LOGINและแล้ววันไปค่ายอาสาก็มาถึง ทุกคนออกเดินทางด้วยรถบัสของทางมหาวิทยาลัย แต่พะพายกลับเอารถส่วนตัวไปแทน เพราะรู้ว่าหากเดินทางไกลๆ เฟอร์จะแวะปั๊มบ่อย แล้วก็ชอบซื้อขนมมากินตลอดเวลา ไม่ใช่แค่เขาหรอกที่เอารถส่วนตัวไป เรย์เพื่อนของเขาเองก็เช่นกัน เฟอร์ก็เลยยัดเยียดให้เพื่อนอย่างยูมินั่งไปกับเรย์ด้วย น่าแปลกที่ตอนแรกเหมือนว่ายูมิจะตามจีบนายนั่น แต่ตอนนี้เหมือนว่าทุกอย่างจะกลับตาลปัตรเป็นเรย์เสียเองที่ตามยูมิต้อยๆ
“พะพาย...เรื่องเรย์น่ะ...รู้อะไรมาบ้างปะ”
“ทำไมชอบไปยุ่งเรื่องชาวบ้านเนี่ย”
“เอ้า...เรื่องชาวบ้านที่ไหน...คนกันเองทั้งนั้น”
“ก็เห็นมันบอกว่ายัยทอมนั่น...เคยช่วยชีวิตมันตอนอยู่มัธยม”
“โลกกลมมาก ทำไมยูไม่เห็นเล่าให้ฉันฟังนะ” ครุ่นคิดกับตัวเอง
“ดูทางช่วยหน่อยสิ...สนใจทางก่อน เดี๋ยวก็หลงกันพอดี” เอ่ยบอกขณะที่สองมือก็จับไปที่พวงมาลัยรถ และสองตาก็ยังจับจ้องไปยังถนนเบื้องหน้าอย่างตั้งใจ
“นี่...ฉันหวังดีกับนายอยู่นะ...”
“หวังดียังไงชวนคุยแต่เรื่องคนอื่น”
“ก็ชวนคุยเป็นเพื่อนนายไง...จะได้ไม่ง่วง...”
“อื้ม...”ตอบกลับอย่างปลงๆ ก็ไม่น่าไปคาดหวังกับคนอย่างเธอเลยจริงๆนั่นแหละ
“หิวน้ำอ่ะ...แวะปั๊มหน่อยได้ปะ...น้ำหมดพอดีเลย”พูดพร้อมกับเขย่าแก้วเยติเก็บความเย็นประจำตัวที่ติดมาด้วย ให้ได้ยินเสียงน้ำแข็ง เชิงบอกว่ามันหมดจริงๆนะไม่ได้โกหก
“ก็สมควรหิวแหละพูดเยอะขนาดนี้” ปากก็บ่น แต่ก็ตามใจเธอเลือกเปิดไฟเลี้ยวแล้วหักพวงมาลัยแวะปั๊มที่อยู่ด้านหน้าพอดี
กว่าจะถึงที่หมายหมดไปหลายแสน แล้วจากกรุงเทพไปเชียงใหม่ใช้เวลาขับรถประมาณ9ชั่วโมง คนอื่นอาจะจะถึงใน9ชั่วโมงแต่เขากินเวลาไปแล้ว12ชั่วโมง เพราะเธอแวะจุดพัดรถบ่อยมาก เดี๋ยวหิว เดี๋ยวปวดฉี่ เดี๋ยวแวะถ่ายวิว
พอมาถึงก็ต้องไปรวมกลุ่ม กับเพื่อนๆ ด้วยเพราะชมรมนี้ไม่ได้มีแค่คณะเดียวและชั้นปีการศึกษาเดียว แต่ทุกคณะทุกชั้นปีสามารถเข้าร่วมได้ ยกเว้นปีหนึ่ง เพราะเป็นปีน้องเล็กสุด และปีแรกทางมหาลัยมีมาตรการไม่ให้ออกนอกสถานที่ เพราะยังห่วงความปลอดภัยอยู่ อีกอย่างสถานที่จัดกิจกรรมก็ไกลมากๆ เลยยังไม่กล้าเสี่ยงให้เด็กออกมา
