LOGIN“ไอ้บ้าพะพาย ฉันกลัวผี นายจะเปิดหนังผีทำไมเนี่ย” คนตัวเล็กโวยวาย เมื่อร่างสูงเปิดหนังที่เธอไม่ชอบ
“ถ้ากลัวก็หันมากอดฉันได้เลย อนุญาต”
“เหอะ เจริญเถอะ แทนที่จะได้พักผ่อนเพราะป่วย ยังต้องมานั่งแหกตาดูหนังผีอีก”
“เอาน่าดูเป็นเพื่อนหน่อย เรื่องนี้ฉันยังไม่เคยดูเลย พวกไอ้เรย์มันไปดูกันไม่ชวนฉันเลย”
“พะพาย...” ขณะที่เขาพูดถึงเพื่อนสนิท เธอก็เรียกชื่อเขาขึ้นมาดื้อๆ แต่ก็เงียบไปราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ
“มีอะไร...เรียกแล้วก็เงียบ”ถามกลับพร้อมกับจับตัวเธอหันมามองหน้าเขา
“มีเพื่อนไปดูหนัง มันรู้สึกยังไงเหรอ” เอ่ยถามเสียงแผ่วเบา
“ก็ไม่ยังไง ต่างคนต่างดู แค่นั่งข้างกันเฉยๆ” นี่ไม่ได้ตอบกวนอวัยวะเบื้องล่างแต่อย่างใด เขาเองก็ตอบตามจริง คือไปดูหนังในโรงหนัง มันจะต้องรู้สึกยังไงอะ
“ไม่รู้สึกอบอุ่น หรืออุ่นใจอะไรเลยเหรอ”
“ทำไมต้องอุ่นใจอะ ฉันไม่เข้าใจที่เธอต้องการจะสื่อ”
“ฉันไม่เคยไปดูหนังกับเพื่อนเลย อยากรู้ว่าความรู้สึกตอนที่มีเพื่อนไปไหนมาไหนด้วย มันเป็นยังไง คงจะดีมากใช่ไหม”
“แล้วเมื่อก่อนที่เพื่อนเก่าเธอจะทิ้งไป เธอรู้สึกยังไง”
“เราไม่เคยไปไหนมาไหนด้วยกัน เรียนด้วยกันก็แยกย้ายกันไป ฉันเคยชวนนางก็ปฏิเสธ ไม่เคยไปด้วยเลย ฉันต้องไปเดินคนเดียวทุกที”
“เธอเก่งมากแล้ว อย่าพยายามหาเลยนะ เมื่อไหร่ก็ตาม ที่ถึงเวลาเหมาะสม ฉันเชื่อว่าเธอจะเจอคนที่เข้ากับเธอได้จริงๆ บางทีที่โลกดูใจร้ายกับเธอ อาจจะเพราะแค่กรองคนออกจากชีวิตของเธอก็ได้นะ” เธอฟังที่เขาพูด แล้วนิ่งไป มันก็จริงอย่างที่เขาพูดนั่นแหละ บางทีเธออาจจะต้องการมากไป
“นายมาเป็นเพื่อนให้ฉันได้ไหม”
“ก็บอกแล้วไง เป็นให้ไม่ได้ ฉันไม่ได้อยากเป็นเพื่อนกับเธอตั้งแต่แรก”
“อ๊ะ...นี่นายเล็งฉันตั้งแต่ครั้งแรกเลยเหรอ”
“อืม...พอไอ้ชาลีคุยกับยัยนั่นให้แล้วส่งรูปเธอมา ฉันก็ตกลงจ่ายทันที”
“ตอนที่ยัยนั่นติดต่อฉันให้ ยัยนั่นทักไปบอกยังไงเหรอ”
“ไม่ต้องอยากรู้หรอก มันไม่ได้น่าฟัง อีกอย่างพูดไปแล้วได้อะไร พูดแล้วเธอก็เก็บมาคิดมาก”
“ก็จริง...” ตอบเพียงเท่านั้นก่อนที่จะหันไปตั้งใจดูหนัง
หมับ!
