LOGINปลายนิ้วของเสิ่นจือเวยเริ่มแดงเพราะความร้อนจากกระเบื้องเคลือบ ทว่าแผ่นหลังของนางยังคงตั้งตรง ใบหน้างดงามราบเรียบไร้ระลอกคลื่น นางเคยผ่านการกลั่นแกล้งจากแม่สามีสกุลหลี่ที่ร้ายกาจกว่านี้มาแล้ว การใช้อำนาจกดข่มด้วยความเงียบเช่นนี้ ไม่อาจทำให้นางหวั่นไหวได้
"ท่านแม่"
เสียงทุ้มต่ำและเย็นเยียบของกู้ถิงเหิงดังขึ้นทำลายความเงียบ แม้เขาจะไม่ได้ขยับตัว ทว่ากลิ่นอายกดดันมหาศาลกลับแผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ "ชาจะเย็นเสียก่อน รสชาติจะเสียเอาได้ขอรับ"
คำพูดนั้นไม่ได้แข็งกร้าว ทว่าแฝงความเด็ดขาดที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ฮูหยินกู้ชะงักไปเล็กน้อย นางปรายตามองบุตรชายด้วยความขัดใจ ก่อนจะจำยอมยื่นมือออกมารับถ้วยชาจากเสิ่นจือเวยไปจิบเพียงริมฝีปากแตะ แล้ววางกระแทกลงบนโต๊ะข้างตัวเสียงดัง 'กึก'
"สะใภ้ใหญ่" ฮูหยินกู้เอ่ยขึ้น น้ำเสียงแหบพร่าเต็มไปด้วยความสั่งสอน "เจ้าแต่งเข้าจวนกู้ของเรา แม้ตระกูลเดิมของเจ้าจะมีทรัพย์สินมากมายเพียงใด ทว่าเมื่อก้าวข้ามธรณีประตูนี้มาแล้ว เจ้าคือคนของตระกูลขุนนาง กฎระเบียบและจารีตของตระกูลกู้เข้มงวดกว่าตระกูลพ่อค้ายิ่งนัก สตรีที่ดีต้องรู้จักคุณธรรมสี่ประการ ซื่อสัตย์ อดทน และที่สำคัญที่สุด..."
ฮูหยินกู้เว้นจังหวะ สายตาจับจ้องไปที่หน้าท้องของเสิ่นจือเวย "หน้าที่สำคัญที่สุดของภรรยาเอก คือการให้กำเนิดทายาทสืบสกุล เจ้าแต่งงานครั้งก่อนมาสามปี ไร้ซึ่งบุตรธิดา ข้าหวังว่าการแต่งงานครั้งนี้ เจ้าจะไม่ทำให้ตระกูลกู้ของเราต้องขาดสายเลือด หากภายในหนึ่งปีนี้ท้องของเจ้ายังไร้วี่แวว ข้าในฐานะมารดา ย่อมต้องทำหน้าที่จัดหาอนุภรรยาที่เหมาะสมมาดูแลปรนนิบัติถิงเหิง เพื่อมิให้บรรพชนสกุลกู้ต้องผิดหวัง"
คำพูดนั้นตรงไปตรงมาและไร้ความเกรงใจ พุ่งเป้าโจมตีปมด้อยเรื่องการเป็นหญิงม่ายไร้บุตรของเสิ่นจือเวยอย่างจัง
เสิ่นจือเวยสูดลมหายใจเข้าลึก นางเตรียมคำพูดตอบโต้ที่นุ่มนวลทว่าเชือดเฉือนไว้ในใจแล้ว นางพร้อมจะใช้ข้อตกลงเรื่องทรัพย์สินมาเป็นข้ออ้างในการปกป้องพื้นที่ส่วนตัวของตนเอง
ทว่าก่อนที่นางจะได้เผยอริมฝีปาก เสียงของกู้ถิงเหิงก็ดังแทรกขึ้นมาอีกครั้ง คราวนี้ราบเรียบและเด็ดขาดยิ่งกว่าเดิม
"เรื่องทายาทและอนุภรรยา ท่านแม่โปรดวางใจและไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยจัดการแทนลูกขอรับ" กู้ถิงเหิงวางถ้วยชาของตนลง ดวงตาสีหมึกจ้องมองมารดาอย่างไม่หลบเลี่ยง "งานที่อวี้สื่อไถนั้นหนักหนาและเต็มไปด้วยอันตราย ข้ามีศัตรูอยู่ทั่วราชสำนัก สิ่งที่ข้าต้องการเมื่อกลับมาถึงจวน คือความสงบสุขและความเป็นระเบียบเรียบร้อย มิใช่ความวุ่นวายแก่งแย่งชิงดีหลังเรือน"
ฮูหยินกู้เบิกตากว้าง "แต่ถิงเหิง อายุของเจ้าก็ไม่น้อยแล้ว การมีอนุ..."