หลังจากที่รวมกลุ่มแล้วจัดแจงหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายกันแล้ว ทุกคนก็ต่างพากันแยกย้ายไปกางเต็นท์เตรียมที่พักอาศัยของตัวเอง เนื่องจากบนดอยนี้ค่อนข้างทุรกันดาร เลยไม่มีพื้นที่เพียงพอให้นอนในตึกได้ ที่ที่เขามาทำจิตอาสาจะเป็นโรงเรียนบนดอย โรงเรียนที่มีห้องเรียนแค่ไม่กี่ห้อง แถมอุปกรณ์ใช้สอยก็น้อยนิดมาก ทางมหาวิทยาลัยเลยระดมทุนมาช่วยเหลือ ร่วมสร้างห้องเรียนเพิ่ม และติดตั้งอุปกรณ์การศึกษาให้น้องๆ หนูๆ ได้มีใช้กัน
และด้วยเพราะมหาลัยของเขาเป็นเอกชน แน่นอนส่วนใหญ่ก็จะมีแต่คนรวยๆ เข้ามาเรียน จึงร่วมช่วยกันออกค่าใช้จ่ายกันเพื่อซื้ออุปกรณ์การศึกษามาแจกน้องๆ กันด้วย
“เด็กที่นี่น่าสงสารกันเนอะ...ดูโรงเรียนสิเก่าๆ โทรมๆ ...การศึกษาบางอย่างจะเข้าถึงไหมนะ”
“ฉันให้พ่อช่วยบริจาคเพิ่มดีไหม ติดตั้งโซลาร์เซลล์ สร้างตึกสองชั้นสักสิบห้อง สร้างห้องมัลติมีเดีย ปรับปรุงโรงอาหารใหม่ ห้องน้ำเพิ่มขึ้นอีกดีไหม” พะพายกล่าว นี่ไม่ได้กล่าวอวดรวยกับสาวแต่อย่างใด แต่ความเป็นอยู่ของที่นี่มันทำให้พะพายอดที่จะเสียดายโอกาสแทนเด็กๆ ไม่ได้ แถมบนดอยนี่ก็ห่างไกลความเจริญ หากอะไรที่พอจะช่วยได้เขาก็เต็มใจ
“โห...แปลว่านายต้องขอพ่อบริจาคเพื่อที่นี่หลายล้านเลยน่ะสิ”
“ก็ถ้าเพื่อเด็กๆ ...แค่นี้เอง...”
“ทำไมนายใจบุญจังอะ...ลองไปคุยกับเพื่อนๆ กันดูก่อนไหม...ช่วยกันบริจาคน่าจะดีกว่า...ฉันว่าทำเองคนเดียวมันยิ่งใหญ่เกินไป”
“ไม่เป็นไรหรอก ขนาดรถคันละเป็นสิบล้านฉันยังให้เธอได้เลย ช่วยเด็กๆ แค่นี้เอง เอาน่า...ขนหน้าแข้งพ่อฉันไม่ร่วงหรอก”
“จ้ะ...พ่อคนรวย”
“มาเดี๋ยวฉันช่วยตอก” พูดพร้อมกับเดินไปหาเฟอร์ที่หยิบๆ จับๆ เสาทาร์ป หรือค้ำโครงสร้างเต็นท์ ดูเหมือนจะมึนๆ งงๆ อยู่หน่อยๆ แต่ด้วยความกวนของเขากลับเดินไปกอดจากทางด้านหลัง แล้วไอ้คำพูดสุดล่อแหลมของเขามันทำให้เฟอร์คิดลึก
“ทุเรศ...นี่มันนอกสถานที่นะพะพาย...อายคนอื่นหน่อย” ร่างเล็กบ่น
“หมายถึงช่วยตอกเสาค้ำโครง คิดอะไรเนี่ย แล้วก็หลบไป ถ้าทำไม่เป็นก็อย่ามายืนเกะกะ” เขาแก้ตัวทั้งที่ก็แกล้งให้เธอคิดลึกจริงๆ นั่นแหละ
และเพียงไม่นานพะพายก็จัดการกางเต็นท์สำเร็จด้วยตัวคนเดียว ส่วนแฟนอย่างเฟอร์น่ะเหรอ นู้น กางเก้าอี้ปิกนิกนั่งจิบไวน์อยู่กับยูมิโดยมีเรย์พ่วงท้ายมาด้วยอีกคน
