ANMELDENครึ่งปีต่อมา กิจการที่หลิ่งหนานก็มั่นคงเต็มที่แล้วร้านหลายแห่งที่มารดาทิ้งไว้ดำเนินกิจการได้ดี ข้าตรวจบัญชีและรับสินค้าเข้าร้านทุกวัน บางครั้งยังต้องไปดูผลผลิตตรงที่ดินไร่นาด้วยแม้แต่ละวันจะยุ่ง แต่กลับเป็นอิสระและสบายใจกว่าเมื่อก่อนมากวันนั้น ข้าเพิ่งออกจากร้านผ้า อาจิ่นก็วิ่งมาจากปลายถนนอีกด้าน“ท่านแม่!”เขาโผเข้ามาในอ้อมแขนข้า ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น“ท่านอาเผยสอนข้ายิงธนูแล้ว วันนี้ข้ายิงโดนกลางเป้าด้วยขอรับ!”ข้าก้มมองเขา แล้วกล่าวพลางยิ้ม “เก่งถึงขนาดนี้เลยหรือ?”“แน่นอนสิขอรับ!”อาจิ่นเงยใบหน้าเล็กๆ ขึ้น ท่าทางภูมิอกภูมิใจเผยฉางยวนเดินตามอยู่ด้านหลัง ในมือยังถือคันธนูของเขาไว้“วันนี้เขารบเร้าข้าอยู่ตลอดทั้งเช้า ยืนกรานว่าจะต้องยิงโดนให้ได้ถึงจะยอมกลับมา”ข้าบีบแก้มอาจิ่นเบาๆ “ได้เชื่อฟังท่านอาเผยหรือเปล่า?”อาจิ่นรีบพยักหน้า “เชื่อฟังขอรับ!”เผยฉางยวนยิ้มอยู่ข้างๆ แล้วพูดว่า “เขาบอกว่าต่อไปจะเก่งเหมือนข้า”“ถ้าอย่างนั้นท่านก็ต้องสอนเขาให้ดีล่ะ”“วางใจเถอะ”พวกเราสามคนพูดคุยหัวเราะกันไปตลอดทางขณะเดินกลับเรือนพักเมื่อมาถึงหน้าประตู กลับพบคนผู้หนึ่งที่
วันรุ่งขึ้น ข้าไปที่โรงหมออีกครั้งตอนที่ข้าผลักประตูเข้าไป เซียวเหิงกำลังพิงหัวเตียงดื่มยาอยู่เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้า เขาก็เงยหน้าขึ้น พอเห็นว่าเป็นข้า มือที่ถือชามยาก็ชะงักไปเล็กน้อย“เจ้ามาแล้ว”ข้าเดินไปข้างเตียง สายตาหยุดอยู่ที่บาดแผลตรงหน้าอกของเขาซึ่งพันไว้เรียบร้อยแล้ว“แผลของท่านเป็นอย่างไรบ้าง?”เซียวเหิงวางชามยาลง แล้วเอนกลับไปพิงหัวเตียง ก่อนเอ่ยเสียงเบาว่า “หมอบอกว่าพักฟื้นอีกสักระยะก็จะดีขึ้น”ข้าพยักหน้า แล้ววางสมุนไพรในมือลงบนโต๊ะ“ของพวกนี้เอาไว้ให้ท่านบำรุงร่างกาย”เซียวเหิงมองของบนโต๊ะ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มขื่นจางๆ“หมิงยวน เจ้าจำเป็นต้องแบ่งแยกให้ชัดเจนถึงเพียงนี้เลยหรือ?”ข้านั่งลงข้างเตียง พลางเงยหน้ามองเขา“บางเรื่อง แยกให้ชัดกลับจะดีกว่า”เซียวเหิงเงียบไปครู่หนึ่ง นิ้วมือไล้ขอบชามยาเบาๆ“วันนี้เจ้ามา ก็เพื่อเอาของพวกนี้มาให้เท่านั้นหรือ?”“ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”ข้ามองเขา น้ำเสียงสงบ“เรื่องของฉินหลานส่งให้ทางการจัดการแล้ว ท่านไม่ต้องจัดการอีก”ในห้องเงียบไปครู่หนึ่ง เขาจึงค่อยมองข้าอีกครั้ง“หมิงยวน เจ้าไม่เคยคิดจะหวนกลับมาเลยใช่ไหม?”“ไม่เค
