เข้าสู่ระบบ"เพราะเหตุใด"
อาจารย์มู่เอ่ยถามฟางเหนียงที่นั่งเงียบมานาน
"การเข่นฆ่าผู้อื่นแบ่งเป็น ตั้งใจ มิตั้งใจ และทำไปด้วยความจำเป็น"
"นั่นมันคือการเข่นฆ่าของผู้ที่เป็นคนธรรมดามิใช่หรือ หากเจ้ามิรู้จริงก็เงียบไปเสียดีหรือไม่" เป็นศิษย์อีกคนเอ่ยขึ้นเพื่อดูถูกหญิงสาว
"ในตำราผู้ครอบครองพลังวิญญาณเล่มที่ 3 หน้า 48 เขียนไว้อย่างชัดเจนว่าไม่มีกฎของการเข่นฆ่าสำหรับผู้ครอบครองพลังวิญญาณ การเข่นฆ่าไม่มีกฎหากทำเพื่อความจำเป็นแล้ว แม้ว่าจะถูกหรือผิดก็คือการเข่นฆ่าอยู่ดี แต่ถ้าหากเข่นฆ่าเพราะความตั้งใจแล้วไม่ว่าจะผู้คนธรรมดาหรือผู้ครอบครองพลังวิญญาณก็นับว่าเป็นคนชั่ว เพราะฉะนั้น...."
ฟางเหนียงลากเสียงยาวและหันหน้าไปทางห่าวหลาน ส่วนศิษย์คนอื่นๆ ก็เปิดตำราตามหน้าที่หญิงสาวบอกทันที
"เพราะฉะนั้นอันใดของเจ้า..."
"ฮ่าๆ ..เพราะฉะนั้นเจ้ามิควรรีบตอบคำถามแต่ควรฟังคำถามให้ดี มิเช่นนั้นเจ้าอาจถูกหักแต้มได้..."
ฟางเหนียงเอ่ยขึ้นพร้อมยิ้มกว้างด้วยความอารมณ์ดีและนั่งลงที่เดิม ศิษย์ที่เหลือต่างเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นว่าคำตอบที่หญิงสาวเอ่ยถูกต้องทุกคำและมองไปที่ห่าวหลาน เขาไม่เคยเจอใครมีปัญหากับความสามารถและความรู้ที่เขามีมาก่อน แต่เขาทำได้เพียงกำมือแน่นด้วยความโมโหและนั่งกลับที่เดิม
"ไม่คิดมาก่อนว่าแม่นางฟางเหนียงจะศึกษาตำราล่วงหน้ามาดีเช่นนี้ ใช่! คำตอบของเจ้าถูกต้องเดิมทีข้าแค่อยากทดสอบว่าพวกเจ้ามีความเข้าใจมากขนาดไหน"
.
ช่วงบ่ายของวัน
"ได้ข่าวว่าเจ้าโต้แย้งเรื่องการสอบในวันนี้หรือ"
หยงอี๋เอ่ยทักหญิงสาวก่อนที่จะเริ่มฝึกให้นาง
"ข้ามิได้โต้แย้งนะเจ้าคะ เพียงบอกคำตอบที่ถูกเท่านั้น"
หญิงสาวรีบเอ่ยแย้งในทันที หยงอี๋จึงยิ้มออกมาด้วยความเอ็นดูหญิงสาว ที่จริงเรื่องที่นางขอฝึกพลังวิญญาณเขาก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะเกรงว่าจะรับมือกับนางมิไหว แต่วันนี้ดูจากที่อาจารย์มู่เล่า ว่านางศึกษาตำรามาก่อนจนละเอียดถี่ถ้วนกว่าศิษย์คนอื่นที่ศึกษามาก่อนนางเสียอีก
"เช่นนั้นเริ่มฝึกกันเถอะ เจ้าต้องฝึกพื้นฐานในการฝึกพลังวิญญาณกับข้าก่อนที่จะไปฝึกกับเจ้าสำนักได้"
"เจ้าค่ะ!"