ที่เคยบอกเพื่อนว่าจะหาสาวให้ ไม่ต้องหาแล้วมั้ง เพราะดูมันน่าจะถูกอกถูกใจคนนี้เหลือเกิน ตามติดเป็นเงาเลย แล้วโชคดีมากๆ ที่เขาขนสิ่งอำนวยความสะดวกมาให้เฟอร์ทุกอย่าง เต็นท์ที่เขาเอามานี่เทียบเท่ากับบ้านน็อคดาวขนาดเล็กเลยนะ มีเต็นท์ไว้อาบน้ำส่วนตัวด้วย แถมเต้นที่ใช้นอนก็หรูหราหมาเห่าสุดๆ ที่นอนก็สูบลม ไม่พอมีพัดลมพกพามาด้วย มาในที่ลำบากแต่ความลำบากเท่ากับศูนย์
“เต็นท์มึงนี่เว่อร์วังอลังการเกินคนอื่นไปมาก ถ้าจะขนาดนี้ไม่ยกบ้านทั้งหลังมาเลยล่ะ” เรย์แซะเพื่อน
“ก็คิดอยู่นะแต่กลัวคนอื่นจะหมั่นไส้เอา เลยเอามาแค่นี้” ส่วนพะพายก็ตอบหน้าตาย ไม่มีความสะทกสะท้านต่อคำจิกกัดของเพื่อนเลยแม้สักนิด
“นี่กลัวคนอื่นหมั่นไส้แล้วใช่ไหม ถ้าไม่กลัวจะขนาดไหน”
“แล้วมึงจะกางเต็นท์ของมึงทำไม ในเมื่อดึกๆ เดี๋ยวก็เข้าไปนอนกันยัยทอมนั่นอยู่ดี”
“สัตว์...รู้มากนักนะมึง” เมื่อเพื่อนรู้ทันเรย์ก็รีบเดินหนีทันที
ทั้งที่เมื่อก่อนเรย์เกลียดทอมแท้ๆ ดูตอนนี้สิกลับตามสาวห้าวอย่างยูมิต้อยๆ เกลียดแบบไหนของมัน อันนี้ก็เริ่มไม่เข้าใจแล้ว
เมื่อจัดการเตรียมที่หลับที่นอนกันเรียบร้อย ก็ให้พักกันตามอัธยาศัย เนื่องจากวันนี้เพิ่งมาถึงวันแรกเลยต้องพักเหนื่อยเอาแรงกันเสียก่อน ก็เลยยังไม่ได้เข้าไปปรับปรุงแต่งเติมพื้นที่ใช้สอยในการเรียนของเด็กๆ ที่นี่
“พะพายเห็นเขาบอกว่าบนนู้นมีแท่นศักดิ์สิทธิ์ เขาว่ากันว่าถ้าขึ้นไปด้วยกันแล้วจะคบกันตลอดไป ฉันว่าจะชวนยูมิไป...ฉันจะได้เป็นเพื่อนกับยูมิตลอดไป” เฟอร์ชี้ไปทางภูเขาอีกลูกที่อยู่ไม่ห่างจากที่นี่นัก
“เออดี...มากับผัว...แต่ชวนทอมไป”
“นี่...อย่ามาน้อยใจสิ...งั้นก็ขึ้นไปด้วยกันหมดนี่เลย” ว่าแล้วก็เดินไปชวนยูมิขึ้นเขา แน่นอนว่าถ้ายูมิไป เรย์ก็ต้องตามไปด้วย
ผ่านไปสักพักทั้งสี่คนก็เดินขึ้นเขากัน ทางเดินขึ้นไม่ได้ลำบากมากมายอะไร แต่แค่จะไกลและชันก็เท่านั้นแหละ ซึ่งเดินขึ้นตีนเขา เฟอร์ก็เริ่มบ่นแล้ว ใบหน้าสวยบัดนี้มีแต่เหงื่อซึมตามขอบหน้า หันมาทางด้านยูมิ เรย์ และพะพายทางนั้นยังดูชิวกันอยู่เลย
“ไปเร็วหมากระเป๋า...จะมาเหนื่อยอะไร...ยังไม่ถึงครึ่งทางเลย...ไหนบอกอยากมาไง...” พะพายดึงคอเสื้อเฟอร์แล้วหิ้วขึ้นไปบนเขา พยายามลากเธอให้เดินต่อแต่เธอดูไร้เรี่ยวแรงเสียแล้ว
“ไม่ไปแล้วได้ไหมเหนื่อยอะ...” มองขึ้นไปบนยอดเขาก็ถึงกับถอดใจ เพราะมันยังไม่ใกล้คนว่าถึงเลยสักนิด