"ข้าตัดสินใจแล้วขอรับท่านแม่" กู้ถิงเหิงตัดบทอย่างสุภาพทว่าเฉียบขาด ไม่เหลือช่องว่างให้มารดาได้โต้แย้ง "จวนสกุลกู้จะมีเพียงฮูหยินเอก เสิ่นจือเวย เพียงผู้เดียว ไม่มีอนุภรรยา ไม่มีสาวใช้อุ่นเตียงใดๆ ทั้งสิ้น หน้าที่ดูแลบัญชีและจัดการความเรียบร้อยทั้งหมดในจวน ข้ามอบหมายให้นางเป็นผู้มีสิทธิ์ขาด ท่านแม่สุขภาพไม่แข็งแรง ควรพักผ่อนรักษาตัวให้มาก เรื่องในเรือนปล่อยให้สะใภ้ของท่านเป็นผู้จัดการเถิดขอรับ"
คำประกาศกร้าวของกู้ถิงเหิงดังก้องไปทั่วห้องโถง บ่าวไพร่ที่ยืนอยู่ต่างก้มหน้าต่ำจนคางแทบชิดอก ฮูหยินกู้อ้าปากค้าง ใบหน้าซีดเผือดสลับกับแดงจัด นางโกรธจนพูดไม่ออก ทว่านางรู้ดีกว่าผู้ใดว่า บุตรชายผู้นี้เมื่อตัดสินใจสิ่งใดลงไปแล้ว แม้แต่ฮ่องเต้ยังยากจะเปลี่ยนพระทัย นับประสาอะไรกับมารดาที่ต้องพึ่งพาเบี้ยหวัดของเขาประทังชีวิต
เสิ่นจือเวยที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบิกตากว้างเล็กน้อย นางค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองเสี้ยวหน้าคมคายของบุรุษที่นั่งอยู่ด้านข้าง
เขาไม่ได้หันมามองนาง ทว่ารังสีความน่าเกรงขามที่แผ่ออกมาจากตัวเขานั้น กำลังกางเป็น 'เกราะกำบัง' ที่แข็งแกร่งและทรงพลังที่สุด คุ้มครองนางจากคมดาบแห่งจารีตและคำครหาของแม่สามีอย่างหมดจด เขาใช้ข้ออ้างเรื่องความสงบในการทำงานมาบังหน้า เพื่อตอกย้ำสถานะและอำนาจของนางในจวนกู้อย่างเป็นทางการ
"ลุกขึ้นเถิด" กู้ถิงเหิงปรายตามองนาง "เจ้ายังต้องไปสะสางบัญชีที่เรือนตะวันออกอีกมิใช่หรือ"
"เจ้าค่ะ... ใต้เท้า" เสิ่นจือเวยรับคำด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อย นางยอบกายคารวะมารดาของเขาอีกครั้งก่อนจะลุกขึ้นยืน
การยกน้ำชาจบลงด้วยชัยชนะที่นางไม่ต้องออกแรงแม้แต่น้อย เสิ่นจือเวยก้าวออกจากโถงใหญ่พร้อมกับความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูก นางเคยชินกับการต้องลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องตนเองมาตลอดชีวิต การมีบุรุษผู้ออกหน้ากางปีกปกป้องนางอย่างเด็ดขาดโดยไม่ร้องขอสิ่งใดตอบแทน เป็นความรู้สึกที่ทั้งแปลกใหม่และทำให้ก้อนเนื้อในอกซ้ายเต้นผิดจังหวะ
...
