เข้าสู่ระบบเหล่าคุณหนูและคุณชายในงานต่างพากันกรูเข้ามารุมล้อม เสียงก่นด่าเนี่ยซวงดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ
"เกินไปแล้ว คุณหนูเนี่ยท่านรังแกคนไม่มีทางสู้ จิตใจท่านทำด้วยสิ่งใด" คุณชายผู้หนึ่งตะโกนชี้หน้าด่าทอด้วยความเดือดดาล "ลู่เหลียนผู้น่าสงสาร อุตส่าห์ตั้งใจชงชา นางผิดอันใดหรือ" เนี่ยซวงยืนกอดอก เชิดหน้ามองดูละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยความสมเพช นางรู้ดีว่าถ้านางไม่ชนถ้วยชานั้นหก คุณชายหวังที่เดินผ่านมาคงดื่มมันเข้าไป และงานเลี้ยงนี้คงกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่เสื่อมเสียเกียรติ "ข้าบอกว่าข้าสะดุด ก็คือสะดุด" เนี่ยซวงประกาศก้อง "อีกประการหนึ่ง ชารสชาติแย่ๆ เช่นนั้น หกทิ้งไปเสียก็ดีแล้ว จะได้ไม่ไปทำท้องไส้ใครเขาปั่นป่วน" กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าเดินหนีออกมา ทิ้งให้ลู่เหลียนนั่งร้องไห้โดยมีฝูงชนรุมปลอบโยน เนี่ยซวงเดินเลี่ยงอ้อมไปทางด้านหลังสวนเพื่อหลบสายตาผู้คน ทรุดกายลงนั่งบนม้าหินอ่อนใต้ต้นท้อใหญ่ พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด "เฮ้อ... เป็นคนชั่วนี่มันเหนื่อยกว่าที่คิดนะ ปั้นเซี่ย ขอน้ำหน่อย คอข้าแห้งไปหมดแล้วเพราะต้องตะโกนด่าคน" ปั้นเซี่ยส่งกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้นายสาว "แต่ก็นับว่าคุ้มค่านะเจ้าคะ คุณหนูช่วยคุณชายหวังไว้ได้ แถมยังทำลายแผนการหว่านเสน่ห์ของสตรีหน้าเนื้อใจเสือผู้นั้นจนย่อยยับ บัดนี้นางคงต้องรีบกลับจวนไปผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ หมดโอกาสทอดสะพานให้บุรุษแล้วเจ้าค่ะ" "ถือว่าทำบุญทำทานให้ตระกูลหวังก็แล้วกัน" เนี่ยซวงยกน้ำขึ้นดื่มดับกระหาย ทว่า การกระทำทั้งหมดของนาง มิได้รอดพ้นสายตาของคนผู้หนึ่งที่เฝ้ามองลงมาจากศาลารับรองชั้นสอง มู่หรงจิ่ง ในชุดลำลองสีน้ำเงินเข้มปักลายเมฆา ยืนกอดอกพิงเสาไม้แดง สายตาจับจ้องไปยังเนี่ยซวงที่กำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ใต้ต้นท้อ ข้างกายเขามีพั่วจวินยืนสงบนิ่งด้วยใบหน้าเคร่งขรึม "ท่านอ๋อง พระองค์ทรงเห็นเหมือนกระหม่อมหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ" พั่วจวินเอ่ยถามเสียงเบา "เห็นสิ" มู่หรงจิ่งตอบเสียงเรียบ "เห็นมดแมลงที่พื้นตรงจุดที่น้ำชาหกใส่... พวกมันดิ้นทุรนทุรายเพียงครู่เดียวก็ตาย ชานั้นหากมิใช่ยาพิษ ก็คงเป็นยาปลุกกำหนัดที่มีฤทธิ์รุนแรงผสมอยู่" "เช่นนั้น คุณหนูเนี่ย..." "นางจงใจ" มู่หรงจิ่งกระตุกยิ้มมุมปาก "นางแสร้งทำเป็นซุ่มซ่าม แสร้งทำเป็นรังแกคนอ่อนแอ เพื่อปัดถ้วยชานั้นทิ้ง นางช่วยชีวิตคุณชายหวัง