หน้าหลัก / รักโบราณ / ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก / ตอนที่ 4 ข้าพึ่งบอกเจ้าว่ามิให้สร้างปัญหา...

แชร์

ตอนที่ 4 ข้าพึ่งบอกเจ้าว่ามิให้สร้างปัญหา...

ผู้เขียน: Naiyana
last update วันที่เผยแพร่: 2026-03-14 07:59:48

แสงอาทิตย์ในช่วงเที่ยงของวันส่องลงมากระทบที่ผิวขาวของฟางเหนียง หญิงสาวเงยหน้ามองท้องฟ้าสลับกับทางขึ้นเขาอย่างสิ้นหวังพร้อมหยิบถุงเงินของตนเองที่เหลือขึ้นมานับ แต่พบว่ามันเหลือเพียงแค่ 1 เหรียญเงินเท่านั้น ตอนมานางจ้างรถม้าไป 2 เหรียญเงิน แล้วเช่นนี้มันจะพอได้เช่นไร เครื่องประดับเจ้าคนหน้าดุผู้นั้นก็ไม่ให้ข้าขายเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงิน เห็นทีตอนนี้มี 2 ทางเลือกนั่นก็คือเดินกลับขึ้นไปในสำนัก อีกทางเลือกคืออาศัยรถม้าคนที่รู้จักติดไป แต่ทางที่ 2 นางคงต้องตัดมันทิ้งไปได้เลย เพราะนางไม่รู้จักใครเลยและอีกอย่างคนทั้งสำนักไม่ชอบนาง ดีหน่อยถ้าโชคดีอาจมีคนไปบอกท่านรองเจ้าสำนักว่านางไม่มีรถม้ากลับก็ได้

เมื่อคิดได้เช่นนั้นฟางเหนียงจึงเดินกลับเข้าไปในตลาดและเลือกซื้อน้ำดื่มมาเล็กน้อย จากนั้นเดินออกจากตลาดไปตามทางขึ้นสำนัก อากาศในช่วงนี้นั้นดีนัก มีลมอ่อนๆ ตลอดทั้งทาง เพียงแค่เส้นทางขึ้นต้องใช้เรี่ยวแรงมากหน่อย อีกทั้งยังต้องเร่งฝีเท้าหากไปถึงช้าเกรงว่าคงต้องถึงมืดค่ำเอา

"ไอย๊ะ ไอย๊ะ ไอย๊ะ ฮูฮู่ฮู~~~"

เสียงหวานดังออกมาตลอดทางอย่างมีความสุข เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเหนื่อยหรือหวาดกลัว การหาอะไรทำให้ตนเองไม่คิดฟุ้งซ่านเป็นวิธีเดียวที่นางคิดได้ ขามาที่เป็นทางลงเขายังใช้เวลา 2 เค่อ อีกทั้งยังเป็นรถม้า หากให้นางคำนวณด้วยสายตา ระยะทางคงไม่ต่ำกว่า 10 ลี้เป็นแน่

"โอ๊ย~~~ ไม่มีผู้ใดผ่านมาเลยหรืออย่างไร"

เป็นเวลากว่า 1 ชั่วยามแล้วที่หญิงสาวเดินมา จากความรู้สึกของนาง น่าจะเดินได้มาเพียงแค่ 5 ลี้ เพราะเป็นทางขึ้นเขาอีกทั้งร่างนี้ยังดูบอบบาง อ่อนแอเช่นนี้ ระยะทางที่เหลือคงใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 1 ชั่วยามเป็นแน่ ตอนนี้หญิงสาวกลัวอย่างเดียวคือในฤดูนี้มักมืดค่ำเร็วมาก หากค่ำก่อนไฟนางก็ไม่มี อีกทั้งสมัยนี้ยังไม่มีเสาไฟเหมือนโลกปัจจุบัน ไม่รู้ว่าหากมืดค่ำแล้วสัตว์ที่หากินตอนกลางคืนจะโผล่มาหรือไม่ เมื่อคิดถึงสัตว์ที่เป็นพลังวิญญาณของคนร้ายที่ลักลอบเข้าสำนักเมื่อหลายวันก่อน ทำให้หญิงสาวถึงกลับส่ายหน้าไม่ให้ตนเองต้องคิด ครานี้ฟางเหนียงไม่เพียงเร่งฝีเท้าแต่ถึงขนาดที่ออกแรงวิ่งด้วย

.

