เข้าสู่ระบบคืนนั้น…
แสงจันทร์ส่องลอดผ่านช่องหน้าต่าง ม่านบางสีอ่อนพัดนิด ๆ ตามลมกลางคืน เทียนในห้องถูกจุดจนสว่างเป็นวงนุ่มล้อมเตียงใหญ่กลางตำหนัก
จีน่านั่งบนเตียงในชุดนอนผ้าไหมตัวเดิมที่เสี่ยวหลันคอยจัดให้เรียบร้อยที่สุดเท่าที่ผ้าบาง ๆ จะพอทำได้ เธอห่มผ้าจนถึงคอ ผมยาวถูกปล่อยสยาย แต่ใบหน้าถูกแต่งให้ดูซีดบางนิด ๆ แฝงความน่าสงสาร นัยน์ตาดูฉ่ำน้ำเหมือนคนเพิ่งร้องไห้
เสี่ยวหลันยืนรีรออยู่ใกล้ ๆ เสี่ยวไป๋รอด้านนอกเตียง เหมือนเตรียมเป็นผู้รายงานสภาพภายในตำหนัก
“ท่านเสียนเฟยเพคะ…แน่ใจนะเพคะ ว่าจะไม่แกล้งเป็นลม?”
“ไม่เอาแล้ว” จีน่าส่ายหน้า “จะเนียนหรือไม่เนียน คนอย่างเขาดูออกหมด”
เธอสูดหายใจเข้าลึก หัวใจเต้นแรงไปล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ได้ยินเสียงประกาศเลยด้วยซ้ำ
แต่ไม่นาน…เสียงที่เธอทั้งคุ้นและเกลียดจะคุ้นก็ดังขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จจจจจ!”
เสียงประกาศของขันทีหน้าตำหนักตามด้วยเสียงฝีเท้าทหารองครักษ์ ประตูตำหนักเปิดออกอย่างมีมารยาท
หลงจวิ้นในชุดคลุมสีเข้มก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่วงท่าสง่างาม ลำตัวสูงใหญ่ ดวงตาคมเย็นเฉียบกวาดมองไปรอบห้องอย่างเคยชิน ก่อนจะหยุดที่เตียง…และร่างของอิงอวี้บนเตียง
เสี่ยวไป๋รีบคุกเข่าลง “ถวายพระพรฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ท่านเสียนเฟย…วันนี้พระกายอ่อนแรงนิดหน่อยพ่ะย่ะค่ะ”
หลงจวิ้นเลิกคิ้ว “อ่อนแรง?”
ดวงตาคมหันมามองหญิงสาวบนเตียง จีน่ารู้สึกเหมือนถูกเลเซอร์สแกนทั้งตัว แต่เธอรวบรวมสติ ยกมือขึ้นแตะหน้าผากตัวเอง แล้วทำเสียงอ่อย ๆ
“ฝ่าบาท…เสด็จมาแล้วหรือเพคะ…”
เสี่ยวหลันข้าง ๆ ขนลุกซู่ เล่นละครเก่งจนเกือบเชื่อเองแล้ว!
หลงจวิ้นเดินเข้ามาใกล้เตียง เสียงรองเท้าหนังนุ่มกระทบพื้นไม้ดังเป็นจังหวะนิ่ง ๆ เขานั่งลงข้างเตียง มองใบหน้าซีดแต่สวยของอิงอวี้ นิ้วเรียวยื่นมาจับข้อมือบางเบา...เช็คชีพจรอย่างเคย
เต้นเป็นจังหวะปกติ…
แรงดี… ไม่เหมือนคนใกล้ตายดวงตาคมจึงเหลือบมองเธออย่างรู้ทัน แต่คราวนี้…กลับมีแววสนุกแฝงอยู่ด้วย
“หืม” เขาเอ่ยเสียงเรียบ “ชีพจรดูแข็งแรงดี”
“แต่หัวใจข้าอ่อนล้ามากเพคะ…” จีน่ารีบสวน “วันนี้ทั้งวันถูกคนทั้งวังมองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร…เหนื่อยใจยิ่งกว่าร่างกายอีกเพคะ”
คำว่า “เหนื่อยใจ” ทำให้เขาชะงักนิดหนึ่ง
“ใคร…ทำให้เจ้าเหนื่อย?” น้ำเสียงเขาเปลี่ยนเป็นเย็นจัดทันที
โอ้โห…พลิกประเด็นได้ด้วย!
