวาจะออกเอง พี่บุ้งก็คิดดูดีๆ ก็แล้วกันค่ะว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าบริษัทขาดยี่หวา”
“โอเค”
ยี่หวายิ้มได้ใจทันที แต่พี่บุ้งก็ไม่ได้พูดอะไรต่ออีก แค่สบตานิ่งๆ ประหนึ่งว่าหมดเรื่องพูดแล้ว สีหน้าของยี่หวาจึงแปรเปลี่ยนไปทีละน้อย และออกอาการไม่พอใจ “พี่บุ้ง! พี่บุ้งจะเลือกมัน ไม่เลือกยี่หวาเหรอคะ!!”
“เธอควรจะทบทวนสถานะของตัวเองใหม่นะยี่หวา ตอนนี้เธอเป็นเจ้าของบริษัทนี้เหรอ”
“ป...เปล่าค่ะ”
“พี่ก็ไม่ใช่”
“แต่ว่า...”
“แล้วทำไมยี่หวาถึงคิดว่าจะตั้งตัวเป็นอริกับคนที่คุณพชรเลือกมากับมือล่ะ” พี่บุ้งช่วยดึงสติ พอได้ยินชื่อ ‘พชร’ ยี่หวาก็หุบปากเงียบในบัดดล
‘พชร’ คือชื่อของผู้บริหารคนใหม่ที่เพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึงครึ่งปี เขาเป็นคนเก่ง เก่งขนาดทำลายสถิติทั้งๆ ที่อายุยังน้อยและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม ในขณะเดียวกันก็เป็นคนที่ไม่มีใครอยากมีเรื่องด้วย เพราะมีข่าวลือว่าเขาเป็นมาเฟียสายสีเทาค่อนไปทางดำ บ้างก็ว่าเป็นนอมินีให้กลุ่มทุนของเจ้านายพระองค์หนึ่ง ทำให้แทบจะไม่ค่อยมีใครได้เห็นตัวจริงของเขาเลย ทว่ามันก็เป็นแค่ข่าวลือที่เล่ากันปากต่อปาก ขยายความไปเรื่อย จะจริงเท็จอย่างไรก็สุดที่ยี่หวาจะรู้ได้ ซึ่งต่อให้ไม่เป็นความจริง คุณ ‘พชร’ ผู้นี้ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ บางครั้งก็ดีใจหาย ทุ่มทุนไม่อั้นให้บริษัทแสดงฝีมือเต็มที่ แต่หลายครั้งก็ไม่มีใครรับมือไหวและยากจะเดาใจ
“การทำคอลเล็กชันของเธอก็ยอดเยี่ยมอยู่หรอกนะยี่หวา แต่ถ้าเธอต้องออกแบบและตัดเย็บชุดของเชียร์ลีดเดอร์สามทีมด้วยตัวคนเดียว และงบจำกัดจำเขี่ย เธอทำได้มั้ยล่ะ”
พี่บุ้งวางแฟ้ม ยี่หวาคว้าไปพลิกเปิดดู จากที่พลิกดูเร็วๆ ก็ค่อยๆ ช้าลง ริมฝีปากเม้มแน่น
“พี่พูดในฐานะดีไซเนอร์ด้วยกันนะ ทั้งแพทเทิร์น วัสดุ เทคนิคการเล่นกับผ้าและไอเดียการนำเสนอของพลอยขวัญ เทียบกับงบที่ใช้แล้วถือว่าน่ากลัวเชียวล่ะ ถ้าเธอยังมัวตั้งแง่ไร้สาระอยู่แบบนี้ ระวังนะพลอยขวัญจะทำให้เธอเป็นได้แค่ดีไซเนอร์ทั่วๆ ไป”
ยี่หวากำมือแน่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมให้พลอยขวัญกลับมาได้เป็นอันขาด