หลายวันต่อจากนั้น เซียวเหิงมาทุกวันเขาไม่ได้บุกเข้ามาในเรือนพักอีก เพียงแต่พอฟ้าสางก็มายืนอยู่หน้าประตู และอยู่จนมืดจึงค่อยจากไปคนในละแวกนั้นค่อยๆ รู้เรื่องนี้กันทั่ว บางครั้งเมื่อมีคนเดินผ่าน ก็อดมองไปทางหน้าประตูสักแวบมิได้แต่ข้าไม่ได้เปลี่ยนการใช้ชีวิตของตนเพราะเรื่องนี้ถึงเวลาตรวจบัญชีก็ตรวจ ถึงเวลาต้องไปร้านก็ไป พอว่างก็เดินเล่นตามถนนเป็นเพื่อนอาจิ่นบางครั้งเมื่อเห็นเซียวเหิงอยู่ไกลๆ ข้าก็เพียงอ้อมหลบไปเสียหน่อย ไม่เคยเป็นฝ่ายเดินเข้าไปพูดกับเขาก่อนเขาเต็มใจจะรอ ก็เป็นเรื่องของเขาข้าออกมาจากชีวิตสมรสนั้นแล้ว ย่อมไม่กลับไปเป็นเหมือนเดิมเพียงเพราะเขามายืนอยู่หน้าประตูไม่กี่วันเย็นวันนั้น ข้าออกจากร้านผ้า พอนึกขึ้นได้ว่าอาจิ่นชอบกินขนมถั่วเขียว จึงแวะร้านขนมระหว่างทางซื้อกลับไปหนึ่งห่อเพิ่งเดินออกจากร้าน จู่ๆ เสียงร้อนรนของเผยฉางยวนก็ดังมาจากด้านหลัง“หมิงยวน ระวัง!”ข้าเพ่งมองไป เห็นฉินหลานผมเผ้ายุ่งเหยิง และนึกไม่ถึงว่าในมือของนางจะกำกรรไกรอยู่“เป็นเพราะเจ้าทั้งนั้น!”ดวงตาทั้งสองของนางแดงก่ำ จ้องข้าเขม็งไม่วางตา“ถ้ามิใช่เพราะเจ้า ใต้เท้าจะไล่ข้าไปได้อย่างไ
ช่วงยามเย็น เผยฉางยวนก็มาถึงพอเขาได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นตอนกลางวัน สีหน้าก็ดูไม่ดีนัก “หากเซียวเหิงควบคุมคนข้างกายของตนไม่ได้ ข้าจะจัดการแทนเขาเอง”ข้าส่ายหน้า “ฉินหลานก่อเรื่องถึงขนาดนี้ เซียวเหิงคงไม่ให้นางอยู่ข้างกายอีกแล้ว”เผยฉางยวนนั่งอยู่ตรงข้ามข้า ฟังข้าพูดจนจบ แล้วเงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า“หากเจ้าไม่อยากให้เขาอยู่ที่หลิ่งหนานต่อ ข้าสามารถส่งคนพาเขากลับเมืองหลวงได้”“ไม่ต้องหรอก”ข้าปิดสมุดบัญชีในมือ พลางเงยหน้ามองเขา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสงบ“เขาอยากอยู่ก็อยู่ อยากไปก็ไป ล้วนไม่เกี่ยวกับข้า”เผยฉางยวนมองข้าอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าข้าไม่ได้เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจจริงๆ เขาก็ไม่ถามต่ออีกเมื่อตกค่ำ ข้านั่งตรวจบัญชีของร้านอยู่ใต้แสงตะเกียง จู่ๆ ชุนซิ่งก็เดินเข้ามาอย่างรีบร้อน“ฮูหยิน ใต้เท้าเซียวคุกเข่าอยู่หน้าประตูเจ้าค่ะ คนในละแวกต่างพากันมาดู เขาบอกว่าหากไม่ได้พบท่านก็จะไม่ยอมลุก”ปลายพู่กันของข้าชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นข้าก็วางพู่กันไว้ข้างแท่นฝนหมึกข้าลุกขึ้นเดินไปยังหน้าประตูลาน แล้วก็เห็นเซียวเหิงคุกเข่าอยู่ตรงนั้นจริงๆเขาสวมเพียงเสื้อคลุมบางๆ อยู่ตัวหนึ่ง เมื