“ไม่มีใครกล้า ‘ทำ’ หรอกเพคะ” เธอรีบบอก “แต่สายตา…คำซุบซิบ…เสียงหัวเราะแผ่ว ๆ เวลาเดินผ่าน…มันก็พอทำให้คนรู้สึกได้ว่าเขา ‘คิด’ ยังไงกับเรา”
หลงจวิ้นเงียบไป...เงียบอย่างที่จีน่ารู้สึกได้ว่าเขากำลังคิดอะไรจริงจังอยู่
“ถ้าใครกล้าทำให้เจ้าเดือดร้อน” เขาเอ่ยช้า ๆ “เจ้าแค่เรียกชื่อข้า…ข้าจะจัดการเอง”
คำพูดนั้นทำให้หัวใจจีน่าหยุดเต้นไปเสี้ยววินาที
นี่ใช่ไหม…สิ่งที่ทำให้คนทั้งวังเกลียดอิงอวี้ เพราะมีเสือเถื่อนคอยหนุนหลังแบบนี้
เธอหัวเราะในลำคอเบา ๆ “เพคะ…เพียงแต่…วันนี้ข้าอ่อนใจไปหน่อย เลยอยากพัก”
เธอจงใจเน้นคำว่า “พัก” แล้วเอียงหน้าหนีเขาน้อย ๆ ทำท่าซึม ๆ
หลงจวิ้นมองท่าทางนั้น แล้วแววตาก็เปลี่ยนไปจากหิวกระหาย…เป็นหงุดหงิดปนนุ่มนวลแปลก ๆ
“เจ้าเปลี่ยนไปมากจริง ๆ อิงอวี้” เขาพึมพำ “เมื่อก่อน…เจ้าไม่เคยยอมรับว่าตัวเองอ่อนแอ”
“ก็…” จีน่าหันกลับมายิ้มบาง ๆ “ตอนนั้นข้ายังไม่รู้ว่าการยอมรับ ‘ความอ่อนแอ’ ของตัวเอง…บางทีก็เป็นเกราะอย่างหนึ่งเหมือนกันเพคะ”
เขาหรี่ตาลงเล็กน้อย เหมือนกำลังพยายามเปิดอ่านหนังสือที่ปิดผนึกด้วยภาษาที่เขาไม่คุ้น
“เจ้าไปเอาคำพูดนี้มาจากไหน”
“จาก…อีกโลกหนึ่ง…ค่ะ” เธอเกือบหลุด แต่รีบเปลี่ยนคำ “จากความคิดใหม่ของข้าเองเพคะ”
ความเงียบกลับมาอีกครั้ง แต่คราวนี้ไม่ได้อึดอัดเหมือนก่อน
หลงจวิ้นถอนหายใจเบา ๆ “เจ้าทำให้ข้าอยากจะอยู่…มากกว่าที่คิดไว้อีก”
เอ้า…จบเห่
จีน่าหัวเราะแห้ง ๆ “แหะ ๆ แต่ร่างกายข้า…วันนี้มัน…ไม่ให้ความร่วมมือนักเพคะ”
เขาเอียงหน้าเล็กน้อย ริมฝีปากยกขึ้นมุมหนึ่ง
“เจ้าเอาแต่พูดว่าร่างกายไม่ไหว…แต่ดวงตาเจ้ากลับยังสว่างอยู่” เขาโน้มตัวใกล้เข้ามาอีกนิด “หรือเจ้ากำลังลองใจข้าอยู่?”
เธอแทบกลั้นหายใจ “ข้ามิกล้าลองใจฝ่าบาทหรอกเพคะ”
“หึ” เขาหัวเราะในลำคอ “ไม่กล้า…แต่ทำอยู่”
มือใหญ่เลื่อนจากข้อมือมาจับปลายคางเธอเบา ๆ เขายกใบหน้าเธอขึ้นมาจ้องตรง ๆ สายตาคู่นั้นทั้งดิบ เฉียบคม และเจ้าเล่ห์ในเวลาเดียวกัน
“ข้าให้เวลาเจ้าเล่นละครมาสักพักแล้ว” เขากระซิบ “นี่คือฉากสุดท้ายของคืนนี้ หรือเจ้าจะยังด้นสดต่อไปได้อีก?”
