Mag-log inเสียงร้องของฟางเหนียงดังออกมาจากในห้องที่ถูกปิด เสียงร้องดังจนคนเดินผ่านไปมาที่ได้ยินต้องหน้าเสีย เพราะเรื่องที่หญิงสาวได้รับบาดเจ็บจากการฝึกรับรู้กันไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็ว และสภาพของหญิงสาวเมื่อครั้งเดินกลับที่พักก็ดูไม่ได้ ผู้คนจึงเดาได้ไม่ยากว่านางร้องออกมาด้วยความทรมานนั่นเกิดจากสิ่งใด
"ข้าเบาแล้ว แต่แผลของเจ้าถึงจะไม่ลึกหรือรุนแรงแต่ก็เต็มไปหมด จะเสร็จแล้วเจ้าทนหน่อยแล้วกัน"
จ้าวเย่วเอ่ยบอกร่างเล็กที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง ปากคาบผ้าเพื่อข่มความเจ็บปวด ใบหน้าเรียวแดงก่ำเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้หญิงสาวในห้องสะดุ้งเล็กน้อย เพราะสภาพของฟางเหนียงไม่พร้อมรับผู้มาเยือนใหม่สักเท่าไหร่ หญิงสาวรีบลุกขึ้นมาผ้าปกปิดร่างกายเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว
"ผู้ใดกัน"
ฟางเหนียงเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งเล็กน้อย
"เจ้าสำนักให้ข้านำยามาให้"
เสียงของชายด้านนอกมิได้เอ่ยชื่อตนเองอย่างที่หญิงสาวถาม แต่คำตอบของเขาก็พอเดาได้ว่าเป็นผู้ใด
"เช่นนั้นฝากท่านขอบคุณเจ้าสำนักด้วยเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงตะโกนออกมาเสียงดัง และเป็นจ้าวเย่วที่เดินไปรับยามา ภายในถาดยามียาสมุนไพรที่คาดว่าใช่ทาบาดแผลถูกบดมาเรียบร้อยแล้ว และยังมียาต้มที่ยังคงมีควันลอยออกมาเพราะความร้อน กลิ่นของมันลอยมาปะทะจมูกจนหญิงสาวต้องเบนหน้าหนี จ้าวเย่ววางถาดที่โต๊ะหัวเตียง จากนั้นหยิบยาที่ถูกบดมาจะทาให้หญิงสาวแต่ก็ต้องถูกห้ามเอาไว้ก่อน
"เดี๋ยว นั้นเจ้าจะทำอันใด"
"ก็ทายาที่เจ้าสำนักนำมาให้เจ้าอย่างไร"
"หยุดเลย ทาแค่ยาที่เจ้าทำให้ข้าก็พอ"
"เช่นนั้นเจ้าก็ทานยาต้มเถอะ มันช่วยลดการปวดได้"
จ้าวเย่วเอ่ยพลางหยิบยาขึ้นมายื่นไปที่ปากของหญิงสาว อย่างไม่ให้นางปฏิเสธ
"นี่มันยารักษาหรือยาพิษกันแน่ ดำขนาดนี้"
เอ่ยจบก็จรดถ้วยยาที่ริมฝีปาก แต่เพียงแค่จิบได้นิดเดียวก็ต้องกระวนกระวายในทันที
เหวะ!
"ข้ากินไม่ได้ ข้าฝืนกินมันไม่ได้"
"แล้วแบบนี้เมื่อใดเจ้าจะหายกัน อีกนิดหนึ่งเถอะ"
สีหน้าของจ้าวเย่วทำให้ฟางเหนียงก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะรู้ดีว่าสหายของตนนั้นเป็นห่วงมากเพียงใด จึงจำใจต้องทนฝืนยกถ้วยยากินอีกจิบหนึ่ง
"พอใจเจ้าหรือยัง"
"กินเสร็จแล้วก็พักเถอะ ข้าขอตัวก่อนข้ามีนัดกับเมาเม่า"
จ้าวเย่วเอ่ยถึงสหายอีกคนที่พึ่งมาสนิทกันได้ไม่นาน
"เจ้าไปเถอะ"
หลังจ้าวเย่วออกไป ฟางเหนียงจึงดึงเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้เรียบร้อย แต่สายตาของนางกลับเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษสีหน้าตาลเล็กๆ ที่ถูกทับด้วยถ้วยยาที่ใช้ทาที่แผลเสียก่อน จึงเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาพลิกดูด้วยความทุลักทุเล คิ้วทั้งสองข้างของนางขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเปิดอ่านข้อความข้างใน ตัวหนังสือสีทองลอยขึ้นเหนืออากาศหลังหญิงสาวเปิดมันอ่าน
"ยอมแพ้และแต่งออกไปเสีย อย่าทำให้เรื่องทุกอย่างมันวุ่นวายเช่นไรเจ้าก็ไม่มีทางฝึกมันสำเร็จ"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากตัวหนังสือสีทองนั้นก่อนที่จะจางหายไปในอากาศ ในกระดาษแผ่นสีน้ำตาลที่หญิงสาวถืออยู่ก็ไม่มีตัวหนังสือนั้นอยู่แล้ว เสียงคุ้นหนูนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเสียงของเจ้าของที่ส่งยามาให้นางนั้นเอง
"หน่อยแหนะ ไอเจ้าหน้ายักษ์ ข้าเจ็บถึงเพียงนี้แล้วยังดูถูกข้าอีก คอยดูเถอะท่านหรือข้ากันแน่ที่จะยอมแพ้มันก่อน"
ปัง!