หลายเดือนถัดมา พชรเอาแต่เดินกระวนกระวายอยู่ในห้องสำหรับพักรอภายในโรงแรมคอนติเนนทัล เอาแต่เดินวนจนรองเท้าแทบสึก รอบตัวเขานั้นเต็มไปด้วยดอกไฮเดรนเยียกับลิลลี่บานสะพรั่ง ยิ่งดูขับเน้นให้ชายรูปงามชุดทักซิโด้เต็มยศโดดเด่นท่ามกลางผู้คนมากมาย “เจ้าสาวพร้อมแล้วค่ะ” ร่างสูงสง่ายืดตัวขึ้นทันทีหลังจากเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเจ้าสาวกำลังจะมาถึง พชรนึกย้อนไปถึงวันแรกที่เขาต้องมาพบเธออีกครั้งในรอบหลายปี เขาใช้เวลาขัดสีฉวีวรรณอยู่ในห้องน้ำราวๆ สามชั่วโมง เมื่อพลอยขวัญเดินออกมาจากลิฟต์และเขาได้พบเธอ พี่พลอยขวัญเป็นสาวสวยชวนตะลึงยิ่งกว่าที่เขาจดจำได้เสียอีก ผมยาว ดวงตากลมโตและยิ้มหวาน ความทรงจำทั้งหลายก็หลากท่วมท้น ช่างเหมือนความฝันที่บังเกิดชีวิตชีวา ความงามอ่อนโยนและอบอุ่นของเธอยังคงไม่เปลี่ยนแปลง กลิ่นหอมของเธอยังอบอวลและรอยยิ้มยังคงตราตรึงอยู่ในใจเขาไม่รู้วาย&nbs
เขาเป็นคนจัดการเรื่องสถานที่จัดแสดงคอลเล็กชัน ซึ่งเกินความคาดคิดของพลอยขวัญไปมาก เธอนึกภาพไว้ว่าจะจัดในฮอลล์การประชุมสักแห่ง แต่เขาใช้คอนเนคชั่นอันแสนลึกลับ ติดต่อพื้นที่สวยๆ ติดฝั่งเจ้าพระยาซึ่งมีพระปรางค์วัดอรุณเป็นฉากหลัง ประดับประดาด้วยดอกไม้นานาชนิดและแสงสีเสียงเต็มอัตรา คราวนี้แม้แต่นักข่าวก็วิ่งหาบัตรเข้างานไม่ได้ ทุกสายตาต่างจับจ้องและรอคอย ปกติทั่วไปแล้วการจัดแสดงแฟชั่นโชว์จะต้องเลือกนายแบบนางแบบที่สูงยาวเข่าดี รูปร่างเฟอร์เฟค แต่พลอยขวัญเลือกจัดแฟชั่นโชว์ในรูปแบบใหม่ซึ่งเลือกใช้นางแบบหลายรูปร่าง หลากเชื้อชาติและสีผิวมาร่วมเดินโชว์สินค้า ชุดของเธอไม่ได้เจาะกลุ่มว่าต้องเป็นสเปกแบบไหนถึงจะใส่แล้วสวย แต่ออกแบบมาเพื่อทุกคน ตั้งแต่หุ่นนางแบบเอวบาง ไปจนถึงนางแบบพลัสไซส์ เพราะเธอคิดว่าไม่ว่าคนจะหุ่นแบบไหน สีผิวแบบไหน เราสามารถเป็นตัวเองของตัวเองในเวอร์ชั่นที่ดีที่สุดได้เสมอ “แนวคิดของคอลเล็กชันนี้คืออกแบบเพื่อให้สวมใส่ได้ทุกโอกาส คัตติ้งเนี้ยบ มีน้ำหนักและไม่ย
