เข้าสู่ระบบแสงรุ่งอรุณสาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนแม่ทัพตระกูลเนี่ย บรรยากาศภายในเรือนพักของบุตรสาวคนโตเต็มไปด้วยความวุ่นวาย บ่าวไพร่ต่างเร่งรีบจัดเตรียมอาภรณ์และเครื่องประดับกันอย่างโกลาหล ด้วยวันนี้เป็นวันมงคลที่ฮูหยินตราตั้งแห่งจวนอัครเสนาบดีจัดงานเลี้ยงชมบุปผา เทียบเชิญประทับตราดอกโบตั๋นถูกส่งมาถึงมือเนี่ยซวงตั้งแต่สามวันก่อนแล้ว
ภายในห้องแต่งตัวที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์หอม เนี่ยซวงนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางมิได้กำลังตรวจทานความงดงามเพื่อไปประชันโฉมกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่น หากแต่กำลังขบคิดวางแผนที่จะทำลายภาพลักษณ์ของตนเองให้ย่อยยับป่นปี้ที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ปั้นเซี่ย นำปิ่นระย้าทองคำชุดนั้นมา" เนี่ยซวงชี้ปลายนิ้วไปยังกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่วางอยู่มุมโต๊ะ ปั้นเซี่ย สาวใช้คนสนิทขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะหยิบปิ่นทองคำประดับทับทิมเม็ดโตขึ้นมาพิจารณา "คุณหนู ปิ่นชุดนี้ท่านแม่ทัพสั่งทำเป็นพิเศษก็จริง แต่ลวดลายนี้ดูเทอะทะและใหญ่โตเกินงาม หากนำมาประดับบนศีรษะเกรงว่าจะดูหนักอึ้งจนเกินไป อีกทั้งเมื่อวานท่านเลือกอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายดอกเบญจมาศสีเหลืองไว้ หากนำมาใส่รวมกัน..." ทว่ามุมปากของเนี่ยซวงกลับยกยิ้มอย่างพึงพอใจ "นั่นแหละคือสิ่งที่ข้าต้องการ ข้าต้องแต่งกายให้ไร้รสนิยมที่สุด ให้ฉูดฉาดบาดตาจนผู้คนต้องเบือนหน้าหนี" "บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ" ปั้นเซี่ยรับคำอย่างรู้ใจ นางบรรจงเสียบปิ่นระย้าลงบนมวยผมของนายสาว ทีละชิ้นจนศีรษะของเนี่ยซวงเต็มไปด้วยประกายสีทองวูบวาบ จากนั้นจึงช่วยสวมอาภรณ์สีม่วงตัดกับลวดลายสีเหลือง ซึ่งเป็นคู่สีที่ขัดแย้งและดูรกรุงรังอย่างยิ่ง เมื่อแต่งตัวเสร็จสิ้น เนี่ยซวงลุกขึ้นยืนแล้วหมุนตัวหน้าคันฉ่อง แสงแดดยามเช้าสะท้อนเครื่องประดับทองคำบนเรือนร่างจนเกิดประกายระยิบระยับแสบตา นางพยักหน้าช้าๆ "สมบูรณ์แบบ วันนี้ข้าจะไปทำลายบรรยากาศงานเลี้ยงให้พินาศสิ้น" จวนอัครเสนาบดีตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองหลวง สวนบุปผาด้านหลังถูกเนรมิตไว้อย่างวิจิตรบรรจง ดอกไม้นานาพันธุ์แข่งกันผลิบานส่งกลิ่นหอมจรุงใจ เหล่าคุณหนูจากตระกูลขุนนางน้อยใหญ่ต่างแต่งกายด้วยอาภรณ์สีอ่อนหวานนุ่มนวล