ยามสาย เสิ่นจือเวยย้ายข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวทั้งหมดมาพำนักที่ 'เรือนตะวันออก' ตามข้อตกลง เรือนแห่งนี้กว้างขวางและสว่างไสว ทว่าข้าวของเครื่องใช้เดิมนั้นเก่าคร่ำคร่า เซี่ยจูและบ่าวรับใช้จากสกุลเสิ่นใช้เวลาเพียงไม่นานในการจัดแจงเปลี่ยนผ้าม่าน เครื่องเรือนบางส่วน และนำเครื่องหอมดอกมู่หลานที่นางโปรดปรานมาจุดจนกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง
ลุงฟู่ พ่อบ้านชราประจำจวนสกุลกู้ เดินค้อมหลังนำสมุดบัญชีปึกใหญ่และพวงกุญแจทองเหลืองเข้ามาคุกเข่ามอบให้นางที่ห้องโถงเรือนตะวันออก
"ฮูหยิน นี่คือสมุดบัญชีรายรับรายจ่ายทั้งหมดของจวนสกุลกู้ ตั้งแต่สมัยนายท่านผู้เฒ่ายังมีชีวิตอยู่จนถึงปัจจุบันขอรับ และนี่คือกุญแจห้องเก็บเสบียงและคลังสมบัติ นายท่านกำชับสั่งบ่าวไว้ว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป อำนาจการเบิกจ่ายทุกอีแปะในจวน ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฮูหยินแต่เพียงผู้เดียวขอรับ"
เหล่าผู้อาวุโสในห้องต่างพยักหน้าสนับสนุน ส่งเสียงพึมพำเห็นพ้องต้องกันประหนึ่งฝูงกาที่รุมล้อมซากเหยื่อ"ถูกต้องแล้วสะใภ้ใหญ่ สตรีไร้บุตรย่อมไร้ที่พึ่งพิงในบั้นปลาย การรับคังเอ๋อร์เป็นบุตรมีแต่จะสร้างเกียรติยศให้นาง""ร้านผ้าไหมและโรงย้อมของเจ้า มีผู้หญิงคอยดูแลย่อมไม่สะดวก ให้คังเอ๋อร์และคนในตระกูลช่วยดูแล ย่อมปลอดภัยกว่าเงินทองตกไปอยู่ในมือคนนอก"เสิ่นจือเวยฟังคำลวงโลกเหล่านั้นด้วยความรู้สึกเวทนา นางมิได้แสดงความโกรธเกรี้ยวออกมาทางสีหน้าแม้แต่น้อย หากแต่นัยน์ตากลับเย็นยะเยียบประดุจน้ำแข็งใต้บึงลึก นางก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รัศมีความสง่างามและเด็ดเดี่ยวแผ่กระจายออกมาจนเด็กชายหลี่คังถึงกับสะดุ้งถอยหลังไปครึ่งก้าว"เกียรติยศหรือเจ้าคะ? หรือว่าเป็นเกียรติยศที่แลกมาด้วยการสูบเลือดสูบเนื้อของข้า?"เสียงของนางตัดผ่านเสียงพึมพำของคนทั้งโถงจนเงียบกริบ"ตามประมวลกฎหมายแห่งราชวงศ์ซ่งเหนือ บัญญัติไว้อย่างชัดเจนในหมวดทรัพย์สินครอบครัว... 'สตรีม่ายที่ไร้บุตร หากพ้นกำหนดไว้ทุกข์ ย่อมมีสิทธิ์สมบูรณ์ในการนำสินเดิม (Zhuanglian) ทั้งหมดที่นำติดตัวมาแต่บ้านเดิมกลับคืนไปได้ และมีสิทธิ์อันชอบธรรมในการตัดส
เสียงผ้ากระสอบหยาบกรีดผ่านผิวเนื้อยามที่เสิ่นจือเวยปลดสายรัดเอวสีขาวหม่นออก เป็นเสียงที่นางเฝ้ารอคอยมาตลอดสามปีเต็มกลิ่นควันธูปที่อบอวลอยู่ในโถงบรรพชนของสกุลหลี่เริ่มจางคลายลงไปพร้อมกับแสงตะวันยามเช้าที่สาดส่องผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้แกะสลัก เสิ่นจือเวยยืนอยู่เบื้องหน้ากระจกทองเหลืองบานใหญ่ ปล่อยให้ชุนเถา—สาวใช้คนสนิทที่ติดตามมาจากตระกูลเสิ่นตั้งแต่เยาว์วัย—ค่อยๆ บรรจงถอดชุดไว้ทุกข์ตัวนอกที่ทำจากผ้าป่านหยาบกร้านออกไปทีละชิ้น