เข้าสู่ระบบตำหนักหลิวรุ่ย
ณ บริเวณหลังตำหนัก บรรยากาศในช่วงเช้าดูเงียบเหงาแต่ก็เหมาะสำหรับการพักผ่อน และการฝึกสมาธิรวบรวมพลังวิญญาณ หมอกหนาลอยล่องไปทั่วบริเวณถึงแม้แสงอาทิตย์ในช่วงเช้าจะเริ่มปรากฏให้เห็นแล้ว เสียงนกน้อยที่หากินตอนเช้าส่งเสียงร้องเจี๊ยวจ๊าวเป็นพักๆ แต่นั่นกลับช่วยสร้างบรรยากาศให้ที่นี่ไม่เงียบเหงาจนดูน่าวังเวง มันส่งเสียงแข่งกับเสียงน้ำตกที่ไหลลงมาจากหน้าผาสูง อากาศไม่หนาวมากนักอีกทั้งยังสดชื่นเช่นนี้ ทำให้บริเวณโดยรอบมีพืชหรือดอกไม้ สมุนไพรหายากที่ชอบน้ำอุดมสมบูรณ์ สัตว์ตัวเล็กๆ จำพวกกระต่ายหรือกระรอกมีให้เห็นจนชินตา แต่มันกลับไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้กับเจ้าของตำหนักเลยแม้แต่น้อย ร่างสูงในชุดสีดำสนิททั้งตัวตัดกับสีผิวขาวผมดำยาวทำให้เขาดูสง่างามอย่างลงตัว หากผู้ใดผ่านไปมาแล้วพึ่งเคยเห็นเขาเพียงครั้งแรกคงคิดว่าเขาคือเทพเซียนเป็นแน่ มือหนาเรียวยาว ข้อมือที่พ้นชายเสื้อออกมามีสร้อยข้อมือหยกสีดำ มีจี้สีขาวรูปใบชาเล็กๆ อยู่ เอื้อมมือไปเปิดฝากาน้ำชาอย่างใจเย็น ไอจากความร้อนล่องลอยออกมาจากกาน้ำชา พัดเอาความหอมมาด้วย เพียงได้กลิ่นหอมนั้นก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือชาชั้นดี มือหนารินชาใส่ถ้วยสำหรับ 2 คนก่อนที่จะยกชาขึ้นด้วยท่าทีนิ่งสงบ "ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เช่นนั้นหรือขอรับ" หยงอี๋เอ่ยขึ้นอย่างตกใจที่ได้ยิน ทำลายบรรยากาศอันเงียบสงบของเมื่อสักครู่ หลังได้ยินเรื่องที่หนิงเฟิ่งเล่าให้ฟัง "ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เป็นสัตว์วิญญาณชั้นสูงและเป็น 1 ใน 5 ของสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่เหลือคือ พยัคฆ์ดำ ฟินิกซ์เพลิงวิหค คชสารเพชร และแมงมุมหมื่นพิษ" หนิงเฟิ่งเอ่ยอย่างอธิบาย เขาเองก็มีสัตว์วิญญาณคือฟินิกซ์เพลิงวิหค 1 ในสัตว์ดึกดำบรรพ์ และนี่เองทำให้เขาเป็นที่ยอมรับถึงแม้จะขึ้นเป็นเจ้าสำนักตั้งแต่อายุยังน้อย นอกจากมีสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งแล้ว ความสามารถเขายังถือว่าไม่เป็นรองใคร "เป็นไปได้เช่นไร การทดสอบพลังวิญญาณของนางครานั้นยังพบว่าสัตว์ที่เป็นเพียงนกพิราบขาว อีกทั้งเป็นนกพิราบที่ไม่มีพลังวิญญาณ แค่ปลุกพลังวิญญาณยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ" "จะเป็นไปได้หรือไม่ว่า เป็นเพราะฟินิกซ์ขาววิหคเหินตัวนี้ เมื่อครั้งตอนตรวจสอบพลังวิญญาณตอนที่มันยังเล็กจะมีลักษณะเหมือนอย่างนกพิราบ" หนิงเฟิ่งเอ่ยอย่างใช้ความคิด "นั่นก็มีทางเป็นไปได้" "เจ้าไปเชิญท่านผู้เฒ่าเซียวเซ่อ ผู้ที่ปลุกพลังวิญญาณของนางครานั้นมาพบข้าที" "ขอรับ" หยงอี๋รับคำสั่งและเดินออกไปในทันที หนิงเฟิ่งรินชาและยกมันขึ้นดื่มอีกครั้ง พร้อมมองทัศนียภาพด้านหน้า 'หากนางมีพลังวิญญาณชั้นสูงจริง เหตุใดไม่เอ่ยปากบอกผู้ใดแต่กลับเก็บงำมาได้จนถึงเพียงนี้ ยอมให้ผู้คนหัวเราะเยาะว่าเป็นคนไร้ค่า หรือแท้จริงแล้วพลังวิญญาณนี้พึ่งปรากฏขึ้น' ชายหนุ่มเอ่ยกับตนเองในใจ จากนั้นส่ายหัวไล่ความคิดและเดินเข้าตำหนักของตนเองไป . แสงอาทิตย์ในยามสาย สอดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ทำให้หญิงสาวที่นอนหลับมายาวนานถึง 2 วันตื่นขึ้น ใบหน้าขาวเนียนแต่กลับดูซีดจนน่าสงสาร ขนตางอนยาวค่อยๆ กะพริบช้าๆ เพื่อปรับสายตา ภาพห้องที่คุ้นเคยทำให้ฟางเหนียงถึงกับถอนหายใจ มาโลกนี้เพียงไม่กี่วันแต่เกือบรักษาชีวิตไม่รอดถึง 2 รอบ หญิงสาวพยายามจะขยับร่างกายลุกขึ้น แต่กลับไร้เรี่ยวแรงและรู้สึกเจ็บไปทั้งตัว ดวงตางามมองดูสภาพร่างกายที่พันไปด้วยผ้าพันแผลก็ไม่แปลกใจที่ตนรู้สึกระบมไปมากขนาดนี้ แต่การนอนเฉยๆ บนเตียงมานานถึง 2 วัน ทำให้นางคอแห้งและรู้สึกกระหายน้ำ ร่างกายที่ไม่มีแรงขยับจึงทำได้เพียงเอื้อมมือไปหยิบกาน้ำชาที่วางบนโต๊ะข้างเตียง เพล้ง! เสียงถ้วยชาที่หญิงสาวพยายามเอื้อมหยิบมันตกแตกลงพื้น ทำให้หญิงสาวอีกคนที่อยู่หน้าห้องวิ่งเขามาอย่างรวดเร็ว "เจ้าเป็นอันใดหรือไม่" "จ้าวเย่ว เหตุใดเจ้าถึงอยู่ที่นี่" ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย นางคิดว่านางอยู่คนเดียวเสียอีก "ท่านรองเจ้าสำนักให้ข้ามาดูแลเจ้าตอนที่เจ้าไม่ได้สติ ขณะที่รอรับสมัครคนรับใช้ใหม่ให้เจ้า" "เป็นเช่นนั้น" "เจ้าฟื้นก็ดีแล้ว เมื่อสักครู่เจ้าจะกินน้ำใช่หรือไม่" จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพลางเดินมารินน้ำให้นาง ฟางเหนียงรับมาดื่มถึง 2 รอบ ก่อนที่จะลงไปนอนเช่นเดิม "ข้าสลบไปนานหรือไม่" " 2 วัน" "นานขนาดนั้น หลายวันมานี้รบกวนเจ้าแล้วที่ดูแล" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณอย่างจริงใจ วันนี้นางก็อยากที่จะทำความรู้จักกับจ้าวเย่วให้มากขึ้น วันนั้นนางเองก็ไม่มีเวลา วันนี้คงต้องหาทางหว่านล้อม การมีสหายก็นับว่าดีกว่าอยู่คนเดียวอย่างโดดเดี่ยว "รอสักครู่เดี๋ยวข้าไปนำยาที่ต้มมาให้" จ้าวเย่วเอ่ยจบก็เดินออกไป ทำให้ฟางเหนียงมีเวลานึกถึงเหตุการณ์เมื่อ 2 วันก่อน เมื่อครั้งที่โดนเสือตัวนั้นกัดตัวนางสิ้นหวังเป็นอย่างมาก คิดว่าเช่นไรก็ไม่มีทางรอด แต่จู่ๆ ตอนที่ท่านเจ้าสำนักหนิงเฟิ่งมาช่วยไว้ได้ทันเวลา ความรู้สึกตอนนั้นทั้งดีใจและมีหวังทำให้นางอดที่จะรู้สึกดีไม่ได้จริงๆ แต่ก่อนที่นางจะได้คิดอะไรไปมากกว่านี้ จ้าวเย่วก็นำยาเข้ามาก่อน "เจ้าแน่ใจหรือว่านี่คือยาที่ช่วยให้ข้าหายดีไม่ใช่ยาพิษ" ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นขณะที่ชี้ไปที่ถ้วยยาที่เป็นยาต้มน้ำสีดำ กลิ่นที่โชยออกมาก็รับรู้ได้ถึงความขม หากนางดื่มเข้าไปคงต้องขมจนต้องตายอีกรอบเป็นแน่ "ข้าคิดไว้อยู่แล้วว่าเด็กน้อยไม่โตเช่นเจ้าต้องร้องไม่กินยาเป็นแน่" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นที่หน้าประตู และตามมาด้วยร่างของชาย 2 คน "คารวะท่านเจ้าสำนัก รองเจ้าสำนัก" จ้าวเย่วเอ่ยขึ้นพร้อมทำท่าคารวะคนทั้ง 2 ทันที ส่วนฟางเหนียงเพียงเอ่ยขึ้นแต่ไม่ได้ทำท่าคารวะเป็นเพราะนางยังบาดเจ็บอยู่ หยงอี๋ยิ้มให้คนทั้งคู่และรับถ้วยยามาจากจ้าวเย่ว "เจ้าไปพักเถอะ" จ้าวเย่วที่ได้ยินเช่นนั้นจึงทำความเคารพก่อนที่จะเดินออกไป ส่วนหนิงเฟิ่งเองก็ยืนห่างออกไปด้วยใบหน้าเรียบนิ่งไม่ได้แสดงสีหน้าใดๆ ออกมา ฟางเหนียงเหลือบตามองเขาเล็กน้อย 'หนอยแน่เมื่อสักครู่ข้าอุตส่าห์แอบชมที่ท่านมาช่วยไว้ได้ทัน ดูจากท่านตอนนี้เหมือนโดนบังคับให้มาอย่างไรอย่างนั้น' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจก่อนที่จะไม่ได้สนใจเขาอีก หยงอี๋นั่งลงที่เตียงและหยิบผลไม้เชื่อมออกมาตรงหน้า "มีสิ่งนี้แล้ว เจ้าจะดื่มยาได้หรือยัง" หยงอี๋เอ่ยอย่างด้วยเสียงอบอุ่น ฟางเหนียงยิ้มกว้างให้กับเขา หญิงสาวรู้สึกอบอุ่นราวกับว่าเขาคือพ่อของนาง 'แต่ท่านกลับหล่อเกินไปที่จะเป็นพ่อข้านะเจ้าคะ' "ข้าโตแล้วนะเจ้าคะ ยาเพียงแค่นี้เหตุใดข้าถึงจะไม่กล้ากินมัน" ฟางเหนียงยกยาขึ้นดื่ม แต่ทันทีที่ยาจรดริมฝีปากความใจสู้เมื่อสักครู่กลับหายไปทันที ใบหน้าของนางยับยู่ยี่อยากที่จะอาเจียนเต็มทน แต่เรื่องของศักดิ์ศรียอมกันไม่ได้ อุตส่าห์พูดไปขนาดนั้นแล้วก็จำใจต้องกลืนมันลงในที่สุด และรีบหยิบพุทราเชื่อมเข้าปากอย่างรวดเร็ว “ว่าแต่ท่านมาหาข้าถึงที่นี่มีเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ” ฟางเหนียงเอ่ยถามด้วยความสงสัย เพราะขนาดครั้งก่อนนางจมน้ำจนรักษาชีวิตแทบไม่รอดและสลบไปหลายวัน ไม่เพียงไม่มาเยี่ยมยังไล่คนรับใช้ออกจนหมด ครั้งนี้ไม่เพียงรองเจ้าสำนักที่มาแต่เจ้าสำนักยังมาอีกด้วย “ข้าแค่อยากให้เจ้าร่วมมือกับข้าหน่อย” หยงอี๋เอ่ยด้วยเสียงอบอุ่น และก็มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาในห้อง เป็นชายชราอายุมากแล้ว ทั้งหนวดยาวและผมขาวไปจนแล้ว ที่หน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มอย่างผู้มีเมตตา “ท่านผู้นี้คือผู้เฒ่าเซียวเซ่อ เจ้าคงเคยได้พบเจอท่านแล้ว” ฟางเหนียงที่ได้ยินกลับมีท่าทางสงสัยอย่างเห็นได้ชัดจนผู้เฒ่าเซียวเช่อเองก็สังเกตได้ นางคงจำข้าไม่ได้กระมัง “ข้าคือผู้ที่ช่วยตรวจสอบและปลุกพลังวิญญาณให้เจ้าเมื่อ 10 ปีก่อน นานขนาดนี้เจ้าจะจำไม่ได้ก็ไม่แปลก” “คารวะเจ้าค่ะท่านผู้เฒ่าเซียวเซ่อ” “แล้วครั้งนี้…..” “อ่อ ท่านเจ้าสำนักอยากให้ตรวจสอบพลังวิญญาณของเจ้าอีกครั้ง” เป็นหยงอี๋ที่อธิบายให้นางเข้าใจ ฟางเหนียงมองไปทางหนิงเฟิ่งที่กำลังนั่งดื่มชาด้วยท่าทางสงบนิ่ง กลิ่นอายของความสุขุมและเย็นชาที่มีต่อนางส่งมาทางหญิงสาวจนสัมผัสได้ “เช่นนั้นข้าต้องทำเช่นไรเจ้าคะ” ผู้เฒ่ายิ้มออกมา จากนั้นถ่ายทอดพลังเป็นแสงสีทองกระจายรอบตัว หิ่งห้อยนับร้อยบินวนรอบตัวเขาเหมือนมันคือพลังวิญญาณของท่านผู้เฒ่าเซียวเซ่อ แสงของมันระยิบระยับ ภาพตรงหน้างดงามจนนางอดที่จะยิ้มออกมากับภาพที่เห็นไม่ได้ “พลังวิญญาณของข้าคือหิ่งห้อยศักดิ์สิทธิ์ เอาล่ะต่อไปข้าจะเริ่มปลุกพลังวิญญาณในตัวเจ้า” ชายชราวาดแขนรวบรวมพลัง หิ่งห้อยตัวหนึ่งบินมาเกาะที่นิ้วของชายชรา มันค่อยๆ บินช้าๆ มาทางฟางเหนียง แสงสีทองลอยออกมาจากตัวมันจากนั้นบินไปเกาะที่ระหว่างคิ้วของหญิงสาว ความอบอุ่นของแสงเหล่านั้นทำให้ฟางเหนียงจิตใจสงบ ทันทีที่หิ่งห้อยบินมาเกาะหญิงสาวจึงหลับตาลงจากนั้นหิ่งห้อยตัวนั้นค่อยๆ สลายตัวกลายเป็นสัญลักษณ์รูปเพชรสีขาว แสงสีขาวสว่างออกมาจากระหว่างคิ้ว พร้อมกับร่างของหญิงสาวที่ค่อยๆ ลอยขึ้นเหนือพื้น ทุกคนที่ได้เห็นต่างตกตะลึงมองนางด้วยใบหน้ายินดี แสงสีขาวเป็นแสงของพลังวิญญาณที่แข็งแกร่ง ครานี้ก็เหลือเพียงว่าสัตว์วิญญาณของนางจะเป็นสัตว์ชนิดใดและใช่สัตว์ที่พวกเขาคาดการณ์ไว้หรือไม่ แสงสีขาวเป็นคลื่นดั่งสายน้ำล่องลอยจากตัวหญิงสาวไปที่เหนือศีรษะของนาง จากนั้นรวมกันเป็นสัตว์ขนาดใหญ่ตัวสีขาวรูปร่างสูงราว 3 เมตร ฟรี๊ก~~~~ นกตัวสีขาวทั้งตัวกางปีกกว้าง พร้อมทั้งส่งเสียงร้องออกมาอย่างประกาศความยิ่งใหญ่และน่าเกรงขาม ปีกของมันทั้งกว้างและใหญ่จนทำเอาของตกแต่งภายในห้องแตกกระจายไปทั่วทั้งห้อง ทุกครั้งที่กระพือปีกพัดเอาความเย็นจนของบริเวณกลายเป็นน้ำแข็ง ปีกสวยพลิ้วไสวส่งกลิ่นหอมสะอาดแต่กลับเย็นสดชื่นออกมา ที่ร่างกายฟางเหนียงตอนนี้มีบางอย่างเปลี่ยนแปลง ดวงตางามเปลี่ยนเป็นสีฟ้าคราม ผมยาวมีแสงสีฟ้าเหมือนเป็นหยดน้ำกระจายไปทั่วทุกบริเวณ “นี่มัน….