.
ณ ตำหนักหลิวรุ่ย
"นางเริ่มฝึกแล้วเช่นนั้นหรือ" เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นขณะที่สายตายังไม่ละจากแผ่นกระดาษที่มีรูปบุรุษตรงหน้า เขากำลังเลือกชายที่จะมาแต่งงานกับนาง แต่ก็ยังมิพบคนที่เขาต้องการเสียที
"ขอรับ"
"ไปบอกกับนาง หากถอดใจตอนนี้ยังพอมีโอกาส"
หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นอีกครั้ง ผู้ช่วยที่ได้ยินเช่นนั้นก็เตรียมตัวจะออกไป แต่เขาก็ต้องชะงักเท้าเพราะเจ้าสำนักยกมือห้ามไว้ หนิงเฟิ่งยังคงนั่งเงียบอย่างใช้ความคิด
"ข้าจะไปดูนางหน่อย"
ชายหนุ่มเอ่ยขึ้นมาในที่สุด ก่อนที่จะลุกจัดแจงเสื้อผ้าให้เข้าที่ และเดินออกไปด้วยท่าทีสง่างามเช่นเคย
"เพียงแค่เดินเหตุใดท่านเจ้าสำนักถึงสง่างามเช่นนี้"
อาเหยาที่อยู่ข้างกายบ่นออกมาอย่างทนมิไหว เมื่อได้ชื่นชมท่าทางของผู้เป็นนาย และรีบวิ่งตามไปให้ทัน
.
เป็นเวลากว่า 1 ชั่วยามที่ชายหนุ่มยืนมองฟางเหนียงด้วยท่าทางสงบนิ่งที่ไม่ไกลจากลานฝึกมากนัก อาเหยามองเจ้านายของเขาด้วยแววตาแห่งความสงสัย 'ไหนบอกว่าจะมาดูแม่นางฟางเหนียงฝึกพลังวิญญาณเหตุใดถึงเลือกที่จะยืนดูไกลขนาดนี้กัน หรือคนแก่สายตายาว' เขาทำได้เพียงเอ่ยเพียงในใจเท่านั้น ขืนบ่นออกมาให้ได้ยินมีหวังโดนเจ้านกฟินิกซ์เพลิงวิหคพ่นไฟใส่เป็นแน่ ใบหน้าที่สมบูรณ์แบบแสดงแววตาแห่งความอบอุ่นออกมา ในดวงตาของเขาจ้องมองหญิงสาวที่ล้มแล้วล้มเล่าขณะที่ถูกหยงอี๋ปล่อยพลังเข้าใส่ จนร่างกายของนางตอนนี้แทบดูไม่ได้ แผลถลอกเกิดขึ้นตามเนื้อตัวของนาง ใบหน้าและตลอดทั้งตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดิน ไม่เหลือคราบของคุณหนูในห้องหออย่างเช่นเมื่อไม่กี่วันที่แล้ว เขายอมรับว่านางในตอนนี้ไม่เหมือนนางในเมื่อก่อน แววตาของนางดูมุ่งมั่น เม็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้านางเพียงใช้แขนเสื้อเช็ดมันลวกๆ และกัดฟันลุกขึ้นสู้ต่อ
อีกด้านมีหญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากลานฝึกเช่นกัน นางจ้องฟางเหนียงด้วยสายตาไม่เป็นมิตรมากนัก ฝ่ามือของนางกำเข้าหากันด้วยความอิจฉาพร้อมมองฟางเหนียงสลับกับท่านรองเจ้าสำนัก 'ข้าฝึกตนและตั้งใจร่ำเรียนเพื่อวันหนึ่งข้าจะได้รับรางวัลผู้ที่มีคะแนนสูงสุด หากรางวัลนั้นเป็นข้า รองเจ้าสำนักจะเป็นผู้ฝึกพลังวิญญาณให้ข้าเอง แต่เจ้าเป็นใครกันใช้สิทธิ์อะไรกัน ขนาดแค่ฝึกยังไม่แสดงสัตว์วิญญาณของตัวเองด้วยซ้ำ เหตุใดถึงได้ฝึกกับเจ้าสำนัก' เมื่อคิดมาถึงตรงนี้มือของนางที่กำเข้ากันแน่นก็แบออก จากนั้นเกิดพลังแสงสีฟ้าและมีลูกนกตัวน้อยบินออกมา เพียงนางปัดมือเล็กน้อย นกตัวเล็กก็บินด้วยความรวดเร็วไปทางฟางเหนียงเหมือนอย่างกับเข็มธนู ฟางเหนียงที่กำลังตั้งรับการโจมตีจากรองเจ้าสำนัก ไม่ทันได้สังเกตกว่าที่นางจะรู้ตัวก็เกือบเข้าประชิดตัวแล้ว เวลาไม่กี่วินาทีหากให้นางเลือกว่าจะรับการโจมตีของผู้ใดนั้นเพราะเช่นไรนางก็ไม่มีทางหลบได้ทั้ง 2 การโจมตีนี้เป็นแน่ เวลาเพียงเสี้ยววิ นางเลือกที่จะหลบการโจมตีของแสงสีฟ้าที่มีรูปร่างคล้ายธนู โดยการพุ่งทะยานตัวขึ้นจังหวะนั้นทำให้ถูกพลังของหยงอี๋ที่ปล่อยออกมา ฟางเหนียงหลับตารอรับกับความเจ็บนั้น
ตู้ม~~~
"ฟางเหนียง..."
หยงอี๋ตะโกนออกมาด้วยความตกใจ เขาชะล่าใจที่เห็นนางรับมือกับการโจมตีของเขาได้ จึงเพิ่มพลังโจมตีของเขามากขึ้นแต่ไม่คิดว่านางจะไม่เพียงไม่หลบหรือตั้งรับ แต่ยังพุ่งเข้าหาพลังที่เขาส่งไปเสียอีก
เสียงระเบิดดังสนั่นและเป็นแสงสีขาวจนมองไม่เห็นว่านางเป็นเช่นไร หลังจากแสงนั้นจางหายไปจึงพบกับนกฟินิกซ์เพลิงวิหคขนาดใหญ่ มันใช้ปีกคลุมร่างกายของหญิงสาวไว้ ทำให้หยงอี๋ที่เห็นเช่นนั้นถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอก หญิงสาวในมุมมืดที่เห็นว่าแผนของตนที่ลอบทำร้ายฟางเหนียงไม่สำเร็จก็รีบออกจากบริเวณนั้นในทันที ปีกฟินิกซ์ร่างใหญ่กางปีกมันออกจากนั้นรูปร่างก็ค่อยๆ เลือนรางไป ฟางเหนียงที่ลอยอยู่เหนืออากาศก็ค่อยๆ แตะที่พื้นดินอย่างช้าๆ
"เป็นเช่นไรบ้าง"
รองเจ้าสำนักหยงอี๋รีบเข้ามาหาหญิงสาวในทันที พร้อมประคองนางให้ยืนด้วยท่าทางสบายๆ
"ข้ามิเป็นอันใดมากเจ้าค่ะ"
ฟางเหนียงเอ่ยเสียงเบา เพราะถึงแม้ว่านกฟินิกซ์เพลิงวิหคของเจ้าสำนักหนิงเฟิ่งจะสามารถปกป้องนางได้ทันท่วงที แต่ขึ้นชื่อว่าพลังวิญญาณกลิ่นอายของพลังถึงตัวนางก่อนที่พลังจะถึงเสียอีก ทำให้นางได้รับพลังนั้นด้วย จังหวะนี้เองเป็นช่วงที่หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพอดี
"วันแรกก็เจ็บหนักเช่นนี้ หากเจ้าทนมิได้ก็ถอดใจเสียตอนนี้ยังทันข้าจะไม่ถือสากับคำพูดของเจ้าก่อนหน้านี้"
เสียงทุ้มเอ่ยด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง แต่สายตาไม่ได้มองมาที่หญิงสาวแต่กลับมองไปทางอื่นแทน
"ที่ข้าเจ็บหนักเช่นนี้มิใช่ว่าข้ามิตั้งใจ แต่เพราะว่ามีคนตั้งใจลอบทำร้า...."
