เข้าสู่ระบบ
“ได้ออกมาข้างนอกแบบนี้ คุณควรจะดีใจไม่ใช่เหรอไง”
เจ้าของใบหน้าที่ไม่ได้แต่งแต้มใดๆ ทว่ากลับสวยอย่างไร้ที่ติ และถ้าหัวคิ้วไม่ขมวดเข้าหากันยุ่ง คงจะสวยขึ้นอีกหลายเท่า ละสายตาจากนอกหน้าต่างหันกลับมามองเจ้าของเสียง
“ออกไปจดทะเบียนสมรสกับฆาตกรมันควรดีใจใช่ไหมคะ”
เธอถามกลับ ริมฝีปากเม้มแน่นหลังจากนั้น เนื่องจากตกใจในคำพูดของตัวเองเหมือนกัน มือบางผสานเข้าหาและถูไถไปมาระหว่างสองหัวแม่มือ ซึ่งนั่นตกเป็นเป้าสายตาของเขา คนที่ถูกตอกกลับอย่างเชือดเฉือน ทว่ากลับหัวเราะออกมาอย่างชอบใจ
“ต้องดีใจสิครับ เพราะคุณจะเป็นหนึ่งเดียวในโลกที่จะโชคดีแบบนี้ ใครมันจะได้แบบคุณไม่มีอีกแล้ว”
“ใช่ค่ะ ไม่มีอีกแล้ว”
เธอชะงักอีกรอบ ก่นด่าตัวเองในใจหลังหลุดปากโพล่งออกมาเป็นครั้งที่สอง ทั้งที่สั่งให้เงียบไป ห้ามต่อปากต่อคำ แล้วจะเป็นผลดี
“ดีใจด้วยครับ”
ริมฝีปากล่างของเธอเบะออก พลางเบือนหน้าออกไปนอกกระจก ไม่มีการพูดคุยกันอีก จนกระทั่งถึงที่หมาย และนี่คือประโยคของเขาหลังทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ที่สร้างความร้อนผ่าวบนกลางอกของเธอไม่น้อย
“ยินดีต้อนรับเข้าสู่ในโลกของผมอย่างเป็นทางการนะครับ คุณภรรยา”
รถคันเดิมวิ่งไปตามท้องถนนเส้นเดิม ก่อนจะถูกฉีกไปยังอีกเส้นที่เธอไม่รู้จัก เหมันต์เงียบขรึมมาตลอดทางนั้น ช่วงแรกที่ขึ้นรถมาเขาบอกเธอว่าวันนี้จะต้องทำตามแผน และเธอจะต้องย้ายที่นอนไปอยู่ที่ใดสักแห่ง
แน่นอนว่าหลังจากเลือกที่จะเป็นนางบำเรอ สถานะนางนกต่อจะไม่ใช่เธออีกต่อไปแล้ว
ทว่ายังมีข้อสงสัย เป็นแค่นางบำเรอทำไมต้องจดทะเบียนด้วย!
โรงแรม
เหมือนว่าเขาจะพาเธอมาทิ้งไว้ที่นี่มากกว่า ก่อนจะหายหัวไปนานหลายชั่วโมง แน่นอนว่าถึงจะไม่มีเขาเธอก็ไม่มีหนทางที่จะหนี ไม่มีโอกาสแม้แต่จะคิดเรื่องที่จะช่วยเหลือตัวเองออกไปจากที่นี่ด้วย นั่นก็เพราะว่าสร้อยคออันหรูหราที่มีไม่กี่เส้นในโลก กลับมาหากันอีกแล้ว
สร้อยภายนอกที่สวยสง่า แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยภัยอันตราย
หญิงสาวเลือกที่จะสลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งในเวลาห้าทุ่มเศษ หลังจากปล่อยให้มันรกสมองกินเวลามานานครึ่งค่อนวัน ลุกไปอาบน้ำให้สดชื่น ก่อนจะกลับออกมาขึ้นเตียงนอน ดึงหมอนใบหนึ่งมาเป็นหมอนอิง พลางเอนหลังพิงพนัก
ความเหนื่อยล้าของร่างกายในตอนนี้ไม่เท่ากับภายใน เธอไม่มีแรงที่จะกอบโกยอากาศรอบๆ แต่ก็ไม่ถึงกับหายใจโรยริน
ก้านนิ้วเรียวสั่นเทาจังหวะดึงขึ้นมาสัมผัสกับสร้อยคอเส้นนั้น โลหะทองคำขาวอุณหภูมิเย็นยะเยือกมากกว่าปกติเนื่องจากร่างกายของเธอร้อน มาถึงตอนนี้ก็ยังทึ่ง มีระเบิดสวมอยู่ที่คอแบบนี้ได้อย่างไร ทำไมเรื่องถึงได้บานปลายขนาดนี้
“ไม่มีใครตามหากันเลยเหรอ”
เสียงพึมพำดังกังวานอยู่ในความเงียบพร้อมขอบตาร้อนผ่าว กำลังครุ่นคิดเกี่ยวกับเหตุการณ์อีกด้านของเสี้ยวโลก ที่มันไม่ต่างกับโลกคู่ขนาน เพราะเธอถูกปิดหูปิตาไม่ให้มองเห็นอะไรเลย ไม่มีโทรศัพท์ก็เหมือนไม่มีตัวตน
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ขมับปวดตุบๆผลของการใช้ความคิดอย่างหนัก ตั้งแต่ถูกลักพาตัวมาเธอยังไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่เลย
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้อยู่ตามลำพังในห้องหรูแห่งนี้ ไม่ใช่ห้องที่ฝุ่นหนาเตอะจนหายใจไม่สะดวก
หญิงสาวร่นถอยร่าง ทิ้งศีรษะลงกับหมอน พลางถอนหายใจพรืด กวาดตามองเพดานอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะปิดไฟลงให้เหลือแค่เพียงโคมไฟ และหลับตาลง
มาตื่นอีกทีก็ตอนตีสี่ เพราะเสียงกุกกักจากอะไรสักอย่าง และเมื่อลืมตาขึ้นมากลับพบว่าเขานั่งอยู่บนเตียงอีกฝั่ง ในท่าหันหลังให้ ทีแรกเห็นเลือนรางเพราะตาพร่ามัว แค่พอกะพริบถี่ไล่ความง่วงไป กลับผมว่าระดับสายตาคือแผ่นหลังเปลือยเปล่า หญิงสาวไม่กล้าส่งเสียงเนื่องจากอึ้งในรอยสักนั้นอยู่ รอยสักอะไรสักอย่างที่พอเห็นแล้วเธอไม่ชอบเอาซะเลย
มันสวย แต่เธอไม่ชอบ
ก่อนหน้านี้ที่ไม่รู้เพราะไม่มีโอกาส เขาไม่เคยถอดเสื้อ ทว่าคราวนี้ไม่รู้ทำไม
แต่พอเลื่อนต่ำลงมาเรื่อยๆ กวาดตามองไปทั่ว เพ่งสายตามองนานๆ กลับพบว่านั่นล่ะคือคำตอบ
เลือด!
ริมฝีปากเม้มเข้าหากันแน่น ตอนเห็นเลือด ถึงแสงจะน้อยที่ได้มาจากโคมไฟ แต่มันสว่างพอที่จะเห็นภายในห้องได้ทั้งหมด
“คุณ...”