และช่วยรักษาเกียรติของงานเลี้ยงนี้ไว้" เขามองดูสตรีชุดม่วงที่นั่งแกว่งขาอย่างสบายอารมณ์อยู่ไกลๆ ความรู้สึกสนใจในตัวนางทวีความรุนแรงขึ้นจนยากจะระงับ "สตรีผู้นี้... ช่างน่าค้นหายิ่งนัก ภายนอกเคลือบด้วยความหยาบกระด้างและไร้สาระ แต่ภายในกลับซ่อนความฉลาดเฉลียวและการตัดสินใจที่เด็ดขาดเยี่ยงแม่ทัพเอาไว้" "แต่คนทั้งงานเข้าใจนางผิดนะพ่ะย่ะค่ะ" พั่วจวินแย้ง "นั่นคือสิ่งที่นางต้องการมิใช่หรือ" มู่หรงจิ่งหัวเราะในลำคอแผ่วเบา "นางปรารถนาให้คนเกลียดชัง นางปรารถนาให้คนหวาดกลัว... ดี เปิ่นหวางจะรอดูว่านางจะเล่นละครฉากนี้ไปได้อีกนานเพียงใด" ทันใดนั้น ลมพายุก็พัดกรรโชกแรง เมฆดำก้อนมหึมาเคลื่อนตัวมาบดบังดวงอาทิตย์ บรรยากาศในสวนมืดครึ้มลงฉับพลัน ผู้คนในงานต่างพากันวิ่งหาที่หลบฝนกันจ้าละหวั่น เนี่ยซวงลุกขึ้นยืน เตรียมจะวิ่งกลับไปที่รถม้า แต่จังหวะนั้นเอง กิ่งไม้แห้งขนาดใหญ่บนต้นท้อเหนือศีรษะนางเกิดหักลงมาเพราะต้านทานแรงลมไม่ไหว เสียงไม้ลั่นดังสนั่น "คุณหนูระวัง!" ปั้นเซี่ยตะโกนลั่น พุ่งตัวจะเข้าไปผลักนายสาว แต่ระยะห่างเกินกว่าจะเอื้อมถึง เนี่ยซวงเงยหน้าขึ้นมองกิ่งไม้ที่กำลังร่วงหล่นลงมา ร่างกายแข็งทื่อด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างก้าวไม่ออกราวกับถูกตรึงไว้กับพื้น "ระวัง" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจดังขึ้นที่ข้างหู พร้อมกับวงแขนแข็งแกร่งที่โอบรวบเอวบางของนางไว้ แล้วกระชากร่างของนางให้พ้นจากกิ่งไม้ ร่างของเนี่ยซวงหมุนเข้าไปปะทะกับแผงอกกว้างที่อัดแน่นไปด้วยมัดกล้าม กลิ่นหอมเย็นของไม้กฤษณาและกลิ่นอายบุรุษเพศลอยแตะจมูก โครม กิ่งไม้ใหญ่ตกลงกระแทกพื้นม้าหินอ่อนที่นางเพิ่งนั่งเมื่อครู่จนแตกกระจาย หากนางยังอยู่ตรงนั้น คงบาดเจ็บสาหัสหรือถึงขั้นคอหักสิ้นชีพ เนี่ยซวงหัวใจเต้นรัวแรงด้วยความหวาดกลัวระคนตกใจ นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตนางไว้ ดวงตาเรียวยาวดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากบางเฉียบที่เม้มแน่น และใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกแกะสลักที่แผ่ไอสังหารออกมาจางๆ ชินอ๋องมู่หรงจิ่ง ผู้มีสมญานามว่า ยมทูตหน้าหยก เนี่ยซวงเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุด คนที่นางอยากหลีกหนีที่สุด และตอนนี้นางกำลังอยู่ในอ้อมกอดของเขา มู่หรงจิ่งก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน สบตากับดวงตากลมโตที่ฉายแววตื่นตระหนกคู่นั้น เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ทำให้เนี่ยซวงรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูกสันหลัง "คุณหนูเนี่ย... ท่าทางดุร้ายเมื่อครู่หายไปไหนเสียแล้ว