ความหนักอึ้งที่เคยกดทับบ่าทั้งสองข้างประหนึ่งศิลาแลงดูเหมือนจะมลายหายไปพร้อมกับอาภรณ์สีขาวหม่นผืนนั้นเบื้องหลังผ้าป่านผืนหนา คือชุดเป้ยจื่อตัวยาวตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดีสีครามเข้ม ปักลวดลายกิ่งเหมยสีเงินเรียบหรูทว่าเคร่งขรึม ชายเสื้อทิ้งตัวพลิ้วไหวตามทรวดทรงที่ซ่อนเร้นความงามสะพรั่งของสตรีวัยยี่สิบหกปีไว้ได้อย่างมิดชิด หากมองเพียงผิวเผิน ผู้คนในเมืองเปี้ยนจิงย่อมเห็นเพียงสตรีม่ายที่เพิ่งพ้นมลทินแห่งความตาย ทว่าหากพินิจลึกเข้าไปในดวงตาดอกท้อคู่นั้น จะพบเพียงประกายคมปลาบประดุจคมมีดที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนน้ำอันนิ่งสงบสามปีแล้ว... นับตั้งแต่วันที่หลี่ซิว อดีตสามีผู้มีต
ย่านการค้าทิศตะวันออกของเมืองเปี้ยนจิงยามบ่ายยังคงคึกคักไปด้วยผู้คน รถม้าและเกี้ยวของคหบดีและขุนนางสัญจรไปมาไม่ขาดสาย กลิ่นหอมของแป้งชาดจากร้านเครื่องหอมผสมผสานกับกลิ่นชาชั้นดีจากโรงเตี๊ยมลอยอวลอยู่ในอากาศกู้ถิงเหิงไม่ได้ขี่ม้าเข้าไปอย่างเอิกเกริก เขาสั่งให้เจิ้งอวี่นำม้าไปผูกไว้ที่ตรอกด้านหลัง แล้วเลือกเดินเท้าฝ่าฝูงชนตรงไปยังร้านผ้าไหมอวี้หลาน เขาจงใจสวมเสื้อคลุมสีเข้มทับชุดขุนนางสีแดง เพื่อไม่ให้ดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปเมื่อเดินมาถึงฝั่งตรงข้ามของร้านผ้าไหม กู้ถิงเหิงหยุดฝีเท้าลงใต้ร่มเงาของกันสาดร้านขายชา เขายืนนิ่งดุจรูปสลักหยก สายตาคมกริบกวาดมองข้ามถนนไปยังภายในร้านอวี้หลานที่เปิดประตูโล่งต้อนรับลูกค้าที่หลังโต๊ะไม้จันทน์แดงสลักลวดลาย เสิ่นจือเวยยืนอยู่ตรงนั้นนางสวมชุดเป้ยจื่อสีพลัมอ่อนขับผิวให้ดูขาวกระจ่าง ทรงผมเกล้ามวยประดับปิ่นหยกขาวดอกอวี้หลานที่เขามอบให้ ใบหน้างดงามกำลังแย้มยิ้มบางๆ ขณะเจรจาการค้ากับลูกค้าที่เป็นฮูหยินขุนนาง นิ้วมือเรียวยาวของนางคลี่ม้วนผ้าไหมสีปีกแมลงทับทิมออกให้ลูกค้าชม ท่วงท่าของนางพลิ้วไหว งดงาม และเต็มไปด้วยความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้นกู้ถิงเหิงทอดมอ
ทว่าความเงียบสงบนั้นกลับถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่พยายามรักษาความเบาบาง เจิ้งอวี่ องครักษ์คนสนิทในชุดสีเข้ม ผลักประตูเข้ามาและรีบปิดลงอย่างมิดชิด ก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อมกู้ถิงเหิงไม่ได้ละสายตาจากฎีกาตรงหน้า "มีเรื่องอันใด หากเป็นรายงานจากกรมราชทัณฑ์เรื่องจ้าวผิง ให้วางไว้บนโต๊ะมุมขวา""มิใช่เรื่องของจ้าวผิงขอรับนายท่าน" เจิ้งอวี่ลดเสียงลงเล็กน้อย "เป็นรายงานจากสายข่าวที่จวนสกุลกู้ขอรับ"พู่กันในมือของพญายมแห่งอวี้สื่อไถชะงักค้างอยู่กลางอากาศ หยดน้ำหมึกสีดำหยดลงบนกระดาษจนเกิดเป็นรอยด่าง ทว่าเขาไม่ได้สนใจมัน ดวงตาคมกริบตวัดขึ้นมององครักษ์คนสนิททันที"เกิดอะไรขึ้นที่เรือน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแฝงความกดดันที่ทำให้ผู้ฟังต้องลอบกลืนน้ำลาย"เมื่อราวหนึ่งชั่วยามก่อน ฮูหยินผู้เฒ่าให้คนไปเชิญฮูหยินจากเรือนตะวันออกไปพบที่เจิ้งถังขอรับ" เจิ้งอวี่รายงานอย่างรวดเร็ว "สายข่าวแจ้งว่า มีแม่สื่อจากตระกูลสวี ขุนนางระดับหก นำรูปวาดของคุณหนูสามตระกูลสวีมาให้ฮูหยินผู้เฒ่าเลือกดู ฮูหยินผู้เฒ่าตั้งใจจะใช้จารีตเรื่องทายาทบีบให้ฮูหยินยอมรับคุณหนูสามเข้ามาเป็นอนุภรรยาของนายท่านขอรับ"อ