1 ชั่วยามผ่านไป

แสงอาทิตย์ที่หญิงสาวเคยเห็นตอนนี้มันลับขอบฟ้าหายจากสายตาหญิงสาวไปแล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่นางคาดการณ์เสียอีก แต่แปลกที่นี่กลับไม่มืดมากจนมองไม่เห็นทางถึงแม้ไม่มีดวงอาทิตย์

"เหตุใดถึงยังไม่ถึงอีก ข้าไม่ไหวแล้วนะ"

ฟางเหนียงไม่พูดเปล่า ร่างกายนางที่ใช้กิ่งไม้เพื่อค้ำยันตัวเองไว้ตกไปที่พื้น และร่างกายนางเองก็เช่นกันหญิงสาวล้มไปกองกับพื้นเรียบร้อย

"สวรรค์ส่งให้ข้ามาเข้าค่ายหรือเช่นไร ถึงได้ให้ข้าเดินทางไกลเช่นนี้ ฮื่อ~~~~"

ฟางเหนียงปล่อยโฮออกมาอย่างทนไม่ไหว ถ้าเป็นในร่างก่อนในโลกนั้นที่ออกกำลังกายเป็นประจำระยะทางแค่นี้นางไม่บ่นแน่ แต่ร่างที่บอบบางเช่นนี้เดินมาถึงนี่ก็ถือว่าเก่งมากแล้ว หญิงสาวถอดรองเท้าออกเผยให้เห็นข้อเท้าขาวเนียนแต่ที่เท้ากลับแดงและช้ำไปหมด

"เฮอะ! เฮ๊อะ! อ่อนแอเสียจริงนะ!"

หญิงสาวโทษตัวเองพร้อมทำหน้าหมั่นไส้ แต่ในจังหวะนั้นนางกลับรู้สึกเหมือนมีตัวอะไรวิ่งผ่าน หญิงสาวเงียบเสียงของตนเองอย่างตั้งใจฟัง ขนแขนของนางลุกซู่เมื่อสัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปกติ

โฮก~~~~

เสียงของสัตว์ชนิดหนึ่งดังออกมาจากในป่า และเสียงของใบไม้แห้งดังสนั่นบริเวณนั้น เหมือนมีสัตว์ใหญ่กำลังวิ่งไปมาอยู่รอบๆ บริเวณไม่ไกลจากตัวนางมากนัก เสียงนกหลายชนิดต่างพร้อมใจกันส่งเสียงร้องดังจนลั่นป่า เร็วกว่าความคิดฟางเหนียงไม่มีกะจิตกะใจถึงขนาดเสียเวลาสวมรองเท้า เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นมาอีกครั้งนางลุกขึ้นวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต และไม่รู้สึกเจ็บที่เท้าเลยแม้แต่น้อย แต่โชคชะตาไม่ได้เข้าข้างนางนัก เมื่อตัวที่น่ากลัวกลับโผล่ออกมาจากป่า และดักอยู่กลางทางที่นางต้องไป

โฮก~~~

สัตว์มหึมาตัวสูงใหญ่กว่า 2 เมตร อ้าปากคำรามเสียงดัง ตามด้วยลมพัดอย่างรุนแรงหญิงสาวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าแทบปลิว ลักษณะตัวมันคล้ายเสือทั่วไป ขาหน้ามันยาวกว่าขาหลังและมีหางสั้น เขี้ยวด้านบนยาวกว่าเขี้ยวด้านล่างและมีลักษณะแบนและโค้งคล้ายมีดดาบ เหมือนไว้สำหรับจู่โจมและฉีกเนื้อได้อย่างว่องไว สัตว์ชนิดนี้คนที่นี่เรียกมันว่า เสือเขี้ยวดาบ

คราว~~~ กรร~~~

มันหมอบเล็กน้อยก่อนที่จะขู่และส่งเสียงต่ำ พร้อมเดินวนรอบตัวหญิงสาวเหมือนต้องการหาทางเข้าโจมตีนาง สัตว์ตัวสูงใหญ่ และหญิงสาวที่ตอนนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนและที่เท้ายังเต็มไปด้วยเลือดเนื่องจากนางวิ่งเมื่อสักครู่ เท้าที่บอบบางช้ำไปหมด เมื่อกระทบกับหินและก้อนกรวดทำให้เกิดบาดแผลได้ง่าย และกลิ่นเลือดนี้เองทำให้สัตว์ตัวนี้ได้กลิ่นและออกมาหวังจะกินนางเป็นอาหาร

"ฮื่อ~~~"

หญิงสาวร้องออกมาด้วยความกลัว น้ำตาไหลอาบแก้มเป็นทาง นางหันหน้าตามเสือตัวนั้นอย่างระวัง ในหัวตอนนี้นางมึนงงและสิ้นหวัง

โฮก~~~

เสือเขี้ยวดาบคำรามเสียงดังจากนั้นกระโจนใส่หญิงสาว

.