นี่มันฟินิกซ์ขาววิหคเหิน” ผู้เฒ่าเซียวเซ่อเอ่ยออกมาด้วยความตกใจ ทั้งชีวิตที่เขาปลุกพลังวิญญาณ เพียงเคยพบผู้ที่มีพลังวิญญาณของสัตว์ระดับสูงเพียงแค่ 3 คนเท่านั้น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน เขาเองก็ยังไม่เคยได้พบเจอเพียงเคยได้ยินท่านอาจารย์ที่ล่วงลับของตนเอ่ยเท่านั้น วันนี้เขามีเกียรติได้เป็นผู้ปลุกมันขึ้นมาเองนับว่าทั้งชีวิตของเขาคุ้มค่าแล้ว แต่ขณะนั้นจู่ๆ ฟางเหนียงที่ลอยอยู่เหนือพื้นก็กระอักเลือดออกมาคำโต โลหิตสีแดงหยดลงบนพื้นด้านล่างขณะที่ร่างของนางเองก็กำลังร่วงลงมาที่พื้น หนิงเฟิ่งเหลือบไปเห็นเศษไม้ที่แหลมคมจากการปล่อยพลังวิญญาณจนข้าวของเสียหาย ด้วยความเร็วของเขาจึงพุ่งออกไปรับร่างของนางได้ทันท่วงที กลิ่นหอมสะอาดจากตัวชายหนุ่มทำให้ฟางเหนียงรู้สึกประหม่า หัวใจของนางเต้นรัวอย่างควบคุมไม่ได้ แต่เพราะตอนนี้ร่างกายไม่อาจฝืนต่อไปได้แล้ว เปลือกตาบางค่อยๆ หลับลงก่อนที่จะสลบไปอีกครั้ง “พลังที่นางปล่อยออกมามีมากจนเกินไป อีกทั้งร่างกายของนางยังล้มป่วยมันเกินขีดจำกัดของนาง เช่นนั้นวันนี้ก็พอเท่านี้เถอะ” หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นเป็นครั้งแรกตั้งแต่มาที่นี่ ขณะที่มือก็ยังคงส่งพลังภายในไปที่ตัวหญิงสาวเพื่อเพิ่มพลังวิญญาณ “ที่นี่พังจนหมดแล้ว พานางไปพักที่เรือนข้าก็ได้ขอรับ” หยงอี๋เอ่ยอย่างแสดงความคิดเห็น หนิงเฟิ่งพยักหน้าเห็นด้วย และอุ้มนางออกจากเรือนไป ระหว่างทางไปเรือนมณีเมฆา “นั้นเจ้าสำนักนิ่ เหตุใดถึงได้อุ้มแม่นางฟางเหนียงเช่นนั้น” เสียงศิษย์ในสำนักเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นเจ้าสำนักของตนอุ้มหญิงสาวออกมา “นางอาจจะเรียกร้องความสนใจอะไรก็ได้ เจ้าไม่เห็นหรือไม่ได้มีเพียงเจ้าสำนัก แต่ยังมีรองเจ้าสำนักที่เดินตามหลังอยู่ด้วย” ศิษย์อีกคนเอ่ยเสริม แต่ขณะนั้นเองเป็นจังหวะที่หญิงสาวหน้าตางดงาม รูปร่างบอบบางออกไปทางน่ารักน่าทะนุถนอม สวมชุดสีชมพูดูสดใส วางท่าทีสง่างาม มองตามแผ่นหลังกว้างของชายที่ตนเองรักกำลังอุ้มหญิงสาวที่ตนเกลียด มือบางกำเข้าหากันแน่นแต่ใบหน้ากลับเปื้อนรอยยิ้ม เหมือนกับว่าตนไม่ได้รู้สึกอันใดกับภาพตรงหน้า “คารวะแม่นางเหลียนฮวา ท่านมาพบเจ้าสำนักหรือขอรับ” เสียงหนึ่งดังขึ้นทำให้หญิงสาวรู้สึกตัว ก่อนที่จะหันหน้าไปทางต้นเสียง หญิงสาวยิ้มกว้างอย่างเป็นมิตร เพราะผู้นี้คืออาเหยาที่นางรู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี เขาคือผู้ช่วยของเจ้าสำนักหนิงเฟิ่งชายที่ตนเองรักนั่นเอง “เจ้าค่ะ ข้ามิได้นัดไว้ล่วงหน้ามิรู้ว่าเจ้าสำนักยุ่งอยู่หรือไม่” เสียงหวานเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “หากเป็นท่าน เจ้าสำนักยินดีอยู่แล้วขอรับ เช่นนั้นแม่นางไปรอที่ตำหนักหลิวรุ่ยก่อน ตอนนี้เจ้าสำนักกำลังติดธุระเพียงครู่” หญิงสาวยิ้มกว้างเหมือนว่าตนไม่ได้เห็นอันใดเมื่อสักครู่ และเดินตามอาเหยาไป ตลอดทางศิษย์คนอื่นต่างมาดูแม่นางเหลียนฮวาที่งดงาม เสียงเอ่ยชมมีให้ได้ยินไม่หยุด