“ผื่นเธอหายแล้ว...เธอดูเหมือนจะดีขึ้นแล้วนี่...เรามาเล่นปูไต่กันดีไหม” จริงจังได้ไม่เท่าไหร่ ไอ้บ้านี่ก็ชวนเธอทำเรื่องอย่างว่าอีกแล้ว ไม่เข้าใจว่าจิตใจมันมีแต่เรื่องแบบนี้หรือไง ถึงได้เอาแต่จ้องจะจับเธอกินไม่เว้นแต่ละวันเนี่ย
“พักบ้างพะพาย ถ้านายคิดไม่ดีกับฉัน ฉันจะไล่นายลงไปนอนโซฟาจริงๆ ด้วย”
“งั้นแปลว่าคืนนี้นอนกอดได้ใช่ปะ”
“ไม่ได้” เมื่อเผลอปากพูดไป ทำให้ไอ้คนเจ้าเล่ห์มันมีช่องโหว่ในการเอาเปรียบเธอ
“ก็เธอพูดเมื่อกี้ ว่าถ้าคิดไม่ดีจะให้นอนโซฟา เพราะงั้น คืนนี้ฉันจะนอนกับเธอบนเตียง ดีจัง...วันนี้เมียใจดีชะมัด”
“หน้ามึน...” ได้แต่พูดไปแค่นั้น กับคนแบบเขาเถียงไปก็มีแต่จะแพ้ ส่วนเขาก็ได้แต่ไหล่ไหล่อย่างไม่สะทกสะท้าน ไม่พอยังเอนตัวไปพิงพนักพิง แล้วดึงเธอเอนมาซบอกเขาอีก
ดูไปสักพัก ศีรษะของเฟอร์ก็ค่อยๆ ผงกไปมา จนพะพายที่เห็นท่าทีของเธอก็รีบจับศีรษะของเธอเอาไว้ ตามด้วยดึงคนตัวเล็กขึ้นมานอนที่หมอนดีๆ คนบ้าอะไรดูหนังแล้วหลับ เขาคิด แต่ก็นะพอมองใบหน้าจิ้มลิ้มก็อดอมยิ้มไม่ได้ ตามด้วยก้มลงไปจุมพิตหน้าผากเธอเบาๆ พร้อมกับดึงผ้าห่มขึ้นมาห่มให้
วันต่อมา...
“พะพาย...ตื่นได้แล้ว...อะไรเนี่ย...สรุปใครกันแน่ที่ป่วย” ว่าแล้วก็ปลุกให้คนขี้เซาตื่น เพราะอายปลาบปลื้มที่เข้ามาตรวจเธอตอนเช้า พร้อมกับข่าวดีที่เธอจะได้กลับบ้านแล้ว
“อื้ม...อย่าดุดิเมียจ๋า” ตอบเสียงงัวเงียแล้วกอดเธอให้นอนลง ไม่พอเอาหน้าซุกหน้าอกเธอจนเฟอร์แทบเอาหน้ามุดแผ่นดินหนี เพราะทุกอย่างที่เขาทำปลาบปลื้มก็เห็นมันทั้งหมด ไม่พอยังหลุดขำ กับความขี้เซาของญาติผู้น้องแถมยังออดอ้อนเมียอีกนับเป็นครั้งเเรกที่เห็น
“ไอ้บ้าพะพาย ลุก!! ฉันอายหมอ!!” พยายามดันตัวของเขาออก แต่ด้วยเพราะเธอตัวเล็กกว่าเขามาก มันเลยต้านแรงควายของเขาไว้ไม่ไหว
“อื้ม...ไล่หมอกลับไปก่อน...จะนอนกอดเมีย” หลับหูหลับตาพูด ไม่สนใจเลยว่าจะสร้างความอับอายให้เธอแค่ไหน แล้วไม่ใช่แค่ปลาบปลื้มไง เพราะพยาบาลก็เข้ามาด้วย แต่มันจนปัญญาจริงๆ กับการที่จะเอาเขาออกไปจากตัวเธอ
“เดี๋ยวให้พายตื่นก่อนก็ได้ค่ะ พี่ปลื้มออกไปตรวจคนอื่นก่อนก็ได้” ตอบแล้วพยายามยิ้มแห้งๆ ซึ่งปลาบปลื้มก็พยักหน้าตอบแล้วหมุนตัวกลับไป
ช่วงสาย...