หอผดุงคุณธรรม

"คารวะเจ้าสำนัก"

เสียงขององครักษ์หน้าประตูเอ่ยพร้อมทำท่าคารวะ หนิงเฟิ่งเพียงพยักหน้าและเดินเข้าไป ตอนนี้หยงอี๋และเชียวรุ่ยกำลังตรวจนับบัญชีของทางสำนักอยู่

"คารวะเจ้าสำนัก"

ทั้งคู่เอ่ยทักในทันที หนิงเฟิ่งเองก็ทำมือคารวะตอบเช่นกัน

"ท่านมาที่นี่มีเรื่องอันใดหรือขอรับ"

หยงอี๋เอ่ยถาม เพราะหากไม่มีเรื่องสำคัญคงไม่มาถึงที่นี่เป็นแน่

"ข้าเพียงอยากได้สมุดผลคะแนนระดับความสามารถของศิษย์ทุกคน"

"เช่นนั้นวันรุ่งขึ้น ข้าจะให้คนนำไปส่งที่ตำหนัก"

"อื้ม"

หนิงเฟิ่งเอ่ยเพียงสั้นๆ เพราะปกติเขาเป็นคนพูดน้อยอยู่แล้ว และเรื่องนี้ทุกคนเองก็รู้เช่นกัน ทั้งคู่คุยเรื่องคนร้ายที่ลักลอบเข้ามาในสำนักเมื่อครั้งที่แล้วต่ออีกเล็กน้อย

"เช่นนั้นข้าฝากเจ้าเรื่องนี้ด้วย ไม่ว่าเช่นไรครั้งนี้ต้องกระจ่างเอาให้รู้ว่าสำนักแห่งนี้ไม่ใช่สนามเด็กเล่นที่มันจะส่งใครมาก็ได้ตามใจชอบ"

หนิงเฟิ่งเอ่ยสั่งเสียงเข้ม ช่วงนี้เขายุ่งตัวเป็นเกลียวบางเรื่องจึงต้องวานให้หยงอี๋ช่วยเขาอีกแรง

"เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน" หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเสียงเรียบพร้อมลุกขึ้นจากเก้าอี้ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นถุงเงิน 1 ถุงวางอยู่

"เหตุใดยังมีถุงเงินเหลืออยู่ มิใช่ว่าเงินเดือนนี้ของศิษย์ทุกคนแจกจ่ายไปเมื่อ 7 วันก่อนแล้วหรือ"

"อ่อ นี่เป็นส่วนของแม่นางฟางเหนียงขอรับ ข้าเองก็ไม่เห็นนางมารับเช่นกันคิดว่าจะให้คนนำไปให้นาง แต่ก่อนคนรับใช้นางจะมารับให้ครั้งนี้นางตัวคนเดียวเกรงว่าคงลืมเป็นแน่"

หยงอี๋เอ่ยอย่างอธิบาย ทำให้หนิงเฟิ่งนึกไปถึงเหตุการณ์เมื่อตอนกลางวันที่ตลาด 'ที่นางนำเครื่องประดับไปขายเป็นเพราะไม่มีเงินหรือ นางโง่งมถึงขนาดไม่รู้เรื่องเช่นนี้เลยหรืออย่างไร' หนิงเฟิ่งเอ่ยกับตัวเองในใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจและเดินออกไป แต่จังหวะนั้นกลับมีองครักษ์คนหนึ่งวิ่งเข้ามาเสียก่อน ทำให้ประตูบานใหญ่ที่ชายหนุ่มกำลังเปิดโดนที่ตัวของเขาเล็กน้อย

"ขออภัยเจ้าสำนักขอรับ"

"อุกอาจเช่นนี้มีเรื่องอะไรกัน"