"แล้วอย่างไร นั่นเป็นเพราะเจ้ามิตั้งใจมากพอ หนักไม่เอาเบาไม่สู้โทษทุกอย่างที่ไม่ใช่โทษตัวเอง หากวันหนึ่งแม้แต่รวบรวมพลังวิญญาณเจ้าก็ไม่สามารถทำได้"
ฟางเหนียงยังเอ่ยไม่จบ ก็ถูกหนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นแทรกเสียก่อน นางกำมือแน่นและจ้องหน้าเขาอย่างหักห้ามไม่ให้ตนเองโมโหไปมากกว่านี้
"ได้! เช่นนั้นท่านมาคอยดูว่าท่านหรือข้าที่ใครจะทนได้มากกว่ากัน"
หญิงสาวเอ่ยจบก็เดินกระเผกออกไปในทันที หนิงเฟิ่งมองตามหลังหญิงสาวจนลับตา
"ปล่อยไปเช่นนี้จะไม่เป็นอันใดหรือขอรับ เป็นข้าเองที่พลั้งมือทั้งที่นางก็ตั้งรับมาได้ทุกครั้ง"
เป็นหยงอี่เอ่ยออกมาด้วยความเป็นห่วง
"มิใช่ความผิดของเจ้า เป็นเพราะนางถูกลอบทำร้าย"
"ถูกลอบทำร้ายเช่นนั้นหรือ"
"เหยี่ยวเพเรกริน"
"เป็นนางหรือ.."
หยงอี่เอ่ยด้วยใบหน้าที่ยากจะเชื่อ แต่คนที่บอกเขาคือท่านเจ้าสำนักจึงทำให้เขาเองก็ไม่สามารถเอ่ยถามอย่างสงสัยได้ว่าอาจจะดูผิด เขาเองก็ชื่นชมนางอยู่ไม่น้อยที่ตั้งใจฝึกฝนและอีกทั้งผลการเรียนของนางยังก้าวนำคนอื่น และสงสัยว่าเพราะเหตุใดกันถึงทำให้นางกระทำเช่นนี้
"เหยี่ยวเพแรกรินเป็นนกที่บินได้เร็วมาก โดยทำความเร็วที่ได้ 321-563 ลี้ต่อชั่วยาม ด้วยความเร็วนี้ทำให้ปากของมันที่พุ่งมากลายเป็นหัวธนู"
เป็นอาเหยาที่เงียบไปนานเอ่ยขึ้น หนิงเฟิ่งที่ได้ยินก็พยักหน้ารับ
"ท่านเจ้าสำนักมิต้องเป็นห่วงเรื่องนี้ข้าจะจัดการให้เรียบร้อย"
หยงอี๋เอ่ยจบก็ทำท่าคารวะและเดินออกไปทันที
สิบปีผ่านไปฤดูเหมันต์วนกลับมาอีกครั้ง ละอองหิมะร่วงหล่นลงมาทับถมจนพื้นดินและบริเวณโดยรอบเต็มไปด้วยพื้นสีขาว วันนี้อากาศดีในรอบหลายวัน เนื่องด้วยมีดวงอาทิตย์โผล่พ้นเมฆหนาเพิ่มความอบอุ่นเล็กน้อย แสงแดดสีทองอร่ามในช่วงยามปลายยามเซินกระทบกับพื้นหิมะสีขาวงดงามยิ่งนัก ฟางเหนียงนอนดูทิวทัศน์ที่เก้าอี้ไม้โยกด้วยจิตใจที่ผ่อนคลาย สิบปีมานี้มีเรื่องมากมายเกิดขึ้น แต่ทุกเรื่องก็ล้วนจบลงได้อย่างรวดเร็วแคว้นแห่งนี้ได้เปลี่ยนมือแล้ว ฮ่องเต้น้อยที่นางเก็บได้จากตลาดกลายเป็นคนที่ยิ่งใหญ่ หลังจากรัชทายาทสิ้นพระชนม์ได้เพียงเดือนเดียว