ราวกับมวลหมู่ผีเสื้อที่กำลังเริงระบำ กิริยามารยาทล้วนงดงามแช่มช้อยสมกับที่ได้รับการอบรมมาอย่างดี ทว่าภาพอันงดงามเหล่านั้นพลันต้องหยุดชะงักลง เมื่อรถม้าคันใหญ่โตของจวนแม่ทัพแล่นมาจอดเทียบหน้าประตู เสียงฝีเท้าหนักหน่วงของผู้มาเยือนทำให้ทุกคนเงียบเสียงลง เนี่ยซวงก้าวลงจากรถม้าด้วยท่วงท่าที่จงใจปั้นแต่งให้ดูเย่อหยิ่งจองหอง นางเชิดหน้าขึ้นสูง ปลายคางเชิดรั้น กวาดสายตามองไปรอบบริเวณราวกับมองเห็นผู้อื่นเป็นเพียงฝุ่นผง สายลมพัดชายกระโปรงสีม่วงสดสะบัดพลิ้ว เครื่องประดับทองคำบนศีรษะส่งเสียงกระทบกันดังกรุ๊งกริ๊งน่ารำคาญทุกจังหวะการย่างก้าว "นั่นคุณหนูเนี่ยใช่หรือไม่" เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นทันทีที่นางปรากฏตัว "ตายจริง นางแต่งกายอันใดกัน ช่าง... บาดตาเหลือเกิน" "ข้าได้ยินว่านางเพิ่งรังแกหญิงชราขอทานเมื่อวาน วันนี้ยังกล้าเสนอหน้ามาร่วมงานเลี้ยงอีกหรือ ช่างหน้าหนาเสียจริง" ถ้อยคำนินทาเหล่านั้นลอยเข้าหูเนี่ยซวงทุกประโยค แต่นางหาได้ใส่ใจไม่ กลับยิ่งรู้สึกเบิกบานใจ นางเดินตรงเข้าไปยังศาลากลางน้ำซึ่งเป็นที่รวมตัวของเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่ โดยไม่รอให้เจ้าของงานออกมาต้อนรับ "อ้าว นี่มิใช่คุณหนูหลินหรอกหรือ" เนี่ยซวงเอ่ยทักทายบุตรสาวเสนาบดีกรมพิธีการด้วยน้ำเสียงดังลั่น "ชุดของเจ้าวันนี้ช่างดูจืดชืดราวกับน้ำล้างผัก ไปตกถังแป้งที่ใดมาหรือไร" คุณหนูหลินหน้าแดงก่ำด้วยความอับอายและโกรธเคือง ริมฝีปากเม้มแน่น แต่มิกล้าต่อปากต่อคำด้วยเกรงกลัวอำนาจบิดาของเนี่ยซวง นางได้แต่ก้มหน้าและขยับกายถอยหนี เนี่ยซวงเดินวางอำนาจไปทั่วงาน ทักทายผู้อื่นด้วยวาจาเชือดเฉือน วิจารณ์การจัดดอกไม้ว่าไร้รสนิยมบ้าง บ่นว่าขนมรสชาติเหมือนดินทรายบ้าง จนบรรยากาศในงานเริ่มตึงเครียด ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้นาง รัศมีความร้ายกาจที่นางแผ่ออกมาทำให้ผู้คนต่างขยาด ในขณะที่เนี่ยซวงกำลังสนุกสนานกับการสวมบทบาทสตรีชั่วช้า สายตาของนางก็เหลือบไปเห็นสตรีร่างบอบบางผู้หนึ่งนั่งดีดพิณอยู่ริมสระบัว สตรีผู้นั้นสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ใบหน้าเศร้าสร้อยน่าทะนุถนอม ราวกับดอกบัวแรกแย้มที่ต้องลมฝน นางคือ ลู่เหลียน บุตรสาวอนุภรรยาของขุนนางกรมโยธา ผู้มีชื่อเสียงว่าเป็นสตรีที่อ่อนโยนและเปี่ยมด้วยพรสวรรค์ แต่เนี่ยซวงรู้ดีว่าภายใต้ใบหน้าใสซื่อบริสุทธิ์นั้นซุกซ่อนสิ่งใดเอาไว้ ลู่เหลียนผู้นี้มักจะใช้มารยาทำให้ผู้อื่นดูเป็นคนร้ายเพื่อเรียกร้องความสงสาร