หญิงสาวยิ้มให้ทุกคนอย่างพอใจถึงอย่างไรสำนักแห่งนี้ต้องมีเพียงตนเท่านั้นที่ได้เป็นนายหญิงใหญ่วันถัดมา"อาเหยา ท่านเจ้าสำนักเรียกข้ามาพบ"ฟางเหนียงเอ่ยบอกกล่าวที่หน้าตำหนัก ถึงนางจะทำตัวดีมากขึ้นแล้ว อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าอาเหยาผู้นี้จะยังมีอคติกับตนเองอยู่หรือไม่ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด ทุกครั้งที่มาหาเจ้าสำนักที่ตำหนัก อย่างไรก็ต้องแจ้งให้ทราบเพื่อความบริสุทธิ์ใจ อาเหยาพยักหน้ารับเนื่องด้วยผู้เป็นนายบอกกล่าวตนเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้ว"ท่านเจ้าสำนักอยู่ท้ายตำหนัก หากเจ้ามาแล้วก็ไปพบเขาที่นั่น เจ้าเคยมาอยู่ที่นี่แล้วไปถูกใช่หรือไม่""อื้ม ข้าไปเองได้"ฟางเหนียงเอ่ยรับคำก่อนจะเดินเข้าไปในตำหนัก เช่นไรก็ต้องเดินผ่านตัวตำหนักไป ด้านหลังของตำหนักเป็นสวนหย่อมมีน้ำตกสูงที่ไหลลงมาจากหน้าผา นับว่าเจ้าของตำหนักเลือกที่ตั้งได้ดียิ่งนัก อีกทั้งเสียงน้ำตกยังไม่ดังพอทำให้รบกวนการพักผ่อนด้านในตำหนักอีกด้วย ร่างบางเดินมาหยุดที่สวนหย่อมไกลๆ ยืนมองร่างใหญ่ที่กำลังนั่งหลังตรงอยู่บนโต๊ะหินอ่อน เขากำลังวุ่นอยู่กับกองกระดาษตรงหน้านับสิบ ใบหน้าเรียบนิ่งที่มักประดับอยู่บนใบหน้าคมนั้น เสริมให้เขาดูหล่อเหลาขนาดที่ว่ามองเช่นไรก็ไม่มีวันเบื่อ นางไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดร่างนี้ถึงได้หลงเสน่ห์บุรุษผู้นี้มากมาย
บนเส้นทางเดินอุโมงค์ต้นไม้ใหญ่ ที่สองข้างทางปกคลุมไปด้วยต้นสนที่แผ่กิ่งก้านสาขาออกมาจนปิดเป็นอุโมงค์ ขณะนี้ถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวจนไม่เห็นใบสีเขียวที่ร่วงหล่นของใบมันเสียแล้ว เป็นเวลาในช่วงบ่ายแต่กลับเพิ่งได้เห็นแสงแดดของพระอาทิตย์ครั้งแรกของวัน อากาศในตอนนี้หนาวขึ้นจนศิษย์ในสำนักบางคน หากไม่มีเรียนก็แทบไม่ออกมาข้างนอกกัน ต่างกับฟางเหนียงที่กลับไม่รู้สึกหนาวเท่าทุกคนมากนัก นางสอบถามจากเจ้าสำนักแล้วว่าอาจจะเกิดจากพลังวิญญาณของนางที่เป็น ฟินิกซ์ขาววิหคเหิน ความหนาวเหน็บจากพลังวิญญาณที่แผ่ออกมานั้น ไหนเลยสภาพอากาศแค่นี้จะเทียบเท่า"สีหน้าของเจ้าไม่ดีนะ"จ้าวเย่วที่เดินมาด้วยกันกับหญิงสาวเอ่ยทักสหาย"ข้ากังวลเรื่องการสอบเลื่อนขั้น ”ฟางเหนียงเอ่ยออกไปตามตรง ตั้งแต่เรื่องที่สำนักถูกลักลอบทำร้ายเมื่อคราวก่อน นางก็ถูกจับจ้องจากศิษย์ในสำนัก ถึงแม้ว่าเรื่องที่มีพลังวิญญาณสูงสุดจะถูกปิดเป็นความลับ แต่ความลับมักไม่มีจริง ในสำนักมีศิษย์ที่มีพลังวิญญาณสูงสุดถึงสองคน สร้างความเป็นกังวลให้กับสำนักอื่นจนไม่เว้นแม้แต่วังหลวง หากนางสามารถสอบเลื่อนขั้นชั้นปีได้ ก็เท่ากับว่านางสามารถจบการศึกษาได้เร็วมา