หยงอี๋ที่เห็นเช่นนั้นรีบเอ่ยถามในทันที เพราะอาจมีคนร้ายลอบเข้าสำนักเหมือนครั้งที่แล้วอีก

"เอ่อ...เรียนรองเจ้าสำนัก องครักษ์หน้าสำนักให้มาเรียนท่านว่าคุณหนูฟางเหนียงที่ออกไปตลาดตั้งแต่เมื่อตอนกลางวัน ตอนนี้ยังไม่เห็นกลับเลยขอรับ"

"เจ้าว่าเช่นไรนะ"

หยงอี๋เอ่ยออกมาเสียงดัง เร็วกว่าความคิดหนิงเฟิ่งขยับตัวในทันที

"นำรถม้าตามไป"

หนิงเฟิ่งหันมาสั่งหยงอี๋เสียงดัง ส่วนตนก็ใช้พลังภายในพุ่งทะยานออกไปทันที โดยใช้วิชาตัวเบาออกไปขืนไปรถม้าเห็นทีคงไม่ทันการณ์ เพราะทางขึ้นเขานั้นมีสัตว์ดุร้าย นั่นก็คือ เสือเขี้ยวดาบ มันจะออกมาในเวลากลางคืนเท่านั้นและไม่ได้มีเพียงแค่ตัวเดียว

"ข้าพึ่งบอกเจ้าว่ามิให้สร้างปัญหา..."

ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นและกัดฟันด้วยความโมโหจนเห็นกรามชัด

.

ทางด้านฟางเหนียง

หญิงสาวหลับตาลงพร้อมรับความเจ็บปวดแต่ขณะนั้นเองกลับมีแสงสีขาวเกิดขึ้นที่ตัวนาง มันก่อตัวเป็นรูป 5 เหลี่ยมหลายชิ้นต่อกันเหมือนเกราะ หญิงสาวเงยหน้ามองพบว่าแสงนั้นมาจากนกยักษ์สีขาวที่เป็นพลังวิญญาณของนางเอง

เมื่อรู้ว่านี่คือพลังวิญญาณของตนจึงใช้มือสองข้างต้านทานสู้แรงกับเสือที่โจมตีมาด้วยพละกำลังมหาศาล

อร๊าก~~~

ฟางเหนียงร้องออกมาเสียงดังเมื่อตนเองปล่อยพลังออกไป จนเสือตัวนั้นต้องกระเด็นไปไกลพอสมควร แต่แค่นี้กลับไม่สามารถทำอะไรมันได้

คราว~~~

มันส่งเสียงขู่หญิงสาวอีกครั้งพร้อมเดินวนรอบตัวฟางเหนียงอย่างหาทางโจมตี ครั้งนี้หญิงสาวไม่ได้กลัวมันอีกแล้วแต่กลับรู้สึกเหนื่อยล้าและเจ็บระบมไปทั้งตัว ดวงตางามจ้องตาเสือตัวนั้นอย่างไม่หวาดหวั่น ที่ระหว่างคิ้วปรากฏรูปเพชรเล็กๆ เกิดแสงสีขาวสะท้อนออกมา เหนือศีรษะนางคือสัตว์วิญญาณของนาง นกตัวสีขาวรูปร่างสูงใหญ่กางปีกกว้างร้องเสียงดังเหมือนกำลังข่มขู่เสือตัวนั้นกลับอย่างไรอย่างนั้น พร้อมกระพือปีกจนเกิดลมกว้าง

โฮก~~~

เสือคำรามเสียงดังและกระโดดมาทางหญิงสาวในทันที มันเลือกจู่โจมที่ปีกนก หญิงสาวเองก็รวบรวมพลังสะบัดสุดกำลัง เพราะนางเองก็ใช้พลังไม่เป็นและไม่รู้ว่ามันต้องทำเช่นไร จึงทำได้เพียงป้องกันและคอยรับมือเท่านั้น 'หากครั้งนี้ข้ารอดไปได้ ข้าสัญญาว่าจะตั้งใจร่ำเรียนและฝึกฝนพลังวิญญาณเป็นแน่' หญิงสาวเอ่ยขึ้นในใจ และพยายามส่งพลังเพื่อให้เสือตัวนั้นหลุดไปจากตนให้ได้