เนี่ยซวงหรี่ตาลง สังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่าง ลู่เหลียนกำลังรินน้ำชาลงในถ้วยเคลือบอย่างระมัดระวัง สายตาของนางลอกแลกมองไปทางกลุ่มคุณชายที่นั่งสนทนากันอยู่อีกฝั่งของสวน โดยเฉพาะคุณชายรองตระกูลหวัง ผู้เป็นหลานชายของไทเฮา ปั้นเซี่ยที่ยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลังกระตุกชายแขนเสื้อนายสาวเบาๆ ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่ว "คุณหนู กลิ่นน้ำชาถ้วยนั้นแปลกประหลาดเจ้าค่ะ กลิ่นหอมฉุนคล้ายดอกราตรี แต่มิใช่กลิ่นชาหลงจิ่งอย่างแน่นอน บ่าวจำได้ว่ากลิ่นนี้คล้ายคลึงกับ... ยาปลุกกำหนัดชนิดรุนแรงที่พวกสตรีในหอคณิกานิยมใช้" เนี่ยซวงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววเหี้ยมเกรียม "กล้าใช้วิธีสกปรกต่ำช้าในงานเลี้ยงอันทรงเกียรติเชียวหรือ นางคงหวังจะรวบหัวรวบหางคุณชายหวังเพื่อถีบตัวเองขึ้นเป็นฮูหยินสินะ ช่างบังอาจนัก" "คุณหนูจะทำเช่นไรเจ้าคะ จะเปิดโปงนางเลยหรือไม่" "เปิดโปงไปใครเล่าจะเชื่อ ไม่สู้ใช้วิธีที่ข้าถนัดเสียดีกว่า" เนี่ยซวงจัดแต่งอาภรณ์ให้เข้าที่ ก่อนจะก้าวเท้าเดินตรงเข้าไปหาลู่เหลียนอย่างมาดมั่น ลู่เหลียนเห็นเนี่ยซวงเดินเข้ามาใกล้ก็แสร้งทำเป็นตกใจ ร่างกายสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ "คะ... คุณหนูเนี่ย ท่านมีธุระอันใดกับข้าน้อยหรือเจ้าคะ" "ข้าเห็นเจ้าดีดพิณได้น่ารำคาญหูยิ่งนัก เสียงดังหนวกหูราวกับแมวขูดยางไม้" เนี่ยซวงเอ่ยเสียงดัง พลางมองถ้วยชาในมือลู่เหลียนด้วยสายตาเหยียดหยาม "แล้วนั่นน้ำชาอันใด สีขุ่นเหมือนน้ำล้างเท้า เจ้าจะนำไปมอบให้ผู้ใดดื่ม" "นี่... นี่เป็นชาดอกไม้ที่ข้าน้อยปรุงขึ้นเองเจ้าค่ะ ตั้งใจจะนำไปให้..." ลู่เหลียนยังเอ่ยไม่ทันจบประโยค เนี่ยซวงก็แสร้งทำเป็นสะดุดชายกระโปรงยาวรุ่มร่ามของตนเอง ถลันกายเข้าไปชนร่างบอบบางของลู่เหลียนอย่างแรง "ว้าย" เสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้นพร้อมกับเสียงถ้วยชาแตกกระจาย น้ำชาสีอำพันหกเลอะเต็มชุดสีขาวบริสุทธิ์ของลู่เหลียนจนเปียกชุ่ม "ตายจริง" เนี่ยซวงอุทานด้วยน้ำเสียงที่ไร้ซึ่งความรู้สึกผิด นางยืดกายขึ้นแล้วปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า "เจ้ามาขวางทางข้าด้วยเหตุใด เดินเหินไม่ดูตาม้าตาเรือ สมน้ำหน้า ชุดสวยๆ ของเจ้ากลายเป็นผ้าขี้ริ้วเสียแล้ว" ลู่เหลียนน้ำตาไหลพราก รีบคุกเข่าลงเก็บเศษถ้วยชาด้วยมือเปล่า เลือดสีแดงสดซึมออกมาจากปลายนิ้ว เกิดเป็นภาพที่น่าเวทนาต่อผู้พบเห็น "คุณหนูเนี่ย