Se connecterฮองเฮาเห็นองค์รัชทายาทกับจี้หานอีเดินเข้ามาพร้อมกัน จึงถามว่า “ทางตำหนักด้านหน้าเสร็จธุระแล้วหรือ?”เจียงเสวียนเดินเข้าไปตอบว่า “เสร็จเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ เสด็จพ่อกับท่านน้ากำลังหารือกันอยู่ในห้องทรงพระอักษร ทั้งยังตรัสว่าจะเสด็จมาด้วยกัน ลูกจึงมาทูลเสด็จแม่ ให้คนจัดเตรียมน้ำชากับของว่างไว้ก่อนพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาจึงรับสั่งให้นางกำนัลข้างกายไปจัดการ ก่อนมองเจียงเสวียนอีกครั้ง “แล้วเจ้าไม่ได้อยู่ฟังที่ห้องทรงพระอักษรหรือ?”เจียงเสวียนตอบ “ท่านน้าบอกว่า กำลังหารือว่าจะจัดการกับจวนหย่งชิงโหวเช่นไรหลังย่างเข้าฤดูใบไม้ผลิ จึงให้ลูกหาเหตุเลี่ยงออกมาก่อน เรื่องนี้ลูกไม่สมควรเข้าไปยุ่งพ่ะย่ะค่ะ”ฮองเฮาได้แต่พยักหน้าถอนหายใจ “ท่านน้าเจ้าพูดไม่ผิด เจ้าไม่สมควรเข้าไปยุ่งจริง ๆ ไม่ว่าทำเช่นไรก็ไม่ถูกทั้งสิ้น การไม่รับรู้ย่อมดีที่สุด”จากนั้นจึงหันมาถามจี้หานอี “เจ้าดีขึ้นแล้วหรือ?”จี้หานอีตอบกลับไปว่า “ดีขึ้นบ้างแล้วเพคะ”ฮองเฮาสั่งให้คนนำยาลูกกลอนชิงเสวียนมามอบแก่จี้หานอี “ฤดูหนาวอากาศเย็น หากอยู่ในห้องอุ่นนานเกินไปก็จะวิงเวียนศีรษะ เมื่อครั้งข้ายังสาวก็เคยมีอาการเช่นนี้ บัดนี้ข้าเป็นคนขี้
คำพูดของจี้หานอีประโยคนี้คือความจริง ตัวตนที่แท้จริงของซุนเป่าฉยงเป็นเช่นไร มีเพียงเจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ดีซุนเป่าฉยงกัดริมฝีปาก ภายในใจยังคงเต็มไปด้วยความสับสนเมื่อมาถึงตำหนักคุนหนิง ไทเฮาประทับอยู่บนที่นั่งประธาน ครั้นทอดพระเนตรเห็นจี้หานอีกับซุนเป่าฉยงเดินเข้ามา ก็ทรงยิ้มพลางกวักมือเรียกซุนเป่าฉยงให้เข้าไปอยู่ข้างกาย ก่อนถามถึงความเป็นอยู่ของนางในจวนสกุลเสิ่นสีหน้าของฮองเฮาพลันเคร่งขรึมขึ้นเล็กน้อย ก่อนชำเลืองมองซุนเป่าฉยงปราดหนึ่งโดยไม่แสดงอารมณ์ใดยังดีที่ซุนเป่าฉยงเดินเข้าไปด้วยท่าทีอ่อนน้อม อย่างน้อยนางก็ไม่ได้พูดว่าตนใช้ชีวิตอยู่ในสกุลเสิ่นอย่างยากลำบากไทเฮาทรงจับมือซุนเป่าฉยงไว้ ก่อนตรัสอีกว่า “หากคนสกุลเสิ่นรังแกหรือปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดี เจ้าต้องกลับมาบอกข้า ข้าจะออกหน้าให้เจ้าเอง”ซุนเป่าฉยงรู้ดีว่าที่ไทเฮาตรัสเช่นนี้ ก็ด้วยจงใจกล่าวให้ฮองเฮารับฟัง นางได้ยินมาว่าพอเข้าฤดูใบไม้ผลิ คดีของจวนหย่งชิงโหวก็จะสิ้นสุดลงโดยสมบูรณ์ ไทเฮากำลังใช้ถ้อยคำเหล่านี้ข่มขู่ฮองเฮา หากอีกฝ่ายแตะต้องจวนหย่งชิงโหว พระองค์ก็จะมีข้ออ้างเอาผิดจวนสกุลเสิ่น และตัวนางเองก็คือชนวนที่อยู่ตรงกลางน
จี้หานอีเป็นคนขี้หนาว เรื่องนี้เสิ่นซื่อสังเกตเห็นมานานแล้ว ด้วยกลัวนางจะรู้สึกหนาวแม้เพียงนิด ภายในห้องอุ่นจึงจุดเตาใต้พื้นไว้ตลอดเวลาซุนเป่าฉยงมารอบริเวณหน้าประตูอยู่ก่อนแล้ว นางยืนเดียวดายอยู่ข้างรถม้า ครั้นเห็นเสิ่นซื่อประคองจี้หานอีเดินออกมา ก็ถึงกับเหม่อลอยไปชั่วขณะนางรู้สึกว่าตนเองคงไม่มีวันได้ใช้ชีวิตอย่างสุขสบายเช่นจี้หานอีอีกหลังกล่าวทักทายกันอย่างเรียบง่าย ซุนเป่าฉยงก็เรียกเสิ่นซื่อด้วยความนอบน้อมว่าท่านอาห้าเสิ่นซื่อไม่ได้สนใจนาง เพียงประคองจี้หานอีขึ้นรถม้าไปเท่านั้น ใบหน้าของซุนเป่าฉยงซีดเซียวลงเล็กน้อย ก่อนเดินขึ้นรถม้าคันหลังไปอย่างเงียบงันหลังเข้าวัง เสิ่นซื่อกับจี้หานอีก็จำต้องแยกจากกัน ปลายทางของเสิ่นซื่อคือตำหนักด้านหน้า ส่วนจี้หานอีมุ่งหน้าไปยังตำหนักคุนหนิงสายลมยามค่ำคืนพัดแรง ลมที่พัดโกรกมาตามทางเดินในวังทำให้เสื้อคลุมของจี้หานอีสะบัดไหวดังพรึ่บพรั่บ เสิ่นซื่อกล่าวกับนางด้วยเสียงแผ่วเบา “อีกประเดี๋ยวข้าจะมาหาเจ้า แล้วพาเจ้ากลับไปพร้อมกัน เวลาอยู่ข้างกายฮองเฮาไม่ต้องประหม่า ทำตัวเหมือนยามอยู่ในจวนก็พอ”จี้หานอีรับคำ ใบหน้าถูกลมโกรกจนเริ่มรู้สึกแสบขึ้น
บรรดาสตรีย้ายไปนั่งสนทนากันในเรือนรับรองหลังรับประทานโจ๊กล่าปาในตอนเช้าเสร็จ ส่วนเหล่าบุรุษก็รวมตัวอยู่ที่เรือนหน้าซุนเป่าฉยงมองจากระยะไกล เห็นผู้คนรายล้อมอยู่ข้างกายจี้หานอี ต่างพากันชักชวนจี้หานอีพูดคุย ส่วนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นซึ่งนั่งอยู่ด้านบนก็ยังเอ่ยชมว่าจี้หานอีมีความสามารถ ช่วยเสิ่นซื่อดูแลร้านค้าจนปีนี้ได้ผลกำไรงดงาม ทั้งยังส่งผ้ามามอบให้ทุกเรือน เป็นผู้มีการศึกษา รู้ธรรมเนียม และกตัญญูยิ่งนางไป๋คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น เมื่อได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นก็ให้รู้สึกอึดอัดใจ แต่กลับทำอะไรไม่ได้นับว่าจี้หานอีรู้จักจัดการเรื่องราวได้ดีจริง ๆ ภายในจวนสกุลเสิ่นไม่มีผู้ใดไม่เอ่ยชมจี้หานอี กระทั่งบุตรชายทั้งสองของนางไป๋ก็ยังกล่าวว่าท่านอาสะใภ้ห้าเป็นคนดียิ่งจี้หานอีแต่งเข้ามาได้เพียงไม่นาน ก็สามารถเอาใจจนฮูหยินผู้เฒ่าชื่นชอบ ทั้งยังชนะใจผู้คนในจวนเรียบร้อยแล้ว แม้แต่บ่าวไพร่มากมายก็พากันกล่าวถึงนางในทางที่ดีถึงอย่างไรจี้หานอีก็มักช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเงียบ ๆ เสมอ ต่อให้นางไป๋ขุ่นแค้นแทบตายก็ไม่อาจทำสิ่งใดอยู่ดียิ่งเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นซื่อกับจี้หานอีแน่นแฟ้นข
