Masukนางพลิกตัวกลับมาตั้งแต่เมื่อใด!
ความตระหนกทำให้จือเวยรีบชักมือกลับและถดตัวออกห่างอย่างรวดเร็ว ทว่าเพิ่งขยับได้เพียงครึ่งชุ่น สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับดวงตาดำขลับล้ำลึกของกู้ถิงเหิงที่กำลังทอดมองมา
เขาตื่นอยู่นานแล้ว หรือบางที... อาจจะไม่ได้หลับเลยตลอดทั้งคืน
"ตื่นแล้วหรือ" เสียงของเขาทุ้มต่ำและแหบพร่าเล็กน้อยจากการเพิ่งตื่นนอน ไม่มีร่องรอยของความโกรธเกรี้ยวที่ถูกรบกวน มีเพียงความราบเรียบที่คาดเดาอารมณ์ไม่ถูก
เสิ่นจือเวยรีบผุดลุกขึ้นนั่ง จัดเสื้อผ้าของตนให้เข้าที่ ใบหน้าของนางร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะพยายามรักษาความนิ่งสงบของเถ้าแก่เนี้ยไว้ ทว่าความผิดพลาดที่ตนเองเป็นฝ่ายล่วงล้ำเขตแดนก่อน ทำให้นางเสียเปรียบในการเจรจาอย่างเห็นได้ชัด
"ข้า... ขอนอภัยใต้เท้ากู้ ข้านอนดิ้นและคงละเมอไปเอง ข้าไม่ได้ตั้งใจล่วงเกินพื้นที่ของท่าน" นางรีบเอ่ยอธิบายอย่างรวดเร็ว
กู้ถิงเหิงยันตัวลุกขึ้นนั่งพิงพนักเตียง เขายกมือขึ้นลูบรอยยับบนสาบเสื้อที่นางเพิ่งกำเอาไว้ มุมปากที่เคยกดลึกเป็นเส้นตรงเสมอ บัดนี้กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา... รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของผู้มองกระตุกผิดจังหวะ
ดวงตาคมกริบของเขาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่กำลังสั่นไหวของนาง
"ดูเหมือนว่ากฎการแบ่งแยกอาณาเขตที่ฮูหยินตั้งไว้..." น้ำเสียงของเขาเจือแววหยอกเย้าที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ความเย็นชา "เจ้าจะเป็นผู้ละเมิดมันเสียเองตั้งแต่คืนแรก"
แสงอรุณรุ่งที่สาดส่องเข้ามาไม่ได้ช่วยบรรเทาความร้อนผ่าวบนใบหน้าของเสิ่นจือเวยลงได้เลย
"ข้า... ข้าเพียงแค่ไม่คุ้นชินกับเตียงนอนที่แปลกไปเจ้าค่ะ" นางพยายามรักษาความเยือกเย็นของเถ้าแก่เนี้ยผู้ผ่านการเจรจาการค้ามานับไม่ถ้วน ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยประกายหยอกเย้าของกู้ถิงเหิง
บุรุษที่ได้ฉายาว่าพญายมแห่งอวี้สื่อไถไม่ได้รุกไล่นางให้จนมุม เขาเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากเลือนหายไปอย่างรวดเร็วราวกับไม่เคยเกิดขึ้น เขายันตัวลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างเชื่องช้า ท่วงท่าสง่างามและมั่นคง แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อตัวในสีขาวสะอาดตั้งตรงดุจต้นสนภูเขา
"เปิ่นกวนเข้าใจ" น้ำเสียงของเขากลับมาราบเรียบและเป็นงานเป็นการดังเดิม "รีบแต่งตัวเถิด วันนี้เจ้าต้องไปยกน้ำชาให้ท่านแม่ที่โถงใหญ่ สายกว่านี้จะดูไม่งาม"