ฮึก... ข้าน้อยผิดไปแล้ว ท่านโปรดอย่าโกรธเคืองข้าน้อยเลย" ลู่เหลียนร้องไห้สะอึกสะอื้นเหล่าคุณหนูและคุณชายในงานต่างพากันกรูเข้ามารุมล้อม เสียงก่นด่าเนี่ยซวงดังเซ็งแซ่ไปทั่วบริเวณ"เกินไปแล้ว คุณหนูเนี่ยท่านรังแกคนไม่มีทางสู้ จิตใจท่านทำด้วยสิ่งใด" คุณชายผู้หนึ่งตะโกนชี้หน้าด่าทอด้วยความเดือดดาล"ลู่เหลียนผู้น่าสงสาร อุตส่าห์ตั้งใจชงชา นางผิดอันใดหรือ"เนี่ยซวงยืนกอดอก เชิดหน้ามองดูละครฉากใหญ่ตรงหน้าด้วยความสมเพช นางรู้ดีว่าถ้านางไม่ชนถ้วยชานั้นหก คุณชายหวังที่เดินผ่านมาคงดื่มมันเข้าไป และงานเลี้ยงนี้คงกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่เสื่อมเสียเกียรติ"ข้าบอกว่าข้าสะดุด ก็คือสะดุด" เนี่ยซวงประกาศก้อง "อีกประการหนึ่ง ชารสชาติแย่ๆ เช่นนั้น หกทิ้งไปเสียก็ดีแล้ว จะได้ไม่ไปทำท้องไส้ใครเขาปั่นป่วน"กล่าวจบนางก็สะบัดหน้าเดินหนีออกมา ทิ้งให้ลู่เหลียนนั่งร้องไห้โดยมีฝูงชนรุมปลอบโยน เนี่ยซวงเดินเลี่ยงอ้อมไปทางด้านหลังสวนเพื่อหลบสายตาผู้คน ทรุดกายลงนั่งบนม้าหินอ่อนใต้ต้นท้อใหญ่ พร้อมถอนหายใจยาวเหยียด"เฮ้อ... เป็นคนชั่วนี่มันเหนื่อยกว่าที่คิดนะ ปั้นเซี่ย ขอน้ำหน่อย คอข้าแห้งไปหมดแล้วเพราะต้องตะโกนด่าคน"ปั้นเซี่ยส่งกระบอกน้ำไม้ไผ่ให้นายสาว "แต่ก็นับว่าคุ้มค่านะเจ้าคะ คุณหนูช่วยคุณชายหวังไว้ได
แสงรุ่งอรุณสาดส่องกระทบหลังคากระเบื้องเคลือบของจวนแม่ทัพตระกูลเนี่ย บรรยากาศภายในเรือนพักของบุตรสาวคนโตเต็มไปด้วยความวุ่นวาย บ่าวไพร่ต่างเร่งรีบจัดเตรียมอาภรณ์และเครื่องประดับกันอย่างโกลาหล ด้วยวันนี้เป็นวันมงคลที่ฮูหยินตราตั้งแห่งจวนอัครเสนาบดีจัดงานเลี้ยงชมบุปผา เทียบเชิญประทับตราดอกโบตั๋นถูกส่งมาถึงมือเนี่ยซวงตั้งแต่สามวันก่อนแล้วภายในห้องแต่งตัวที่อบอวลด้วยกลิ่นกำยานไม้จันทน์หอม เนี่ยซวงนั่งอยู่หน้าคันฉ่องทองเหลืองบานใหญ่ นางมิได้กำลังตรวจทานความงดงามเพื่อไปประชันโฉมกับเหล่าคุณหนูตระกูลอื่น หากแต่กำลังขบคิดวางแผนที่จะทำลายภาพลักษณ์ของตนเองให้ย่อยยับป่นปี้ที่สุดเท่าที่จะทำได้"ปั้นเซี่ย นำปิ่นระย้าทองคำชุดนั้นมา" เนี่ยซวงชี้ปลายนิ้วไปยังกล่องกำมะหยี่สีแดงสดที่วางอยู่มุมโต๊ะปั้นเซี่ย สาวใช้คนสนิทขมวดคิ้วเล็กน้อยขณะหยิบปิ่นทองคำประดับทับทิมเม็ดโตขึ้นมาพิจารณา "คุณหนู ปิ่นชุดนี้ท่านแม่ทัพสั่งทำเป็นพิเศษก็จริง แต่ลวดลายนี้ดูเทอะทะและใหญ่โตเกินงาม หากนำมาประดับบนศีรษะเกรงว่าจะดูหนักอึ้งจนเกินไป อีกทั้งเมื่อวานท่านเลือกอาภรณ์ผ้าไหมสีม่วงเข้มปักลายดอกเบญจมาศสีเหลืองไว้ หากนำมาใส่รวมกัน.
"น่าขันสิ้นดี" มู่หรงจิ่งพึมพำเสียงเรียบ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่านยาก "มีคนยอมควักเนื้อจ่ายเงินเพื่อซื้อชื่อเสียงเน่าเหม็นให้ตัวเองด้วยหรือ"บุรุษร่างสูงใหญ่ในชุดดำสนิทที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาขยับตัวเล็กน้อย ใบหน้าเคร่งขรึมดุดันนั้นคือ พั่วจวิน องครักษ์คนสนิท เอ่ยถามด้วยความสงสัย "ท่านอ๋อง หมายความว่าข่าวลือพวกนี้...""ล้วนเป็นเรื่องที่นางจ้างคนมาป่าวประกาศทั้งสิ้น" มู่หรงจิ่งวางถ้วยชาลง แววตาฉายแววสนุกสนาน "บุตรสาวแม่ทัพเนี่ย... เนี่ยซวง ข้าเคยได้ยินชื่อนางมาบ้าง ว่ากันว่าเป็นโฉมสะคราญที่บิดาหวงแหนยิ่งนัก แต่มิคิดว่าจะเป็นสตรีที่สติวิปลาสถึงเพียงนี้""นางอาจจะเพียงแค่เรียกร้องความสนใจกระมังพ่ะย่ะค่ะ" พั่วจวินคาดเดาตามประสาบุรุษทึ่มทื่อ"เรียกร้องความสนใจด้วยการให้คนทั้งเมืองรุมสาปแช่งหรือ" มู่หรงจิ่งแค่นหัวเราะในลำคอ "วิธีเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ ช่างแปลกประหลาดนัก ดูท่านางคงมีแผนการบางอย่าง... หรือไม่ก็แค่เป็นสตรีที่ว่างงานจนฟุ้งซ่าน"ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นจากด้านล่าง เรียกความสนใจของทุกคนในโรงน้ำชา"หลีกไป! ยายแก่สกปรก อย่ามาขวางทางคุณหนูของข้า!"เสียงตวาดแหลมสูงดังขึ้น
ยามอู่ แสงแดดเจิดจ้าสาดส่องลงมากระทบหลังคากระเบื้องสีเขียวเข้มของโรงน้ำชาจุ้ยเซียน ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่กลางถนนสายหลักของเมืองหลวง กลิ่นหอมกรุ่นของชาหลงจิ่งชั้นดีลอยอบอวลผสมปนเปไปกับเสียงอื้ออึงของผู้คน บรรยากาศภายในโรงน้ำชาคึกคักจอแจยิ่งกว่าตลาดสด ยามนี้ทุกโต๊ะที่นั่งล้วนถูกจับจองจนแน่นขนัด มิใช่เพราะรสชาติของชาหรือขนมกุ้ยฮวาอันเลื่องชื่อ หากแต่เป็นเพราะหัวข้อสนทนาที่นักเล่านิทานประจำโรงน้ำชากำลังป่าวประกาศด้วยน้ำเสียงอันดังก้องกังวาน"หากจะกล่าวถึงสตรีที่งดงามที่สุดในเมืองหลวง ย่อมต้องยกให้บุตรสาวอัครเสนาบดี แต่หากจะเอ่ยถึงสตรีที่จิตใจคับแคบ หยาบกระด้าง และไร้ยางอายที่สุดในใต้หล้า... จะเป็นผู้ใดไปมิได้นอกจาก คุณหนูใหญ่เนี่ยซวง บุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่ตระกูลเนี่ย!"สิ้นเสียงตบไม้ปลุกใจของนักเล่านิทาน ผู้คนในโรงน้ำชาต่างพากันส่งเสียงฮือฮา บ้างส่ายหน้าด้วยความระอา บ้างถ่มน้ำลายลงพื้นอย่างรังเกียจเมื่อได้ยินชื่อนั้น"ข้าได้ยินมาว่าเมื่อวานนางสั่งลงโทษสาวใช้ในเรือนเพียงเพราะสาวใช้ผู้นั้นทำน้ำแกงหกใส่ชุดใหม่ของนาง ถึงขั้นสั่งให้คุกเข่าตากแดดสามชั่วยามจนเป็นลมล้มพับไป" ชายร่างท้วมผู้หนึ่งเอ