ให้ตายเถอะ…เขาดูออกตั้งแต่แรกจริง ๆ นั่นแหละ
จีน่ากลืนน้ำลายดังอึก “ฝ่าบาท…ไม่สนุกเหรอเพคะ?”
เขาชะงักไปนิดหนึ่งกับคำถามนั้น “…หมายความว่า?”
“ก็…” เธอยิ้มมุมปาก “ในทั้งวังหลัง มีใครกล้ากวนฝ่าบาทแบบนี้นอกจากข้าไหมเพคะ?”
คำถามง่าย ๆ แต่ตรงจุด ทำให้เขาหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง
“ไม่มี” เขาตอบอย่างไม่ลังเล “และนั่นก็เป็นเหตุผลที่ทั้งวังกลัวเจ้า…แต่ข้ากลับติดใจเจ้า”
คำว่า “ติดใจ” ทำให้ใบหน้าจีน่าร้อนผ่าวถึงใบหู เขาโน้มตัวใกล้เข้ามาอีก จนตอนนี้โลกทั้งใบของเธอเหลือเพียงกลิ่นกายอุ่น ๆ เสียงทุ้มต่ำ และดวงตาคมเข้มที่อยู่ใกล้อย่างอันตราย
“คืนนี้…” เขาเอ่ยช้า ๆ “ข้าจะถือว่าให้รางวัลเจ้า…ที่ทำให้ข้าหัวเราะได้”
หัวใจจีน่าเต้นแรง แปลว่า…รอด?
“แต่...”
คำว่า “แต่” ทำให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง
“ข้าไม่คิดจะกลับออกจากตำหนักนี้…โดยไม่ได้อยู่บนเตียงเดียวกับเจ้า” น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ชัดเจนพอจะทำให้เลือดในกายเธอสูบฉีดแรงขึ้นทันที
“ท่าน…จะทำอะไรคะ เอ่อ เพคะ!?” จีน่าเผลอพูดตะกุกตะกัก
หลงจวิ้นไม่ได้ตอบทันที เขาเลื่อนมือจากปลายคางลงมาที่ไหล่บาง ก่อนจะจับขอบผ้าห่มเบา ๆ แล้วดันให้เธอเอนตัวลงนอนอย่างช้า ๆ แรงกดของฝ่ามือไม่ได้รุนแรง แต่แน่นพอให้เธอรู้ว่า...หนีไม่ได้
“สิ่งที่ข้าควรทำ…ในฐานะสามีของเจ้า” เขาตอบง่าย ๆ ขณะโน้มตัวลงใกล้
เตียงยวบลงน้อย ๆ เมื่อเขาขยับขึ้นมานั่งชิดใกล้ จากนั้นก็ขยับตัวทาบทับลงมาอย่างไม่รีบร้อน มืออีกข้างค้ำลงข้างศีรษะเธอ ราวกับกำลังกักเหยื่อเอาไว้ระหว่างวงแขน
จีน่าพยายามขยับถอย แต่แผ่นหลังติดหมอนและหัวเตียงไปหมดแล้ว พื้นที่หนีเหลือเท่าระยะลมหายใจของเขาเท่านั้น
“คืนนี้…คำโกหกเจ้าฟังไม่ขึ้น” เขากระซิบใกล้แก้ม “แต่ถ้าเจ้าเหนื่อยจริง…ข้าก็จะไม่โหดร้ายกับเจ้านัก”
คำว่า “ไม่โหดร้าย” ของเขา…มีความหมายกว้างเกินกว่าที่เธอจะตีความได้ในตอนนี้
ไฟในห้องยังคงสว่าง ม่านเตียงค่อย ๆ ถูกดึงปิดลง เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋ก้มศีรษะ ถอยออกจากห้องอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้ข้างในเหลือเพียงเสียงหัวใจของสองคนที่เต้นดังไม่แพ้กัน
