เข้าสู่ระบบลานหน้าตำหนักคุนหนิง เต็มไปด้วยเหล่าสาวงามที่รอการคัดเลือก ‘มาม่าหลิว’ หัวหน้าขันทีฝ่ายในร่างท้วม ยืนถือบัญชีรายชื่อด้วย
ใบหน้าบอกบุญไม่รับ นางกวาดสายตามองเหม่ยอันหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม
“หลี่เหม่ยอัน... บุตรีเสนาบดีกรมพิธีการ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น
“เรือนว่างทางทิศใต้เต็มหมดแล้ว เหลือเพียง... เรือนจื่อเวย ทางทิศเหนือ เจ้าไปพักที่นั่นแล้วกัน”
เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศ เหล่านางกำนัลต่างรู้ดีว่า ‘เรือนจื่อเวย’ คือเรือนร้างที่ทรุดโทรม ห่างไกล และหนาวเหน็บที่สุดในวัง ซูเฟยแสร้งทำหน้าตกใจ
“ตายจริง... เรือนจื่อเวยเชียวหรือ มาม่าหลิว พอจะมีที่อื่นหรือไม่ สหายข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง...”
“กฎคือกฎ!” มาม่าหลิวตวาดเสียงแข็ง “หากไม่พอใจ ก็กลับบ้านไปเสีย!”
เหม่ยอันมองละครลิงตรงหน้าด้วยความสมเพช ซูเฟยคงติดสินบนมาม่าหลิวไว้หนาพอสมควร เพื่อส่งนางไปตายอย่างช้าๆ ในเรือนร้างนั่น
แต่เหม่ยอันคนเก่าตายไปแล้ว...
นางก้าวออกมาข้างหน้า ไม่มีความหวาดกลัวในแววตา มีเพียงความนิ่งสงบดุจบ่อน้ำลึก
“เรียนมาม่าหลิว ข้าน้อยมิบังอาจเกี่ยงงอนเรื่องที่พัก... เพียงแต่...” นางเว้นจังหวะ ชำเลืองมองไปทางซูเฟยเล็กน้อย แล้วลดเสียงลงให้ได้ยินกันเพียงวงใน
“ข้าน้อยได้ยินข่าวลือจากหมอหลวงว่า ช่วงนี้พระสนมเอกซูมีอาการเวียนศีรษะบ่อยครั้ง หมอหลวงวินิจฉัยว่า ‘กลิ่นดอกเหมย’ ที่รุนแรงเกินไปอาจกระตุ้นอาการประชวร...”
มาม่าหลิวชะงัก คิ้วขมวดมุ่น “เจ้าหมายความว่าอย่างไร”
เหม่ยอันคลี่ยิ้มบาง
“เรือนจื่อเวยรายล้อมด้วยป่าเหมยโบราณ ยามนี้กำลังบานสะพรั่ง หากข้าน้อยไปพักที่นั่น กลิ่นดอกเหมยย่อมติดกายมา หากบังเอิญต้องไปถวายงานรับใช้ แล้วทำให้พระอาการของพระสนมเอกกำเริบขึ้น... ผู้ที่จัดสรรที่พักให้ อาจจะ... ลำบากได้นะเจ้าคะ”
คำขู่นิ่มนวล... แต่เชือดเฉือน!
มาม่าหลิวหน้าซีดเผือด นางรู้ดีว่าพระสนมเอกซูอารมณ์ร้ายเพียงใด และนางก็เพิ่งได้ยินเรื่องอาการแพ้กลิ่นดอกไม้มาแว่วๆ จริงๆ (ซึ่งความจริงแล้ว เป็นเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 3 เดือนข้างหน้า แต่เหม่ยอันยกมาใช้ก่อน)
การเสี่ยงทำให้คนโปรดของฮ่องเต้ไม่พอใจ เพื่อแลกกับเงินสินบนเล็กน้อยจากซูเฟย... ไม่คุ้มค่า!