เสิ่นจือเวยลอบระบายลมหายใจยาวเมื่อเขาก้าวออกไปหลังฉากกั้นไม้สลักลวดลายทิวทัศน์เพื่อชำระล้างร่างกาย นางรีบผุดลุกขึ้นจากเตียง จัดแจงเสื้อผ้าที่ยับย่นของตนเองให้เข้าที่ ความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ในเช้าวันนี้เป็นเครื่องเตือนใจชั้นดีว่า นางไม่อาจลดกำแพงความระแวดระวังลงได้แม้แต่วินาทีเดียวเมื่ออยู่ใกล้บุรุษผู้นี้ เขาอันตรายเกินไป... อันตรายต่อการควบคุมสติสัมปชัญญะของนาง
ครึ่งชั่วยามต่อมา เสิ่นจือเวยก้าวออกมาจากหลังฉากกั้น นางอยู่ในชุดเป้ยจื่อสีทับทิมเข้มปักลายนกกระเรียนคู่ สวมกระโปรงจีบสีพลัมอ่อน ทรงผมเกล้ามวยสูงประดับด้วยปิ่นหยกขาวและหวีสับทองคำลวดลายประณีต ไม่ฉูดฉาดจนเกินงาม ทว่าก็ไม่เรียบง่ายจนเสียเกียรติฮูหยินของขุนนางขั้นสี่
กู้ถิงเหิงที่แต่งกายด้วยชุดขุนนางสีแดงเข้มคาดเข็มขัดหยกเรียบร้อยแล้ว ยืนรออยู่ริมหน้าต่าง เมื่อเขาหันกลับมามองนาง สายตาของเขาหยุดนิ่งอยู่ที่ปิ่นหยกขาวบนศีรษะของนางครู่หนึ่ง มันคือปิ่นที่เขาส่งไปเป็นของหมั้น... ประกายความพึงพอใจลึกล้ำพาดผ่านดวงตาคมกริบคู่นั้น ก่อนที่เขาจะพยักหน้าเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้
"ไปกันเถิด" เขาเอ่ยสั้นๆ ก่อนจะก้าวเดินนำหน้าออกไป
เสิ่นจือเวยก้าวตามแผ่นหลังกว้างนั้นไปตามระเบียงทางเดินของจวนสกุลกู้ บรรยากาศยามเช้าในจวนเงียบสงัด บ่าวไพร่มีเพียงหยิบมือ ทุกคนก้มหน้าเดินอย่างระมัดระวัง ไม่มีการจับกลุ่มซุบซิบนินทาเฉกเช่นในจวนสกุลหลี่ สภาพของจวนแม้จะสะอาดสะอ้าน ทว่าเสาไม้บางต้นสีลอกล่อน ลานหินมีรอยแตกร้าว บ่งบอกถึงความขัดสนเงินทองที่ถูกซุกซ่อนไว้ภายใต้เปลือกนอกอันสูงส่งของตระกูลขุนนางเก่าแก่
เมื่อก้าวเข้าสู่ 'เจิ้งถัง' หรือห้องโถงรับรองหลัก บรรยากาศก็แปรเปลี่ยนเป็นความกดดันอันหนักอึ้งทันที
ฮูหยินกู้ มารดาของกู้ถิงเหิง นั่งตัวตรงอยู่บนเก้าอี้ไม้หนานมู่ตำแหน่งประธาน นางเป็นสตรีวัยห้าสิบเศษที่ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยของความเจ็บป่วยออดแอด ทว่าแววตาที่ทอดมองมายังเสิ่นจือเวยนั้นกลับคมปลาบและเย่อหยิ่ง สวมชุดผ้าไหมสีน้ำตาลเข้มเรียบๆ มือที่ผอมเกร็งจับขอบที่วางแขนแน่น ข้างกายมีแม่นมเฒ่าและสาวใช้สองคนยืนคอยปรนนิบัติ
กู้ถิงเหิงประสานมือคารวะมารดา ก่อนจะก้าวไปนั่งลงที่เก้าอี้ฝั่งซ้าย ปล่อยให้เสิ่นจือเวยยืนอยู่กลางห้องโถงเพียงลำพัง
"ฮูหยิน เชิญยกน้ำชาเจ้าค่ะ" แม่นมเฒ่าเอ่ยเสียงเรียบ พลางยื่นถาดไม้ที่มีถ้วยชาเคลือบสีศิลาดลสองใบมาตรงหน้านาง
เสิ่นจือเวยยอบกายลงคุกเข่าบนเบาะรองอย่างนุ่มนวลตามจารีตที่ได้รับการอบรมมาอย่างดีเยี่ยม นางประคองถ้วยชาขึ้นเหนือศีรษะ "ท่านแม่ โปรดดื่มน้ำชาเจ้าค่ะ"
ความเงียบโรยตัวปกคลุมห้องโถง ฮูหยินกู้ไม่ได้ยื่นมือออกมารับถ้วยชาในทันที นางจงใจปล่อยให้ลูกสะใภ้ม่ายคุกเข่าประคองถ้วยชาที่ร้อนจัดอยู่อย่างนั้น สายตาของแม่สามีกวาดมองตั้งแต่ปิ่นหยกบนศีรษะจรดชายกระโปรงของเสิ่นจือเวย ราวกับกำลังประเมินราคาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห
"เจอแล้ว" รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนริมฝีปากของนางทว่าตำราเล่มนั้นถูกอัดแน่นอยู่ระหว่างหนังสือเล่มหนาอีกสองเล่ม เสิ่นจือเวยต้องออกแรงดึงเล็กน้อย นางเขย่งปลายเท้าขึ้นเพื่อเพิ่มแรง ทว่าจังหวะที่หนังสือหลุดพรวดออกมาจากช่องว่างนั้น ข้อศอกของนางที่สวมทับด้วยแขนเสื้อเป้ยจื่อกว้างๆ กลับไปปัดโดนบางสิ่งบนชั้นหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในกึก... เคร้ง!เสียงวัตถุบางอย่างร่วงหล่นกระแทกพื้นกระดานไม้ดังสนั่นท่ามกลางความเงียบสงัดของห้องชูฝางเสิ่นจือเวยสะดุ้งสุดตัว นางรีบก้าวลงจากม้านั่งไม้ หันขวับไปมองที่พื้นด้วยหัวใจที่เต้นรัวแรงสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาไม่ใช่ตำรา แต่เป็น 'กล่องไม้' ขนาดเท่าฝ่ามือใบหนึ่งมันคือกล่องไม้ที่ทำจากไม้จันทน์แดงเนื้อดี ทว่าสิ่งที่สะดุดตานางในฐานะแม่ค้าที่คุ้นเคยกับการประเมินคุณภาพสินค้าคือ ร่องรอยบนตัวกล่องกล่องไม้ใบนี้ไม่ใช่ของใหม่ มุมทั้งสี่ด้านของมันมีรอยสึกหรอและมนโค้ง บ่งบอกว่ามันถูกหยิบจับและลูบคลำมานับครั้งไม่ถ้วนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตัวล็อกทองเหลืองด้านหน้ามีคราบสนิมสีเขียวจางๆ เกาะอยู่ และที่สำคัญ... บนฝากล่องมีฝุ่นบางๆ เกาะอยู่ บ่งชี้ว่ามันถูกซ่อนเก็บไว้ในซอกลึกสุด
"การค้าก็คือสงครามที่ไร้หยาดเลือด" เสิ่นจือเวยจิบชาเพียงเล็กน้อย รสชาติฝาดเฝื่อนของชาปลุกให้สติของนางแจ่มใสขึ้น "ข้าจะไม่ยอมให้พวกมันใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายมาปล้นหยาดเหงื่อของตระกูลเสิ่น ข้าจำได้ว่ากฎหมายพาณิชย์ของต้าซ่งมีหมวดที่ระบุถึงสิทธิ์ของทายาทสตรีในการสืบทอดสัญญาคู่ค้า ทว่าข้าต้องตรวจสอบตัวอักษรให้แน่ชัดทุกบรรทัด ก่อนจะให้จื่อรุ่ยร่างหนังสือตอบโต้กลับไป"นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ "เซี่ยจู ในห้องหนังสือที่เรือนของข้า มีตำรากฎหมายการค้าต้าซ่งหรือไม่"สาวใช้ขมวดคิ้วคิดชั่วครู่ก่อนจะส่ายหน้า "ตอนที่เราย้ายสินเดิมมาจากตระกูลหลี่ ตำราส่วนใหญ่ถูกทิ้งไว้ที่นั่นเจ้าค่ะ นายหญิงนำมาเพียงสมุดบัญชีและบันทึกการค้าเท่านั้น หากต้องการตำรากฎหมาย บ่าวจะให้คนไปหาซื้อที่ตลาดหนังสือให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ""กว่าจะหาซื้อและนำกลับมา คงเสียเวลาไปค่อนวัน" เสิ่นจือเวยปฏิเสธ นิ้วเรียวเคาะลงบนขอบโต๊ะอย่างใช้ความคิด ก่อนที่สายตาของนางจะเบนกลับไปทางชูฝางของเรือนหลักอีกครั้ง "ใต้เท้ากู้เป็นขุนนางสำนักตรวจการ ในห้องหนังสือของเขาย่อมต้องมีตำรากฎหมายทุกหมวดของต้าซ่งอย่างครบถ้วนแน่นอน"เซี่ยจูเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย "นายหญิ