“แม่ๆ บอกว่าเราจะต้องเจอกับอาการอ้อนสามเดือนหรือโคลิด เด็กทารกจะแผดเสียงจ้าทั้งคืน ลูกจะเรียกร้องเวลาทุกนาทีของเรา ต้องปั๊มนมเก็บไว้ พี่จะเหนื่อยมากเพราะร่างกายรวน” เขางึมงำและเริ่มเตรียมตัว ทำราวกับจะเหมางานเลี้ยงเด็กไปเองทั้งหมด ทำเอาพลอยขวัญหลุดขำ “เราจะช่วยกันจ้ะ ถ้าลูกโยเย เราจะผลัดกันนั่งเก้าอี้โยกเห่กล่อม ตกลงนะ” ตอนนี้ไม่ว่าอะไรๆ ก็ดูจะเป็นไปได้สวยทุกๆ อย่าง พชรขอพบหมอกุมารเวชเพื่อปรึกษาและซักถามสิ่งต่างๆ เขาจดทุกคำพูดของหมอ ส่วนพลอยขวัญไม่เครียดเลยเพราะรู้ดีว่าทารกแต่ละคนจะออกแบบตารางชีวิตของตัวเอง ต่อให้อ่านตำราหรือศึกษาวิธีเลี้ยงลูกจากแม่ๆ สักกี่คน เจ้าเด็กน้อยก็จะทำตามใจตัวเองอยู่ดีนั่นแหละ พชรจับมือเธอไว้ตลอดช่วงเวลาขากลับจากโรงพยาบาล จู่ๆ เขาก็เอ่ยขึ้นมา “พี่พลอยวางใจผมนะ ชีวิตคู่ของเราจะต้องสมบูรณ์แบบครับ ผมจะตามใจพี่ทุกอย่าง” พลอยขวัญย
และสรวงสวรรค์ก็ส่งบททดสอบใหม่มาให้เธอ พลอยขวัญลังเลมาสักพักแล้ว แต่ก็ตัดสินใจซื้อที่ตรวจครรภ์จากร้านขายยา ตั้งใจว่าจะทดสอบเพื่อความสบายใจ ใจหนึ่งก็คิดว่าคงจะไม่หรอก แต่อีกใจก็รู้สึกลึกๆ ว่าใช่ ยืนยันด้วยผลเส้นสีชมพูที่ปรากฏขึ้นชัดเจน พลอยขวัญอ่านผลซ้ำแล้วซ้ำอีก ก่อนจะสะดุ้งเมื่อออกมาเจอมาเฟียหนุ่มยืนรออยู่ด้านนอกห้องน้ำ เขายังไม่รู้ แต่เขามีสิทธิ์ที่จะรู้... “พี่โอเครึเปล่าครับ” “จ้ะ พี่มีบางอย่างอยากจะบอกน้องเติร์ด” น้ำเสียงของเธอคงจะเคร่งเครียดเกินไปนิด ทำให้เขาวิตกกังวลไปด้วย “เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือครับ” “จะว่าอย่างนั้นก็ได้จ้ะ เป็นเรื่องที่เราทั้งคู่ต้องรับมือไปตลอดชีวิต อาจจะยุ่งยากเล็กน้อย แต่คิดว่าเราคงจะผ่านไปได้” พล
บทส่งท้าย จับมือเดินหน้า ตั้งแต่นั้นมาถึงแม้จะงานยุ่งแค่ไหน แต่ช่วงเย็นพชรก็จะเร่งงานเร็วจี๋เพื่อเตรียมตัวไปรับพลอยขวัญกลับบ้านด้วยกัน หลายคนไม่เข้าใจทำไมต้องเร่งงานอะไรนักหนา แต่สำหรับเขาแล้ววันทั้งวันจะเกิดอะไรขึ้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่เขาต้องเตรียมพร้อมเข้าครัว เสกของกินอร่อยๆ มากมายและนั่งกินด้วยกันกับเธอด้วยรอยยิ้ม ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างมีงานที่ต้องเคลียร์ มีเอกสารที่ต้องจัดการ ก็แค่แยกกันไปแต่ไม่ห่างจากกัน และกระโจนเข้าหากันทุกครั้งที่มีโอกาส “พี่พลอย ดื่มน้ำก่อนนะครับ” หลังจากเคี่ยวกรำเธออย่างหนักหน่วงร้อนแรงอยู่หลายชั่วโมง อานุภาพกายสัมผัส แววตาสื่อรัก กลิ่นกายเร้าใจให้ใฝ่ฝัน รสอันซาบซ่าน เสียงพร่ำคำรัก พชรมอบทุกอย่างให้เธออย่างเต็มที่ ค่อยดูว่าเธอพึงพอใจไหม และพชรไม่เคยละเลยความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่น้อย นั่นทำให