เสียงเรียกของเธอเบาหวิว ก็รู้ไม่ได้ตั้งใจที่จะเรียก และทันทีที่ร่างสูงได้ยินก็ชะงัก ทว่าสมองของเธอมันไม่รักดี
“อืม”
เหมันต์ดึงปืนที่เหน็บอยู่กับเอวสอบออกมาวางไว้บนโต๊ะ หากแต่ดาบนั้นยังคงวางอยู่ข้างกาย เห็นได้ชัดว่านั่นคือลูกรักเขา
“เกิดอะไรขึ้นคะ” หญิงสาวหลับตาแน่น เธอถามออกไปอีกแล้ว และแน่นอนการมองนิ่ง ร่างกายไม่ขยับนั้นพาใจเธอกระตุก เผลอกลั้นหายใจ และต้องเป็นฝ่ายขยับแทน ดึงตัวเองขึ้นมานั่งหลังตรง กวาดตามองไปทั่วแผ่นหลังเขา หาบาดแผล “บาดเจ็บเหรอ”
“เปล่า นี่เลือดมัน”
มือบางที่กำลังเอื้อมไปสัมผัสและใกล้จะถึงหยุดกลางคัน ก่อนจะชักกลับมาทาบริมฝีปากตัวเอง
หมายความว่าเขาฆ่าไปอีกศพแล้ว
คำถามต่อไปไม่ได้หลุดออกมาจากเธออีก ได้แต่ทอดมองเขาที่ลุกขึ้นยืนเต็มความสูงแล้วเดินหายเข้าไปในห้องน้ำ โดยไม่ลืมหยิบดาบไปด้วย ส่วนปืนเดาว่าไม่มีลูก จากนั้นถึงจะเอามือออก พ่นลมหายใจอย่างโล่งอก
หลังจากทำกายภาพเสร็จ ด้วยพลังอันล้นเปี่ยมของเหมันต์ที่เหมือนจะมีมากกว่าทุกวัน เนื่องจากคนช่วยคือเมียสุดที่รัก เขาก็ได้พักเหนื่อย ทว่าลลิสากลับไม่ยอมปล่อย เธอจัดการล็อกล้อรถเข็นเอาไว้ ก่อนจะขยับเข้าไปยืนชิดจนหน้าขาของเธอเบียดกับเข่าของร่างสูง เหมันต์มองหน้ามองหญิงสาว หัวใจเต้นแรงกับความใกล้ชิดที่ไม่ได้สัมผัสมานาน “ถอยไปก่อน ตัวผมมีแต่เหงื่อ” เขาปรามเสียงแหบพร่า พยายามจะดันเอวบางออกเบาๆ แต่ฝ่ามือหนากลับรู้สึกเหมือนโดนไฟช็อตเมื่อสัมผัสถูกผิวเนียน “ไม่ถอยค่ะ” ลลิสาจ้องลึกเข้าไปในตา แทนที่จะถอยเธอกลับค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งค่อมบนตัก ท่าทางล่อแหลมนั้นทำให้เหมันต์สูดหายใจเข้าลึก สัญชาตญาณความดิบเถื่อนปลุกความเป็นชายตื่นตัวทันที “ลลิสา..คุณกำลังปลุกมันนะ” เหมันต์เตือน เสียงทุ้มต่ำและแหบพร่า มือหนาเปลี่ยนเป็นรวบเอวคอกิ่วของเธอไว้แน่นเพื่อยึดไม่ให้เธอตก แต่อีกใจคือเขาไม่อยากปล่อยเธอไปไหนอีกแล้ว “ปลุกได้ก็ดีสิ” ลลิสาส่งยิ้มยั่วเย้า มือเรียวซุกซนลูบไล้ไปตามแผงอก ผ่านเนื้อผ้านุ่มที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกเพราะความร้อน “ไหน
ภายในห้องกระจกใสของศูนย์ฟื้นฟูร่างกาย แสงแดดอุ่นๆ ยามบ่ายส่องกระทบแผ่นหลังกว้างของเหมันต์ ชายหนุ่มที่ใครๆก็คิดว่าเสียชีวิตไปแล้ว กำลังนั่งอยู่บนรถเข็น ขณะเดียวกันกรามของเขาก็ขบกันแน่นขมับขึ้นเส้นเลือดปูดโปน มือหนาทั้งสองข้างเกาะราวเหล็ก พยายามพยุงตัวลุกขึ้นยืน ตามคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด แต่ขาที่ไร้ความรู้สึกกลับทรุดลงไปนั่งกับรถเข็นอีกครั้งอย่างไม่ใยดี