เข้าสู่ระบบเสียงร้องของฟางเหนียงดังออกมาจากในห้องที่ถูกปิด เสียงร้องดังจนคนเดินผ่านไปมาที่ได้ยินต้องหน้าเสีย เพราะเรื่องที่หญิงสาวได้รับบาดเจ็บจากการฝึกรับรู้กันไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็ว และสภาพของหญิงสาวเมื่อครั้งเดินกลับที่พักก็ดูไม่ได้ ผู้คนจึงเดาได้ไม่ยากว่านางร้องออกมาด้วยความทรมานนั่นเกิดจากสิ่งใด
"ข้าเบาแล้ว แต่แผลของเจ้าถึงจะไม่ลึกหรือรุนแรงแต่ก็เต็มไปหมด จะเสร็จแล้วเจ้าทนหน่อยแล้วกัน"
จ้าวเย่วเอ่ยบอกร่างเล็กที่นอนคว่ำอยู่บนเตียง ปากคาบผ้าเพื่อข่มความเจ็บปวด ใบหน้าเรียวแดงก่ำเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้หญิงสาวในห้องสะดุ้งเล็กน้อย เพราะสภาพของฟางเหนียงไม่พร้อมรับผู้มาเยือนใหม่สักเท่าไหร่ หญิงสาวรีบลุกขึ้นมาผ้าปกปิดร่างกายเอาไว้ด้วยความรวดเร็ว
"ผู้ใดกัน"
ฟางเหนียงเอ่ยด้วยเสียงแหบแห้งเล็กน้อย
"เจ้าสำนักให้ข้านำยามาให้"
เสียงของชายด้านนอกมิได้เอ่ยชื่อตนเองอย่างที่หญิงสาวถาม แต่คำตอบของเขาก็พอเดาได้ว่าเป็นผู้ใด
"เช่นนั้นฝากท่านขอบคุณเจ้าสำนักด้วยเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงตะโกนออกมาเสียงดัง และเป็นจ้าวเย่วที่เดินไปรับยามา ภายในถาดยามียาสมุนไพรที่คาดว่าใช่ทาบาดแผลถูกบดมาเรียบร้อยแล้ว และยังมียาต้มที่ยังคงมีควันลอยออกมาเพราะความร้อน กลิ่นของมันลอยมาปะทะจมูกจนหญิงสาวต้องเบนหน้าหนี จ้าวเย่ววางถาดที่โต๊ะหัวเตียง จากนั้นหยิบยาที่ถูกบดมาจะทาให้หญิงสาวแต่ก็ต้องถูกห้ามเอาไว้ก่อน
"เดี๋ยว นั้นเจ้าจะทำอันใด"
"ก็ทายาที่เจ้าสำนักนำมาให้เจ้าอย่างไร"
"หยุดเลย ทาแค่ยาที่เจ้าทำให้ข้าก็พอ"
"เช่นนั้นเจ้าก็ทานยาต้มเถอะ มันช่วยลดการปวดได้"
จ้าวเย่วเอ่ยพลางหยิบยาขึ้นมายื่นไปที่ปากของหญิงสาว อย่างไม่ให้นางปฏิเสธ
"นี่มันยารักษาหรือยาพิษกันแน่ ดำขนาดนี้"
เอ่ยจบก็จรดถ้วยยาที่ริมฝีปาก แต่เพียงแค่จิบได้นิดเดียวก็ต้องกระวนกระวายในทันที
เหวะ!