เหตุใดตอนนี้ถึงได้ดูตื่นตูมเหมือนลูกกระต่ายเช่นนี้เล่า" น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่ง แต่แฝงความหยอกล้อและคุกคามเล็กน้อย เนี่ยซวงรีบดิ้นออกจากอ้อมแขนเขา แล้วถอยหลังไปหลายก้าว นางรีบปรับสีหน้าให้กลับมาเย่อหยิ่งและเย็นชาดังเดิม "ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงยื่นมือเข้าช่วย" นางย่อกายคารวะอย่างรวดเร็วและแข็งกระด้าง "หม่อมฉันไม่ทันระวัง เกือบจะกลายเป็นผีเฝ้าสวนท้อเสียแล้ว" "หากตายไปทั้งที่ยังเป็นสตรีชั่วช้า คงน่าเสียดายแย่" มู่หรงจิ่งก้าวเท้าเข้ามาหานางช้าๆ เหมือนนักล่าต้อนเหยื่อ "เปิ่นหวางเห็นเหตุการณ์เมื่อครู่... เจ้ารังแกสตรีอ่อนแอ ทำลายงานเลี้ยง ช่างสมกับคำร่ำลือจริงๆ" เนี่ยซวงเชิดหน้าขึ้น "หม่อมฉันนิสัยไม่ดีเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร ท่านอ๋องเพิ่งจะทราบหรือเพคะ" "นิสัยไม่ดี..." มู่หรงจิ่งทวนคำ เขาก้มลงกระซิบข้างหูนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาที่มีเพียงนางเท่านั้นที่ได้ยิน "หรือแกล้งทำเป็นนิสัยไม่ดีกันแน่ เรื่องถ้วยชานั้น เจ้าคงไม่ได้ตั้งใจทำจริงๆ กระมัง" เนี่ยซวงตัวแข็งทื่อ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นอีกครั้ง เขา... เขารู้ บุรุษผู้นี้อันตรายเกินไปแล้ว "หม่อมฉันไม่เข้าใจว่าท่านอ๋องกำลังพูดถึงสิ่งใดเพคะ" นางแสร้งทำไขสือ "หม่อมฉันแค่ซุ่มซ่ามเท่านั้น ขอตัวเพคะ" เนี่ยซวงรีบหันหลังกลับ คว้าข้อมือปั้นเซี่ยแล้วเดินจ้ำอ้าวฝ่าสายฝนที่เริ่มโปรยปรายลงมาไปที่รถม้าโดยไม่หันกลับมามองอีก หัวใจของนางเต้นแรงไม่ใช่เพราะความหวั่นไหว แต่เพราะความหวาดกลัวว่าความลับจะล่วงรู้ถึงหูผู้อื่น มู่หรงจิ่งมองตามร่างบางที่วิ่งหนีไปราวกับหนูติดจั่น เขายืนนิ่งอยู่ท่ามกลางสายฝนปรอยๆ โดยมีพั่วจวินกางร่มให้อย่างรวดเร็ว "ท่านอ๋อง จะปล่อยนางไปหรือพ่ะย่ะค่ะ" "ปล่อยไปก่อน" มู่หรงจิ่งหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาเช็ดคราบแป้งผัดหน้าที่ติดอยู่บนเสื้อบริเวณหน้าอก ร่องรอยจากการที่นางซบลงเมื่อครู่ แต่มิได้มีท่าทีรังเกียจ "นางหนีเปิ่นหวางไม่พ้นหรอก หมากกระดานนี้เพิ่งจะเริ่มวางเบี้ยเท่านั้น" เขามองดูรอยเปื้อนนั้นอีกครั้ง ก่อนจะเก็บผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเข้าในอกเสื้ออย่างทะนุถนอม ราวกับเป็นของล้ำค่า วันนี้เขาได้คำตอบแล้วว่า เนี่ยซวงมิใช่แค่สตรีเอาแต่ใจธรรมดา แต่นางคือเพชรในตมที่แสร้งทำตัวเป็นก้อนกรวด และเขาจะเป็นคนเจียระไนเพชรเม็ดนี้ด้วยมือของเขาเองเหล่าคุณหนูและคุณชายในงานต่างพากันกรูเข้ามารุมล้อม เสียงก่นด่าเนี่ยซวงดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ"เกินไปแล้ว