Se connecterสตรีโง่งมที่เคยเป็นหมากให้บุรุษเหยียบย่ำจนตระกูลพินาศ...ได้ตายไปแล้ว!
Voir plusยามจื่อ (23.00-24.59 น.) ลมหนาวปลายสารทฤดูพัดโชยผ่านหน้าต่างจวนหนิงหย่วนโหว ทว่าภายในห้องบัญชียังคงมีร่างของสตรีผู้หนึ่งนั่งหลังขดหลังแข็งอยู่ใต้แสงเทียนสลัว
นิ้วเรียวงามที่ควรได้รับการทะนุถนอม บัดนี้กลับมีรอยด้านจากการดีดลูกคิดและจับพู่กัน กู้เย่หลีถอนหายใจยาว แววตาเหนื่อยล้าแต่มุมปากกลับประดับด้วยรอยยิ้ม บาง ๆ เมื่อพลิกดูตัวเลขในหน้าสุดท้าย นางเพิ่งสั่งให้แม่นมคนสนิทแอบนำ ‘สินเดิม’ ของมารดาไปจำนำ เพื่อนำเงินมาอุดรอยรั่วและรักษาหน้าตาให้จวนโหวที่กำลังขัดสนหนัก
ใคร ๆ ในเมืองหลวงต่างก็บอกว่าบุตรีแม่ทัพใหญ่อย่างนางช่างโชคดี...โชคดีที่ได้แต่งงานกับ ‘เสิ่นจื่อรุ่ย’ หนิงหย่วนโหวผู้หล่อเหลา อนาคตไกล และที่สำคัญคือเป็นสุภาพบุรุษผู้รักเดียวใจเดียว ไม่เคยมองสตรีอื่น ไม่แม้แต่จะรับอนุเข้าจวนให้ภรรยาเอกต้องช้ำใจ
เพื่อบุรุษที่อ่อนโยนผู้นี้ ต่อให้นางต้องควักเนื้อตัวเองจนหมดตัว ทรยศความหวังดีของตระกูลกู้ หรือต้องตรากตรำลำบากแค่ไหน นางก็ยินยอม
“ป่านนี้ท่านโหวคงเหนื่อยแย่แล้ว...”
กู้เย่หลีพึมพำกับตัวเองด้วยความรักใคร่ นางประคองถ้วยน้ำแกงไก่ตุ๋นโสมที่ลงมือเคี่ยวไฟอ่อนด้วยตัวเองถึงสามชั่วยาม หมายจะนำไปบำรุงสามีสุดที่รัก ที่อ้างว่า ‘คืนนี้งานราชการรัดตัวจำต้องค้างที่ห้องหนังสือ’
ระเบียงทางเดินทอดยาวเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่าน แต่เมื่อก้าวเข้าใกล้เรือนหนังสือตะวันตก ฝีเท้าของกู้เย่หลีกลับต้องชะงักงัน
แทนที่จะได้ยินเสียงพลิกหน้ากระดาษ หรือเสียงพู่กันจุ่มน้ำหมึกจรดลงบนกระดาษ สิ่งที่เล็ดลอดออกมาจากช่องประตูที่แง้มอยู่ครึ่งบาน กลับเป็นเสียงหอบกระเส่าและเสียงครวญครางหวานล้ำที่ทำเอาคนฟังชาวาบไปทั้งร่าง!
“ท่านโหว... อ๊ะ... เบาหน่อยสิเจ้าคะ ประเดี๋ยวพี่หญิงมาได้ยินเข้า...”
“หึ... นางคนโง่งมนั่นป่านนี้คงก้มหน้าก้มตาหาเงินมาประเคนให้จวนข้าอยู่กระมัง ข้าเบื่อหน่ายใบหน้าจืดชืดและนิสัยหยาบกระด้างของนางเต็มทน... สู้ ‘เยว่ซิน’ ของข้าก็ไม่ได้ ออดอ้อนเก่งถึงเพียงนี้..."
เพล้ง!!