"ข้ากินไม่ได้ ข้าฝืนกินมันไม่ได้"
"แล้วแบบนี้เมื่อใดเจ้าจะหายกัน อีกนิดหนึ่งเถอะ"
สีหน้าของจ้าวเย่วทำให้ฟางเหนียงก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ เพราะรู้ดีว่าสหายของตนนั้นเป็นห่วงมากเพียงใด จึงจำใจต้องทนฝืนยกถ้วยยากินอีกจิบหนึ่ง
"พอใจเจ้าหรือยัง"
"กินเสร็จแล้วก็พักเถอะ ข้าขอตัวก่อนข้ามีนัดกับเมาเม่า"
จ้าวเย่วเอ่ยถึงสหายอีกคนที่พึ่งมาสนิทกันได้ไม่นาน
"เจ้าไปเถอะ"
หลังจ้าวเย่วออกไป ฟางเหนียงจึงดึงเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้เรียบร้อย แต่สายตาของนางกลับเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษสีหน้าตาลเล็กๆ ที่ถูกทับด้วยถ้วยยาที่ใช้ทาที่แผลเสียก่อน จึงเอื้อมไปหยิบมันขึ้นมาพลิกดูด้วยความทุลักทุเล คิ้วทั้งสองข้างของนางขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย ก่อนที่จะเปิดอ่านข้อความข้างใน ตัวหนังสือสีทองลอยขึ้นเหนืออากาศหลังหญิงสาวเปิดมันอ่าน
"ยอมแพ้และแต่งออกไปเสีย อย่าทำให้เรื่องทุกอย่างมันวุ่นวายเช่นไรเจ้าก็ไม่มีทางฝึกมันสำเร็จ"
เสียงทุ้มคุ้นหูดังมาจากตัวหนังสือสีทองนั้นก่อนที่จะจางหายไปในอากาศ ในกระดาษแผ่นสีน้ำตาลที่หญิงสาวถืออยู่ก็ไม่มีตัวหนังสือนั้นอยู่แล้ว เสียงคุ้นหนูนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นเสียงของเจ้าของที่ส่งยามาให้นางนั้นเอง
"หน่อยแหนะ ไอเจ้าหน้ายักษ์ ข้าเจ็บถึงเพียงนี้แล้วยังดูถูกข้าอีก คอยดูเถอะท่านหรือข้ากันแน่ที่จะยอมแพ้มันก่อน"
ปัง!
"โอ๊ย~~~"
เสียงทุบโต๊ะดังสนั่น พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเจ็บดังตามมา หญิงสาวโมโหจนเผลอทุบที่โต๊ะหน้าเตียงนอนทำให้บาดแผลที่ฝ่ามือได้รับบาดเจ็บเพิ่มไปด้วย จากนั้นล้มตัวนอนไปกับเตียงนุ่ม หญิงสาวพาดมือที่หน้าผากอย่างใช้ความคิด
"นิยายที่จู่ๆ เข้ามาอยู่ในร่างนางร้ายเช่นตอนนี้ เขาทำตัวอย่างไรบ้างน๊า เมินพระเอกแล้ว ทำตัวเก่งขึ้น ต่างคนต่างอยู่ หรือ.....คิดมาออกแล้วอ่ะ"
หญิงสาวเอ่ยพลางกระดิกเท้าด้วยความสบายใจ ก่อนที่จะดีดตัวขึ้นด้วยความรวดเร็วอย่างลืมตัวจนทำให้หญิงสาวหน้าบู่บี่เพราะความเจ็บและคล่ำที่หลัง
"ข้ารู้แล้ว ข้าจะรุกจีบจนหงายหลังให้ไปไม่เป็น ให้เสียความขี้เก๊ก ฮ่าๆๆๆ"
.
ในความคิด
"ฟางเหนียงนี่ขนมที่เจ้าชอบ ข้าไปต่อแถวหลายชั่วยามกว่าจะได้มา"
หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางวิ่งตามฟางเหนียงที่กำลังเดินพัดใบพัดในมือด้วยความอารมณ์ดี
"ข้าพึ่งกินข้าวเสร็จ ยังไม่อยากทานขนมหวานนี่สักเท่าไหร่"
"ไม่เป็นไรๆ เช่นนั้นเจ้าชอบเครื่องประดับนี้หรือไม่"
"นี่เจ้าสำนัก น้ำใจท่านข้ารับไว้แต่ข้าขอร้องท่านช่วยอย่ามารบกวนข้าได้หรือไม่"
"เดี๋ยวสิ ฟางเหนียง ฟางเหนียง~~~"
.
"ฮ่าๆๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักสภาพท่านอย่างที่ข้าคิดก็ดูไม่จืดเลยทีเดียว ให้มันรู้ว่าความสามารถจีบหนุ่มของหญิงสาวแห่งยุค 2023 นั้นเขาจีบกันเช่นไร พอถึงเวลานั้นข้าจะแต่งงานกับชายอื่นให้ท่านอกแตกตายเลยคอยดู มารยาของคุณหนูอะไรนั้นค่อยดูเถอะว่าจะสู้ข้าได้หรือเปล่า"
หญิงสาวเอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าอย่างมีความสุขกับความคิดของตัวเอง ก่อนที่จะล้มตัวลงนอนด้วยความอ่อนเพลีย
.