“อะไร...จะมาถอดใจแบบนี้ได้ไง...แล้วมิตรภาพของเราล่ะ...เธอจะทิ้งไว้ที่นี่เหรอ” ครั้งนี้เป็นยูมิที่เดินกลับมาลากแขนเฟอร์ไปอีกคน
“โธ่เพื่อน...อยู่ไหนก็เป็นเพื่อนกันได้...ไม่ต้องพิสูจน์อะไรหรอก...ฉันเชื่อ...ต่อให้ไปไม่ถึง...เธอกับฉันก็ต้องเป็นเพื่อนกันอยู่ดี” เอ่ยบอกด้วยเสียงหอบเหนื่อยๆ
“อะไรเนี่ย...แค่นี้ถอดใจแล้ว...ฉันไม่เอาเพื่อนใจกากแบบนี้นะ...แล้วแต่นะ...ถ้าไม่ไปก็เลิกคบกันไปเลย” ยูมิสะบัดหน้าหนีทำทีงอนก่อนจะเดินนำไป ส่วนเฟอร์เมื่อเห็นเช่นนั้นก็เริ่มฮึดสู้ขึ้นมา เธอจะมาทิ้งคำว่าเพื่อนไว้ตรงนี้ไม่ได้ ว่าแล้วก็ฮึบ...แล้วก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนใบหน้าออก จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาหอบสังขารที่เหนื่อยล้าตามเพื่อนไป โดยมีพะพายคอยดันตัวเธอเอาไว้ไม่ห่าง
“แค่ก แค่ก แค่ก!! ถึงสัก...ที...เฮ้อ” และความพยายามของเธอก็เป็นผล ให้เธอก้าวขึ้นมายืนอยู่บนยอดเขามิตรภาพได้สำเร็จ ยอดเขาที่มีแท่นศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีความเชื่อว่าหากใครขึ้นมาถึงแล้วเอาหินขึ้นมาวางบนแท่นนั้นได้ ความสัมพันธ์ใดๆ ก็ตามจะไม่มีวันขาดกัน “ฉันวางแล้ว...เธอวางได้เลย” ร่างเล็กวางก้อนหินบนแท่น ก่อนที่จะหันไปบอกยูมิให้วางข้างๆ กัน ส่วนพะพายก็วางทับของเธอ
“พะพาย...วางทับฉันทำไม...วางข้างๆ ก็พอ”
“เราจะได้ขึ้นคร่อมกันตลอดไปไง” ตอบด้วยความหน้ามึน เรย์เมื่อเห็นเพื่อนพูดเช่นนั้นก็หูผึ่งวางก้อนหินทับก้อนหินของยูมิทันที
“ฉันด้วย...”
“นี่...ใครอยากขึ้นคร่อมกับนายตลอดไปไม่ทราบ...”
“เอ้า...เห็นตอนแรกจีบฉัน...นึกว่าอยากให้ขึ้นคร่อมซะอีก...เอ๊ะ...หรือเธออยากขึ้นคร่อมฉันแทน...ได้นะ...เดี๋ยวเปลี่ยนตำแหน่งให้” ว่าแล้วก็สลับหินของยูมิไปไว้ด้านบนแทน ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าเธอหลงเข้าไปจีบเขาได้ยังไง ตอนนั้นเธอคิดอะไรอยู่ ผู้ชายอะไรหน้ามึนสุดๆ ไปเลย
“ไหนบอกไม่ชอบทอม”
“เธอไม่ใช่ทอมสักหน่อย...แค่เป็นสาวห้าวนิดๆ ...” ทีแรกจะจีบเพราะเห็นว่าหล่อ แถมมีลักยิ้มดึงดูดเธอเหลือเกิน แต่ใครจะไปคิดว่าเขาจะมั่นหน้ามั่นตาขนาดนี้ พอเห็นเช่นนั้นถอนตัวแทบไม่ทันเลย แล้วดูตอนนี้สิ ติดหนึบ ไม่ปล่อยเธอเลย
“เหอะ...ถ้าจะคบกับฉัน...ฉันต้องได้เป็นผัวเท่านั้น...”