ภารกิจ คืนนี้ต้องไม่ขึ้นเตียง ล้มเหลวอย่างเป็นทางการ แต่ภารกิจ เลื่อนเกมให้ช้าลง ดูเหมือนจะได้ผลอยู่บ้าง…
เพราะอย่างน้อย...คืนนี้เสือเถื่อนดูจะยอมเก็บกรงเล็บไว้บางส่วน และเลือกจะค่อย ๆ ทำให้เหยื่อสิ้นแรง มากกว่าจะฉีกเหยื่อให้แหลกในคราวเดียว
บรรยากาศในศาลาเปลี่ยนทันที คำว่า “ของขวัญ” ในวังหลัง…หมายถึงหลายอย่าง ทั้งเครื่องประดับ ทั้งคน ทั้งยา สายตาหลายคู่หันกลับไปมองเหม่ยซินโดยอัตโนมัติ เพราะทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ใครคือคนที่ชอบส่งยาบำรุงไปตำหนักอื่นในคราบคำว่า ‘หวังดี’เหม่ยซินนิ่งไปเสี้ยววินาที แต่ก็ยังรักษารอยยิ้มไว้ได้“อิงอวี้” นางหัวเราะเบา ๆ “เจ้าพูดอะไร ข้าฟังไม่ค่อยเข้าใจเลย”“ไม่เข้าใจก็ดีแล้วเพคะ” จีน่าตอบ “เพราะบางเรื่อง…ถ้าเข้าใจเร็วเกินไป อาจทำให้ต้องนอนหลับไม่สนิทในตำหนักตัวเอง”ทุกคนเงียบ…เงียบแบบที่แม้แต่เสียงลมพัดผ่าน ก็ยังได้ยินชัดในความเงียบนั้น มีเสียงหนึ่งดังขึ้นเบา ๆ จากมุมศาลา เป็นเสียงของสนมลำดับกลาง ๆ คนหนึ่งที่ปกติไม่เคยโผล่ขึ้นมามีบทบาท“ข้าว่า…” นางกล่าวเสียงเบา “ต่อให้มีข่าวลือว่าเสียนเฟยเล่นตัวใส่ฝ่าบาท แต่ทุกคนก็เห็นว่าช่วงนี้ฝ่าบาทยังเสด็จไปตำหนักเสียนเฟยอยู่บ่อย ๆ แสดงว่า…คนที่พระองค์เชื่อ คงไม่ใช่ข่าวลือข้างนอกหรอกเพคะ”คำพูดนั้นเหมือนกำปั้นนิ่ม ๆ ที่ต่อยใส่ข่าวลือของเหม่ยซินไปหนึ่งที หลายคนพยักหน้าคล้อยตาม เพราะความจริง…ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ฮ่องเต้ยังเข้าหาอิงอวี้อย่างเปิดเผยเหม่ยซินสบตา
ตอนบ่าย มีการประชุมเล็ก ๆ ระหว่างสนมจากตำหนักต่าง ๆ ที่ศาลากลางสวน อ้างว่าเป็นงานดื่มชา ชมดอกไม้ แต่ทุกคนรู้ดี...ยิ่งช่วงวังหลังเริ่มวุ่น ‘งานดื่มชา’ ก็คืองานสอดส่องหน้ากันดี ๆ นี่เองจีน่าไปถึงพร้อมเสี่ยวหลัน ถูกนั่งจัดตำแหน่งไว้ด้านหนึ่งของวง ไม่ใกล้เหม่ยซิน แต่ก็ไม่ไกลพอจะไม่เจอดวงตาอีกฝ่ายเหม่ยซินในชุดปักลายหงส์สีอ่อน ยิ้มหวานเหมือนเคย ดวงตาเรียวยาวของนางมีประกายอ่อนโยนแบบคนดี แต่จีน่าตอนนี้…มองออกแล้วว่านั่นแค่ ‘เปลือก’“เสียนเฟยอิงอวี้มาถึงแล้ว” เจ้ากรมวังหญิงกล่าวเสียงดัง แต่ท่าทางสุภาพ “พวกเรากำลังดื่มชากันอยู่เชียว”เหม่ยซินหันมาทางจีน่า รอยยิ้มหวานจัดจนเหมือนน้ำผึ้งจะหยดออกมาจากมุมปาก“อิงอวี้ ข้ามองหาเจ้าอยู่พอดี” นางกล่าว “ช่วงนี้ไม่ค่อยเห็นเจ้ามาเดินเล่นในสวนเลย หรือว่ามัวแต่เหนื่อย…จนไม่มีแรงออกจากตำหนักแล้ว”ผู้หญิงหลายคนหัวเราะเบา ๆ คำว่า “เหนื่อย” ที่เหม่ยซินใช้…ทุกคนในที่นี้ตีความได้คำเดียว…เหนื่อยจากเตียงมังกรจีน่าแกล้งยิ้ม เดินไปนั่งในตำแหน่งของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน“เหนื่อยก็จริงเพคะ” เธอตอบเสียงเรียบ “แต่โชคดีที่ฝ่าบาททรงเมตตา ทำให้หม่อมฉันยังมีแรงมานั่งดื่มชาก
เสียงลมตอนสายพัดผ่านยอดหลังคากระเบื้องสีคราม คล้ายจะบอกว่าอีกวันหนึ่งในวังหลวงเริ่มต้นขึ้นแล้ว…อีกวันหนึ่งที่จีน่ารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่บนคมมีดบาง ๆ ที่พร้อมบาดเท้าได้ทุกเมื่อเช้าวันนี้ เธอนั่งกินโจ๊กข้าวหอมอยู่ในศาลาหน้าตำหนัก เสี่ยวหลันคอยตักกับข้าวให้ ส่วนเสี่ยวไป๋ยืนอยู่ด้านหลังเหมือนปกติ แต่กลิ่นในอากาศ…ไม่เหมือนเดิม“เจ้าได้กลิ่นไหม เสี่ยวหลัน” จีน่าถามพลางคนน้ำแกงไปมา “กลิ่นเหม็นอะไรไม่รู้…ลอยอยู่เต็มวังเลย”เสี่ยวหลันชะงัก “กลิ่น…อะไรหรือเพคะ”จีน่ายิ้มบาง ๆ “กลิ่นนินทาไง”ไม่ทันขาดคำ เสียงฝีเท้าก็วิ่งมาอย่างลนลาน นางกำนัลตัวเล็กจากห้องครัวรีบคุกเข่าลงหน้าศาลา หอบหายใจ“ท่านเสียนเฟยเพคะ…!” เสียงนางสั่น “ขะ…ข้าไม่ได้ตั้งใจจะแอบฟัง แต่ที่ลานซักผ้าเมื่อครู่…มีคนพูดถึงท่าน”เสี่ยวหลันกับเสี่ยวไป๋หันมามองหน้ากันแวบหนึ่ง แววตาแข็งขึ้นทันทีจีน่าโยนช้อนลงถ้วยอย่างเบา ๆ “พูดต่อสิ”นางกำนัลตัวเล็กเม้มปาก “พวกนางบอกว่า…ช่วงนี้ท่านเสียนเฟยทำตัว ‘เล่นตัวใส่ฝ่าบาท’ เพคะ บอกว่าฝ่าบาทเสด็จมาหาบ่อย แต่ท่านกลับป่วยบ้าง เหนื่อยบ้าง แกล้งหลับบ้าง ถึงขั้นว่า…ทำให้ฝ่าบาทต้องกลับตำหนักหลั
“จิตของนางยังไม่หายไปไหน” อาจารย์เสิ่นตอบ “เพียงแต่หลบลงไปลึกมาก เหมือนคนที่กำลังหลับในห้วงน้ำ หากเจ้าเปลี่ยนเส้นทางของชะตานี้ได้ วันหนึ่งนางจะได้หลับอย่างสงบ ไม่ใช่หลับในฐานะคนที่ถูกเรียกว่า ‘สนมราคะจัด’ แต่เป็นหญิงที่ครั้งหนึ่งเคยถูกทำร้าย…แล้วมีคนมาช่วยชดใช้แทน”จีน่ารู้สึกว่าคำว่า “ชดใช้” กลับมาอีกครั้งในคืนนี้เธอหัวเราะในลำคอ “งั้นสรุปคือ…ข้าเป็นทั้ง ตัวเปลี่ยนชะตา ตัวชดใช้กรรม และภรรยาคอยจับหางเสือไม่ให้มันคลั่ง รวมในหนึ่งแพ็กเกจเลยสินะคะ”อาจารย์เสิ่นยกมือไหว้ขมับเล็กน้อย “เจ้าพูดในแบบของเจ้า…ก็ใช่”เธอมองเขานิ่ง