เหมันต์ถอนหายใจอย่างหงุดหงิด ก่อนจะบีบขาตัวเองและนวดแรงๆ “ทำไม่ได้...” “ใจเย็นๆค่ะ สาอยู่ตรงนี้แล้ว คุณไม่ต้องรีบ” เสียงหวานสั่นเครือ แต่คุ้นเคยดังขึ้นจากประตู เหมันต์ชะงักค่อยๆเงยหน้าขึ้นมอง ขณะเดียวกันก็คลายมือตรงหัวเข่าไปด้วย นั่งรอร่างเล็กที่กำลังเดินเข้ามาจนทรุดตัวลงนั่งยองตรงหน้าตัวเอง “ผม..” “ไม่ต้องฝืน..” มือบางยื่นมาทาบทับบนหัวเข่า จุดเดียวกันกับที่เขาเผลอทำร้ายมันไปเมื่อกี้ แต่เธอกลับลูบมันเบาๆ ด้วยท่าทีทะนุถนอม “คุณค่อยๆทำ ทำสม่ำเสมอจนร่างกายคุณชิน มันจะมีสักวันที่คุณทำได้..เดินได้อีกครั้ง” แม้กำลังใจของเธอจะมาพร้อมกับรอยยิ้มกว้าง แต่ดวงตาคู่
“นั่นน่ะสิ” เสียงเบาหวิวราวขนนก ดุจล่องลอยอยู่บนอากาศดังเสมือนได้ยินแค่เพียงตัวเอง หากแต่เรียกหัวคิ้วบางของลลิสาชนกัน “อาจเป็นเพราะผมคิดถึงคุณจนทนไม่ไหวแล้วมั้ง ในแต่ละวันที่ตื่นมาผมเหมือนคนที่กำลังจะตายจริงๆเลย” เข้าใจแล้วว่าเมื่อวานคงเป็นภาวะแสงสุดท้ายของเขา ที่ได้เจอเธอแล้ว และกลัวว่าจะสูญเสียไปอีก กลัวว่าจะตายจากกันจริงๆ ถึงได้ตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการ ผ่านการกระตุ้นจากคำพูดของคานโล ผู้ที่สนับสนุนเขาอย่างเป็นการอยู่เรื่อย “คุณอยู่ในสภาพแบบนี้ สาก็โกรธไม่ลงสินะคะ” “คุณโกรธไม่เป็นต่างหาก” “เป็นสิ..แต่กับคุณไม่รู้ทำไม” ใช่.. น่าแปลก กับผู้ชายคนนี้ ถ้าเขาทำเรื่องที่ผิดก็ว่าไปตามถูกจนน่าโมโหตัวเอง บางครั้งเรื่องที่เขาทำมันไม่น่าให้อภัย แต่เธอกลับมองข้ามมันจนน่าหมั่นไส้ หยาดน้ำตาที่กลิ้งลงมาสดๆถูกกำจัดไปด้วยก้านนิ้วแกร่ง ม่านตาพร่ามัวในทีแรกจึงกระจ่างขึ้น เห็นใบหน้าของเขาชัดเจน หลังจากไม่ได้เห็นมานานหลายเดือน เขาใจร้ายเธอยอมรับ แต่อีกด้านก็ยังมีความใจดี ถึงลึกๆจะ
รถที่ถูกเรียกมาจากสนามบินแล่นเข้ามาจอดเทียบประตูบ้านหลังเดิมที่เธอเพิ่งจากมาเมื่อวาน ก่อนจะลงมายืนเหยียบพื้นแล้วปิดประตูกลับไป รถวิ่งออกไปนานแล้วแต่ร่างเล็กยังคงยืนอยู่กับที่ มองคฤหาสน์ที่ไกลออกไป แต่ยังคงใหญ่ราวกับอยู่ใกล้กัน ทั้งที่ทางเดินเขืทิ้งระยะห่างไปแล้วเกือบครึ่งกิโล ลลิสาสูดหายใจเข้าปอดสุดลึก เลือกที่จะเดินทอดน่องเข้าไปทั้งที่หัวใจกำลังเต้นแรง สิ่งแรกที่กีดขวางระหว่างความคิดและความจริงชนวนเหตุที่ทำให้ลุ้นคือบานประตู เธอตั้งความหวังขณะมาว่าต้องเป็นเขาคนที่อ่านข้อความนั้นไปแล้ว หากไม่ใช่คงผิดหวังน่าดู เอาล่ะ! มาถึงขนาดนี้แล้ว ไม่พร้อมก็ต้องพร้อม ตอนนี้ไม่มีใครอยู่บ้าน รอบบริเวณยังคงเป็นเหมือนเดิมตอนที่เธอเคยมา ถ้ามองอีกมุมตอนนี้คล้ายว่าเธอกำลังบุกรุก แน่นอนว่าคนที่อุตส่าห์บากหน้ามาด้วยความรู้สึกหัวใจแทบจะหยุดเต้นจะไม่มีทางสนใจเรื่องนี้ มือเรียวเย็นเฉียบกำโทรศัพท์ไว้แน่นขณะมองไปรอบบริเวณบ้าน หลังผลักประตูเข้ามาแล้ว “เหมันต์” เธอตะโกนเรียกเขา แหงนหน้ามองไปยังบันไดวนตรงชั้นสองของโถงกว้าง