เช้าวันถัดมา
วันนี้ในช่วงเช้าฟางเหนียงก็เข้าเรียนในช่วงเช้าร่วมกับเพื่อนชั้นปี 1 เช่นเคย และดูเหมือนว่าเหตุการณ์ในเมื่อวาน ทำให้ศิษย์ร่วมชั้นไม่ดูถูกหรือหาเรื่องนางอีก จึงทำให้นางสบายใจขึ้นเยอะอย่างน้อยก็จะได้เรียนอย่างเต็มที่ บอกตามตรงนางเองก็กลัวเช่นกัน เพราะที่นี่นางไม่รู้จักใครที่พอจะพึ่งพาได้มีเพียงแค่ที่นี่ สำนักแห่งนี้แถมเจ้าสำนักหน้าโหดนั่นก็จะให้นางแต่งออกไปอยู่ดี แต่ทางที่ดีนางจะต้องมีเหมือนทุกอย่างที่คนที่นี่ ไม่ว่าจะความรู้ความสามารถเพื่อใช้ในอนาคต หากนาจะต้องแต่งออกไปจริงๆ ความสามารถของนางอาจพอไปต่อรองได้ เผลอๆ เขาอาจให้ข้าเลือกคู่ครองที่จะแต่งในอนาคตเองได้ก็ได้
"วันนี้ก็พอเท่านี้แล้วกัน"
เสียงอาจารย์มู่เอ่ยขึ้นพร้อมเสียงของศิษย์ของคนอื่นๆ ที่ส่งเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี หญิงสาวมีท่าทีแปลกใจเล็กน้อย เพราะแค่เลิกเรียนเหตุใดทุกคนดูดีใจกว่าทุกครั้ง สุดท้ายนางก็ได้แต่ส่ายหน้าที่เหตุใดต้องสงสัยไปซะทุกเรื่อง ก่อนที่จะหันมาเก็บตำราเรียนของตนเอง แต่เพราะอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายจึงทำให้นางช้ากว่าคนอื่นจนออกเป็นคนสุดท้าย
"จะให้ข้าทรยศเจ้าสำนักเช่นนั้นได้เช่นไร ข้าบอกเจ้าแล้วว่านั้นจะเป็นครั้งสุดท้ายที่จะทำ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ฟางเหนียงที่กำลังลุกขึ้นด้วยท่าทางลำบากได้ยินเข้า จึงเดินขากระเผกไปทางหลังที่ด้านตรงข้ามมีเสียงของคนคุยกัน นางแนบใบหน้าชิดกับพนังกำแพงเพื่อให้ได้ยินเสียงชัดขึ้น เสียงหนึ่งเป็นเสียงของอาจารย์มู่ที่นางคุ้นเคยดี แต่อีกเสียงเป็นเสียงของชายหนุ่ม ที่ฟังจากน้ำเสียงแล้วอายุน่าจะอยู่ประมาณ 20 กว่าๆ เท่านั้น
"เช่นไรเรื่องนี้ท่านก็ต้องทำ ท่านอย่าลืมว่า...."
"ท่านอย่าลืมว่าครอบครัวของท่านในครานั้น หากไม่ได้นายท่านช่วยไว้เกรงว่าจะ.."
"เฮ้อ~~"
อีกเสียงยังเอ่ยไม่จบ เสียงของอาจารย์มู่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ด้วยความลำบากใจ
"หวังว่าท่านจะให้ความร่วมมือ นี่คือครั้งสุดท้ายและไม่มีครั้งหน้าอีก"
เสียงบทสนทนาเงียบไปนาน แต่หญิงสาวกลับจับใจความไม่ได้ว่า บทสนทนานั้นมีแผนจะทำอะไรแต่นางก็รู้ได้ว่าคงไม่ใช่เรื่องดีเป็นแน่ หญิงสาวมองซ้ายทีขวาทีอย่างระมัดระวัง เมื่อเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่แล้วจึงเดินออกไป แต่ลับตาหญิงสาวนั้นจู่ๆ กลับปรากฏเงาสีดำขึ้นและกำลังมองมาทางหญิงสาว
.
ตู้ม!
เสียงระเบิดดังก้องไปทั่วสนามฝึก พร้อมด้วยฝุ่นดินกระจัดกระจายที่เกิดจากการปล่อยพลัง ด้านหลังบริเวณที่ระเบิดนั้นมีฟางเหนียงยืนอยู่ด้วยความมั่นใจ นางไม่เป็นอันใดเลยแม้แต่น้อย
"วันนี้เจ้าควบคุมพลังตนเองได้ดีมาก"
เสียงนุ่มเอ่ยพร้อมกวาดมือไปรอบๆ บริเวณ เพียงไม่นานบริเวณต่างๆ ที่ชำรุดหรือกระจัดกระจายก็กลับเข้าที่เหมือนเดิน หยงอี๋เอื้อมมือไปด้านหน้าปรากฏแสงสีฟ้าขึ้น และมันพุ่งมาทางหญิงสาว นี้เป็นการคลายทักษะของสัตว์วิญญาณของหญิงสาวหลังฝึกจบ เพราะสัตว์วิญญาณของหญิงสาวนั้นมีพละกำลังที่มากกว่าเขานัก ถึงแม้เขาจะชำนาญและมีฝีมือหรือพลังมากกว่า แต่ก็ประมาทไม่ได้เขาทำได้เพียงฝึกพื้นฐานของผู้ครอบครองพลังวิญญาณของนางเท่านั้น เรื่องที่มากกว่านี้เห็นทีคงมีเพียงเจ้าสำนักที่สามารถฝึกให้นางได้ และหวังว่าเจ้าสำนักจะไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมาและยอมฝึกให้กับนาง
"เหตุใดวันนี้ถึงเลิกฝึกเร็วจังเลยล่ะเจ้าคะ"
ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางพึ่งหัดฝึกไปได้เพียง 1 ชั่วยามเองเท่านั้น"
"เจ้ายังมิหายบาดเจ็บ ฝึกเท่านี้เป็นพอ"
"ก็ได้เจ้าค่ะ"
หญิงสาวรับคำพร้อมยิ้มออกมาในความหวังดี วันนี้นางเองก็รู้สึกว่าร่างกายไม่พร้อมนักสำหรับการฝึกที่หนักเช่นกัน แต่ก็ไม่อยากที่จะหยุดฝึกตอนนี้เพียงเพราะบาดเจ็บเล็กน้อย เพราะว่ายิ่งเจ็บยิ่งทำให้ตนเองมีความอดทนยิ่งทำให้ตนมีความกระหายมากยิ่งขึ้น ตอนโลกก่อนตอนนางประสบปัญหาเช่นนี้ นางมักจะทำอยู่อย่างนั้นจนกว่าตนเองจะทำสำเร็จ นี้เป็นวิธีของนางที่แก้ไม่ได้ไม่ว่าอะไรก็ตาม นางจะทำจนมันประสบความสำเร็จแม้อุปสรรคจะมีมากเท่าไหร่ก็ตาม
ในเมื่อวันนี้หญิงสาวได้พักเร็วก็ไม่ปล่อยที่จะให้เวลาเสียไปเปล่าๆ นางทำมือประสานไปข้างหน้าพร้อมโค้งตัวคารวะรองเจ้าสำนัก ก่อนที่จะหอบร่างกายที่เหน็ดเหนื่อยจากการฝึกเมื่อสักครู่ไปทางหอตำรา
"ท่านว่าเหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงมิใช้พลังวิญญาณรักษาให้แม่นางฟางเหนียงขอรับ ทั้งที่แต่ก่อนเพียงศิษย์ในสำนักบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยยังรักษาให้ได้ แต่ดูจากอาการบาดเจ็บของแม่นางฟางเหนียงเหมือนจะโดนพิษด้วย จึงทำให้อาการบาดเจ็บหายช้าเช่นนี้"
ผู้ช่วยของหยงอี๋เอ่ยถามด้วยความสงสัย พลังวิญญาณของฟางเหนียงมีเพียงเจ้าสำนักเท่านั้นที่ช่วยรักษาได้ นั้นเป็นเพราะสัตว์วิญญาณของนางมีพลังมากกว่าของท่านรองเจ้าสำนัก หากรักษาให้จะทำให้ขัดแย้งกันจนเกิดผลเสียมากกว่าผลดี และไม่ใช่ทุกคนที่สามารถใช้พลังของสัตว์วิญญาณได้ ต้องแล้วแต่ความสามารถของสัตว์ตัวนั้นด้วย