ๆ ก่อนจะสูดหายใจยาว ปล่อยลมหายใจออกมาช้า ๆ“ก็ได้ค่ะ” น้ำเสียงเธอหนักแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด “ในเมื่อข้ามาแล้ว ในเมื่อใช้ร่างนี้แล้ว ในเมื่อหัวใจข้ากำลัง…ผูกกับเสือเถื่อนนั่นทีละนิดอยู่แล้ว ข้าก็จะลองดู”มุมปากเธอยกขึ้นเล็กน้อย “แต่บอกไว้ก่อนนะคะ…ข้าไม่ใช่นางเอกสายเย่อหยิ่ง ที่จะพูดว่า ‘ข้าจะไม่รักเขา!’ แล้วทำหน้าแข็งใส่ ข้ากลัวอยู่เหมือนกัน กลัวว่าถ้าวันหนึ่งเขาคลั่งจนไม่มีหัวใจ…คนแรกที่จะเจ็บ ก็คือข้าเอง”อาจารย์เสิ่นพยักหน้า “การรู้ว่าตัวเองกลัว…ดีกว่าทำตัวไม่กลัวแ
จีน่ากลืนน้ำลาย ใช่…เธอสัมผัสได้จากคืนที่เขากอดเธอแน่นเกินควร จากแววตาเขายามฝันร้าย จากท่าทางเขาเวลาเงียบแล้วจู่ ๆ ดูเหมือนไม่เหลืออะไรให้ยึดจับ“มันคืออะไรคะ” เธอถามเบา ๆ “ข้าสัมผัสได้ว่าเขามีอะไรบางอย่างไม่เหมือนคนธรรมดา แต่ยังเรียบเรียงไม่ออก”อาจารย์เสิ่นเงียบไปอึดใจ ก่อนตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ“คือพลังมืดที่ถูกอัดแน่นอยู่ในร่างของเขา”จีน่าขนลุกเกรียว “พลัง…มืด?”“ใช่”เขาเดินถอยไปเล็กน้อย โบกมือข้างหนึ่งเบา ๆ หมอกขาวรอบตัวทั้งคู่พลันเปลี่ยนสี กลายเป็นเงาเทา ๆ หม่น ๆ ลอยวนอยู่รอบ ๆ เหมือนฝุ่นควันจากกองไฟที่ดับไม่สนิท“ในวันที่เขาขึ้นเป็นฮ่องเต้” อาจารย์เสิ่นเอ่ย “เขาต้องแลกอะไรไปหลายอย่าง ทั้งเลือด ทั้งความรัก ทั้งความไว้ใจ ในความมืดของราชสำนัก มีสิ่งหนึ่ง…มองเห็น ‘แผล’ ของเขา จึงเลือกจะซึมเข้าไปอยู่ในร่างของเขา”จีน่ารู้สึกหนาวทั้งที่ไม่มีลม “สิ่งนั้นคือ…”“พลังมืดของความแค้น ความโดดเดี่ยว ความไม่เชื่อใจมนุษย์” เขาตอบ “มันไม่ใช่ปีศาจในรูปแบบที่เจ้าคิดหรอก แต่เป็นพลังที่เกิดจากความคิดและอารมณ์ของคนจำนวนมาก ที่หมักหมมอยู่บนบัลลังก์นี้มาหลายรัชศก จนกลายเป็น ‘เงา’ ที่พร้อมจะเกาะวิญญาณขอ
คืนนั้น…หลังหมอหลวงอวี่เหวินหมิงจากไป หลังความจริงเรื่อง ยาที่ทำให้อิงอวี้เสพติดสัมผัส ถูกเปิดโปง หัวใจของจีน่าก็อยู่ไม่สุขอีกต่อไป ทั้งความสงสารอิงอวี้ร่างเดิม ทั้งความรู้สึกเหมือนตัวเองกำลัง ‘รับช่วงกรรม’ ต่อ ทั้งภาพใบหน้าฮ่องเต้เมื่อคืน…ตอนที่พูดว่าอยากได้หัวใจเธอมากกว่าตัวทุกอย่างปั่นรวมกันเป็นก้อนใหญ่ ๆ ในอก จนเธอนอนกลิ้งไปมาบนเตียง ชั่วครู่ก็หงาย ชั่วครู่ก็ตะแคง