“ได้ไง...ฉันเป็นผู้ชาย...ฉันต้องเป็นผัวสิ”
“ไม่รู้ล่ะ ถ้าฉันไม่ได้ตำแหน่งผัวฉันก็ไม่ยอมคบกับนาย” และแล้วศึกชิงตำแหน่งผัวก็เริ่มขึ้น ในส่วนของเฟอร์และพะพายก็ยืนกินลมชมวิว มองบรรยากาศกันท่ามกลางสายหมอกที่เริ่มเข้ามาปกคลุม โชคดีที่มาช่วงหนาว พอเริ่มตกเย็นจึงมีหมอก
“สวยเนอะ...อากาศก็ดี๊ดี”
“บรรยากาศหน้ากระแทกกันในถ้ำหินย้อยมาก”
“พักกระแทกก่อนเนอะ!!” เฟอร์ที่ยิ้มๆ อยู่ถึงกับหุบยิ้มในทันที คนบ้าทำลายบรรยากาศซะเสียหมดเลย เมื่อหมดอารมณ์ที่จะชมวิว เธอก็หันหลังกลับหวังจะเดินลงไปที่พัก
แต่เพราะที่นี่มันสูงแล้วก็ไกล จึงเดินไม่ไหว สุดท้ายแล้วก็ต้องเป็นภาระของพะพาย ที่ต้องให้เธอขี่หลังลงเขาไปด้วย ส่วนอีกด้านไม่อยากจะพูดเลยว่าเรย์ให้ยูมิแบก
“ทีนี้รู้หรือยัง ว่าใครควรเป็นผัว” ยูมิกล่าวหลังจากแบกเรย์ลงมาถึงที่พักด้วยสายตาเย้ยหยัน
“เมื่อกี้ฉันหน้ามืดหรอก ปกติฉันแข็งแรงนะเว้ย”
“เหอะ...ปากเก่งแบบนี้ปล่อยให้เป็นลมตายบนเขาซะก็ดี”
3ปีต่อมา...“แง้...ปะป๊า...ให้เฟิร์สเล่นบ้าง...ปะป๊าลงมา” เสียงเด็กน้อยวัย3ขวบงอแงประท้วงผู้เป็นพ่อที่นั่งรถบังคับของตัวเองขับทั่วบ้านไม่ยอมแบ่งใครเลย แถมยังปล่อยให้ลูกชายตัวน้อยวิ่งตามรถที่ตนขี่อีกบรื้นนนนนน“ปื้นๆ ขอทางหน่อยครับ...เดี๋ยวปะป๊าชนนะ” พะพายกล่าวกับลูก พร้อมกับทำเสียงแตรหวังบอกให้ลูกชายตัวน้อยหลีกทางให้เขาและดูเหมือนว่าจะสนุกยิ่งกว่าลูกเสียอีก ไม่พอยังทำลูกร้องไห้วิ่งไปฟ้องแม่อีก“มะ...ม๊า...ปะป๊าแย่งเฟิร์ส”“นี่พะพาย...โตขนาดนี้แล้วยังแย่งลูกอีก...ฉันให้ดูลูกยังทำลูกร้องไห้อีก...นี่นายตั้งใจกวนประสาทฉันหรือไงห๊ะ...ฉันประชุมกับเพื่อนอยู่เห็นไหม” เฟอร์เดินออกมาจากห้องทำงาน แล้วมาบ่นพะพายที่ทำลูกร้องเสียงดังรบกวนเธอจนเสียงลอดไปในห้องทำงาน“เอ้า...ประชุมเสร็จแล้วเหรอ...ปะๆ ...ไปดินเนอร์กัน...เดี๋ยวเอาน้องเฟิร์สไปให้ปู่เลี้ยง”“ฉันด่านี่สลดบ้างไหม...” เฟอร์กล่าวอย่างหัวเสีย จะไม่หงุดหงิดเลย ถ้าโปรเจคจิวเวอรี่ล็อตใหม่ไม่ถูกลอกจากร้านแบรนด์ของคู่แข่ง“พะพาย...เฟอร์มันเครียดอยู่...” หุ้นส่วนอย่างยูมิบอกด้วยเสียงจริงจัง จนพะพายที่เอาแต่คึก อยากให้เธอผ่อนคลายออกมาจากห้องทำงานรู
งานแต่งงานที่แพลนกันเอาไว้เริ่มใกล้เข้ามาทุกที แต่แทนที่เจ้าสาวจะวุ่นวายกับงานแต่ง ทว่ากลับเอาแต่นั่งกิน ช่วงนี้เธอกินเก่งมากๆ พะพายเลยตั้งใจอยากจะรีบจัดงานให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน ว่าท้องก่อนแต่งซึ่งงานแต่งถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติที่โรงแรมหรูแปดดาว เหมายกชั้น