เมื่อหลงจู๊จ้าวเห็นจี้หานอีจดชื่อตนเองไว้ ใบหน้าก็เผยความยินดีทันที ก่อนยื่นรายการฉบับหนึ่งมาให้อย่างอ่อนน้อม “นี่คือรายละเอียดผืนผ้าที่จะมอบเป็นของกำนัลแก่ฮูหยินทุกท่านในจวน ขอฮูหยินรองโปรดตรวจดูขอรับ”จี้หานอีรับมาตรวจดู ด้านบนเขียนรายการไว้ชัดเจน ของฮูหยินผู้เฒ่าเป็นผ้าแพรทอลายเหรียญทรงกลมแปดวงสีน้ำเงินเข้ม ของฮูหยินใหญ่เป็นผ้าแพรทอสีน้ำตาลเข้ม ของฮูหยินน้อยเป็นผ้าต่วนทอลายสีม่วงรากบัว ส่วนของสะใภ้รองเป็นผ้าซาสีแดงอมชมพู... ทุกรายการเขียนไว้อย่างเป็นระเบียบ เจ้านายทุกเรือนในจวนล้วนได้รับกันถ้วนหน้าผ้าที่ระบุอยู่ในรายการล้วนเป็นของชั้นเลิศ แต่ละเรือนได้รับการจัดสรรตามลำดับฐานะชัดเจนนี่เป็นธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันทุกปี หากไร่นาหรือร้านค้าแห่งใดมีผลประกอบการดี ก็ต้องมอบของกำนัลให้แก่แต่ละเรือน ของที่มอบให้ในแต่ละปีย่อมแตกต่างกันไป โดยพิจารณาจากผลผลิตและรายได้ในปีนั้นนอกจากของกำนัลเหล่านี้แล้ว เมื่อสรุปรายได้รวมของร้านค้าตลอดทั้งปี ก็จะนำส่วนหนึ่งมาแบ่งเป็นผลกำไรให้แต่ละเรือน แม้แต่จวนท่านลุงใหญ่ฝั่งตรงข้ามก็ยังได้รับส่วนแบ่ง กล่าวได้ว่านี่คือช่วงเวลาที่ทุกคนเบิกบานใจที่สุดในรอบปี
อาภรณ์บนร่างจี้หานอียับย่นเล็กน้อยเพราะเมื่อครู่นางนอนเอนกาย ยังไม่ทันจัดระเบียบให้เรียบร้อย เสิ่นซื่อก็เดินเข้ามาแล้วร่างของเสิ่นซื่อยังคงพาไอเย็นจากด้านนอกติดเข้ามาด้วย พอเข้าใกล้จี้หานอี ความเย็นจากตัวเขาก็แผ่เข้าหานาง ก่อนที่เขาจะอุ้มนางมานั่งในอ้อมกอดอย่างคุ้นเคยภายในห้องอบอุ่นยิ่ง ถ่านไฟลุกโชน เมื่อเห็นร่องรอยเหนื่อยล้าบนหว่างคิ้วของจี้หานอี เสิ่นซื่อก็ยกมือขึ้นลูบไล้เบา ๆ “ช่วงหลายวันนี้ทำให้เจ้าต้องเหนื่อยแล้ว”วันนี้เสิ่นซื่อกลับมาเร็ว ท้องฟ้าด้านนอกยังไม่ทันมืด จี้หานอีส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง “ยังพอไหวเจ้าค่ะ”เสิ่นซื่อรู้ดีว่าแม้จี้หานอีจะพูดเช่นนี้ แต่เขาก็ทราบว่างานช่วงปลายปีมีมากเพียงใด เรื่องจิปาถะภายในจวนหรือก็ไม่ใช่น้อย เขาตบหลังนางอย่างอ่อนโยนก่อนหยิบต่างหูคู่หนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้ววางลงบนฝ่ามือนาง “คู่นี้สั่งทำขึ้นใหม่ให้เจ้า”เสิ่นซื่อมักจะนำเครื่องประดับกลับมามอบให้จี้หานอีอยู่เป็นประจำ ราวกับว่านี่เป็นวิธีแสดงความรักในแบบของเขาเครื่องประดับเหล่านั้นล้วนมีค่าควรเมือง แต่ละชิ้นงดงามประณีตจี้หานอีเคยขอให้เสิ่นซื่อนำกลับมาให้น้อยลงสักหน่อย นางมีเพียงคนเดียว ไ