"โอ๊ย~~~"
เสียงทุบโต๊ะดังสนั่น พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บดังตามมา หญิงสาวโมโหจนเผลอทุบที่โต๊ะหน้าเตียงนอนทำให้บาดแผลที่ฝ่ามือได้รับบาดเจ็บเพิ่มไปด้วย จากนั้นล้มตัวนอนไปกับเตียงนุ่ม หญิงสาวพาดมือที่หน้าผากอย่างใช้ความคิด
"นิยายที่จู่ๆ เข้ามาอยู่ในร่างนางร้ายเช่นตอนนี้ เขาทำตัวอย่างไรบ้างน๊า เมินพระเอกแล้ว ทำตัวเก่งขึ้น ต่างคนต่างอยู่ หรือ.....คิดมาออกแล้วอ่ะ"
หญิงสาวเอ่ยพลางกระดิกเท้าด้วยความสบายใจ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นด้วยความรวดเร็วอย่างลืมตัวจนทำให้หญิงสาวหน้าบู่บี่เพราะความเจ็บและคล่ำที่หลัง
"ข้ารู้แล้ว ข้าจะรุกจีบจนหงายหลังให้ไปไม่เป็น ให้เสียความขี้เก๊ก ฮ่าๆๆๆ"
.
ในความคิด
"ฟางเหนียงนี่ขนมที่เจ้าชอบ ข้าไปต่อแถวหลายชั่วยามกว่าจะได้มา"
หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางวิ่งตามฟางเหนียงที่กำลังเดินพัดใบพัดในมือด้วยความอารมณ์ดี
"ข้าพึ่งกินข้าวเสร็จ ยังไม่อยากทานขนมหวานนี่สักเท่าไหร่"
"ไม่เป็นไรๆ เช่นนั้นเจ้าชอบเครื่องประดับนี้หรือไม่"
"นี่เจ้าสำนัก น้ำใจท่านข้ารับไว้แต่ข้าขอร้องท่านช่วยอย่ามารบกวนข้าได้หรือไม่"
"เดี๋ยวสิ ฟางเหนียง ฟางเหนียง~~~"
.
"ฮ่าๆๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักสภาพท่านอย่างที่ข้าคิดก็ดูไม่จืดเลยทีเดียว ให้มันรู้ว่าความสามารถจีบหนุ่มของหญิงสาวแห่งยุค 2023 นั้นเขาจีบกันเช่นไร พอถึงเวลานั้นข้าจะแต่งงานกับชายอื่นให้ท่านอกแตกตายเลยคอยดู มารยาของคุณหนูอะไรนั้นค่อยดูเถอะว่าจะสู้ข้าได้หรือเปล่า"
หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าอย่างมีความสุขกับความคิดของตัวเอง ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย
.
