เข้าสู่ระบบหลังจากเสร็จสิ้นละครฉากใหญ่ที่เรือนไป่เหอ องค์ชายจิ้นและซูเฟยก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักเฟิ่งหลิน บรรยา
หลังจากเสร็จสิ้นละครฉากใหญ่ที่เรือนไป่เหอ องค์ชายจิ้นและซูเฟยก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักเฟิ่งหลิน บรรยากาศที่นี่แตกต่างจากความอบอุ่นจอมปลอมเมื่อครู่ราวฟ้ากับเหว ความเงียบสงัดปกคลุมทั่วตำหนัก ทว่ามันคือความเงียบก่อนพายุจะพัดถล่มเพล้ง! ถ้วยชาใบบางถูกบีบจนแตกคามือ เลือดสีสดไหลซึมออกมาผสมกับน้ำชา แต่นัยน์ตาของ ‘พระสนมฮุ่ย’ กลับไร้ความเจ็บปวด มีเพียงเพลิงโทสะที่ลุกโชน“นังเด็กหลี่เหม่ยอัน!” พระนางกัดฟันกรอด“มันกล้าดียังไง... มันกล้าดียังไงมาเหยียบหน้าบิดาข้า! เหยียบหน้าตระกูลเฉิน!”องค์ชายจิ้นนั่งจิบชาอยู่อีกฝั่ง ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยจนน่าขนลุก ส่วนซูเฟยยืนตัวสั่นงันงกอยู่ข้างๆ“ระงับโทสะก่อนเถิดพระสนม” องค์ชายจิ้นเอ่ยเสียงเรียบ“ความโกรธจักทำให้ตามืดบอด เราประเมินนางต่ำเกินไป เห็นทีนางจะมิได้เดินหมากเพียงลำพัง”พระสนมฮุ่ยหันขวับมาจ้องหน้าองค์ชายจิ้น แววตาเต็มไปด้วยความดูแคลนและประชดประชัน“ประเมินต่ำไปงั้นรึ” นางแค่นเสียงหัวเราะ“หรือเป็นเพราะพระองค์.
สายฝนที่เทกระหน่ำลงมาในตอนเช้า บัดนี้ซาเม็ดลงเหลือเพียงละอองบางเบา ประหนึ่งน้ำตาแห่งความเศร้าโศกที่หลั่งรินหลังผ่านพ้นมหันตภัย ณ เรือนไป่เหอ ‘หลี่เหม่ยอัน’ ทรุดกายนั่งนิ่งงันอยู่บนพื้น วิญญาณคล้ายหลุดลอยออกจากร่าง สุ้มเสียงของชุนเถายังคงก้องสะท้อนในโสตประสาท... ‘ท่านเสนาบดีพ่ายแพ้แล้ว’ ถ้อยคำนั้นกรีดลึกลงในดวงใจจนนางแทบกระอักเลือด“คุณหนู! คุณหนูเจ้าคะ!” เสียงเรียกของชุนเถาเปลี่ยนไป จากเสียงร้องไห้กลายเป็นเสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นสุดขีด สาวใช้วิ่งกลับเข้ามาในห้องอีกครั้ง ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาแต่ดวงตาเบิกโพลง“ข่าวใหม่เจ้าค่ะ! เมื่อครู่... ทหารหน้าวังเพิ่งส่งม้าเร็วมาแจ้งข่าวแก้!”เหม่ยอันเงยหน้าขึ้นอย่างเชื่องช้า แววตาว่างเปล่าไร้ชีวิตชีวา“แก้ข่าวอันใด... หรือท่านพ่อข้าสิ้นแล้ว”“ไม่เจ้าค่ะ! ท่านชนะ! ท่านเสนาบดีชนะแล้วเจ้าค่ะ!”ชุนเถาเขย่าแขนผู้เป็นนายอย่างแรง“จางซวินผู้นั้น... เขาเล่นละครเจ้าค่ะ ตอนแรกเขาแกล้งกลับคำให้การใส่ร้ายนายท่าน ทำให้เฉินกั๋วกงตายใจและเผลอหลุดปากเยาะเย้ยออกมากลางท้องพระโรง แต่แล้วเขากลับควัก ‘สมุดบัญชีลับ’ ฉบับจริงออกมาจากอกเสื้อ! เปิดโปงเรื่องการยักยอกเสบี