บานหน้าต่างไม้เล็กที่ถูกเปิดทิ้งเอาไว้ พัดเอาเกร็จหิมะสีขาวเข้ามาในห้องตามแรงลม บริเวณภายนอกหน้าต่างถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์ ต้นไม้ใบหญ้าที่เป็นสีเขียวไม่มีเหลือให้เห็นมากหนัก ทุกคนที่นี่บอกว่าปีนี่นับว่าแปลกไปกว่าทุกปี เนื่องจากอากาศนั้นหนาวรุนแรงกว่าทุกปีที่ผ่านมา แต่น่าแปลกหญิงสาวที่กำลังยืนอยู่ตรงบานหน้าต่างกลับไม่รู้สึกหนาวเท่าที่คนอื่นรู้สึก นางเพียงคลุมด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์บางๆเพียงเท่านั้น ต่างจากโลกใบเก่าที่หญิงสาวมักจะเป็นคนขี้หนาวมาก อากาศเพียงเลขหลักเดียวนางก็แทบทนไม่ไหวแล้ว แต่ที่นี่ดูจากหิมะที่ตกอย่างหนักและลมที่พัดมาอย่างไม่หยุดนั้น อากาศตอนนี้คงติดลบแล้วเป็นแน่หากมีเครื่องมือวัดอากาศเมื่ออย่างโลกใบเก่าที่นางอยู่"เจ้าไม่หนาวรึ"เสียงหนึ่งดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ"ไม่รู้สิ ข้ารู้สึกว่าไม่หนาวเหมือนอย่างทุกปี"ฟางเหนียงเอ่ยตอบขณะที่สายตายังคงมองออกไปด้านนอกหน้าต่าง โดยที่ไม่ได้หันมาสนใจผู้ที่เอ่ยถามตนเลยสักคำ นางรู้ดีว่าผู้ที่สามารถเข้าห้องของนางได้มีเพียงสหายของตน จ้าวเย่วเท่านั้น "ข้าได้ข่าวว่าเจ้าพาลูกชายที่เก็บได้จากตลาดในหมู่บ้านข้ามาด้วยหรือ""เจ้าพึ่งกล
ใช้เวลากว่าครึ่งค่อนวัน ไม่นานรถมาก็ชะลอความเร็วและจอดสนิทลง เจ้าสำนักหนิงเฟิ่งเดินลงมาก่อนและยื่นมือเพื่อรับหญิงสาว"ขอบคุณเจ้าค่ะ" ฟางเหนียงเอ่ยขอบคุณก่อนที่จะหันมายื่นมือจับกับเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างๆเพื่อพาเข้าที่พัก"เจ้าจะพาเด็กผู้นี้ไปที่ใด""ห้องพักของข้าอย่างไรล่ะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยตอบออกไปตามตรง"ชายหญิงจะพักห้องเดียวกันได้อย่างไร""ชายหญิง...ท่านเจ้าสำนักเจ้าค่ะ เด็กผู้นี้เป็นเพียงเด็กน้อยนะเจ้าคะ หากเทียบอายุข้ากับหญิงสาวทั่วไป ข้าคงเป็นแม่ของเด็กผู้นี้ได้แล้วกระมัง""ไม่ได้"ร่างใหญ่เอ่ยปฏิเสธเสียงดุ"ข้าจะอยู่กับพี่สาว"เด็กชายเอ่ยด้วยใบหน้าเศร้าขณะที่มองหน้าฟางเหนียง ร่างบางคุกเข่าตรงหน้าเด็กชายลง พร้อมยื่นมือไปสัมผัสที่ใบหน้าเล็ก มุมปากเล็กและหน้าฝากยังคงมีรอยฟกช้ำจากการถูกทำร้าย เด็กชายกำมือนางเน้น ฝามือเล็กๆที่ไม่มีท่าทางว่าจะปล่อยมือนั้น ทำให้ยิ่งมองก็ยิ่งเอ็นดูเข้าไปใหญ่ เหตุใดเด็กคนหนึ่งต้องมาเจอเรื่องอะไรเช่นนี้ด้วยนะ หากเลี้ยงไม่ไหวเหตุใดต้องทำให้เกิดขึ้นมาด้วย ความเห็นแก่ตัวของคนเรามีตั้งแต่ยุคสมัยนี้จนไปถึงปัจจุบันเชี่ยวหรือ"หากเจ้าฟังมิรู้ความก็ออกจากสำนัก