เช้าวันถัดมา
วันนี้ในช่วงเช้าฟางเหนียงก็เข้าเรียนในช่วงเช้าร่วมกับเพื่อนชั้นปี 1 เช่นเคย และดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในเมื่อวาน ทำให้ศิษย์ร่วมชั้นไม่ดูถูกหรือหาเรื่องนางอีก จึงทำให้นางสบายใจขึ้นเยอะอย่างน้อยก็จะได้เรียนอย่างเต็มที่ บอกตามตรงนางเองก็กลัวเช่นกัน เพราะที่นี่นางไม่รู้จักใครที่พอจะพึ่งพาได้มีเพียงแค่ที่นี่ สำนักแห่งนี้แถมเจ้าสำนักหน้าโหดนั่นก็จะให้นางแต่งออกไปอยู่ดี แต่ทางที่ดีนางจะต้องมีเหมือนทุกอย่างที่คนที่นี่ ไม่ว่าจะความรู้ความสามารถเพื่อใช้ในอนาคต หากนาจะต้องแต่งออกไปจริงๆ ความสามารถของนางอาจพอไปต่อรองได้ เผลอๆ เขาอาจให้ข้าเลือกคู่ครองที่จะแต่งในอนาคตเองได้ก็ได้
"วันนี้ก็พอเท่านี้แล้วกัน"
เสียงอาจารย์มู่เอ่ยขึ้นพร้อมเสียงของศิษย์ของคนอื่นๆ ที่ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี หญิงสาวมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย เพราะแค่เลิกเรียนเหตุใดทุกคนดูดีใจกว่าทุกครั้ง สุดท้ายนางก็ได้แต่ส่ายหน้าที่เหตุใดต้องสงสัยไปซะทุกเรื่อง ก่อนที่จะหันมาเก็บตำราเรียนของตนเอง แต่เพราะอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายจึงทำให้นางช้ากว่าคนอื่นจนออกเป็นคนสุดท้าย
"จะให้ข้าทรยศเจ้าสำนักเช่นนั้นได้เช่นไร ข้าบอกเจ้าแล้วว่านั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะทำ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฟางเหนียงที่กำลังลุกขึ้นด้วยท่าทางลำบากได้ยินเข้า จึงเดินขากระเผกไปทางหลังที่ด้านตรงข้ามมีเสียงของคนคุยกัน นางแนบใบหน้าชิดกับพนังกำแพงเพื่อให้ได้ยินเสียงชัดขึ้น เสียงหนึ่งเป็นเสียงของอาจารย์มู่ที่นางคุ้นเคยดี แต่อีกเสียงเป็นเสียงของชายหนุ่ม ที่ฟังจากน้ำเสียงแล้วอายุน่าจะอยู่ประมาณ 20 กว่าๆ เท่านั้น
"เช่นไรเรื่องนี้ท่านก็ต้องทำ ท่านอย่าลืมว่า...."
"ท่านอย่าลืมว่าครอบครัวของท่านในครานั้น หากไม่ได้นายท่านช่วยไว้เกรงว่าจะ.."
"เฮ้อ~~"
อีกเสียงยังเอ่ยไม่จบ เสียงของอาจารย์มู่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ด้วยความลำบากใจ
"หวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือ นี่คือครั้งสุดท้ายและไม่มีครั้งหน้าอีก"
เสียงบทสนทนาเงียบไปนาน แต่หญิงสาวกลับจับใจความไม่ได้ว่า บทสนทนานั้นมีแผนจะทำอะไรแต่นางก็รู้ได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ หญิงสาวมองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่แล้วจึงเดินออกไป แต่ลับตาหญิงสาวนั้นจู่ๆ กลับปรากฏเงาสีดำขึ้นและกำลังมองมาทางหญิงสาว
.
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วสนามฝึก พร้อมด้วยฝุ่นดินกระจัดกระจายที่เกิดจากการปล่อยพลัง ด้านหลังบริเวณที่ระเบิดนั้นมีฟางเหนียงยืนอยู่ด้วยความมั่นใจ นางไม่เป็นอันใดเลยแม้แต่น้อย
"วันนี้เจ้าควบคุมพลังตนเองได้ดีมาก"
เสียงนุ่มเอ่ยพร้อมกวาดมือไปรอบๆ บริเวณ เพียงไม่นานบริเวณต่างๆ ที่ชำรุดหรือกระจัดกระจายก็กลับเข้าที่เหมือนเดิน หยงอี๋เอื้อมมือไปด้านหน้าปรากฏแสงสีฟ้าขึ้น และมันพุ่งมาทางหญิงสาว นี้เป็นการคลายทักษะของสัตว์วิญญาณของหญิงสาวหลังฝึกจบ เพราะสัตว์วิญญาณของหญิงสาวนั้นมีพละกำลังที่มากกว่าเขานัก ถึงแม้เขาจะชำนาญและมีฝีมือหรือพลังมากกว่า แต่ก็ประมาทไม่ได้เขาทำได้เพียงฝึกพื้นฐานของผู้ครอบครองพลังวิญญาณของนางเท่านั้น เรื่องที่มากกว่านี้เห็นทีคงมีเพียงเจ้าสำนักที่สามารถฝึกให้นางได้ และหวังว่าเจ้าสำนักจะไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมาและยอมฝึกให้กับนาง