เหม่ยอันกลับมาที่เรือนด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มนางมี ‘ไพ่ตาย’ อยู่ในมือแล้ว... แต่ปัญหาใหญ่คือ “จะนำตัวเขาเข้ามาได้อย่างไร”โรงเตี๊ยมจันทร์เสี้ยวอยู่นอกเมือง และอีกสองวันก็จะถึงวันอภิปราย... การส่งคนออกไปรับตัวจางซวินผ่านด่านตรวจที่คนของเฉินกั๋วกงคุมอยู่นั้น ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรนางต้องการ ‘อำนาจ’ ที่สามารถแหกด่านตรวจได้และในวังหลังแห่งนี้... มีเพียงสตรีผู้เดียวที่ทำได้ เหม่ยอันตัดสินใจบากหน้าไปที่ตำหนักของ องค์หญิงเจาหยาง อ้างว่านำเครื่องหอมสูตรใหม่ที่ช่วยให้ ‘สมองปลอดโปร่ง’ ไปถวาย องค์หญิงกำลังทรงพระอักษรด้วยท่าทีเบื่อหน่าย เมื่อเห็นเหม่ยอันก็แย้มสรวล“มาได้จังหวะพอดี ข้ากำลังจะเฉาตายอยู่แล้ว”หลังจากสนทนาสัพเพเหระ เหม่ยอันก็เริ่ม ‘หย่อนเบ็ด’นางแสร้งทำเป็นรินชา แล้วเปรยขึ้นมาลอยๆ ด้วยน้ำเสียงใสซื่อ“หม่อมฉันได้ยินเรื่องเล่าประหลาดมาเพคะองค์หญิง... ว่ากันว่าที่โรงเตี๊ยม ‘จันทร์เสี้ยว’ นอกกำแพงเมือง มีบัณฑิตตกยากนาม ‘จางซวิน&rsq
สามวันผ่านไปราวกับสามปี...บรรยากาศในวังหลวงตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก ข่าวลือเรื่องการงัดข้อของสองตระกูลใหญ่แพร่สะพัดไปทั่วและสิ่งที่เหม่ยอันกังวลก็เกิดขึ้นจดหมายตอบกลับจากบิดามาถึงด้วยลายมือที่เร่งรีบและหนักใจท่านขอบคุณคำเตือนของนางและได้เริ่มตรวจสอบบัญชีกองลำเลียงแล้ว แต่กลับพบ ‘ทางตัน’ขุนนางในกรมคลังและกรมโยธาฯ ซึ่งล้วนเป็นคนของเฉินกั๋วกง ต่างพร้อมใจกันปิดปากเงียบและขัดขวางการตรวจสอบทุกวิถีทาง หลักฐานที่มี... อ่อนเกินกว่าจะเอาผิด ‘เสือเฒ่า’ อย่างเฉินกั๋วกงได้ สถานการณ์เข้าตาจนนางต้องการ ‘อาวุธ’ ที่ทรงพลังหรือข้อมูลที่ลึกกว่านี้ และในวังหลังแห่งนี้... มีเพียงคนเดียวที่อาจจะรู้เหม่ยอันรีบมุ่งหน้าไปยัง ‘หอตำราหลวง’ สถานที่เดียวที่นางจะพบเขาได้บรรยากาศในหอตำราเงียบสงัด มีเพียงเสียงพลิกหน้ากระดาษเบาๆ และกลิ่นฝุ่นจางๆ ที่มุมลึกสุดของหมวด ‘โหราศาสตร์’ ร่างสูงโปร่งในชุดสีน้ำเงินเข้มยืนพิงชั้นหนังสืออย่างเกียจคร้าน แสงแดดยามบ่ายส่องกระทบใบหน้าซีดขาวของเขา ทำให้ดูงดงามราวกับภาพวาดเทพเซียนที่จ