"มิใช่เรื่องที่เจ้าสงสัย"
หยงอี๋เอ่ยเพียงสั้นๆ ก่อนที่จะเดินออกไปด้วยความสง่างาม
"นี่ก็อีกคน คนรูปงามเช่นข้าหนักใจจริงๆ"
ณ หอตำรา
แหว๊ก~~เสียงหนังสือพัดปิดตามสายลมขณะที่หญิงสาวเปิดประตูเข้าข้างใน ทำให้มือเรียวขาวต้องปิดตำราเพื่อเงยหน้ามองผู้มาใหม่ผ่านช่องเล็กบนระหว่างชั้นหนังสือ เมื่อเห็นว่าเป็นใครดวงตาคมก็ผลัดเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในทันที หนิงเฟิ่งเก็บตำราเข้าชั้นเตรียมตัวที่จะกลับในทันทีเพราะเขาเองก็ไม่อยากที่จะอยู่ใกล้นาง
"แม่นางฟางเหนียงวันนี้เจ้ามาเร็วกว่าทุกวันนะ"
ผู้ดูแลหอตำราเอ่ยทักทายหญิงสาวอย่างเป็นกันเอง นั่นเป็นเพราะหญิงสาวจะชอบมาหอตำราทุกๆ วันเวลาเดิม และมักจะยืมกลับทุกครั้งอีกทั้งนิสัยนางเปลี่ยนไปมาก เพราะเมื่อก่อนเจ้าของร่างเก่านั้นไม่สนใจเรื่องเรียนเลยแม้แต่น้อย ทำให้ไม่เคยแม้แต่ย่างกายมาที่หอตำรานี่เลยสักครั้ง จึงไม่เคยก่อเรื่องหรือผิดใจกับคนที่นี่เลยทำให้นางในตอนนี้สามารถเข้าออกที่นี่ได้อย่างสบายใจ เพราะเช่นไรนางก็ไม่มีศัตรูที่นี่เลย เสียงที่ดูเป็นกันเองอีกทั้งผู้ดูแลหอยังทักเหมือนกับว่านางสนใจใฝ่รู้จนมาที่นี่ทุกวันเช่นนั้น ทำให้หนิงเฟิ่งที่กำลังจะก้าวขาออกไปถึงกลับชะงักเท้ากลับและเงียบฟังทั้งสองสนทนากันอย่างลืมตัว
"เจ้าค่ะ วันนี้ท่านรองเจ้าสำนักให้ข้ามาพักรักษาตัวที่ได้รับบาดเจ็บเมื่อวันก่อน"
"เจ้าบาดเจ็บ? แล้วเหตุใดท่านเจ้าสำนักจึงไม่รักษาให้เจ้า…"
ตุ๊บ!
เสียงตำราในชั้นดังขึ้นทำให้ทั้งคู่รู้ตัวว่ามิได้มีแค่ 2 คนที่อยู่ที่นี่ สายตาทั้งคู่หันไปทางต้นเสียงพร้อมกัน หนิงเฟิ่งเองก็ไม่ได้ปิดบังว่าตนเองก็อยู่ที่นี่เช่นกันชายหนุ่มเดินถือตำราออกมาด้วยใบหน้าเรียบนิ่งและเคร่งขรึม
"หอตำรามิได้มีไว้เพื่อสนทนาหรือพูดคุยเสียงดังอย่างท้องตลาด ถ้าเจ้าสองคนอยากพูดคุยเสียงดังก็ออกไปซะ"
เสียงทุ้มเอ่ยออกมาด้วยท่าทางโมโหเล็กน้อย
"เจ้าสำนัก! เอ่อ…คารวะเจ้าสำนักขอรับ"
ผู้ดูแลเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางลนลานและรีบทำท่าคารวะทันที เขาดูแลหอตำรานี้ตลอดทั้งวันทุกคนที่เข้ามาจะต้องผ่านเขาและยื่นป้ายเพื่อให้เขาตรวจก่อนเข้า และมั่นใจว่าวันนี้เขายังไม่เห็นเจ้าสำนักเลยแล้วเหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงอยู่ที่นี่ได้ หนิงเฟิ่งไม่ได้สนใจท่าทางของทั้งสองเพียงเดินออกไปด้วยท่าทีและใบหน้าเย็นชาเช่นเคย
"เดี๋ยวสิ ท่านเจ้าสำนักข้ามีเรื่องจะคุยด้วย"
ฟางเหนียงที่เห็นชายหนุ่มเดินออกไปก็รีบวิ่งออกไปในทันที
วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