คุณหนูเนี่ยท่านรังแกคนไม่มีทางสู้ จิตใจท่านทำด้วยสิ่งใด" คุณชายผู้หนึ่งตะโกนชี้หน้าด่าทอด้วยความเดือดดาล"ลู่เหลียนผู้น่าสงสาร อุตส่าห์ตั้งใจชงชา นางผิดอันใดหรือ"เนี่ยซวงยืนกอดอก เชิดหน้ามองดูละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยความสมเพช นางรู้ดีว่าถ้านางไม่ชนถ้วยชานั้นหก คุณชายหวังที่เดินผ่านมาคงดื่มมันเข้าไป และงานเลี้ยงนี้คงกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่เสื่อมเสียเกียรติ"ข้าบอกว่าข้าสะดุด ก็คือสะดุด" เนี่ยซวงประกาศก้อง "อีกประการหนึ่ง ชารสชาติแย่ๆ เช่นนั้น หกทิ้งไปเสียก็ดีแล้ว จะได้ไม่ไปทำท้องไส้ใครเขาปั่นป่วน"กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าเดินหนีออกมา ทิ้งให้ลู่เหลียนนั่งร้องไห้โดยมีฝูงชนรุมปลอบโยน เนี่ยซวงเดินเลี่ยงอ้อมไปทางด้านหลังสวนเพื่อหลบสายตาผู้คน ทรุดกายลงนั่งบนม้าหินอ่อนใต้ต้นท้อใหญ่ พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด"เฮ้อ... เป็นคนชั่วนี่มันเหนื่อยกว่าที่คิดนะ ปั้นเซี่ย ขอน้ำหน่อย คอข้าแห้งไปหมดแล้วเพราะต้องตะโกนด่าคน"ปั้นเซี่ยส่งกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้นายสาว "แต่ก็นับว่าคุ้มค่านะเจ้าคะ คุณหนูช่วยคุณชายหวังไว้ได
แสงรุ่งอรุณสาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนแม่ทัพตระกูลเนี่ย บรรยากาศภายในเรือนพักของบุตรสาวคนโตเต็มไปด้วยความวุ่นวาย บ่าวไพร่ต่างเร่งรีบจัดเตรียมอาภรณ์และเครื่องประดับกันอย่างโกลาหล ด้วยวันนี้เป็นวันมงคลที่ฮูหยินตราตั้งแห่งจวนอัครเสนาบดีจัดงานเลี้ยงชมบุปผา เทียบเชิญประทับตราดอกโบตั๋นถูกส่งมาถึงมือเนี่ยซวงตั้งแต่สามวันก่อนแล้วภายในห้องแต่งตัวที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์หอม เนี่ยซวงนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางมิได้กำลังตรวจทานความงดงามเพื่อไปประชันโฉมกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่น หากแต่กำลังขบคิดวางแผนที่จะทำลายภาพลักษณ์ของตนเองให้ย่อยยับป่นปี้ที่สุดเท่าที่จะทำได้"ปั้นเซี่ย นำปิ่นระย้าทองคำชุดนั้นมา" เนี่ยซวงชี้ปลายนิ้วไปยังกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่วางอยู่มุมโต๊ะปั้นเซี่ย สาวใช้คนสนิทขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะหยิบปิ่นทองคำประดับทับทิมเม็ดโตขึ้นมาพิจารณา "คุณหนู ปิ่นชุดนี้ท่านแม่ทัพสั่งทำเป็นพิเศษก็จริง แต่ลวดลายนี้ดูเทอะทะและใหญ่โตเกินงาม หากนำมาประดับบนศีรษะเกรงว่าจะดูหนักอึ้งจนเกินไป อีกทั้งเมื่อวานท่านเลือกอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายดอกเบญจมาศสีเหลืองไว้ หากนำมาใส่รวมกัน.