รวมกับเปิดห้องให้แขกเหรื่อที่มาไกลๆ ได้มีที่พักกันด้วยบรรยากาศในงานนั้นจัดตรีมเทพนิยาย และเจ้าบ่าวของเธอวันนี้คืออัศวิน เธอเป็นคนจัดแจงให้เขาเอง เพราะเขาเป็นดั่งอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเธอตลอด ตั้งแต่วันแรก และไม่ว่าจะครั้งไหนๆ ที่เธอเจออันตราย วันนั้นจะมีเขาคอยช่วยเธอไว้ได้ทันเสมอส่วนเธอก็เป็นดั่งเจ้าหญิงแสนสวยที่ค่อยๆ เดินควงแขนพ่ออย่างไต้ฝุ่นเข้าสู่ประตูวิวาห์ ด้วยชุดราตรีสีขาวอมชมพูยาวลากพื้น กระโปรงด้านหน้าฟูๆ สั้นเพียงแค่หน้าขา ด้านหลังยาวลากพื้นประมาณแปดเมตร ดีเทลชุดประดับไปด้วยผีเสื้อสีพาสเทลละมุนๆ ถักทออย่างประณีต ผมสีน้ำตาลลอนเป็นธรรมชาติถูกปล่อยสยายสวยงาม ใบหน้าตกแต่งหวานๆ เข้ากับใบหน้าสวยหวานทว่ากลับดูดื้อรั้นไปในคราเดียวกันสองขาค่อยๆ ก้าวไปตามพื้นพรมที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบสีขาว ด้านข้างเป็นโต
ด้านพะพาย...“เฮ้อเหลือเงินแค่2ร้อยเอง จะเลี้ยงพ่อตาพอไหมเนี่ย” ร่างสูงมองดูเงินในกระเป๋าพร้อมกับหันไปมองพ่อตาที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าสิ้นหวัง“ทักไปกู้ไอ้หมอกก็ได้วะ” เมื่อไม่มีทางเลือกเลยจำเป็นเข้าแชทเพื่อขอความช่วยเหลือจากแฝดตัวเอง แต่ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะพิมพ์ขอความช่วยเหลือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตกลับหมุนติ้วๆ“เอ้า...เวรเอ๊ย...เน็ตหมดวันนี้อีก...โอ๊ย...เฟอร์...พายผิดไปแล้ว...ฮือ...พายอยากกลับบ้าน” มือหน้ายกขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อระบายความขุ่นมัวในจิตใน ชีวิตนี้มันจะซวยอะไรเบอร์นั้นอะ เงินก็จะหมด เน็ตก็มาหมดวันนี้อีก“ลูกเขย...ป๊าอยากกินหมูกระทะอะ...เราไปกินกันไหม” ฟงเอ่ยชวน เมื่อได้กลิ่นเหมือนว่าข้างห้องจะย่างหมู ซึ่งมันยั่วน้ำลายเขาเหลือเกิน แถมทั้งวันก็ยังไม่กินข้าวเลย เงินก็ร่อยหรอลงไปเต็มที แต่เมียก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะหายโกรธ“ป๊าครับ...ผมเหลือเงินแค่สองร้อยเอง...ของป๊าเหลือเท่าไหร่”“ป๊าเหลือร้อยเดียว” สิ้นหวังหนักกว่าเดิม จะบ้าตาย3ร้อยรวมกันสองคน จะผ่านพ้นวันนี้ไปได้ยังไง“เราต้มบะหมี่กินกันเถอะครับ หมูกระทะเอาไว้ก่อน” พะพายกล่าว จากนั้นก็เดินไปกดน้ำร้อนใส่บะหม