เสียงฝีเท้าแผ่วเบาของลลิสาค่อยๆ ห่างออกไปพร้อมกับเสียงบานประตูปิดลง ความเงียบงันอันหนักอึ้งเข้าจู่โจมห้องทำงานสลัวทันที หลังม่านกำมะหยี่ผืนหนาสีทึบนั้น ร่างใหญ่ของเหมันต์นั่งอยู่บนวีลแชร์นิ่งราวกับรูปสลัก ทว่าภายในใจกลับมีไฟแผดเผาอย่างร้อนแรง มือหนาสั่นเทาราวกับหนาวเหน็บ ขณะทาบวางบนหน้าขาของตัวเอง “นายครับ เธอไปแล้วครับ” เสียงทุ้มของคานโลดังขึ้นหลังก้าวเข้ามา มองหาร่างของนายอยู่หลังม่านทึบ ทันทีที่สบเข้ากันกับสายตาแดงก่ำและเจ็บปวด ถึงกับต้องเร่งก้มหน้าลง ไม่กล้าที่จะมองต่อ เช่นนั้นมันไม่ต่างกับการมองเยาะเย้ย อีกอย่างเขาไม่รู้จะทำหน้าอย่างไรเช่นกัน เหมันต์ไม่ตอบในทันที เขาหลับตาลง เสียงประกาศกร้าวของลลิสาก่อนหน้านี้ ยังสะท้อนอยู่ในหัวของเขา “อืม” ลูกน้องคนสนิทเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเห็นสภาพของคนทั้งคู่ ก็อยากจะพูดอะไรสักหน่อย “นายครับ ผมว่า.. ชีวิตคนเรามันสั้นนะครับ” “มึงจะพูดอะไร” “แบบว่า...เราควรทำอะไรที่เราอยากทำ ไม่ควรฝืนใจอะไรทำนองนี้ บอกตรงๆนะครับ ผมเห็นสภ
“เอ่อ.. อ๋อ แดดไงครับคุณสา แดดที่มิลานช่วงบ่ายมันส่องทะลุกระจกเข้ามาตรงนี้พอดีเป๊ะ โดนเบาะหนังมันเลยอมความร้อนเอาไว้ครับ คุณมาโดนก็เลย..” ตอนนี้สมองของลูกน้องคนสนิทผู้วายชนม์ปลอมหมุนติ้วๆ เร็วเหนือแสง พยายามจะคิดหาคำตอบ แต่คนที่ถนัดฆ่ามากกว่าการโกหกอย่างเขาถึงได้อ้ำอึ้ง แสดงพิรุธหลายอย่างออกมา “แดดเหรอ? แต่ม่านหน้าต่างปิดทึบขนาดนี้ แดดที่ไหนจะส่องทะลุผ้ากำมะหยี่เข้ามาได้ล่ะ...ม่านนั้นถูกสั่งมาบังแดดโดยเฉพาะไม่ใช่เหรอ” ลลิสากะต้อนให้จนมุม เธอเดินสำรวจรอบห้องอย่างละเอียดขึ้น ด้วยความหวังปนหวาดระแวง ในขณะเดียวกัน...ด้านหลังผ้าม่านกำมะหยี่ที่เชื่อมต่อกับระเบียงมืด เหมันต์ในสภาพอยู่บนรถเข็นไฟฟ้านั่งนิ่งสนิทราวกับรูปปั้น ประโยคและเสียงของลลิสาอยู่ห่างจากเขาไม่ถึงสามเมตร หัวใจของมาเฟียหนุ่มกระตุกวาบ และเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เขาอยากกระชากม่านนั้นแล้วดึงเธอเข้ามากอดให้หายคิดถึงแน่นๆ แต่สถานการณ์และแผนการแกล้งตายที่ยังต้องใช้งานอยู่บังคับให้เขาต้องแข็งใจ “คุณลลิสาสงสัยอะไรเหรอครับ” มือหนากำพนักรถเข็นแน่นจนขึ้นสัน เขาไม