"น่าขันสิ้นดี" มู่หรงจิ่งพึมพำเสียงเรียบ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่านยาก "มีคนยอมควักเนื้อจ่ายเงินเพื่อซื้อชื่อเสียงเน่าเหม็นให้ตัวเองด้วยหรือ"บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดดำสนิทที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาขยับตัวเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมดุดันนั้นคือ พั่วจวิน องครักษ์คนสนิท เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านอ๋อง หมายความว่าข่าวลือพวกนี้...""ล้วนเป็นเรื่องที่นางจ้างคนมาป่าวประกาศทั้งสิ้น" มู่หรงจิ่งวางถ้วยชาลง แววตาฉายแววสนุกสนาน "บุตรสาวแม่ทัพเนี่ย... เนี่ยซวง ข้าเคยได้ยินชื่อนางมาบ้าง ว่ากันว่าเป็นโฉมสะคราญที่บิดาหวงแหนยิ่งนัก แต่มิคิดว่าจะเป็นสตรีที่สติวิปลาสถึงเพียงนี้""นางอาจจะเพียงแค่เรียกร้องความสนใจกระมังพ่ะย่ะค่ะ" พั่วจวินคาดเดาตามประสาบุรุษทึ่มทื่อ"เรียกร้องความสนใจด้วยการให้คนทั้งเมืองรุมสาปแช่งหรือ" มู่หรงจิ่งแค่นหัวเราะในลำคอ "วิธีเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ ช่างแปลกประหลาดนัก ดูท่านางคงมีแผนการบางอย่าง... หรือไม่ก็แค่เป็นสตรีที่ว่างงานจนฟุ้งซ่าน"ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านล่าง เรียกความสนใจของทุกคนในโรงน้ำชา"หลีกไป! ยายแก่สกปรก อย่ามาขวางทางคุณหนูของข้า!"เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้น
ยามอู่ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวเข้มของโรงน้ำชาจุ้ยเซียน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางถนนสายหลักของเมืองหลวง กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งชั้นดีลอยอบอวลผสมปนเปไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คน บรรยากาศภายในโรงน้ำชาคึกคักจอแจยิ่งกว่าตลาดสด ยามนี้ทุกโต๊ะที่นั่งล้วนถูกจับจองจนแน่นขนัด มิใช่เพราะรสชาติของชาหรือขนมกุ้ยฮวาอันเลื่องชื่อ หากแต่เป็นเพราะหัวข้อสนทนาที่นักเล่านิทานประจำโรงน้ำชากำลังป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงอันดังก้องกังวาน"หากจะกล่าวถึงสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวง ย่อมต้องยกให้บุตรสาวอัครเสนาบดี แต่หากจะเอ่ยถึงสตรีที่จิตใจคับแคบ หยาบกระด้าง และไร้ยางอายที่สุดในใต้หล้า... จะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจาก คุณหนูใหญ่เนี่ยซวง บุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่ตระกูลเนี่ย!"สิ้นเสียงตบไม้ปลุกใจของนักเล่านิทาน ผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันส่งเสียงฮือฮา บ้างส่ายหน้าด้วยความระอา บ้างถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจเมื่อได้ยินชื่อนั้น"ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานนางสั่งลงโทษสาวใช้ในเรือนเพียงเพราะสาวใช้ผู้นั้นทำน้ำแกงหกใส่ชุดใหม่ของนาง ถึงขั้นสั่งให้คุกเข่าตากแดดสามชั่วยามจนเป็นลมล้มพับไป" ชายร่างท้วมผู้หนึ่งเอ