“เอ้า...ตื่นตั้งแต่เมื่อไหร่...แล้วทำไมทำหน้าแบบนั้น...ขอซื้อได้ไหมตาเนี่ย...มองจิกตั้งแต่เช้าเลย” พอตื่นมาก็กวนประสาทเลย ไม่คิดจะสะทกสะท้านต่อการกระทำตัวเองเลยสักนิด บ้าจริงๆ
“เฮ้อ...เช้าบ้าอะไร จะเที่ยงอยู่แล้ว...แล้วนอนฉันไม่ว่าเลยนะ แต่ทำไมต้องกอดฉันไปนอนด้วยมิทราบ...แล้วรัดฉันแน่นจนหายใจแทบไม่ออก ตัวก็ใหญ่แล้วก็หนาอย่างกับหมีควาย ไม่หนักเลยมั้ง!!” ว่าแล้วก็ขอบ่นหน่อยเถอะ
“เดี๋ยวพาไปเที่ยว...แล้วก็เลิกบ่นได้แล้ว”
“อ๊ะ...จริงเหรอ...งื้อว่าแล้วว่านายต้องเป็นคนดี...” เสียงที่เปลี่ยน พร้อมกับแววตาราวกับเด็กน้อยได้ของเล่นที่ถูกใจ
“แหม กระดี๊กระด๊าเชียวนะ”
“ก็แน่ดิ...ไปเที่ยวที่ไหน”
“เดี๋ยวพาไปช็อปปิ้ง...อยากได้อะไรก็ไปซื้อ”
“จริงอะ...พูดแล้วนะ” ร่างเล็กถึงกับตาลุกวาว
“อืม...แต่ขอไปอาบน้ำก่อน...นอนโคตรสบายเลยเมื่อคืน” ว่าแล้วก็รีบดีดตัวออกจากเตียงผู้ป่วย แล้วเดินเข้าห้องน้ำไปหน้าตาเฉย
“จะไม่สบายได้ไง นอนเบียดฉันจนฉันแทบจะตกเตียง” กลอกตาแล้วมองบนใส่ โดยที่เขาก็ไม่ได้เห็น
ระหว่างรอให้พะพายอาบน้ำเสร็จเธอก็กดเรียกหมอให้เข้ามาวัดความดันและเช็กอาการของเธอก่อนกลับบ้าน
“ดูของเรียบร้อยแล้วใช่ไหม เก็บครบหรือยัง”
“ครบแล้ว”
“งั้นเดี๋ยวฉันไปจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายให้ รออยู่นี่ก่อน เดี๋ยวไปเอายาด้วย”
“พะพาย...ฉันเกรงใจ...เดี๋ยวฉันจ่ายเองก็ได้”
“ไม่เป็นไรหรอก เธอเป็นเมียฉัน ฉันก็ต้องดูแล อีกอย่างโรงพยาบาลนี่ก็ของญาติฉัน ใช้โควต้าของคนในครอบครัวได้”
“งั้นก็ได้...”
เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสรรพ เขาก็พาเธอไปเดินเลือกซื้อของที่ห้าง โดนที่ปล่อยให้เธอเลือกนั่นเลือกนี่ตามอำเภอใจด้วยงบที่ไม่อั้น ซึ่งถ้าเป็นเมื่อก่อน เธอก็คงจะเลือกตามกิเลสของเธอนั่นแหละ แต่เพราะความคิดตอนนี้มันเปลี่ยนก็เลยแอบเกรงใจเขา จนก็ไม่กล้าหยิบจับหรือซื้ออะไรมากมาย
“แปลก”
“ห๊ะ...แปลกอะไร” ร่างเล็กเลิกคิ้วถามพะพายที่อยู่ๆ ก็พูดขึ้นมาแบบงงๆ
“ก็คนแบบเธอดูเรียบร้อยเกินไป ปกติเธอโลภออกจะตายไป ทำไมฉันพามาช็อปแบรนด์เนมขนาดนี้ยังไม่หยิบอีก เห็นเดินดูมาตั้งนานแล้ว”
“มันแพงไป อีกอย่างมันก็ไม่ได้จำเป็น กระเป๋าของฉันก็พอมีใช้อยู่” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงเจียมเนื้อเจียมตัวเล็กน้อย
“งั้น...เอาใบนี้ครับ...เหลือใบเดียวแล้วใช่ไหม” พะพายหยิบกระเป๋าแบรนด์ดังสีขาวที่วางอยู่ในตู้ส่งให้พนักงาน ด้วยท่าทีชิวๆ
“นายทำอะไร...ใบนั้นรู้ไหมว่าเท่าไหร่...ฉันไม่มีปัญญาหามาจ่ายนายนะ...ฉันไม่กล้าขอม๊ากับป๊ามาจ่ายนะจะบอกให้”
“ก็ไม่ได้บอกว่าจะให้เธอจ่าย ฉันจ่ายให้เอง...”
“ฉันก็ไม่กล้ารับอยู่ดี”
“อะไรเนี่ย หัดถ่อมตัวตั้งแต่เมื่อไหร่กัน เอาไปเถอะ...ถ้าอยากจ่ายเดี๋ยวฉันเช็กบิลเธอย้อนหลังเอง”
“ห๊ะ!!”
“ค่อยไปจ่ายบนเตียง...” ยักคิ้วกวนๆ แล้วเดินผิวปากเอามือล้วงกระเป๋ากางเกงเดินไปจ่ายตังค์ด้วยท่าทีสบายใจ
3ปีต่อมา...“แง้...ปะป๊า...ให้เฟิร์สเล่นบ้าง...ปะป๊าลงมา” เสียงเด็กน้อยวัย3ขวบงอแงประท้วงผู้เป็นพ่อที่นั่งรถบังคับของตัวเองขับทั่วบ้านไม่ยอมแบ่งใครเลย แถมยังปล่อยให้ลูกชายตัวน้อยวิ่งตามรถที่ตนขี่อีกบรื้นนนนนน“ปื้นๆ ขอทางหน่อยครับ...เดี๋ยวปะป๊าชนนะ” พะพายกล่าวกับลูก พร้อมกับทำเสียงแตรหวังบอกให้ลูกชายตัวน้อยหลีกทางให้เขาและดูเหมือนว่าจะสนุกยิ่งกว่าลูกเสียอีก ไม่พอยังทำลูกร้องไห้วิ่งไปฟ้องแม่อีก“มะ...ม๊า...ปะป๊าแย่งเฟิร์ส”“นี่พะพาย...โตขนาดนี้แล้วยังแย่งลูกอีก...ฉันให้ดูลูกยังทำลูกร้องไห้อีก...นี่นายตั้งใจกวนประสาทฉันหรือไงห๊ะ...ฉันประชุมกับเพื่อนอยู่เห็นไหม” เฟอร์เดินออกมาจากห้องทำงาน แล้วมาบ่นพะพายที่ทำลูกร้องเสียงดังรบกวนเธอจนเสียงลอดไปในห้องทำงาน“เอ้า...ประชุมเสร็จแล้วเหรอ...