ผ่านไปประมาณสิบนาทีเธอก็เดินเข้าไปในห้องที่ฟงและพะพายอยู่ แต่ด้วยเพราะทั้งคู่ไม่ได้มีบัตรสมาชิกเลยไม่สามารถเข้าไปไม่ได้แบบโจ่งแจ้ง จึงโดนพนักงานกักตัวไว้ก่อน“เข้าไม่ได้นะคะ ห้องนี้มีลูกค้าใช้บริการอยู่ค่ะ”“แต่ฉันเป็นเมียของมัน ถ้าไม่ให้ฉันเข้าไป ฉันจะสั่งปิดร้านเธอแล้วแจ้งข้อหาค้าประเวณี” เฟอร์กล่าวเสียงแข็ง จนพนักงานชะงัก“ว่าไง...จะให้ฉันเข้าไปจัดการผัวของพวกเราได้ยัง...ถ้าให้เข้าไปฉันจะไม่เอาเรื่องที่ร้านเธอ แต่ถ้าไม่...รู้ใช่ไหมว่ามันปิดได้ง่ายๆ เลยนะ ถ้าไม่อยากซวยก็หลีกทางซะ” ครั้งนี้เป็นเหม่ยจิงที่พูดขึ้น สุดท้ายพนักงานก็จำต้องให้เธอและแม่เข้าไปด้านใน เพราะกลัวว่าสถานที่ของเจ้านายจะปิดตัว“อืม...นวดแรงๆ สิหนูเดี๋ยวเฮียให้ทิป” เสียงอ่อนเสียงหวานของฟงเอ่ยขึ้น“แหมป๊า...อยู่บ้านกับเมียเสียงหวานแบบนี้ไหม” พะพายเอ่ยถามเชิงขำ ไม่จริงจังนัก ก่อนที่จะปล่อยให้สาวสวยอกตู้มนวดต่อโดยที่ทั้งคู่ก็แช่อ่างน้ำร้อน ใบหน้าคือผ่อนคลายสุดๆ ฟงนี่มองนมพนักงานแทบไม่วางตา แต่แล้วสวรรค์ก็ต้องดับลงกลางอากาศเมื่อเหม่ยจิงเดินเข้าไปยืนตรงหน้า ตามด้วยเฟอร์ที่เดินเข้าไปเช่นเดียวกัน“เฮือก...หมวยเล็ก...อาจิง
แจ๊ะ แจ๊ะ!!ลิ้นร้อนตวัดเลียกลีบดอกไม้ฉ่ำๆ ตรงหน้ารัวๆ ทำเอาร่างเล็กนั้นอยู่แทบไม่สุข ร่อนเอวเด้งรับลีลาของลิ้นเขาไม่พัก จนในที่สุดเธอปลดปล่อยน้ำหวานใสๆ เคลือบคลอออกมานอกปากทางรัก ส่วนพะพายก็ดูเลียกินอย่างตะกละตะกลามเสร็จด้วยปากแล้ว ก็แน่นอนว่าต้องได้กระแทกด้วย เพราะคนอย่างเอาน้ำเดียวไม่เคยพออยู่แล้ว หากเธอเป็นอาหาร ก็คงจะเป็นอาหารจานโปรดแสนอร่อย ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม มีแต่จะเบิ้ลเพิ่ม เอาให้จุกกันไปข้างเลยพะพายยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วช้อนร่างเล็กขึ้นจากโซฟา เดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องนอน ก่อนที่จะจัดลีลารักแสนเร่าร้อนจนเตียงสั่น กว่าเขาจะปล่อยให้เธอได้นอนก็เกือบเช้า ส่วนเขาก็อิ่มหนำสำราญใจ กอดก่ายเธออยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ ทั้งที่ยังเปลือยกายด้วยกันทั้งคู่ช่วงสายของวันต่อมา...ร่างเล็กในอ้อมกอดอันอบอุ่นค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเพชรที่ถูกแสงแดดกระทบมันแยงตาเธอจนตาแทบบอด แต่แทนที่จะหงุดหงิดกลับอมยิ้ม เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นแหวนที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนที่สวมมาที่นิ้วของเธอด้วยฝีมือของเขาเมื่อคืนนี้ และเธอไม่ได้มโนไปเอง มันคือเรื่อจริงที่จับต้องได้แม้ว่าจะเป็นการขอแต่งงานที่เริ่ม