ราวกับมีอสนีบาตฟาดสาดลงกลางกระหม่อม!
มือที่ประคองถ้วยกระเบื้องเคลือบสั่นสะท้านจนเผลอผลักบานประตูออกกว้าง ถ้วยน้ำแกงหล่นแตกกระจายเต็มพื้น น้ำแกงอุ่นร้อนที่เคี่ยวมาด้วยความรักสาดกระเซ็น... ไม่ต่างจากหัวใจที่แตกสลายไม่มีชิ้นดี
ภาพเบื้องหน้าคือบุรุษผู้เป็นสามีแสนดีของนาง กำลังกกกอดนัวเนียอยู่บนตั่งนุ่มกับร่างเปลือยเปล่าของสตรีผู้หนึ่ง สภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยร่วงหล่นกองอยู่บนพื้นบ่งบอกว่าพวกเขาลึกซึ้งกันมาเนิ่นนานเพียงใด
และที่น่าขันอย่างร้ายที่สุด... สตรีนางนั้นคือ ‘ซูเยว่ซิน’ ญาติผู้น้องแสนบอบบางที่นางรักและคอยปกป้องราวกับน้องสาวแท้ ๆ มาโดยตลอด!
เสียงกระเบื้องเคลือบแตกกระจายดังบาดหู ทำเอาสองร่างที่กำลังเกี่ยวกระหวัดรัดรึงกันบนตั่งเตียงสะดุ้งสุดตัว!
เสิ่นจื่อรุ่ยหันขวับมามอง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเปี่ยมด้วยความอ่อนโยนบัดนี้ซีดเผือดไร้สีเลือด เขารีบคว้าเสื้อคลุมขึ้นมาปกปิดร่างกายที่เปลือยเปล่า ลิ้นรัวแทบไม่เป็นคำ “เย่... เย่หลี! ฟังข้าอธิบายก่อน มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด!”
ไม่ใช่อย่างที่นางคิด? กู้เย่หลีแค่นยิ้มหยันในใจ สภาพซ้อนทับกันแนบแน่นถึงเพียงนี้ ยังกล้าเอ่ยปากว่าไม่ใช่อย่างที่คิดอีกหรือ!
“พี่หญิง! ฮึก... ฮือ...”
ซูเยว่ซินรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาปิดบังเรือนร่างบอบบาง นางซุกใบหน้าลงกับแผ่นหลังของเสิ่นจื่อรุ่ย ตัวสั่นเทาราวกับลูกนกตกน้ำ เสียงสะอื้นไห้ปานจะขาดใจราวกับบิดาตาย
“พี่หญิงโปรดระงับโทสะด้วย...ข้ากับท่านโหวพยายามห้ามใจแล้ว แต่เราสองคนรักกันเหลือเกิน... ข้าผิดเอง ข้าไม่ดีเอง พี่หญิงตบตีข้าเถิด!”