"เหตุใดวันนี้ถึงเลิกฝึกเร็วจังเลยล่ะเจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางพึ่งหัดฝึกไปได้เพียง 1 ชั่วยามเองเท่านั้น"
"เจ้ายังมิหายบาดเจ็บ ฝึกเท่านี้เป็นพอ"
"ก็ได้เจ้าค่ะ"
หญิงสาวรับคำพร้อมยิ้มออกมาในความหวังดี วันนี้นางเองก็รู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมนักสำหรับการฝึกที่หนักเช่นกัน แต่ก็ไม่อยากที่จะหยุดฝึกตอนนี้เพียงเพราะบาดเจ็บเล็กน้อย เพราะว่ายิ่งเจ็บยิ่งทำให้ตนเองมีความอดทนยิ่งทำให้ตนมีความกระหายมากยิ่งขึ้น ตอนโลกก่อนตอนนางประสบปัญหาเช่นนี้ นางมักจะทำอยู่อย่างนั้นจนกว่าตนเองจะทำสำเร็จ นี้เป็นวิธีของนางที่แก้ไม่ได้ไม่ว่าอะไรก็ตาม นางจะทำจนมันประสบความสำเร็จแม้อุปสรรคจะมีมากเท่าไหร่ก็ตาม
ในเมื่อวันนี้หญิงสาวได้พักเร็วก็ไม่ปล่อยที่จะให้เวลาเสียไปเปล่าๆ นางทำมือประสานไปข้างหน้าพร้อมโค้งตัวคารวะรองเจ้าสำนัก ก่อนที่จะหอบร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยจากการฝึกเมื่อสักครู่ไปทางหอตำรา
"ท่านว่าเหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงมิใช้พลังวิญญาณรักษาให้แม่นางฟางเหนียงขอรับ ทั้งที่แต่ก่อนเพียงศิษย์ในสำนักบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยยังรักษาให้ได้ แต่ดูจากอาการบาดเจ็บของแม่นางฟางเหนียงเหมือนจะโดนพิษด้วย จึงทำให้อาการบาดเจ็บหายช้าเช่นนี้"
ผู้ช่วยของหยงอี๋เอ่ยถามด้วยความสงสัย พลังวิญญาณของฟางเหนียงมีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่ช่วยรักษาได้ นั้นเป็นเพราะสัตว์วิญญาณของนางมีพลังมากกว่าของท่านรองเจ้าสำนัก หากรักษาให้จะทำให้ขัดแย้งกันจนเกิดผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้พลังของสัตว์วิญญาณได้ ต้องแล้วแต่ความสามารถของสัตว์ตัวนั้นด้วย
"มิใช่เรื่องที่เจ้าสงสัย"
หยงอี๋เอ่ยเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะเดินออกไปด้วยความสง่างาม
"นี่ก็อีกคน คนรูปงามเช่นข้าหนักใจจริงๆ"
ณ หอตำรา
แหว๊ก~~เสียงหนังสือพัดปิดตามสายลมขณะที่หญิงสาวเปิดประตูเข้าข้างใน ทำให้มือเรียวขาวต้องปิดตำราเพื่อเงยหน้ามองผู้มาใหม่ผ่านช่องเล็กบนระหว่างชั้นหนังสือ เมื่อเห็นว่าเป็นใครดวงตาคมก็ผลัดเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที หนิงเฟิ่งเก็บตำราเข้าชั้นเตรียมตัวที่จะกลับในทันทีเพราะเขาเองก็ไม่อยากที่จะอยู่ใกล้นาง
"แม่นางฟางเหนียงวันนี้เจ้ามาเร็วกว่าทุกวันนะ"
ผู้ดูแลหอตำราเอ่ยทักทายหญิงสาวอย่างเป็นกันเอง นั่นเป็นเพราะหญิงสาวจะชอบมาหอตำราทุกๆ วันเวลาเดิม และมักจะยืมกลับทุกครั้งอีกทั้งนิสัยนางเปลี่ยนไปมาก เพราะเมื่อก่อนเจ้าของร่างเก่านั้นไม่สนใจเรื่องเรียนเลยแม้แต่น้อย ทำให้ไม่เคยแม้แต่ย่างกายมาที่หอตำรานี่เลยสักครั้ง จึงไม่เคยก่อเรื่องหรือผิดใจกับคนที่นี่เลยทำให้นางในตอนนี้สามารถเข้าออกที่นี่ได้อย่างสบายใจ เพราะเช่นไรนางก็ไม่มีศัตรูที่นี่เลย เสียงที่ดูเป็นกันเองอีกทั้งผู้ดูแลหอยังทักเหมือนกับว่านางสนใจใฝ่รู้จนมาที่นี่ทุกวันเช่นนั้น ทำให้หนิงเฟิ่งที่กำลังจะก้าวขาออกไปถึงกลับชะงักเท้ากลับและเงียบฟังทั้งสองสนทนากันอย่างลืมตัว
"เจ้าค่ะ วันนี้ท่านรองเจ้าสำนักให้ข้ามาพักรักษาตัวที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อวันก่อน"
"เจ้าบาดเจ็บ? แล้วเหตุใดท่านเจ้าสำนักจึงไม่รักษาให้เจ้า…"
ตุ๊บ!