กรี๊ด~~~

หญิงสาวร้องออกมาด้วยความเจ็บ เมื่อปีกอีกข้างถูกเสือตัวนั้นจู่โจมมาอีกครั้ง ครานี้นางไม่มีแรงที่จะสะบัดอีกแล้ว และดูเหมือนครั้งนี้น่าจะตายเป็นครั้งที่ 2 ตั้งแต่มาอยู่ที่โลกแห่งนี้ หญิงสาวยังตัดพ้อกับตนเองไม่จบก็มีเหมือนลูกไฟขนาดใหญ่พุ่งมาทางเสือตัวนั้นอย่างรุนแรงจนมันกระเด็นหงายหลังไปในที่สุด

ฟางเหนียงหันไปทางทิศทางที่ลูกไฟนั้นส่งมา พบว่าที่ด้านหลังนางคือหนิงเฟิ่งที่ศีรษะเขาคือนกขนาดใหญ่ที่ใหญ่กว่านางมากๆ ตัวสีแดงมันร้องคำรามที่ปากพ่นออกมาเป็นไฟอย่างมังกร ชายหนุ่มส่งพลังไปที่นก จากนั้นนกตัวนั้นก็บินร่อนไปทางเสือและพ่นไฟจนไหม้เกรียมทั้งตัวแม้แต่เศษขี้เถ้าก็ไม่เหลือ ฟางเหนียงยิ้มอย่างดีใจเมื่อในที่สุดนางก็รอดแล้ว ความเหนื่อยล้าบวกกับพลังที่ถูกถ่ายทอดออกมาอย่างผิดวิธีเมื่อสักครู่ ทำให้เปลือกตาที่หนักอึ้งค่อยๆ ปิดลงช้าๆ พลังวิญญาณของนางก็ค่อยๆ หายไปในอากาศ หนิงเฟิ่งที่เห็นเช่นนั้นก็รีบพุ่งทะยานมารับร่างหญิงสาวในที

"ฟางเหนียง"

ชายหนุ่มเอ่ยเรียกหญิงสาวเสียงดัง เขากำหมัดแน่นด้วยความโกรธตัวเอง หากมาช้ากว่านี้เพียงนิดชีวิตนางเขาก็รักษาไว้ไม่ได้ ถึงแม้เขาจะไม่ชอบนางเพียงใดแต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่นางควรได้รับหรือต้องเจอ เขาผิดเองที่เข้าใจนางเรื่องที่นางแอบเอาของมีค่ามาขาย ทั้งที่นางไม่รู้ว่าตนจะได้รับเงินทุกเดือน จนทำให้นางต้องเดินกลับเช่นนี้

ดวงตาคมมองสภาพหญิงสาวที่ดูไม่ได้ เสื้อผ้าเปื้อนไปด้วยดินฉีกขาดจากรอยเล็บที่ถูกโจมตี ผมเผ้ายุ่งเหยิง เท้าสองข้างที่ไม่ได้สวมรองเท้ามีบาดแผลและเต็มไปด้วยเลือด ใบหน้าเลอะคาบดิน ที่ปากมีโลหิตสีแดงเนื่องจากใช้พลังไปมาก คราบน้ำตายังอยู่ที่แก้ม มือหนาเอื้อมไปเข็ดให้นางอย่างรู้สึกสงสาร

"เจ้าสำนัก"

เสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลังชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยกมือห้ามไว้ก่อนที่จะเดินเข้ามา

"ส่งเสื้อคลุมเจ้ามา"

หนิงเฟิ่งเอ่ยสั่งเสียงเรียบและรับเสื้อคลุมมาจากหยงอี๋ จากนั้นใช้มันคลุมตัวหญิงสาวเอาไว้และอุ้มนางขึ้นรถม้าไป

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 30 แล้วเจ้าแน่ใจได้เช่นไรว่าข้ามิได้ชอบเจ้า

    วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 29 เจ้าใช่ฟางเหนียงจริงๆหรือ

    บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 28 ท่านเจ้าสำนักนี่มันใกล้เกินไปหรือไม่เจ้าคะ

    บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 27 เจ้ายังใช่ฟางเหนียงที่ข้าเคยรู้จักอยู่หรือไม่

    ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 26 ข้าอยากให้โอกาสคนผู้หนึ่ง

    "อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า

  • ลิขิตฟ้า ข้ามภพให้มารัก   ตอนที่ 25 การประลองเดินหมาก

    เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status