“พาพี่ไปที่เตียงสิ” “ครับ” แม้ว่าจะแข่งกันหน้าแดง แต่พลอยขวัญเรียกแรงฮึบ โน้มริมฝีปากเข้าหาก่อน บดเบียด จูบและกระหวัดลิ้นกันและกันเงียบๆ พลอยขวัญวางมือลงตรงแผ่นหลังกำยำ รับรู้ถึงแรงสั่นไหวภายในที่ขับขานออกมาผ่านทางแววตา พลอยขวัญปล่อยให้เขานำทางอย่างเต็มใจและมอบจุมพิตดื่มด่ำมากมาย และก็ต้องหัวเราะออกมาเมื่อเขามองร่างเปลือยเปล่าของเธอด้วยสีหน้าตะลึงงัน “อย่ามองเลยนะ” “ให้ผมดูเถอะครับ” มือแกร่งดึงแขนเธอที่พยายามปิดบังเนื้อตัวออก ไม่เคยมีใครได้ใกล้ชิดเธอถึงเพียงนี้มาก่อน ผิวขาวละมุนเรียบเนียนถึงกับแดงก่ำไปทั้งตัว “พี่สวยเหลือเกิน” มือของเขาใหญ่ขึ้น ร้อนขึ้นกว่าที่เธอจดจำได้ ฟอนเฟ้นและใช้ลิ้นโลมไล้ตรงผิวอ่อนไหวที่ท้ายทอย จากนั้นก็ลากยาวต่ำลงมา พลอยขวัญไม่รู้เลยว่ามันจะดำเนินไปถึงจุดไ
พชรเบิกตากว้างขณะรับรู้ได้ถึงริมฝีปากนุ่มๆ ที่แนบเข้ามาประทับ ทิ้งความหวานละมุนไว้ล้นหลั่งจนเขาแทบสำลัก พลอยขวัญแตะต้องเขาอย่างอ่อนโยน แผ่วเบา จูบแล้วก็จูบซ้ำอีก ซึ่งเขาก็รู้ได้ในทันทีว่าควรทำอะไร “สุขสันต์วันเกิดนะจ๊ะ เด็กดื้อ”
พลอยขวัญฉวยมือของเขาไว้แล้วบีบแน่น น้ำตารื้นขอบตาขณะจ้องมองแสงสีส้มเปล่งประกายฉายฉาน ร่างสูงใหญ่ดูจะแปลกใจแต่ก็อยู่เงียบๆ เป็นเพื่อน นั่งฟังเธอร้องไห้โดยไม่ตัดสิน คนที่เข้าใจความเงียบของเราคือคนที่มองเห็นความเจ็บปวดในดวงตาเรา ในขณะที่คนอื่นมองเห็นแค่รอยยิ้มบนใบหน้า บางครั้งเธอก็ต้องการแค่ใครซักคน
บทที่ 14 เด็กป่วย เรื่องที่เธอหิ้วเด็กกลับบ้าน กลายเป็นหัวข้อให้คนที่บริษัทพูดกันสนุกไปทั้งสัปดาห์ และที่แย่คือเจ้าน้องเติร์ดไม่ช่วยเธออธิบายหรือแก้ไขค
เฮือกก!!! พลอยขวัญสะดุ้งสุดตัวแล้วกลิ้งตกลงมาจากเตียง นอนหงายขาชี้ฟ้า เธอลุกพรวดขึ้นมานั่งงงอยู่สักพักถึงได้เข้าใจว่าแค่ฝันไป แต่ฝันเหมือนจริงมากจนรู้สึกถึงสัมผัสที่หลงเหลืออยู่ตรงริมฝีปาก พลอยขวัญค่อยๆ คลานขึ้นมานั่งบนเตียง และแล้วผลกรรมก็ตามทัน