ปะๆ ...ไปดินเนอร์กัน...เดี๋ยวเอาน้องเฟิร์สไปให้ปู่เลี้ยง”“ฉันด่านี่สลดบ้างไหม...” เฟอร์กล่าวอย่างหัวเสีย จะไม่หงุดหงิดเลย ถ้าโปรเจคจิวเวอรี่ล็อตใหม่ไม่ถูกลอกจากร้านแบรนด์ของคู่แข่ง“พะพาย...เฟอร์มันเครียดอยู่...” หุ้นส่วนอย่างยูมิบอกด้วยเสียงจริงจัง จนพะพายที่เอาแต่คึก อยากให้เธอผ่อนคลายออกมาจากห้องทำงานรู
งานแต่งงานที่แพลนกันเอาไว้เริ่มใกล้เข้ามาทุกที แต่แทนที่เจ้าสาวจะวุ่นวายกับงานแต่ง ทว่ากลับเอาแต่นั่งกิน ช่วงนี้เธอกินเก่งมากๆ พะพายเลยตั้งใจอยากจะรีบจัดงานให้เร็วที่สุด เพราะกลัวว่าเธอจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน ว่าท้องก่อนแต่งซึ่งงานแต่งถูกจัดขึ้นอย่างสมเกียรติที่โรงแรมหรูแปดดาว เหมายกชั้น รวมกับเปิดห้องให้แขกเหรื่อที่มาไกลๆ ได้มีที่พักกันด้วยบรรยากาศในงานนั้นจัดตรีมเทพนิยาย และเจ้าบ่าวของเธอวันนี้คืออัศวิน เธอเป็นคนจัดแจงให้เขาเอง เพราะเขาเป็นดั่งอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยเธอตลอด ตั้งแต่วันแรก และไม่ว่าจะครั้งไหนๆ ที่เธอเจออันตราย วันนั้นจะมีเขาคอยช่วยเธอไว้ได้ทันเสมอส่วนเธอก็เป็นดั่งเจ้าหญิงแสนสวยที่ค่อยๆ เดินควงแขนพ่ออย่างไต้ฝุ่นเข้าสู่ประตูวิวาห์ ด้วยชุดราตรีสีขาวอมชมพูยาวลากพื้น กระโปรงด้านหน้าฟูๆ สั้นเพียงแค่หน้าขา ด้านหลังยาวลากพื้นประมาณแปดเมตร ดีเทลชุดประดับไปด้วยผีเสื้อสีพาสเทลละมุนๆ ถักทออย่างประณีต ผมสีน้ำตาลลอนเป็นธรรมชาติถูกปล่อยสยายสวยงาม ใบหน้าตกแต่งหวานๆ เข้ากับใบหน้าสวยหวานทว่ากลับดูดื้อรั้นไปในคราเดียวกันสองขาค่อยๆ ก้าวไปตามพื้นพรมที่โรยไปด้วยกลีบกุหลาบสีขาว ด้านข้างเป็นโต
ด้านพะพาย...“เฮ้อเหลือเงินแค่2ร้อยเอง จะเลี้ยงพ่อตาพอไหมเนี่ย” ร่างสูงมองดูเงินในกระเป๋าพร้อมกับหันไปมองพ่อตาที่นอนหลับปุ๋ยอยู่บนเตียงด้วยใบหน้าสิ้นหวัง“ทักไปกู้ไอ้หมอกก็ได้วะ” เมื่อไม่มีทางเลือกเลยจำเป็นเข้าแชทเพื่อขอความช่วยเหลือจากแฝดตัวเอง แต่ทว่าจังหวะที่เขากำลังจะพิมพ์ขอความช่วยเหลือ สัญญาณอินเทอร์เน็ตกลับหมุนติ้วๆ“เอ้า...เวรเอ๊ย...เน็ตหมดวันนี้อีก...โอ๊ย...เฟอร์...พายผิดไปแล้ว...ฮือ...