หนิงเฟิ่งก็ร่วมกับวังหลวงยกทัพช่วงชิงตำรายุทธวิฐีอีกสองเล่มมาได้สำเร็จ ตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับฮั่วหยวนจาง ฮ้องเต้องค์ก่อน นางมิแปลกใจเลยว่าเหตุใดเขาในตอนนั้นถึงอยากได้ผู้สืบทอดเสียขนาดนั้น แผ่นดินนี้เสียผู้ที่ทำคุณให้แก่แคว้นไปสองคนติด รัชทายาทจากไปได้เพียงไม่นาน หนึ่งปีต่อจากนั้นฮั่วหยวนจางก็สิ้นพระชนม์ด้วยโรคหัวใจ ตำแหน่งจึงถูกส่งมาให้เจียวหมิงเฉินหรือองค์ชายสาม แต่เขากลับปฏิเสธ และโยนมันให้ฮั่วชวีเหยาหรือเฟยหมิง ด้วยความสามารถของเด็กชายในตอนนั้น อายุเพียงสิบสี่ปีก็ชนะในส
แสงอาทิตย์ช่วงปลายยามซื้อส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่ปิดไม่สนิท ปลุกให้คนทั้งคู่รู้สึกตัว สายจนใกล้เที่ยงแล้วในตำหนักแห่งนี้กลับยังไม่มีผู้ใดออกไป ทุกคนในสำนักเองก็รู้หน้าที่ตนเองดี คืนเข้าหอเช่นนี้มิอยากเข้ามาปลุกคนทั้งสอง ทั้งคู่ร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าห่มผืนหนาที่เท่านั้นที่ปิดบังร่างกาย หนิงเฟิ่งตื่นก่อนหญิงสาวแต่ไม่คิดจะลุกไปที่ใด เนื่องด้วยนางนอนหนุนแขนเขาอยู่ตอนนี้ ร่างใหญ่กระชับอ้อมกอดนางมากขึ้น และจูบไปที่ไหล่เนียนเบาๆ อื้ม~ร่างเล็กในอ้อมกอดของเขาเริ่มรู้สึกตัว หญิงสาวบิดขี้เกียจเล็กน้อย ก่อนจะค่อยๆกระพริบตาลืมขึ้น "อรุณสวัสดิ์"หนิงเฟิ่งเอ่ยขึ้นก่อนจะจุบพิตไปที่หน้าผากเนียนอีกครั้ง"อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางยื่นหน้าไปหอมแก้มเขาตอบ"ข้าทำเจ้าตื่นหรือไม่"ฟางเหนียงส่ายหน้าปฏิเสธ และกำชับกอดร่างใหญ่ ตอนนี้นางระบมไปทั้งตัว ไม่ต้องก้มมองตนเองใต้ผ้าห่มก็รู้ได้ว่ารอยรักที่เขาฝากไว้นั้นมากมายเพียงใด โดยเฉพาะบริเวณนั้นยังเจ็บระบมมากๆอยู่เลย แล้วเช่นนี้นางจะเดินอย่างไร เกรงกว่าวันสองวันนี้นางต้องคลุกตัวอยู่ในตำหนักแห่งนี้ ไม่กล้าออกไปเดินด้วยท่าทางแปลกๆให้ต้องอับอายผู้