เสียงปี่พาทย์มงคลที่ดังกึกก้องมาจากถนนสายหลักของเมืองหลวงต้านโจว ช่างเป็นเสียงที่บาดหูและชวนให้หงุดหงิดที่สุดในชีวิตของ ‘เซี่ยเปี้ยนซาง’บนชั้นสองของโรงเตี๊ยมหรูที่ถูกเหมาปิดชั้นไว้อย่างเงียบเชียบ ร่างสูงใหญ่ในชุดแพรไหมสีดำขลิบทองนั่งแผ่รังสีอำมหิตอยู่บนเก้าอี้ไม้หนานมู่ นัยน์ตาสีรัตติกาลที่เคยมืดมิด บัดนี้คุกรุ่นไปด้วยเปลวเพลิงแห่งโทสะที่พร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้เป็นจุณ มือหนาที่วางอยู่บนพนักเก้าอี้กำแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนบนโต๊ะตรงหน้าเขา... มีจอกสุราหยกขาว และกล่องไม้ที่บรรจุ ‘ราชโองการสมรสพระราชทานเปล่า’ ของอดีตฮ่องเต้วางเตรียมพร้อมเอาไว้แน่นอนว่าวันนี้เขาจะมาชิงตัวเจ้าสาว“ม่ออิง... สายสืบรายงานมาว่าอย่างไร” เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามอย่างเยือกเย็น ทว่ากดดันจนองครักษ์เงาที่ยืนอยู่เบื้องหลังต้องลอบกลืนน้ำลาย“ทูลท่านอ๋อง ขบวนเกี้ยวเจ้าสาวเพิ่งเลี้ยวพ้นตรอกฝั่งตะวันออก กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้พ่ะย่ะค่ะ ส่วน ‘ซูเยว่ซิน’ สตรีที่เป็นชู้รักของหนิงหย่วนโหว บัดนี้ปะปนอยู่ในกลุ่มชาวบ้านใกล้กับจุดที่ขบวนจะเคลื่อนผ่าน ตามที่ท่านอ๋องคาดการณ์ไว้ทุกประการ องครักษ์เงาของเราประจำจุดเตรียมพร้อมแล้วพ่ะย่ะ
พูดจบเขาก็แกล้งเตะโคนต้นไม้อย่างแรงจนกิ่งก้านสั่นไหว กู้เย่หลีที่ไม่ได้ตั้งตัวเบิกตากว้าง ปล่อยมือจากกิ่งไม้พร้อมกับผลซานจาที่ร่วงหล่น ร่างเล็ก ๆ ของนางเสียหลักพลัดตกลงมาจากความสูงทันที!“ว้ายยย!”เซี่ยเปี้ยนซางตกใจสุดขีด เขาลืมเรื่องหยอกล้อไปจนสิ้น ร่างสูงโปร่งพุ่งทะยานเข้าไปรับก้อนแป้งน้อยเอาไว้ในอ้อมแขนได้อย่างฉิวเฉียด! ทว่าด้วยแรงกระแทกและสรีระที่ยังไม่แข็งแกร่งเต็มร้อย ทำให้ทั้งคู่เสียหลัก ล้มกลิ้งลงอยู่กลางทุ่งดอกไม้สีสันสดใสที่เบ่งบานรับแสงแดดอั้ก!กู้เย่หลีหลับตาปี๋ ทว่าแทนที่จะเจ็บปวด นางกลับสัมผัสได้เพียงความอ่อนนุ่มของทุ่งหญ้าและแผงอกที่รองรับอยู่ด้านล่าง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมา นางก็ต้องหน้ามุ่ยด้วยความโกรธจัด ทุบกำปั้นเล็กลงบนอกของคนเบื้องล่างสุดแรง“โอ๊ย! ท่านแกล้งข้า! ข้าจุกไปหมดแล้วนะ หายใจไม่ออกแล้วด้วย!” เด็กหญิงโวยวายหน้าแดงก่ำทว่า... คนที่ถูกทับกลับนอนนิ่งค้าง ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเย็นชาบัดนี้แดงเถือกไปจนถึงใบหู ลมหายใจของเซี่ยเปี้ยนซางสะดุดกึก หายใจติดขัดยิ่งกว่าคนโดนบีบคอ!เพราะตำแหน่งที่กู้เย่หลีนั่งทับลงมาอย่างพอดิบพอดีนั้น... คือกึ่งกลางกายของบุรุษหนุ่มที่เพิ่งจะ