สุดท้ายก็เหนื่อยจนหลับไปในที่สุด แต่การหลับของเธอ…ในคืนนี้ ไม่ได้พาไปสู่ความว่างเปล่าอย่างที่คิด หากแต่พาไปสู่ ‘อีกที่หนึ่ง’ แทน---เธอรู้ตัวว่าตัวเองยืนอยู่กลางทะเลหมอกสีขาว ข้างใต้เท้า…ไม่มีพื้นชัดเจน แต่เธอกลับไม่ตก ด้านบน…ไม่มีท้องฟ้า ทุกอย่างเป็นพื้นที่ว่างสีขาวนวล นุ่มตา เหมือนอยู่ในฝันที่ไม่มีขอบเขต“ที่นี่…ที่ไหนอีกเนี่ย” จีน่าพึมพำ ลองก้มมองตัวเอง…ยังอยู่ในชุดนอนของสนม ผมยาวสลวยปลิวเบา ๆ โดยไม่มีลม ทุกอย่างนิ่ง…แต่ใจเธอเต้นแรงอย่างแปลก ๆในจังหวะที่เธอกำลังหันซ้ายหันขวาไม่รู้จะเดินไปทางไหน หมอกข้างหน้าก็เกิดคลื่นบาง ๆ ขึ้น จากนั้นร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏตัวออกมาจากความขาวนั้นชายชุดขาว…ผมยาวสีดำเกล้าหลวม ๆ ด้วย
ตอนที่ 4“เจ้ารู้หรือไม่ว่าในวังนี้…มีแต่คนที่อยากได้สายตาข้าแบบนี้” เขาพูดช้า ๆ “แต่เจ้ากลับทำหน้าราวกับกำลังถูกลากไปเชือด”“กะ…ก็…” จีน่าพูดไม่ออกเขาไม่เปิดโอกาสให้เธอคิดต่อ มือใหญ่ของเขาเลื่อนมาจับท้ายทอยเธอ ดึงให้เข้าใกล้มากขึ้น กลิ่นกายอุ่นและกลิ่นสมุนไพรอ่อน ๆ จากชุดของเขาแผ่ซ่านเข้ามาหัวใจ
“เสี่ยวหลัน” เธอพูดเสียงต่ำจริงจัง “ช่วยข้าหน่อย…คืนนี้ ข้าไม่อยากขึ้นเตียงกับฝ่าบาท”นางกำนัลทำหน้าตกใจประหนึ่งฟ้ามีสองดวง “ท่านเสียนเฟย! ท่านพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไรกันเพคะ!? ถ้าฝ่าบาททรงทราบว่า...”“ก็เลยต้องทำให้ฝ่าบาท ‘ไม่ทันรู้’ ไงล่ะ!” จีน่าโพล่ง“ช่วยกันคิดสิ จะทำยังไงให้ดูเหมือนข้าป่วย…ป่
เสียงประตูปิดดัง “ปัง” ทิ้งความเงียบว่างเปล่าไว้ในตำหนักจีน่านอนนิ่งอยู่บนเตียง หัวใจเต้นกระหน่ำเหมือนตีกลองรบในอกตัวเอง มือทั้งสองกำผ้าห่มจนยับยู่ยี่ ลมหายใจยังขาด ๆ เกิน ๆ ราวกับเพิ่งวิ่งสี่ร้อยเมตรรอบสนามเมื่อครู่…ผู้ชายคนนั้น…“หลงจวิ้น…ฮ่องเต้ของแผ่นดินนี้”จีน่ากลืนน้ำลาย ฝืนยันตัวลุกขึ้นนั
เสียงหวีดเบรกของรถไฟฟ้าดังแทรกเข้าฉากวังหลังสุดร้อนแรงที่จีน่ากำลังอ่านอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ ขณะที่เธอกำลังจะถึงฉากที่สนมเอกถูกฮ่องเต้ดิบเถื่อนจับกดลงบนเตียงแบบชนิดที่เธอเองยังต้องกลืนน้ำลาย…“โอ๊ย! ทำไมมันค้างตรงนี้ล่ะวะ!” จีน่าพึมพำ หัวใจตึกตักเหมือนคนรอจุดพีคในชีวิต เธอเป็นสาวออฟฟิศธรรมดา ๆ ที่มี