พายอยากกลับบ้าน” มือหน้ายกขึ้นลูบหน้าตัวเองแรงๆ เพื่อระบายความขุ่นมัวในจิตใน ชีวิตนี้มันจะซวยอะไรเบอร์นั้นอะ เงินก็จะหมด เน็ตก็มาหมดวันนี้อีก“ลูกเขย...ป๊าอยากกินหมูกระทะอะ...เราไปกินกันไหม” ฟงเอ่ยชวน เมื่อได้กลิ่นเหมือนว่าข้างห้องจะย่างหมู ซึ่งมันยั่วน้ำลายเขาเหลือเกิน แถมทั้งวันก็ยังไม่กินข้าวเลย เงินก็ร่อยหรอลงไปเต็มที แต่เมียก็ยังไม่มีสัญญาณว่าจะหายโกรธ“ป๊าครับ...ผมเหลือเงินแค่สองร้อยเอง...ของป๊าเหลือเท่าไหร่”“ป๊าเหลือร้อยเดียว” สิ้นหวังหนักกว่าเดิม จะบ้าตาย3ร้อยรวมกันสองคน จะผ่านพ้นวันนี้ไปได้ยังไง“เราต้มบะหมี่กินกันเถอะครับ หมูกระทะเอาไว้ก่อน” พะพายกล่าว จากนั้นก็เดินไปกดน้ำร้อนใส่บะหม
ผ่านไปประมาณสิบนาทีเธอก็เดินเข้าไปในห้องที่ฟงและพะพายอยู่ แต่ด้วยเพราะทั้งคู่ไม่ได้มีบัตรสมาชิกเลยไม่สามารถเข้าไปไม่ได้แบบโจ่งแจ้ง จึงโดนพนักงานกักตัวไว้ก่อน“เข้าไม่ได้นะคะ ห้องนี้มีลูกค้าใช้บริการอยู่ค่ะ”“แต่ฉันเป็นเมียของมัน ถ้าไม่ให้ฉันเข้าไป ฉันจะสั่งปิดร้านเธอแล้วแจ้งข้อหาค้าประเวณี” เฟอร์กล่าวเสียงแข็ง จนพนักงานชะงัก“ว่าไง...จะให้ฉันเข้าไปจัดการผัวของพวกเราได้ยัง...ถ้าให้เข้าไปฉันจะไม่เอาเรื่องที่ร้านเธอ แต่ถ้าไม่...รู้ใช่ไหมว่ามันปิดได้ง่ายๆ เลยนะ ถ้าไม่อยากซวยก็หลีกทางซะ” ครั้งนี้เป็นเหม่ยจิงที่พูดขึ้น สุดท้ายพนักงานก็จำต้องให้เธอและแม่เข้าไปด้านใน เพราะกลัวว่าสถานที่ของเจ้านายจะปิดตัว“อืม...นวดแรงๆ สิหนูเดี๋ยวเฮียให้ทิป” เสียงอ่อนเสียงหวานของฟงเอ่ยขึ้น“แหมป๊า...อยู่บ้านกับเมียเสียงหวานแบบนี้ไหม” พะพายเอ่ยถามเชิงขำ ไม่จริงจังนัก ก่อนที่จะปล่อยให้สาวสวยอกตู้มนวดต่อโดยที่ทั้งคู่ก็แช่อ่างน้ำร้อน ใบหน้าคือผ่อนคลายสุดๆ ฟงนี่มองนมพนักงานแทบไม่วางตา แต่แล้วสวรรค์ก็ต้องดับลงกลางอากาศเมื่อเหม่ยจิงเดินเข้าไปยืนตรงหน้า ตามด้วยเฟอร์ที่เดินเข้าไปเช่นเดียวกัน“เฮือก...หมวยเล็ก...อาจิง
แจ๊ะ แจ๊ะ!!