สายลมพัดผ่านค่ายทหารชายแดนบูรพา หอบเอาความแห้งแล้งและกลิ่นฝุ่นมาเตะจมูก ทว่าสำหรับ ‘เซี่ย เปี้ยนซาง หรือเซี่ยอ๋อง’ ในวัยสิบหกชันษา กลิ่นอายเหล่านี้เปรียบเสมือนโซ่ตรวนที่ล่ามเขาไว้กับความจริงอันแสนหนักอึ้งหลังจากการจากไปอย่างกะทันหันของผู้เป็นบิดา บุรุษหนุ่มวัยฉกรรจ์ที่ควรจะได้ใช้ชีวิตอิสระ กลับถูกผลักขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำตระกูลเซี่ยรับตำแหน่งเซี่ยอ๋อง ถือครองตราพยัคฆ์ทมิฬที่กุมกำลังทหารนับแสนถูกวางลงบนบ่าที่ยังเติบโตไม่เต็มที่เดิมตราพยักทมิฬนี้มีสองชิ้นชิ้นแรกสำหรับแม่ทัพที่รักษาดินแดน ซึ่งตอนนี้ตกเป็นของตระกูลกู้ เป็นตระกูลที่เซี่ยอ๋องผู้ล่วงลับไว้เนื้อเชื่อใจ แต่อย่างใดก็แล้วแต่ยังต้องฟังคำสั่งเซี่ยอ๋องที่มีตราเสมือนตราแม่อยู่นี่เป็นความประสงค์ของอดีตฮ่องเต้ที่ไว้เนื้อเชื่อใจตระกูลเซี่ยมาช้านาน ทั้งคำสัตย์สาบานเป็นพี่น้องต่างแซ่จนตระกูลเซี่ยได้บรรดาศักดิ์อ๋องเขาต้องสวมหน้ากากแห่งความเดือดดาลและเย็นชา เพื่อข่มขวัญเหล่าขุนนางเฒ่าที่จ้องจะแย่งชิงอำนาจ ท่ามกลางหมาป่าที่หิวโหย เซี่ยเปี้ยนซางไม่อาจแสดงความอ่อนแอให้ผู้ใดเห็นได้แม้แต่เสี้ยวลมหายใจสถานที่เดียวที่มัจจุราชวัยเยาว์ผู้นี้จ
“แต่ถึงอย่างไร ในใจข้า เจ้าก็สำคัญเป็นอันดับหนึ่งเสมอ เย่หลีของข้า...”“เกี่ยวอันใดเพคะ” นี่แหละคือเซี่ยเปี้ยนซางมักจะหาทางชมนาง บอกรักนางเพื่อหลีกเลี่ยงความผิด“เกี่ยวสิ...เพราะข้ามีภรรยาเพียงผู้เดียว ไม่ว่าเรื่องอันใดเจ้าคือถูกต้องเสมอ”กู้เย่หลีหน้าแดงซ่าน หยิกแขนแกร่งไปหนึ่งที “ท่านเลิกประจบข้าได้แล้ว ลูกมองอยู่นะ...”บรรยากาศในอุทยานเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ครอบครัวสามคนพ่อแม่ลูกดูราวกับภาพวาดที่สมบูรณ์แบบที่สุดในใต้หล้า ยมบาลผู้โหดเหี้ยมได้พบกับแสงสว่างที่เยียวยาทุกรอยแผลในใจของเขาแล้วแสงแดดอุ่นแห่งวสันต์ฤดูสาดส่องลงมายังศาลาริมสระบัว กู้เย่หลีในชุดกระโปรงยาวพลิ้วไหวสีฟ้าอ่อน เอนกายพิงพนักเก้าอี้อย่างเกียจคร้าน ทว่ารอยยิ้มงดงามประดับอยู่บนริมฝีปากบางไม่คลาย เมื่อดวงตาหงส์ไล่อ่านตัวอักษรบนกระดาษเซวียนจื่อแผ่นแล้วแผ่นเล่าลายมือตวัดหนักแน่นทรงพลัง ทว่าแฝงความนุ่มนวลอยู่ในทีนี้ จะเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก กู้จ้านอวี่ ผู้เป็นพี่ชายร่วมอุทร แม่ทัพใหญ่แห่งบูรพาที่บัดนี้ประจำการอยู่ชายแดนเหนือ ส่วนบิดาวางมือจากแม่ทัพผันตัวเป็นกุนซือแทนแต่ก็ยังรั้งอยู่ชายแดน เพราะภรรยาสิ้นที่ชาย