ภายในเรือนหอที่ถูกตกแต่งด้วยผ้ามงคล การตกแต่งดูเหมือนธรรมดาเรียบง่ายแต่ราคาแต่ละชิ้นไม่ธรรมดาเอาเสียเลย ฟางเหนียงนั่งหลังตรงอยู่บนเตียงในมือถือพัดเช่นเคย มือเรียวชื้นไปด้วยเหงื่อจากความตื่นเต้น เขาว่ากันว่างานแต่งของสตรีเป็นครั้งเดียวในชีวิต การได้แต่งงานกับคนที่ตนรักปราศจากการจัดแจงโดยผู้ใหญ่และความเหมาะสม เกิดขึ้นได้ยากในแผ่นดินที่นางอยู่แก๊ก!เสียงประตูไม้ถูกเปิดออกทำให้รับรู้ถึงการมาของเขา กลิ่นหอมสะอาดเฉพาะตัวทำให้นางรู้ได้ทันทีว่าเป็นเขามิใช่ผู้อื่น หนิงเฟิ่งเดินไปหยุดที่ตรงหน้านาง ฟางเหนียงค่อยๆเลื่อนพัดบังหน้าออก เผยให้เห็นการแต่งแต้มใบหน้าที่ประณีตกว่าทุกครา ปากเรียวสีแดงสดช่วยเสริมให้นางดูงดงามตราตรึงใจ รอยยิ้มหวานที่ส่งให้เขานั้นทำเขาอดที่จะจุมพิตลงไปที่หน้าผากเนียนไม่ได้"รอข้านานหรือไม่เสียงทุ้มเอ่ยถามนางเบาๆ"ท่านเจ้าสำนัก ที่นี่ยังมีผู้อื่นอยู่นะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่เตือนชายหนุ่ม หนิงเฟิ่งหันไปเห็นจ้าวเย่วที่ยังยืนอยู่ จ้าวเย่วส่งยิ้มเจือนๆให้เจ้าสำนักตอบกลับไป"วันนี้ข้าขอเป็นสักขีพยานรักในคืนเข้าหอของพวกท่านเจ้าค่ะ"จ้าวเย่วเอ่ยด้วยเสียงหนักแน่น"อ่ะแฮะแฮ่ม!"นางส่งเ
จี้ชุน.ยามชื่อ (ต้นฤดูใบไม้ผลิเดือนสาม) แสงอาทิตย์ยามสายทอแสงเป็นประกายเพิ่มความอบอุ่นช่วงต้นฤดูวสันต์ บนเขาสูงยามนี้ถูกประดับประดาไปด้วยโคมไฟหลากหลายสีสันตลอดเส้นทางขึ้นเขา ผ้ามงคลสีแดงถูกตกแต่งบนเกี้ยวไม้เพิ่มความเป็นสิริมงคล เมื่อได้เวลามงคล ขบวนเจ้าสาวยาวนับลี้เคลื่อนตัวมาหยุดที่ทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีชาวบ้านมารอเชยชมเจ้าสาวผู้ขึ้นชื่อว่างามล่มเมือง บุรุษสวมชุดมงคลดูงามสง่าใบหน้าเปื้อนไปด้วยรอยยิ้มรอรับเจ้าสาวอยู่ก่อนแล้ว ม่านมุกถูกเปิดออกร่างบางค่อยๆ ออกมาจากเกี้ยวช้าๆ มือเรียวข้างหนึ่งถือพัดมงคลปิดบังใบหน้า ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวห้ามเท้าแตะพื้นจนกว่าจะได้เข้าจวน หนิงเฟิ่งมารอนางก่อนแล้วเช่นกัน จากนั้นจึงเข้าไปอุ้มนางมาไว้ในอ้อมก่อน ทุกคนต่างปรบมือส่งเสียงให้กำลังใจกันทั่วหน้า เมื่อผ่านพ้นประตูสำนักแล้วจึงได้วางนางลงช้าๆมือหนากุมมือของฟางเหนียงให้เดินไปตามทางเข้าสำนัก สองข้างทางมีเหล่าศิษย์ในสำนักถือโคมไฟสีแดงตลอดสองข้างทาง ยาวไปจนถึงตำหนักที่ทำพิธี อันแสดงถึงเส้นทางของคู่รักที่เปี่ยมไปด้วยความราบรื่นและสว่างไสว "ยินดีกับท่านเจ้าสำนัก ยินดีกับแม่นางฟางเหนียง ยินดีกับศิษย์
ฟางเหนียงตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกหนักหัวจนต้องยกขึ้นกุมขมับ เมื่อคืนภาพตัดไปตั้งแต่อยู่บนเรือแล้ว เมื่อคืนกลับถึงสำนักด้วยสภาพเช่นไรยังมิรู้ด้วยซ้ำ แต่เพราะรู้ว่ามีท่านเจ้าสำนักอยู่ข้างกายนางจึงไม่เป็นกังวลมากนัก ความเย็นจากอากาศที่สัมผัสตัว บวกกับความรู้สึกโล่งทำให้นางก้มมองสภาพตนเองที่อยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา ใบหน้างามทำตาโตรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดตัวเองทันที เมื่อบนตัวนางไม่มีอาภรณ์แม้เพียงสักชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อยก็มิมีแก๊ก!เสียงเปิดประตูดังขึ้นทำให้นางยิ่งถอยล่นไปด้านหลังชิดหัวเตียง เพราะนางยังเปลือยกายใต้ผ้าห่มอยู่ เกรงว่าจะมีผู้อื่นมาเห็นในสภาพที่ไม่เรียบร้อย แต่เมื่อเห็นว่าเป็นผู้ใดก็ถอนหายใจ หนิงเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมกาน้ำร้อน กลิ่นชาหอมลอยลิ่วมาเตะจมูก "เหตุใดถึงได้มองข้าเช่นนั้น"หนิงเฟิ่งเดินมาวางกาน้ำร้อนที่หัวเตียง ก่อนจะรินชาส่งให้นาง แววตาที่เหมือนกระต่ายตื่นตูมนั้นทำให้เขาเดาได้ไม่ยาก สมองน้อยๆของนางคงกำลังก่นด่าเขาในใจเป็นแน่"เมื่อคืน....ตอนข้าเมา ท่านเจ้าสำนักขืนใจข้าหรือเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยถามเขาไปตามตรง"แล้ว......"เสียงทุ้มเอ่ยอย่างยียวน พร้อมไล่สายตาตั้งแต่ใบหน้าไปจนปล
ตลาดในช่วงต้นยามห้ายนั้นวายหมดแล้ว ฟางเหนียงรู้สึกเสียดายที่ยังเดินได้ไม่กี่ร้านเท่านั้นเอง ขนมบางอย่างที่คิดก่อนที่จะมาก็ยังมิได้ซื้อเลย แต่ถึงอย่างนั้นนางก็เข้าใจได้ ตลาดอยู่เพียงตีนเขาเท่านี้เอง ค่อยขอท่านเจ้าสำนักมาเมื่อใดก็ได้ เดี๋ยวนี้ชายหนุ่มใจอ่อนกับนางบ้างแล้ว ขณะที่หญิงสาวกำลังทำหน้ามุ้ยอยู่นั้น ถังหูลู่ก็ถูกยื่นมาที่หน้าของหญิงสาว"รางวัลปลอบใจสำหรับผู้แพ้"เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นอย่างปลอบใจหญิงสาว