“อะ... แฮ่ม!” มาม่าหลิวรีบพลิกสมุดบัญชีมือไม้สั่น
“ข้า... ข้าดูผิดไป จริงสิ ยังมี เรือนไป่เหอ ว่างอยู่หลังหนึ่ง พอดีเลย... เจ้าไปพักที่นั่นเถิด”
ซูเฟยหันขวับมามองเหม่ยอันด้วยความตกตะลึง แผนการแรกของนางพังครืนไม่เป็นท่า “ขอบพระคุณมาม่าหลิวที่มีเมตตา”
เหม่ยอันน้อมกายย่อตัวลงงดงาม ก่อนจะปรายตามองซูเฟยด้วยหางตา... เสียใจด้วยนะพี่สาว ที่หมากตานี้เจ้าเดินพลาดเสียแล้ว
เมื่อเข้ามาภายใน ‘เรือนไป่เหอ’ ที่สะอาดสะอ้านและเงียบสงบ ชุนเถามองผู้เป็นนายด้วยสายตาเทิดทูนบูชา
“คุณหนูเก่งกาจยิ่งนัก บ่าวเพิ่งรู้เรื่องพระสนมเอกแพ้กลิ่นดอกเหมย คุณหนูไปรู้มาจากไหนหรือเจ้าคะ”
เหม่ยอันที่กำลังนั่งจิบชาชะงักมือ รอยยิ้มบนใบหน้าค่อยๆ เลือนหายไป
ใช่... นางรู้เรื่องนี้เพราะใน 'ชาติที่แล้ว' พระสนมซูประกาศเรื่องนี้ออกมาหลังจากนางเข้าวังได้สามเดือน แต่นี่... นางเพิ่งเข้าวังวันแรก
หากสิ่งที่นางพูดไปเมื่อครู่ เป็นเพียงความทรงจำในอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง แล้วเหตุใดมาม่าหลิวถึงดูเชื่อสนิทใจ หรือเหตุการณ์บางอย่าง... กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่นางจำได้
พลันสายตาของนางก็สะดุดเข้ากับบางสิ่งบนโต๊ะเครื่องแป้ง... มันคือ 'ถุงหอม' ลายปักเป็ดแมนดารินคู่... ลายปักฝีมือของนางที่เคยทำให้องค์ชายจิ้นเมื่อชาติภพก่อน
ทว่าในชาตินี้... นางยังมิทันได้ลงเข็มปักมันด้วยซ้ำ! มือของเหม่ยอันสั่นเทาขณะเอื้อมไปหยิบถุงหอมนั้นขึ้นมา กลิ่นสมุนไพรจางๆ ลอยแตะจมูก... กลิ่นเดียวกับยาพิษที่นางเคยโดนใช้ปลิดชีพตนเองในวันที่ตรอมใจตาย นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดของจากอนาคต... จึงมาปรากฏอยู่ที่นี่ หรือว่า... ในกระดานหมากกระดานนี้... มิได้มีเพียงนางคนเดียว... ที่ 'ย้อนเวลา' กลับมา
หยดโลหิตอุ่นระอุที่เกาะพราวอยู่บนปลายปิ่นหยกขาว... เป็นเพียงประจักษ์พยานเดียวที่ตอกย้ำว่าเหตุการณ์นองเลือดเมื่อครู่ มิใช่เพียงภาพฝันอันเลือนรางวามเงียบสงัดแผ่เข้าปกคลุมศาลาริมน้ำอีกครา เหม่ยอันยืนนิ่งขึง พยายามข่มลมหายใจให้ราบเรียบ มือข้างที่กุมอาวุธสังหารสั่นระริก... มิใช่เพราะหวาดกลัว หากแต่เป็นเพราะเพลิงโทสะที่ยังคงคุกรุ่นอยู่ภายในอกเบื้องหน้าของนาง... ‘ไป๋อวี้’ บุรุษชุดน้ำเงินเข้มยืนสงบนิ่ง แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าซีดเซียวจนดูราวกับรูปสลักหยกขาวที่ไร้ชีวิต“ข้าน้อยหลี่เหม่ยอัน... ขอบคุณคุณชายที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”นางยอบกายลงอย่างชดช้อย กิริยางดงามไร้ที่ติราวกับเมื่อครู่มิได้เพิ่งจ้วงแทงคนมาไป๋อวี้มิได้เอ่ยตอบในทันที เขาค่อยๆ สืบเท้าเข้ามา ท่วงท่าการเคลื่อนไหวช่างลื่นไหลและไร้เสียงดุจภูตพราย ผิดวิสัยคนป่วยกระเสาะกระแสะที่ร่ำลือกันทั่ววังหลวง เขาเดินวนรอบกายเหม่ยอันอย่างเชื่องช้า สายตาคมกริบดุจพญาอินทรีจ้องสำรวจนางอย่างพินิจพิเคราะห์“น่าประทับใจยิ่ง...”สุ้มเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว
การที่นางเข้าไปแทรกแซงเรื่องบิดา และเปลี่ยนที่พัก ทำให้จังหวะเวลาและความสัมพันธ์ของคนในวังเคลื่อนตามไปด้วย บัดนี้เหมือนคนตาบอดที่เดินอยู่ริมหน้าผา ไม่มีเข็มทิศแห่งอนาคตนำทางอีกต่อไป สิ่งเดียวที่พึ่งพาได้คือสติปัญญาของตนเอง!“อันอัน...”เสียงหวานหูที่นางเกลียดที่สุดดังขึ้น ซูเฟยเดินเข้ามาคล้องแขนนางอย่างสนิทสนม“งานเลี้ยงน่าเบื่อนัก... เราไปเดินเล่นรับลมที่ศาลาริมน้ำกันเถิด ตรงนั้นเงียบสงบ เห็นพระจันทร์ชัดที่สุด”มาแล้ว... กับดัก!เหม่ยอันรู้ทันทีว่านี่คือหลุมพราง แต่นางไม่อาจปฏิเสธได้ในทันที หากทำตัวมีพิรุธ ศัตรูอาจเปลี่ยนแผนไปใช้วิธีที่นางคาดเดาไม่ได้“แต่ข้า...”“ไปเถอะนะ ถือว่าข้าขอร้อง” ซูเฟยบีบมือนางแน่น แววตาวิงวอน“เมื่อครู่องค์ชายจิ้นแอบฝากความถึงข้า... ว่าพระองค์ไปรอเจ้าอยู่ที่นั่น มี ของขวัญ พิเศษอยากมอบให้เจ้าเป็นการส่วนตัว”เหม่ยอันลอบถอนหายใจ... เอาเถอะ ในเมื่ออยากเล่นละคร ข้าก็จะเล่นด้วย“ก็ได้” นางรับคำ แต่ก่อนจะเดินตามไป นางแอบส่งสัญญาณมือไพล่หลังให้ชุนเถาที่ยืนอยู่ห่างออกไป... สัญญาณขอความช่วย
ราตรีแรกในวังหลวง... หนาวเหน็บยิ่งกว่าเหมันต์ฤดูใดที่นางเคยพานพบเรือนไป่เหอแม้จะตั้งปลีกวิเวก แต่กำแพงวังนั้นมีหู ประตูวังนั้นมีช่อง เสียงซุบซิบนินทาของเหล่านางกำนัลลอยตามลมมาเข้าหูเหม่ยอันเป็นระยะ“ได้ยินหรือไม่ สตรีสกุลหลี่ผู้นั้นช่างอวดดีนัก กล้าท้าทายมาม่าหลิวตั้งแต่วันแรก”“อ้างชื่อพระสนมเอกเสียใหญ่โต... คอยดูเถิด