เสียงตำราในชั้นดังขึ้นทำให้ทั้งคู่รู้ตัวว่ามิได้มีแค่ 2 คนที่อยู่ที่นี่ สายตาทั้งคู่หันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน หนิงเฟิ่งเองก็ไม่ได้ปิดบังว่าตนเองก็อยู่ที่นี่เช่นกันชายหนุ่มเดินถือตำราออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งและเคร่งขรึม
"หอตำรามิได้มีไว้เพื่อสนทนาหรือพูดคุยเสียงดังอย่างท้องตลาด ถ้าเจ้าสองคนอยากพูดคุยเสียงดังก็ออกไปซะ"
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยท่าทางโมโหเล็กน้อย
"เจ้าสำนัก! เอ่อ…คารวะเจ้าสำนักขอรับ"
ผู้ดูแลเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางลนลานและรีบทำท่าคารวะทันที เขาดูแลหอตำรานี้ตลอดทั้งวันทุกคนที่เข้ามาจะต้องผ่านเขาและยื่นป้ายเพื่อให้เขาตรวจก่อนเข้า และมั่นใจว่าวันนี้เขายังไม่เห็นเจ้าสำนักเลยแล้วเหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงอยู่ที่นี่ได้ หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจท่าทางของทั้งสองเพียงเดินออกไปด้วยท่าทีและใบหน้าเย็นชาเช่นเคย
"เดี๋ยวสิ ท่านเจ้าสำนักข้ามีเรื่องจะคุยด้วย"
ฟางเหนียงที่เห็นชายหนุ่มเดินออกไปก็รีบวิ่งออกไปในทันที
สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส
แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้
ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ
จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์
ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล
ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ
แววตาที่เต็มไปด้วยความน่าสงสารจ้องมองเจียวหมิงเฉิน ที่กำลังเดินเข้ามาหาตนเองเรื่อยๆ ในใจเจ็บปวดเพราะความผิดหวัง ชายที่ตนเองรักและเฝ้ารอคอยมาเนินนานกลับมิใยดีกับนางเลยแม้แต่น้อย แล้วที่ผ่านมาเป็นนางที่เข้าใจผิดเข้าข้างตนเองในการกระทำของชายหนุ่ม หรือเขาเองก็เคยมีใจให้นางเช่นกัน สิ่งที่เขาเคยทำให้นางน
สายลมอ่อนๆในช่วงเย็นของวันพัดกิ่งไม้ให้เคลื่อนไหวไปตามแรงลม ทำให้นกน้อยทรงตัวไม้อยู่และบินออกไปในที่สุด การเคลื่อนตัวของสิ่งมีชีวิตตัวน้อยเมื่อสักครู่ไม่ส่งผลหรือทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของที่นี่เลยแม้แต่น้อย ใบไม่สีเขียวจากการจากไปของนกน้อยคล่อยๆล่วงล่นลงมาตามสายลม มือเรียวบางยื่นมือไปกลางอากาส ใช
ภายในรถม้าบรรยากาศภายในรถม้าถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบหลังรถม้าออกเคลื่อนตัวจนเวลาผ่านไปเกือบ 1เค่อแล้ว ไม่มีใครเอ่ยปากก่อนได้ยินเพียงเสียงหายใจและเสียงของล้อรถม้าที่กระทบกับหินครั้งแล้วครั้งเล่า ดวงตางามเหลือบไปทางคนตัวโตที่แสดงหน้าเย็นชาเช่นเดิมอย่างเป็นประจำ ปากบางเม้มเข้าหากันอย่างรวบรวมความกล้า
"ฟางเหนียงเจ้าเสร็จหรือยัง"จ้าวเย่วเอ่ยเรียกหญิงสาวด้วยท่าทีรีบร้อนอยู่ที่หน้าห้อง"เสร็จแล้วๆ""เร็วๆ เข้า สายแล้วนะ"จ้าวเย่วยังคงบ่นให้สหายของตนเล็กน้อยทั้งที่ฟางเหนียงออกมาจากห้องแล้ว"ไปกันเถอะ"วันนี้ทั้ง 2 แต่งตัวสวยงามมากกว่าทุกวัน เพราะ 1-3 วันนี้เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ คนนี้ที่นี่เฉล