ใบหน้างามที่หม่นหมองก่อนหน้านี้ แปรเปลี่ยนเป็นยิ้มกว้างทันทีเมื่อเห็นขนมหวานที่ถูกใจ "ขอบคุณนะเจ้าคะ"ฟางเหนียงเอ่ยพลางรับมาถือไว้ทั้งสองไม้"เหตุใดคราแรกถึงยอมให้กับไฉ่รั่วเฉิน"จู่ๆหนิงเฟิ่งก็ถามขึ้น "คราแรกที่พบเขาเมื่อหลายเดือนก่อน มิว่าจะอาภรณ์ที่สวมใส่ล้วนเป็นผ้าเนื้อดี เครื่องประดับ อีกทั้งใบหน้าของเขายังเปี่ยมไปด้วยสง่าราศี แต่พบกันครานี้เขากลับดูมิได้เลย อาภรณ์มีรอยปะเต็มไปหมด มิสวมเครื่องประดับแม้สักชิ้น ใบหน้าก็เหมือนคนมีแต่ทุกข์ ข้าจึงเดาว่าการพ่ายแพ้ของเขาครานั้น คงทำให้เขาลำบากมิน้อย ข้ายังมีสิ่งที่อยากทำมากมาย การเดินหมากมิใช่เป้าหมายหลักในชีวิตของข้า ต่างจากเขาที่การ
ช้าวันถัดมาณ เรือนหลิวรุ่ย บรรยากาศในช่วงสายของวันแม้แสงอาทิตย์จะโพล่พ้นหน้าผาด้านหลังตำหนักแล้ว แต่บรรยากาศโดยรอบยังสดชื่นอย่างเช่นเช้าตรู่ ที่โต๊ะม้านั่งหน้าตำหนัก หนิงเฟิ่งกำลังนั่งจิบชาด้วยใบหน้าเคร่งครึมเช่นเคย มือเรียบจับที่แก้วชาใช้นิ้วชี้เคาะที่ปากถ้วยช้าเบาๆ อย่างใช้ความคิด แต่ไม่นานก็ออก
"ท่านเจ้าสำนัก~~~ว๊าย!โอ๊ย~~~"ฟางเหนียงที่วิ่งตามหลังเพราะกลัวจะไม่ทัน ต้องชนเข้ากับแผ่นหลังกว้างอย่างแรงเมื่อจู่ๆ ชายหนุ่มก็หยุดกะทันหันตุ๊บ!เสียงร่างของหญิงสาวล้มไปกองที่พื้นอย่างแรง เมื่อร่างหนาหลบและไม่มีท่าทีว่าจะคว้าหญิงสาวเพื่อช่วยนางเลยแม้แต่น้อย หนิงเฟิ่งเอามือไขว้หลังและเหม่อมองไปทางอื
"โอ๊ย~~~เบาสิเบา~~"เสียงร้องของฟางเหนียงดังออกมาจากในห้องที่ถูกปิด เสียงร้องดังจนคนเดินผ่านไปมาที่ได้ยินต้องหน้าเสีย เพราะเรื่องที่หญิงสาวได้รับบาดเจ็บจากการฝึกรับรู้กันไปทั่วสำนักอย่างรวดเร็ว และสภาพของหญิงสาวเมื่อครั้งเดินกลับที่พักก็ดูไม่ได้ ผู้คนจึงเดาได้ไม่ยากว่านางร้องออกมาด้วยความทรมานนั่นเ
3 วันผ่านไปปัง!เสียงตำราตกกระทบพื้นเสียงดังก้องทำให้หญิงสาวร่างเล็กที่ยืนอยู่กลางห้องโถงถึงกับคุกเข่าสองข้างไปกับพื้นด้วยความตกใจ"ไม่ได้"หนิงเฟิ่งเอ่ยเสียงเข้มอย่างเด็ดขาด ฟางเหนียงที่คุกเข่าอยู่กลางห้องมีสีหน้าไม่สู้ดีนักที่ได้ยิน"ท่านรองเจ้าสำนัก..."ฟางเหนียงเห็นท่าไม่ดีจึงหันไปหาตัวช่วยที่