ความสงบสุขหลังชัยชนะช่างแสนสั้นประหนึ่งน้ำค้างยามเช้า เพียงชั่วพริบตาก็ถูกแสงตะวันแผดเผาจนเหือดแห้ง ยามรุ่งสาง ขณะที่ ‘หลี่เหม่ยอัน’ กำลังตรวจดูรายนามนางกำนัลที่นางผูกสัมพันธ์ไว้ ขันทีจากกรมวังก็นำ ‘สำเนาราชโองการ’ มามอบให้ถึงหน้าเรือนไป่เหอ แม้จะเป็นเพียงสำเนา แต่ตราประทับสีชาดนั้นกลับหนักอึ้งดุจขุนเขา... เพราะนี่คือสารที่ส่งตรงถึง ‘เสนาบดีหลี่’ บิดาของนางใจความในราชโองการระบุว่า... องค์ฮ่องเต้ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัด ‘การอภิปรายปฏิรูปการสอบขุนนาง’ ขึ้นในท้องพระโรง อีกห้าวันข้างหน้า โดยมี เสนาบดีหลี่ บิดาของนาง เป็นแกนนำฝ่ายเสนอ...และผู้ที่เป็นแกนนำฝ่ายค้าน... คือ ‘เฉินกั๋วกง’ บิดาผู้ทรงอำนาจของพระสนมฮุ่ย เหม่ยอันวางราชโองการลงบนโต๊ะด้วยมือที่เย็นเฉียบดวงตาคู่สวยหรี่ลงอย่างใช้ความคิด... นี่ไม่ใช่การอภิปรายเพื่อบ้านเมืองตามปกติ แต่มันคือ การประกาศสงคราม พันธมิตรระหว่างองค์ชายจิ้นและพระสนมฮุ่ยเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพวกมันรู้ว่าการเล่นงานนางโดยตรงในตอนนี้ที่มีพระพันปีหลวงหนุนหลังนั้นเสี่ยงเกินไป จึงเบนเป้า
ทิ้งทายด้วยคำปริศนาที่น่าหวาดหวั่น ก่อนจะหมุนตัวเดินหายลับไปในเงามืดของชั้นหนังสือ ทิ้งเหม่ยอันให้นั่งนิ่งงันอยู่กับข้อมูลมหาศาล และความร้อนผ่าวที่ยังคงติดตรึงอยู่ข้างขมับยามวิกาลมาเยือนพร้อมกับความหนาวเหน็บที่เสียดแทงกระดูก เหม่ยอันกลับมาถึงเรือนไป่เหอด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น คำเตือนของไป๋อวี้วนเวียนอยู่ในหัว... ‘รากแก้วที่ค้ำจุนชีวิต’“คุณหนูเจ้าคะ!”ชุนเถาวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในห้อง ท่าทางร้อนรนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งที่ประทับตราด่วนที่สุดจากจวนสกุลหลี่“จดหมายด่วนจากนายท่านเจ้าค่ะ! คนส่งสารบอกว่าให้ถึงมือคุณหนูโดยเร็วที่สุด!”เหม่ยอันรีบคว้าจดหมายมาเปิดอ่าน มือไม้เริ่มสั่นเทาตัวอักษรหวัดๆ ของบิดาปรากฏแก่สายตา เนื้อความสั้นกระชับแต่เนื้อหาหนักอึ้งดุจภูเขาถล่ม‘อันอัน... วันนี้ในท้องพระโรงมีการเสนอฎีกาปฏิรูปการสอบขุนนาง ขุนนางฝ่ายพระสนมฮุ่ยรวมตัวกันคัดค้านหัวชนฝา ซ้ำยังใส่ร้ายว่าพ่อรับสินบนเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง หลักฐานเท็จถูกตระเตรียมมาอย่างแน่นหนา พ่อถูกสั