"อื่อ~~~ ปวดหัวจัง"ร่างเล็กที่นอนขดตัวบนเตียงกว้างพึมพำเบาออกมาเบาๆ แสงแดดช่วงสายของวันปลุกให้นางตื่นขึ้น ร่างเล็กลุกขึ้นนั่งพร้อมกุมขมับตนเอง ร่างใหญ่ที่นั่งตัวตรงอยู่ที่โต๊ะน้ำชามาตลอดทั้งคืน มีสีหน้าเรียบนิ่งไม่แสดงความรู้สึกอันใดออกมา"ข้ากลับมาได้เช่นไรกัน"ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นกับตนเองพร้อมก้มดูเสื้อผ้าตนที่ตอนนี้เสื้อตัวนอกถูกถอดออกมากองอยู่ที่พื้น "ทะ...ท่านๆๆๆ ท่านเจ้าสำนักท่านทำอะไรข้า นี่ๆๆนี่ท่านรังแกข้าหรือ"ฟางเหนียงกระโดดลงจากเตียงไปยืนอยู่หน้าชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งยังคงวางท่าเช่นเดิมไม่เอ่ยอันใด 'เอ๊ะ! หรือข้าเดาผิด' หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจ พรางลอบมองไปยังชายหนุ่ม เท้าขาวบางที่ไม่ได้ส่วมอะไรค่อยย่องเท้าบนพื้นที่เย็นเฉียบไปยังเสื้อผ้าของตนที่กองอยู่กับพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมา จังหวะนั้นหญิงสาวถึงกับต้องโยนทิ้งแล้วใช้มือปิดจมูกทันที ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนฉายขึ้นมาในหัว ภาพตนเองที่ทั้งอ้วกทั้งพูดไม่หยุดชวนให้ปวดหัว ตอนนี้สีหน้าของหญิงสาวแดงระเรื่อด้วยความอาย นางอยากเอาหน้ามุดแผ่นดินแล้วหนีออกไปเสียจริงๆ"หากจำได้แล้วก็รีบไปเก็บข้าวของส่ะ"เสียงเข้มเอ่ยเรียกสติหญิงสาว "เจ้าค่ะ"ร่า
เสียงเจี๊ยวจ๊าวแต่ไม่ดังมากปลุกร่างบางให้รู้สึกตัว ถึงแม้อากาศจะชวนให้นางอยากนอนต่อแต่ก็อดรำคาญเสียงพูดคุยของคนมากมายจนฝืนข่มตาหลับไม่ลง นางลุกขึ้นนั่งทั้งที่ตายังไม่ลืม ผมเผ้ายุ่งเหยิง มือบางยกขึ้นป้องปากเวลาหาว จากนั้นชูมือขึ้นบิดขี้เกียจอย่างเคยตัว ดวงตางามค่อยๆลืมตาเพื่อปรับกับแสงอาทิตย์ "วร๊ายยยยย ท่านเจ้าสำนัก"ฟางเหนียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อลืมตาขึ้นมาแล้วเห็นเขากำลังนั่งดื่มชาอยู่ เมื่อสักครู่นางทำตัวเคยชินเหมือนที่อยู่คนเดียว นี่เขาคงไม่ได้ทันสังเกตนางหรอกมั้ง มือบางลูบผมอย่างลวกๆ"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะท่านเจ้าสำนัก"เสียงหวานเอ่ยทักทายเขาเสียงใส"ดูท่าแล้วที่พื้นคงนอนสบายมิน้อย"หนิงเฟิ่งเอ่ยพลางยกชาขึ้นดื่ม ฟางเหนียงยกมือเช็ดคาบน้ำลายที่มุมปากอย่างเขินอาย "แล้วท่านเจ้าสำนักล่ะเจ้าคะ เมื่อคืนท่านหลับสบายดีหรือเปล่า""ก็ดี หากมิมีผู้ใดละเมอเรียกชื่อข้า""ห๊า~~~ เรียกชื่ออันใดกันเจ้าคะ"ฟางเหนียงตาโตเป็นไข่หานเมื่อได้ยินคำพูดของชายหนุ่ม "มาทานข้าว"คนตัวโตเอ่ยเสียงดุ หญิงสาวจึงรีบลุกเข้าห้องอาบน้ำ เพียงเค่อเดียวก็วิ่งออกมา คนตัวเล็กตักข้าวต้มเข้าปากพร้อมชำเรืองมองชายหนุ่