ลิ้นร้อนตวัดเลียกลีบดอกไม้ฉ่ำๆ ตรงหน้ารัวๆ ทำเอาร่างเล็กนั้นอยู่แทบไม่สุข ร่อนเอวเด้งรับลีลาของลิ้นเขาไม่พัก จนในที่สุดเธอปลดปล่อยน้ำหวานใสๆ เคลือบคลอออกมานอกปากทางรัก ส่วนพะพายก็ดูเลียกินอย่างตะกละตะกลามเสร็จด้วยปากแล้ว ก็แน่นอนว่าต้องได้กระแทกด้วย เพราะคนอย่างเอาน้ำเดียวไม่เคยพออยู่แล้ว หากเธอเป็นอาหาร ก็คงจะเป็นอาหารจานโปรดแสนอร่อย ที่กินเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักอิ่ม มีแต่จะเบิ้ลเพิ่ม เอาให้จุกกันไปข้างเลยพะพายยืนขึ้นเต็มความสูงแล้วช้อนร่างเล็กขึ้นจากโซฟา เดินดุ่มๆ เข้าไปในห้องนอน ก่อนที่จะจัดลีลารักแสนเร่าร้อนจนเตียงสั่น กว่าเขาจะปล่อยให้เธอได้นอนก็เกือบเช้า ส่วนเขาก็อิ่มหนำสำราญใจ กอดก่ายเธออยู่ใต้ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ ทั้งที่ยังเปลือยกายด้วยกันทั้งคู่ช่วงสายของวันต่อมา...ร่างเล็กในอ้อมกอดอันอบอุ่นค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาเพราะเพชรที่ถูกแสงแดดกระทบมันแยงตาเธอจนตาแทบบอด แต่แทนที่จะหงุดหงิดกลับอมยิ้ม เมื่อลืมตาขึ้นมาเห็นแหวนที่อยู่บนนิ้วนางข้างซ้าย แหวนที่สวมมาที่นิ้วของเธอด้วยฝีมือของเขาเมื่อคืนนี้ และเธอไม่ได้มโนไปเอง มันคือเรื่อจริงที่จับต้องได้แม้ว่าจะเป็นการขอแต่งงานที่เริ่ม
หัวใจของเธอเต้นคร่อมจังหวะทันที จากนั้นเขาก็เอื้อมมือมาจับมือข้างซ้ายของเธอไปจูบ และนั่นก็ยิ่งทำให้เธอยิ่งเขินเข้าไปใหญ่ ยิ้มหน้าบานแทบไม่หุบ“พะพาย...” ร่างเล็กน้ำตาคลอ มองหน้าเขาอย่างไม่ค่อยเชื่อสายตา ว่าคนทรงกวนแบบเขาจะมีโมเม้นท์นี้ขอเธอแต่งงานแก๊ก แก๊ก!!“กรี๊ดดดดดดด ไอ้บ้าพะพาย...ทำบ้าอะไรของนายวะเนี่ย” แล้วแล้วก็ต้องลมออกหูเมื่อสิ่งที่เขาหยิบออกมาไม่ใช่แหวนเพชรเม็ดโตอย่างที่เธอวาดฝันแสนหวานเอาไว้ แต่มันคือมีดตัดเล็บ แล้วเขาก็กำลังตัดเล็บของเธอที่เธอเพิ่งจะไปทำมาด้วย“นี่คือคุณค่าที่เธอคู่ควรที่สุด ตัดซะบ้างเล็บน่ะ แสบหลังเป็นบ้า ข่วนจนหลังฉันลายหมดแล้ว” พูดพร้อมกับบรรจงตัดเล็บให้เธอต่อ โดยที่เธอก็พยายามชักกลับ แต่ก็ไม่สามารถต้านแรงของเขาได้ บวกกับกลัวว่าถ้ายื้อแย่งกันไปมามีดตัดเล็บจะตัดนิ้วเธอเอา“ไอ้บ้าพะพาย!! เล็บฉันเพิ่งไปทำมานะ!!”พูดพร้อมกับน้ำตาคลอเบ้า นึกเสียดายเล็บสวยๆ“ก็ทำแบบสั้นๆ สิ...จะไว้ยาวทำไม...เธอเห็นหลังฉันหรือยัง...ว่ามันลายแค่ไหน...มีแต่รอยเล็บเธอเนี่ย”“หึ่ย!! ฉันไม่น่าไปคาดหวังกับคนอย่างนายเลย” จากที่เขินๆ เมื่อครู่ พอถูกกระชากลงมาจากสวรรค์เพราะถูกคนบ้าอย่า