เช้าวันรุ่งขึ้น ข้ากำลังรดน้ำดอกไม้อยู่ในลานเรือน จู่ๆ ก็มีเสียงเอะอะดังมาจากด้านนอกชุนซิ่งวิ่งเข้ามาอย่างลนลาน “ฮูหยิน เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ ฉินหลานมาแล้ว!”มือข้าชะงักลงฉับพลัน ก่อนหันตัวเดินออกไปตรงหน้าประตูลาน ฉินหลานอุ้มอวี้อันอยู่ รอบดวงตาแดงบวม พอเห็นข้าก็โผเข้ามาหา“ฮูหยิน ขอร้องท่านล่ะ ปล่อยใต้เท้าไปเถอะเจ้าค่ะ!”นางร่ำไห้จนน้ำตานองหน้า “ใต้เท้าตามท่านมาถึงหลิ่งหนาน ถึงกับละทิ้งหน้าที่ในที่ว่าการ หากฝ่าบาททรงเอาผิดขึ้นมา อนาคตในราชการของใต้เท้าคงพังหมด!”ข้ามองนางอย่างเย็นชา “นี่เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง เกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”ฉินหลานเม้มริมฝีปาก แววเคียดแค้นอาฆาตวาบผ่านดวงตาเพียงเสี้ยวหนึ่ง ก่อนจะร้องไห้พลางพูดว่า “ในใจใต้เท้ามีแต่ท่าน ช่วงหลายวันนี้เขาไม่เป็นอันกินอันดื่ม เฝ้าอยู่นอกจวนของท่านทั้งวันทั้งคืน ข้าขอร้องท่าน เห็นแก่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสามีภรรยากัน ช่วยเกลี้ยกล่อมให้เขากลับเมืองหลวงเถอะเจ้าค่ะ”ข้ามองนางเงียบๆ แล้วก็เข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาฉินหลานมาที่นี่ ไม่ใช่เพื่อเซียวเหิง แต่เพื่อตัวนางเองเมื่อเซียวเหิงมาหลิ่งหนาน นางที่อยู่เมืองหลวงก็ขาดที่พึ่งน
เผยฉางยวนก้าวยาวๆ เข้ามา แววตาเต็มไปด้วยความเย็นชาเซียวเหิงมองเผยฉางยวน คิ้วขมวดแน่น “เจ้าเป็นผู้ใด?”“เผยฉางยวน แม่ทัพแห่งกองทหารรักษาการณ์หลิ่งหนาน”เผยฉางยวนมายืนข้างข้า น้ำเสียงเย็นชาและแข็งกร้าว “ใต้เท้าเซียว ฮูหยินเสิ่นพูดชัดเจนแล้ว ขอท่านอย่าได้ตามตอแยนางอีก”เซียวเหิงจ้องเผยฉางยวน แล้วมองข้าอีกครั้ง ก่อนกัดฟันพูดว่า “หมิงยวน เจ้าออกจากเมืองหลวงมาเพียงกว่าครึ่งเดือน ก็หาคนรักใหม่ได้แล้วหรือ?”คำพูดนั้นของเขาทำเอาข้าโกรธจนหัวเราะออกมา“ใต้เท้าเซียว ตอนที่ท่านรับฉินหลานแม่ลูกเข้าจวน และคอยอยู่เป็นเพื่อนพวกเขาทุกวัน ท่านเคยคิดถึงความรู้สึกของข้าบ้างหรือไม่? แล้วตอนนี้กลับมาตำหนิข้าหรือ?”เซียวเหิงหน้าซีดลงฉับพลัน เขาอ้าปากหมายจะแก้ต่าง แต่ข้าไม่อยากฟังอีกแล้ว“เผยฉางยวนเป็นสหายเก่าที่เติบโตมาด้วยกันกับข้าตั้งแต่วัยเยาว์ ระหว่างเขากับข้าไม่มีอะไรเกินเลยต่อกัน ว่าแต่ใต้เท้าเซียวเถอะ ตอนนี้ฉินหลานที่อยู่ในจวนยังสบายดีหรือไม่?”สีหน้าของเซียวเหิงแข็งค้าง “ข้าให้นางย้ายออกไปแล้ว หมิงยวน ข้าขอรับรองกับเจ้า ต่อจากนี้จะไม่มีฉินหลานคนที่สองอีกเด็ดขาด”“คำรับรองของใต้เท้าเซียว ข้า