เสิ่นจือเวยก้าวเดินไปตามระเบียงทางเดินหินด้วยฝีเท้าที่เร็วกว่าปกติ ลมวสันต์ที่พัดมาปะทะใบหน้าไม่ได้ช่วยลดทอนความร้อนผ่าวบนพวงแก้มของนางลงได้เลยเมื่อนางกลับมาถึงห้องรับรองในเรือนตะวันออก นางทิ้งตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้หวงฮวาหลี วางตำรากฎหมายลงบนโต๊ะ ก่อนจะยกมือขึ้นทาบบนหน้าอกซ้ายของตนเองหัวใจของนางยังคงเต้นรัวแรงผิดจังหวะ ฝ่ามือทั้งสองข้างชื้นไปด้วยเหงื่อเย็นเยียบภาพดวงตาสีหมึกที่เต็มไปด้วยความกดดันและหวงแหนของเขายังคงสลักแน่นอยู่ในห้วงความคิด ความใกล้ชิดที่ชวนให้หายใจไม่ออก กลิ่นสนและกลิ่นชาที่โอบล้อมรอบตัวนาง... ทุกอย่างช่างแตกต่างจากภาพลักษณ์ของขุนนางผู้เคร่งขรึมและเยือกเย็นที่นางเคยประเมินไว้กู้ถิงเหิงมีมุมที่ซ่อนเร้น เขาไม่ได้ไร้อารมณ์ความรู้สึกดุจหยกสลักอย่างที่แสดงออก กล่องไม้ใบนั้นคือความลับที่สามารถสั่นคลอนความเยือกเย็นของพญายมผู้นี้ได้อย่างรุนแรงใบเทียบดวงชะตาสมรส... เสิ่นจือเวยขบคิดอย่างหนัก ของสตรีใดกัน ที่ทำให้เขาต้องเก็บซ่อนไว้ลึกซึ้งถึงเพียงนั้น สตรีที่เขาเคยรักแต่ไม่อาจสมหวังงั้นหรือ?หากเป็นเช่นนั้นจริง นางควรจะรู้สึกโล่งใจ เพราะนั่นหมายความว่าเขามีคนที่อยู่ในใจอยู่แ
เมื่อกล่องไม้หายวับไปจากสายตา กู้ถิงเหิงจึงค่อยๆ ยืดตัวขึ้นยืนเต็มความสูงอีกครั้ง คราวนี้ดวงตาคมกริบของเขากดต่ำลง จับจ้องมองมาที่ใบหน้าของสตรีที่ยืนพิงชั้นหนังสืออยู่ความเงียบที่โรยตัวอยู่ระหว่างคนทั้งสองนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าเสียงตวาดด่าเสิ่นจือเวยพยายามบังคับลมหายใจให้เป็นปกติ นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อย ใช้ความหยิ่งทะนงของเถ้าแก่เนี้ยมาเป็นเกราะกำบังความสั่นไหวในดวงตา "ข้า... ข้าขออภัยใต้เท้า ข้าเพียงเข้ามาหาตำรากฎหมายพาณิชย์ ไม่ทันระวังจึงปัดโดนสิ่งของของท่านหล่น ข้าไม่ได้ตั้งใจจะละลาบละล้วง..."คำแก้ตัวของนางขาดหายไปในลำคอ เมื่อกู้ถิงเหิงขยับตัวเข้ามาใกล้อีกนิดระยะห่างระหว่างพวกเขาบัดนี้ใกล้ชิดจนเกินควร ใกล้จนนางสามารถมองเห็นแพขนตาหนาของเขา ใกล้จนสัมผัสได้ถึงไอความร้อนที่แผ่ออกมาจากแผงอกกว้าง และใกล้จนนางได้กลิ่นชาจางๆ ที่ลอยอวลมาจากลมหายใจของเขามือข้างหนึ่งของกู้ถิงเหิงยกขึ้น วางทาบลงบนขอบชั้นหนังสือในระดับสายตาของนาง ปิดกั้นทางหนีฝั่งขวาอย่างสมบูรณ์ ท่วงท่านี้คล้ายคลึงกับการกักขัง ทว่ากลับไม่ได้สัมผัสโดนตัวนางแม้แต่ปลายผม"เปิ่นกวนเคยบอกบ่าวไพร่ไว้ชัดเจน" น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำและแห







