ANMELDENคืนนั้น…
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางสีอ่อนพัดนิด ๆ ตามลมกลางคืน เทียนในห้องถูกจุดจนสว่างเป็นวงนุ่มล้อมเตียงใหญ่กลางตำหนัก
จีน่านั่งบนเตียงในชุดนอนผ้าไหมตัวเดิมที่เสี่ยวหลันคอยจัดให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ผ้าบาง ๆ จะพอทำได้ เธอห่มผ้าจนถึงคอ ผมยาวถูกปล่อยสยาย แต่ใบหน้าถูกแต่งให้ดูซีดบางนิด ๆ แฝงความน่าสงสาร นัยน์ตาดูฉ่ำน้ำเหมือนคนเพิ่งร้องไห้
เสี่ยวหลันยืนรีรออยู่ใกล้ ๆ เสี่ยวไป๋รอด้านนอกเตียง เหมือนเตรียมเป็นผู้รายงานสภาพภายในตำหนัก
“ท่านเสียนเฟยเพคะ…แน่ใจนะเพคะ ว่าจะไม่แกล้งเป็นลม?”
“ไม่เอาแล้ว” จีน่าส่ายหน้า “จะเนียนหรือไม่เนียน คนอย่างเขาดูออกหมด”
เธอสูดหายใจเข้าลึก หัวใจเต้นแรงไปล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ได้ยินเสียงประกาศเลยด้วยซ้ำ
แต่ไม่นาน…เสียงที่เธอทั้งคุ้นและเกลียดจะคุ้นก็ดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จจจจจ!”
เสียงประกาศของขันทีหน้าตำหนักตามด้วยเสียงฝีเท้าทหารองครักษ์ ประตูตำหนักเปิดออกอย่างมีมารยาท
หลงจวิ้นในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม ลำตัวสูงใหญ่ ดวงตาคมเย็นเฉียบกวาดมองไปรอบห้องอย่างเคยชิน ก่อนจะหยุดที่เตียง…และร่างของอิงอวี้บนเตียง
เสี่ยวไป๋รีบคุกเข่าลง “ถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ท่านเสียนเฟย…วันนี้พระกายอ่อนแรงนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
หลงจวิ้นเลิกคิ้ว “อ่อนแรง?”
ดวงตาคมหันมามองหญิงสาวบนเตียง จีน่ารู้สึกเหมือนถูกเลเซอร์สแกนทั้งตัว แต่เธอรวบรวมสติ ยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วทำเสียงอ่อย ๆ
“ฝ่าบาท…เสด็จมาแล้วหรือเพคะ…”
เสี่ยวหลันข้าง ๆ ขนลุกซู่ เล่นละครเก่งจนเกือบเชื่อเองแล้ว!
หลงจวิ้นเดินเข้ามาใกล้เตียง เสียงรองเท้าหนังนุ่มกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะนิ่ง ๆ เขานั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าซีดแต่สวยของอิงอวี้ นิ้วเรียวยื่นมาจับข้อมือบางเบา...เช็คชีพจรอย่างเคย
เต้นเป็นจังหวะปกติ…
แรงดี… ไม่เหมือนคนใกล้ตายดวงตาคมจึงเหลือบมองเธออย่างรู้ทัน แต่คราวนี้…กลับมีแววสนุกแฝงอยู่ด้วย
“หืม” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ชีพจรดูแข็งแรงดี”
“แต่หัวใจข้าอ่อนล้ามากเพคะ…” จีน่ารีบสวน “วันนี้ทั้งวันถูกคนทั้งวังมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร…เหนื่อยใจยิ่งกว่าร่างกายอีกเพคะ”
คำว่า “เหนื่อยใจ” ทำให้เขาชะงักนิดหนึ่ง
“ใคร…ทำให้เจ้าเหนื่อย?” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนเป็นเย็นจัดทันที
โอ้โห…พลิกประเด็นได้ด้วย!
“ไม่มีใครกล้า ‘ทำ’ หรอกเพคะ” เธอรีบบอก “แต่สายตา…คำซุบซิบ…เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ เวลาเดินผ่าน…มันก็พอทำให้คนรู้สึกได้ว่าเขา ‘คิด’ ยังไงกับเรา”
หลงจวิ้นเงียบไป...เงียบอย่างที่จีน่ารู้สึกได้ว่าเขากำลังคิดอะไรจริงจังอยู่
“ถ้าใครกล้าทำให้เจ้าเดือดร้อน” เขาเอ่ยช้า ๆ “เจ้าแค่เรียกชื่อข้า…ข้าจะจัดการเอง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจจีน่าหยุดเต้นไปเสี้ยววินาที
นี่ใช่ไหม…สิ่งที่ทำให้คนทั้งวังเกลียดอิงอวี้ เพราะมีเสือเถื่อนคอยหนุนหลังแบบนี้
เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ “เพคะ…เพียงแต่…วันนี้ข้าอ่อนใจไปหน่อย เลยอยากพัก”
เธอจงใจเน้นคำว่า “พัก” แล้วเอียงหน้าหนีเขาน้อย ๆ ทำท่าซึม ๆ
หลงจวิ้นมองท่าทางนั้น แล้วแววตาก็เปลี่ยนไปจากหิวกระหาย…เป็นหงุดหงิดปนนุ่มนวลแปลก ๆ
“เจ้าเปลี่ยนไปมากจริง ๆ อิงอวี้” เขาพึมพำ “เมื่อก่อน…เจ้าไม่เคยยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ”
“ก็…” จีน่าหันกลับมายิ้มบาง ๆ “ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ว่าการยอมรับ ‘ความอ่อนแอ’ ของตัวเอง…บางทีก็เป็นเกราะอย่างหนึ่งเหมือนกันเพคะ”
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนกำลังพยายามเปิดอ่านหนังสือที่ปิดผนึกด้วยภาษาที่เขาไม่คุ้น
“เจ้าไปเอาคำพูดนี้มาจากไหน”
“จาก…อีกโลกหนึ่ง…ค่ะ” เธอเกือบหลุด แต่รีบเปลี่ยนคำ “จากความคิดใหม่ของข้าเองเพคะ”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้อึดอัดเหมือนก่อน
หลงจวิ้นถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าทำให้ข้าอยากจะอยู่…มากกว่าที่คิดไว้อีก”
เอ้า…จบเห่
จีน่าหัวเราะแห้ง ๆ “แหะ ๆ แต่ร่างกายข้า…วันนี้มัน…ไม่ให้ความร่วมมือนักเพคะ”
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากยกขึ้นมุมหนึ่ง
“เจ้าเอาแต่พูดว่าร่างกายไม่ไหว…แต่ดวงตาเจ้ากลับยังสว่างอยู่” เขาโน้มตัวใกล้เข้ามาอีกนิด “หรือเจ้ากำลังลองใจข้าอยู่?”
เธอแทบกลั้นหายใจ “ข้ามิกล้าลองใจฝ่าบาทหรอกเพคะ”
“หึ” เขาหัวเราะในลำคอ “ไม่กล้า…แต่ทำอยู่”
มือใหญ่เลื่อนจากข้อมือมาจับปลายคางเธอเบา ๆ เขายกใบหน้าเธอขึ้นมาจ้องตรง ๆ สายตาคู่นั้นทั้งดิบ เฉียบคม และเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน
“ข้าให้เวลาเจ้าเล่นละครมาสักพักแล้ว” เขากระซิบ “นี่คือฉากสุดท้ายของคืนนี้ หรือเจ้าจะยังด้นสดต่อไปได้อีก?”
ให้ตายเถอะ…เขาดูออกตั้งแต่แรกจริง ๆ นั่นแหละ
จีน่ากลืนน้ำลายดังอึก “ฝ่าบาท…ไม่สนุกเหรอเพคะ?”
เขาชะงักไปนิดหนึ่งกับคำถามนั้น “…หมายความว่า?”
“ก็…” เธอยิ้มมุมปาก “ในทั้งวังหลัง มีใครกล้ากวนฝ่าบาทแบบนี้นอกจากข้าไหมเพคะ?”
คำถามง่าย ๆ แต่ตรงจุด ทำให้เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
“ไม่มี” เขาตอบอย่างไม่ลังเล “และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทั้งวังกลัวเจ้า…แต่ข้ากลับติดใจเจ้า”
คำว่า “ติดใจ” ทำให้ใบหน้าจีน่าร้อนผ่าวถึงใบหู เขาโน้มตัวใกล้เข้ามาอีก จนตอนนี้โลกทั้งใบของเธอเหลือเพียงกลิ่นกายอุ่น ๆ เสียงทุ้มต่ำ และดวงตาคมเข้มที่อยู่ใกล้อย่างอันตราย
“คืนนี้…” เขาเอ่ยช้า ๆ “ข้าจะถือว่าให้รางวัลเจ้า…ที่ทำให้ข้าหัวเราะได้”
หัวใจจีน่าเต้นแรง แปลว่า…รอด?
“แต่...”
คำว่า “แต่” ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง
“ข้าไม่คิดจะกลับออกจากตำหนักนี้…โดยไม่ได้อยู่บนเตียงเดียวกับเจ้า” น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอจะทำให้เลือดในกายเธอสูบฉีดแรงขึ้นทันที
“ท่าน…จะทำอะไรคะ เอ่อ เพคะ!?” จีน่าเผลอพูดตะกุกตะกัก
หลงจวิ้นไม่ได้ตอบทันที เขาเลื่อนมือจากปลายคางลงมาที่ไหล่บาง ก่อนจะจับขอบผ้าห่มเบา ๆ แล้วดันให้เธอเอนตัวลงนอนอย่างช้า ๆ แรงกดของฝ่ามือไม่ได้รุนแรง แต่แน่นพอให้เธอรู้ว่า...หนีไม่ได้
“สิ่งที่ข้าควรทำ…ในฐานะสามีของเจ้า” เขาตอบง่าย ๆ ขณะโน้มตัวลงใกล้
เตียงยวบลงน้อย ๆ เมื่อเขาขยับขึ้นมานั่งชิดใกล้ จากนั้นก็ขยับตัวทาบทับลงมาอย่างไม่รีบร้อน มืออีกข้างค้ำลงข้างศีรษะเธอ ราวกับกำลังกักเหยื่อเอาไว้ระหว่างวงแขน
จีน่าพยายามขยับถอย แต่แผ่นหลังติดหมอนและหัวเตียงไปหมดแล้ว พื้นที่หนีเหลือเท่าระยะลมหายใจของเขาเท่านั้น
“คืนนี้…คำโกหกเจ้าฟังไม่ขึ้น” เขากระซิบใกล้แก้ม “แต่ถ้าเจ้าเหนื่อยจริง…ข้าก็จะไม่โหดร้ายกับเจ้านัก”
คำว่า “ไม่โหดร้าย” ของเขา…มีความหมายกว้างเกินกว่าที่เธอจะตีความได้ในตอนนี้
ไฟในห้องยังคงสว่าง ม่านเตียงค่อย ๆ ถูกดึงปิดลง เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋ก้มศีรษะ ถอยออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ข้างในเหลือเพียงเสียงหัวใจของสองคนที่เต้นดังไม่แพ้กัน
ภารกิจ คืนนี้ต้องไม่ขึ้นเตียง ล้มเหลวอย่างเป็นทางการ แต่ภารกิจ เลื่อนเกมให้ช้าลง ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง…
เพราะอย่างน้อย...คืนนี้เสือเถื่อนดูจะยอมเก็บกรงเล็บไว้บางส่วน และเลือกจะค่อย ๆ ทำให้เหยื่อสิ้นแรง มากกว่าจะฉีกเหยื่อให้แหลกในคราวเดียว
เธอคิดถึงคืนที่อิงอวี้คลุ้มคลั่งในฝัน ถึงคำพูดของเหม่ยซินที่ว่า “มัดเขาไว้ด้วยไฟของเจ้า” ถึงการที่ร่างนี้กลายเป็นเป้าหมายของความต้องการ ทั้งที่หัวใจลึก ๆ อาจจะไม่ได้อยากเป็นแบบนั้นเลย“แล้ว…ตอนนี้ล่ะเพคะ” เธอรวบรวมเสียงถาม “ตอนนี้ในกายข้า…ยังมีสิ่งนั้นอยู่หรือไม่”อวี่เหวินหมิงนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาวางนิ้วกลับลงบนข้อมือเธออีกครั้ง หลับตา ตรวจชีพจรอย่างละเอียด แล้วจึงพูดช้า ๆ“ทุกวันนี้…ไฟนั้นยังมีอยู่ แต่…” เขาลืมตาขึ้น มองเธออย่างจริงจัง “มันเบาลงมาก คล้ายถูก ‘อะไรบางอย่าง’ ขวางไว้”คำว่า “อะไรบางอย่าง” ทำให้จีน่าหัวใจเต้นแรง“อะไร…แบบไหนเพคะ” น้ำเสียงเธอเบากว่าปกติ“เหมือนมีผืนผ้าเปียกคลุมเตาถ่าน” เขาเปรียบเปรย “เตายังมีไฟอยู่ แต่เปลวไม่พุ่งออกมาเหมือนเดิม ยังมีความอุ่น…แต่ไม่ลุกโชนจนไหม้ทุกอย่าง”เขาหยุดนิดหนึ่ง ก่อนเอ่ยสิ่งที่ทำให้เลือดในกายจีน่าไหลย้อนกลับ“ในทางแพทย์ล้วน ๆ หม่อมฉันอาจบอกว่า…ร่างกายท่านกำลังฝืนกลับมาสู่สมดุลหลังถูกยารบกวนมานาน” เขาว่า “แต่ในทางพลังลี้ลับ…”ดวงตาเขาล้ำลึกขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “มันคล้ายกับ…มี ‘วิญญาณใหม่’ เข้ามายืนขวางหน้ากองไฟนั้นเอาไว้”หัวใจจีน่าเหมื
เช้าวันถัดมา หลังคืนที่ความฝันแปลกประหลาดทำให้หัวใจปวดหนึบทั้งคืน จีน่าตื่นขึ้นมาด้วยอาการงัวเงีย ปวดเมื่อยหลัง และหนักอกด้วยความจริงที่เพิ่งได้เห็นในความทรงจำของอิงอวี้ร่างเดิมเธอนั่งนิ่งอยู่บนเตียง มือแตะหน้าอกตัวเองเบา ๆ ยังรู้สึกถึงเสียงสะอื้นในฝัน ยังเห็นภาพตัวเองหรืออีกคนหนึ่ง…นั่งอยู่ในอ่างน้ำ พึมพำคำว่า “สกปรก” ซ้ำ ๆ ราวกับสาปตัวเอง“อิงอวี้…” เธอพึมพำกับตัวเอง “ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าโดนไฟเผาแบบนั้นอีกแล้ว”ยังไม่ทันได้ดิ่งลงไปในความคิดนานนัก เสียงเคาะเบา ๆ ก็ดังที่ประตูห้องใน“ก๊อก ๆ”“ท่านเสียนเฟยเพคะ…” เสียงเสี่ยวหลันดังอย่างระมัดระวัง “มีหมอหลวงมาขอเข้าเฝ้าเพคะ”หมอหลวง? ตอนนี้?หัวใจจีน่าสะดุ้งนิด ๆ หรือเมื่อคืน…เธอร้องโอดครวญ “เอ็นหลังฉัน” ดังไปหน่อยจนคนทั้งวังรู้!?“หมอหลวง…มาทำไมหรือ?” จีน่าถามออกไปเสี่ยวหลันเลื่อนประตูเข้ามาเล็กน้อย โผล่ใบหน้ากลม ๆ เข้ามา“หมอหลวงอวี่เหวินหมิงเพคะ” น้ำเสียงเธอแฝงความเกรงใจและเคารพ “ทรงเป็นหมอหลวงผู้ดูแลฝ่าบาทและเหล่าสนมในวังใน…วันนี้บอกว่าอยากมาตรวจชีพจรให้ท่านเสียนเฟยเพคะ”จีน่าขมวดคิ้วอวี่เหวินหมิง…ชื่อคุ้น ๆใช่เลย ในไฟล์พล็อต เขา
ภาพในฝันกลับมาเป็นภาพบนเตียงอีกรอบ ร่างของอิงอวี้ไขว่คว้าหาไออุ่น ไม่ใช่ด้วยหัวใจที่เบิกบาน แต่ด้วยความจำยอมปนสิ้นหวังจีน่ารู้สึกจุกในอก จนต้องยกมือกดอกตัวเอง...ทั้งในฝัน และในร่างจริง……เธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาพร้อมลมหายใจที่กระชั้น แสงเทียนในห้องมอดไปแล้ว เหลือเพียงแสงจันทร์ซีด ๆ ส่องลอดผ้าม่านเข้ามา ห้องเงียบ เหมือนทั้งโลกหลับใหลฮ่องเต้หลงจวิ้นยังคงนอนอยู่ข้างหลัง แขนแข็งแรงของเขาพาดรัดเอวเธออย่างหลวม ๆ ลมหายใจสม่ำเสมออุ่น ๆ แผ่วรดต้นคอแต่หัวใจของจีน่า…ไม่สงบอีกต่อไป เธอค่อย ๆ เลื่อนมือจับแขนที่โอบอยู่ แล้วขยับตัวเล็กน้อยให้หันไปด้านข้าง มองใบหน้าด้านข้างของเขาในความมืด“เขา…ไม่รู้เลยสินะ” เธอพึมพำในใจ “ว่าก่อนข้าจะมาอยู่ในร่างนี้…อิงอวี้ต้องผ่านอะไรบ้าง”น้ำตาเอ่อขึ้นมาเฉย ๆ ไม่ใช่เพราะเจ็บกาย แต่เป็นเพราะภาพอิงอวี้ในอ่างน้ำ ที่นั่งมองเงาตัวเองแล้วพูดคำว่า “สกปรก” เบา ๆจีน่าคิดมาตลอดว่า อิงอวี้คือสนมที่เลือกทางนี้เอง อยากเป็นสนมโปรด อยากยั่วผู้ชาย อยากป่วนวังหลัง แต่ความทรงจำที่หลุดเข้ามาคืนนี้…บอกอีกเรื่องหนึ่งอิงอวี้ไม่ได้ ‘เริ่มต้น’ จากความเลวร้ายเธอเริ่มจากความธรรมดาของหญิง
คืนเดียวกันนั้น หลังจากที่ทุกอย่างบนเตียงมังกรค่อย ๆ สงบลง เสียงลมหายใจของฮ่องเต้หลงจวิ้นเริ่มสม่ำเสมอขึ้นราวคนหลับ ส่วนจีน่า…ดวงตายังลืมโพลงมองเพดานผ้าม่านอย่างเหม่อลอยกล้ามเนื้อทั้งตัวเหมือนถูกใช้งานจนล้า แผ่นหลังที่เธอบ่นว่า “เอ็นหลังฉัน” ตอนต้นคืน ตอนนี้กลายเป็นความปวดหน่วง ๆ เฉพาะจุด แต่แปลก...หัวใจกลับไม่ได้รู้สึกแย่ทั้งหมดอย่างที่คิดเพราะในความดิบเถื่อนของเขา วันนี้มีอะไรบางอย่างที่อ่อนลง มากกว่าคืนก่อน ๆเธอขยับตัวเล็กน้อยให้สบายขึ้น ลมหายใจอุ่นของฮ่องเต้ที่เป่ารดต้นคอจากด้านหลัง เป็นเหมือนผ้าห่มอีกผืนที่ทำให้คนเราหลงลืมความกังวลไปทีละนิดไม่รู้ตัวเลยว่า…มนต์สะกดของความเหนื่อย และไออุ่นของคนข้างหลัง กำลังพาเธอจมดิ่งสู่ห้วงฝันอีกใบ ฝันที่ไม่ใช่ของเธอ แต่เป็นของ ‘อิงอวี้คนเดิม’……ในฝันนั้น โลกมืดสนิท มืดจนไม่มีแม้แต่เงา แต่ท่ามกลางความมืด มีเสียงหอบหายใจถี่ ๆ ดังขึ้น หนักและร้อนราวกับคนกำลังไข้สูง จีน่าหมุนตัวหาต้นเสียง แล้วก็เห็น ‘ตัวเอง’หญิงสาวในชุดนอนผ้าไหมบางเฉียบสีเดียวกับที่เธอสวมอยู่ในตอนนี้ ผมยาวสลวยปรกลงมาข้างแก้ม ผิวขาวผ่องแดงระเรื่อ เหงื่อเกาะเป็นเม็ดเล็ก ๆ ทั่วซ
จีน่ารู้สึก ทั้งร้อน ทั้งเขิน ทั้งปวดหลังปะปนกันไปหมด ความดุเดือดของเขาไม่หายไป แต่กลับมีอะไรบางอย่างเพิ่มขึ้น...ความระมัดระวัง และความ ‘สังเกต’ เธอมากขึ้นหลายครั้งที่เธอหลุดคำแปลก ๆ ออกมา เช่น“เดี๋ยว ๆ… ช้า ๆ ก่อนค่ะท่าน!”“โอ้ย พระเจ้า… ลึกเกิน!”“ไม่โอเคแล้ว… ขอพักหายใจแป๊บนึง!”ทุกครั้งเขาจะชะลอจังหวะลงทันที หรี่ตาลงมองหน้าเธอแวบหนึ่ง ก่อนยิ้มมุมปากแล้ว… กลับมาแรงกว่าเดิมนี่ใช่อิงอวี้ที่เขารู้จัก หรือใครแอบสิงอยู่กันแน่คืนที่ควรมีแต่เสียงหอบหายใจและเสียงเตียงลั่น กลับมีเสียงโอดครวญตลก ๆ ปนอยู่ด้วย ชั้นหนึ่งของความร้อนแรงจึงถูกเคลือบด้วยความฮาแบบไม่ตั้งใจจนในที่สุด คลื่นใหญ่ของทั้งสองก็พุ่งถึงจุดสูงสุดพร้อมกันหลงจวิ้นกดร่างเธอแนบแน่นกับตัวเอง กระแทกเข้าไปครั้งสุดท้ายลึกสุดใจ แล้วปล่อยทุกอย่างไว้ข้างในเธออย่างเต็มเปี่ยมจีน่าร้องชื่อเขาดังลั่น สั่นระริกไปทั้งตัว น้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัวทั้งสองนอนทับซ้อนกันอยู่นาน หอบหายใจหนักแน่น ผ้าห่มหลุดลงพื้นไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ผิวเนื้อแนบชิดกันจนแทบเป็นหนึ่งเดียวหลงจวิ้นค่อย ๆ ถอนตัวออก ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมร่างเปลือยเปล่าของทั้งคู่
ม่านเตียงผ้าไหมถูกดึงปิดสนิท แยกโลกภายนอกออกจากโลกเล็ก ๆ บนเตียงมังกรอย่างเด็ดขาด ภายในมีเพียงแสงเทียนสลัว ๆ จากเชิงเทียนสองสามเล่ม เงาไหวของเปลวไฟวาดลวดลายบนผ้าม่านรอบเตียงคล้ายเปลวไฟที่กำลังเลียช้า ๆ ไปทั่วจีน่านอนนิ่งตัวเกร็งอยู่กลางเตียง มือกำผ้าห่มแน่นจนปลายนิ้วซีด หัวใจเต้นรัวชนิดที่เธอมั่นใจว่า ถ้าใครเอาหูมาแนบอกตอนนี้คงได้ยินชัดยิ่งกว่ากลองรบหลงจวิ้นนั่งอยู่ตรงปลายเตียง มองร่างบางที่พยายามห่อตัวเองกับผ้าห่มอย่างนึกขัน“เจ้าคิดว่าผ้าผืนบาง ๆ นี่จะกันข้าได้จริงหรือ อิงอวี้” เสียงทุ้มต่ำของเขาทำให้สันหลังเธอสั่นวาบ“ก็…กันสายตาได้เพคะ” เธอหลุดตอบไปตามความคิด “อย่างน้อยข้าก็ไม่เขิน…จนเกินไป”ดวงตาคมเข้มเลิกคิ้วนิดเดียว“เมื่อก่อนเจ้าไม่เคยเขินขนาดนี้” เขาพึมพำ “เมื่อก่อน…เจ้าเป็นฝ่ายดึงผ้าห่มออกจากตัวเองเสียด้วยซ้ำ”โอเค…เกินไปนะ ‘อิงอวี้คนเดิม’จีน่ากัดริมฝีปากแน่น ขอแสดงความเสียใจกับตัวเองอีกหนึ่งรอบ ที่ต้องมารับกรรมแทนร่างนี้หลงจวิ้นค่อย ๆ โน้มตัวเข้ามาใกล้ มือใหญ่ยกผ้าห่มขึ้นเบา ๆ แล้วสอดตัวเข้าไปใต้ผืนผ้านั้นอย่างง่ายดาย กลิ่นกายอุ่น ๆ แบบผู้ชายชัดเจนโอบล้อมทันที จนเธอแทบล