หัวใจของเธอเต้นคร่อมจังหวะทันที จากนั้นเขาก็เอื้อมมือมาจับมือข้างซ้ายของเธอไปจูบ และนั่นก็ยิ่งทำให้เธอยิ่งเขินเข้าไปใหญ่ ยิ้มหน้าบานแทบไม่หุบ“พะพาย...” ร่างเล็กน้ำตาคลอ มองหน้าเขาอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตา ว่าคนทรงกวนแบบเขาจะมีโมเม้นท์นี้ขอเธอแต่งงานแก๊ก แก๊ก!!“กรี๊ดดดดดดด ไอ้บ้าพะพาย...ทำบ้าอะไรของนายวะเนี่ย” แล้วแล้วก็ต้องลมออกหูเมื่อสิ่งที่เขาหยิบออกมาไม่ใช่แหวนเพชรเม็ดโตอย่างที่เธอวาดฝันแสนหวานเอาไว้ แต่มันคือมีดตัดเล็บ แล้วเขาก็กำลังตัดเล็บของเธอที่เธอเพิ่งจะไปทำมาด้วย“นี่คือคุณค่าที่เธอคู่ควรที่สุด ตัดซะบ้างเล็บน่ะ แสบหลังเป็นบ้า ข่วนจนหลังฉันลายหมดแล้ว” พูดพร้อมกับบรรจงตัดเล็บให้เธอต่อ โดยที่เธอก็พยายามชักกลับ แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงของเขาได้ บวกกับกลัวว่าถ้ายื้อแย่งกันไปมามีดตัดเล็บจะตัดนิ้วเธอเอา“ไอ้บ้าพะพาย!! เล็บฉันเพิ่งไปทำมานะ!!”พูดพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า นึกเสียดายเล็บสวยๆ“ก็ทำแบบสั้นๆ สิ...จะไว้ยาวทำไม...เธอเห็นหลังฉันหรือยัง...ว่ามันลายแค่ไหน...มีแต่รอยเล็บเธอเนี่ย”“หึ่ย!! ฉันไม่น่าไปคาดหวังกับคนอย่างนายเลย” จากที่เขินๆ เมื่อครู่ พอถูกกระชากลงมาจากสวรรค์เพราะถูกคนบ้าอย่า
ติ้ง!!พะพาย : แล้วตอนนี้อยู่ที่ไหน?เฟอร์ : ส่งโลเคชั่น“เฮ้อ...ไอ้บ้าพะพาย...อะไรของมึงเนี่ย...ยัยนั่นใจร้ายกับมึงก่อนนะ...ยังจะไปหาอีก” เขาบ่นพึมพำกับตัวเอง พร้อมยกมือขึ้นยีหัวตัวเองหวังเรียกสติของตัวเองให้กลับมาแต่ไม่ว่าจะมีสติหรือไม่มี เขาก็ยังอยากไปหาเธออยู่ดี และรู้ตัวอีกทีเขาก็ขับรถมายังสถ
“ป๊าเธอกะจะทรมานฉันให้ตายไปเลยมั้ง ถึงได้จัดทริปตั้งเกือบอาทิตย์...กะจะกระชับความสัมพันธ์หรือจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่นั่นกันแน่...” พะพายบ่นกระปอดกระแปดเมื่อเฟอร์เข้ามาในห้องหลังจากที่จบทริปครอบครัว แล้วเขาต้องมารอที่คอนโด“...พะพาย...ฉันว่าช่วงนี้เราสองคนอยู่ด้วยกันมากไปหรือเปล่า” เฟอ
“จะไม่มีได้ยังไง เคลิ้มขนาดนี้”“กะ...ก็...”“พายขอรางวัลได้ไหม ขอรางวัลให้คนน่ารักได้หรือเปล่า...จะได้มีกำลังใจเป็นเด็กดีของเฟอร์ไง” เสียงกระเส่าเอ่ยขึ้น ทำหน้าออดอ้อนจนใจเฟอร์เหลวเป็นน้ำแล้ว“อื้ม” สิ้นเสียงตอบรับพะพายก็ดันคนตัวเล็กนอนราบไปกับโซฟาตัวยาว จากนั้นก็ทาบทับร่างของตัวเองตามลงมา ขาทั้งส
“มันใช่ไหมเนี่ย มาทะเล แต่ต้องมานั่งโช้ยมาม่าที่ริมทะเลเนี่ย” จริงๆ จะสั่งอาหารตรงเซอร์วิสก็ได้ แต่ที่ไม่สั่งเพราะมาเฝ้าเฟอร์ที่นั่งดินเนอร์กับครอบครัว ในขณะที่เธอกินปิ้งย่างอยู่ที่ลานกว้างๆ กับครอบครัวอย่างสบายใจ แต่เขานี่สิต้องมานั่งซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นถ้วย ทำด้อมๆ มองๆ อย่างกับคนเร่ร่อน แถม