ปีกกล้าขาแข็งเช่นนี้จะอยู่ได้สักกี่น้ำ”เหม่ยอันนั่งนิ่งหน้าคันฉ่องทองเหลือง ปล่อยให้ชุนเถาสางเรือนผมที่เปียกชื้นให้อย่างเงียบงัน ถ้อยคำนินทาเหล่านั้นนางล้วนได้ยินสิ้น ทว่าดวงหน้ากลับเรียบเฉยดุจผิวน้ำไร้ระลอก... ชัยชนะย่อมต้องแลกมาด้วยราคาค่างวด การยืนเด่นเป็นเป้าสายตาย่อมดีกว่าการเป็นเพียงเบี้ยไร้ค่าให้ผู้อื่นชักใยนางจ้องมองเงาสะท้อนของตนเองในคันฉ่องทองเหลืองดรุณีน้อยวัยสิบเจ็ด... ผิวพรรณผุดผ่อง ดวงตากระจ่างใส แต่...วูบ!ทันใดนั้น เงาสะท้อนในคันฉ่องก็บิดเบี้ยว! ใบหน้าดรุณีแรกรุ่นแปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าอาบโลหิต นัยน์ตาเบิกโพลงฉายแววอาฆาตโลหิตดำคล้ำทะลักออกจากริมฝีปาก สายตานั้นจ้องเขม็งมาที่นางดั
ลานหน้าตำหนักคุนหนิง เต็มไปด้วยเหล่าสาวงามที่รอการคัดเลือก ‘มาม่าหลิว’ หัวหน้าขันทีฝ่ายในร่างท้วม ยืนถือบัญชีรายชื่อด้วยใบหน้าบอกบุญไม่รับ นางกวาดสายตามองเหม่ยอันหัวจรดเท้าด้วยความเหยียดหยาม“หลี่เหม่ยอัน... บุตรีเสนาบดีกรมพิธีการ” เสียงแหบพร่าเอ่ยขึ้น“เรือนว่างทางทิศใต้เต็มหมดแล้ว เหลือเพียง... เรือนจื่อเวย ทางทิศเหนือ เจ้าไปพักที่นั่นแล้วกัน”เสียงซุบซิบดังขึ้นรอบทิศ เหล่านางกำนัลต่างรู้ดีว่า ‘เรือนจื่อเวย’ คือเรือนร้างที่ทรุดโทรม ห่างไกล และหนาวเหน็บที่สุดในวัง ซูเฟยแสร้งทำหน้าตกใจ“ตายจริง... เรือนจื่อเวยเชียวหรือ มาม่าหลิว พอจะมีที่อื่นหรือไม่ สหายข้าร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง...”“กฎคือกฎ!” มาม่าหลิวตวาดเสียงแข็ง “หากไม่พอใจ ก็กลับบ้านไปเสีย!”เหม่ยอันมองละครลิงตรงหน้าด้วยความสมเพช ซูเฟยคงติดสินบนมาม่าหลิวไว้หนาพอสมควร เพื่อส่งนางไปตายอย่างช้าๆ ในเรือนร้างนั่นแต่เหม่ยอันคนเก่าตายไปแล้ว...นางก้าวออกมาข้างหน้า ไม่มีความหวาดกลัวในแววตา มีเพียงความนิ่งสงบดุจบ่อน้ำลึก“เรียนมาม่าหลิว ข้าน้อยมิบังอาจเกี่ยงงอนเรื่องที่พัก... เพียงแต่...” นางเว้นจังหวะ ชำเลืองมองไปทางซูเฟยเล็กน้อย แล้วลด
บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลันหนักอึ้ง ราวกับมีหินผานับพันชั่งกดทับลงบนบ่าของทุกคนจนแทบหายใจไม่ออก...เหม่ยอันยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าบิดา แผ่นหลังเหยียดตรง แม้ภายในใจจะเต้นรัวราวกองศึก แต่นางรู้ดีว่าวินาทีนี้คือเส้นด้ายบางๆ ที่กั้นขวางระหว่าง 'ความอยู่รอด' กับ 'หายนะ'“ของกำนัลจากแดนไกล...”เสนาบดีหลี่พึมพำแผ่วเบา สายตาจับจ้องบานประตูไม้สักที่ปิดสนิท ราวกับจะมองทะลุไปยังห่อผ้าไหมที่พ่อบ้านประคองรออยู่ด้านนอก“รับไว้เถิดเจ้าค่ะท่านพี่” ฮูหยินหลี่เอ่ยเสียงแผ่ว เจือความกังวล“ใต้เท้าเกามีน้ำใจไมตรี หากปฏิเสธจะเสียมารยาทต่อสหายเก่าได้...”“มิได้เจ้าค่ะ!”สุ้มเสียงของเหม่ยอันมิได้เกรี้ยวกราด ทว่าเย็นยะเยือกบาดลึกจนบิดามารดาต้องหันขวับมามอง นางเงยหน้าสบตาบิดา แววตาคู่สวยลึกล้ำเกินวัย“ท่านพ่อ... ท่านจำคำสอนสั่งก่อนสิ้นใจของท่านปู่ได้หรือไม่ ‘ทรัพย์ที่มิได้มาจากหยาดเหงื่อ มักเคลือบด้วยยาพิษ’ ...เมื่อครู่ ลูกมิได้เพียงแค่ฝันร้าย หากแต่ลูกเห็น... เห็นตราประทับสีดำทมิฬซุกซ่อนอยู่ภายใต้ทองคำเหล่านั้น มันคือตราประทับของศัตรู!เสนาบดีหลี่เจ้ากรมพิธีการชะงักกึก คำว่า ‘ตราศัตรู’ กระตุกต่อมระแวงของข
“ชุนเถา... มาช่วยข้าผลัดเปลี่ยนอาภรณ์”น้ำเสียงของนางเยือกเย็น ทรงพลัง และเด็ดขาดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน“จะ... เจ้าค่ะ ชุดสีชมพูอ่อนที่เตรียมไว้...”“ไม่!” เหม่ยอันตวาดเสียงแข็ง นางจำได้แม่นยำว่าชุดนั้นซูเฟยเป็นผู้เลือกให้ เพื่อให้นางดูอ่อนแอและจืดชืดไร้ราศีในสายตาองค์ชายจิ้น“นำชุดสีน้ำเงินเข้มตัวนั้นมา... และมิต้องประทินโฉมให้มากความ ข้าจะไปพบท่านพ่อเดี๋ยวนี้”“แต่... ท่านเสนาบดีสั่งว่าห้ามรบกวน ท่านกำลังเตรียมตัว...”“ข้าบอกให้ทำ!”ชุนเถาสะดุ้งโหยง รีบลนลานหยิบเสื้อผ้าด้วยมือไม้ที่สั่นเทา นางไม่เคยเห็นคุณหนูเป็นเช่นนี้มาก่อน แววตาคู่นั้นลึกซึ้งราวมหาสมุทรที่ซ่อนคลื่นยักษ์เอาไว้เหม่ยอันผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว สมองประมวลผลแผนการอย่างถี่ถ้วน หากนางบอกความจริงว่าย้อนเวลามา บิดาผู้ยึดมั่นในหลักการย่อมไม่มีทางเชื่อ และอาจมองว่านางเสียสติเพราะความกลัวต้องใช้วิธีอื่น... วิธีที่จะหยุดคนหัวรั้นอย่างบิดาได้นางก้าวเท้าออกจากเรือนพัก มุ่งหน้าไปยังห้องหนังสือใหญ่ของจวน ทุกย่างก้าวหนักแน่นมั่นคงดั่งขุนเขา บ่าวไพร่ที่เดินสวนทางต่างก้มหน้าหลบสายตาด้วยความยำเกรง รังสีอำมหิตบางอย่างที่แ







