เข้าสู่ระบบ“อ๊าก!!” เจียงอวี้เฉิงหมอบลงตัวกับพื้นแล้วร้องระบายออกมาสุดเสียงอย่างอัดอั้น
แม่งเอ๊ย!! นึกว่าจะได้ร่างใหม่ที่หล่อเหลา ไม่มีรอยสักแล้วซะอีก...
เสียงร้องโหยหวนของเขาสร้างความตกใจให้แก่บิดาคนใหม่ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเป็นอย่างมาก
เจิ้นกั๋วกงหันสบตากับจ้าวลี่ด้วยความตกตะลึง ไม่รู้ว่าวันนี้ บุตรชายของเขาเป็นสิ่งใด ล้วนแต่มีท่าทีแปลกประหลาด ตั้งแต่ร้องหาคันฉ่อง ไหนจะปรากฏรอยประหลาดที่ต้นแขนอีก
“ฉะ... เฉิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นสิ่งใดไป? พ่อตีเจ้าเจ็บหรือ?”
เจียงอวี้เฉิงที่ได้ยินน้ำเสียงห่วงใยนั้น ก็รีบเงยหน้าขึ้นมองหน้า เจียงซู่ เจิ้นกั๋วกงและเป็นบิดาของเขาในตอนนี้
เจียงซู่ เหมือนเจียงห้าว พ่อของเขาไม่มีผิดเพี้ยน...
ใบหน้า น้ำเสียง รูปร่าง แม้ว่าจะดุกับเขาไปบ้าง แต่อย่างไรก็รักและเอ็นดูเขาอย่างที่สุด
“ข้าไม่เป็นไรขอรับ” เจียงอวี้เฉิงตอบด้วยเสียงอู้อี้
หากวิญญาณของเขาข้ามมิติมาที่นี่แล้ว ร่างของเขาในโลกนู้นก็คงจะนอนแน่นิ่งแล้วสินะ...
แล้วพ่อจะเป็นยังไงบ้างนะ? พ่อจะไม่คลั่งไปเลยเหรอ?
ยิ่งกังวลอยู่ว่าเขาเป็นสายเลือดคนสุดท้ายของตระกูลเจียงด้วย...
เดี๋ยวสิ... การที่เขาได้ข้ามมิติมาที่นี่ นี่มันโอกาสทองไม่ใช่เหรอ!?
โอกาสที่จะพลิกฟื้นตระกูลเจียงให้เจริญรุ่งเรืองเหมือนตระกูลจวง!!
ทั้งเขาและพ่อในอนาคตจะได้ไม่ต้องกัดก้อนเกลือกินกันอย่างทุกวันนี้ ถ้าหากเขาสามารถหยุดโศกนาฏกรรมของตระกูลได้ ตระกูลเจียงเองก็คงจะได้รับการยกย่องเหมือนกันใช่ไหม?
และถ้าหากเขาสามารถจัดการปัญหาพวกนี้ให้เสร็จเรียบร้อย ก็มีโอกาสที่จะได้ข้ามมิติกลับไปด้วยหรือเปล่านะ?
“เฉิงเอ๋อร์ พ่อรู้ดีว่าเจ้าไม่อยากอภิเษกเป็นพระราชสวามีขององค์หญิงใหญ่ ไม่อยากทำให้พระองค์อาจจะต้องเป็นหม้าย เพราะเจ้ามีความฝันที่อยากจะปกป้องชาวบ้านที่บริเวณชายแดน”
“แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่า ในยามนี้ การปกป้องราชวงศ์ก็มีความสำคัญมิต่างกัน” เจิ้นกั๋วกงถอนหายใจ “ฮ่องเต้ชิงหยางเพิ่งจะขึ้นครองราชย์ได้ไม่นาน แม้ว่าบ้านเมืองจะสงบสุขดี แต่ขุนนางในราชสำนักนั้น ไม่ได้อยู่อย่างสงบอย่างที่เจ้าคิดดอก”
“อย่างไร ชาวบ้านที่ชายแดน กองทัพตระกูลเจียงของพวกเราก็กระจายกันดูแลอยู่แล้ว ทั้งปู้หลาง ฟู่เจิ้ง และหวังเจี๋ยต่างก็ช่วยกันดูแลแทนพ่ออยู่ เย่เฉิงเองก็เพิ่งจะมาส่งข่าวว่าทุกอย่างเป็นปกติดี”
เย่เฉิง?
ชื่อนี้ ชื่อนี้คุ้นจัง...
เจียงอวี้เฉิงหลับตาทบทวนความทรงจำทั้งของเขาและของเจียงอวี้เฉิงคนก่อนอย่างเร่งด่วน
เย่เฉิงคือพยานปากดีที่ยืนยันว่าพ่อของเขาคนนี้ก่อกบฏ จนต้องโทษเนรเทศทั้งตระกูล!!
ส่วนความทรงจำของซื่อจื่อที่เพิ่มเข้ามาคือเย่เฉิงเป็นหนึ่งในห้ารองแม่ทัพ ที่เจิ้นกั๋วกงสนิทสนมและให้ความไว้วางใจเป็นอย่างมาก
แรกเริ่ม เย่เฉิงมาสมัครเป็นทหารธรรมดา เพราะต้องการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ครอบครัว แต่ด้วยสติปัญญาและความสามารถ ทำให้เขาเติบโตและสามารถเลื่อนขั้นขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว จนสามารถดำรงตำแหน่งรองแม่ทัพในที่สุด
และที่สำคัญ เย่เฉิงเป็นทหารคนหนึ่งที่รักชาวบ้านเป็นอย่างมาก คนที่รักชาวบ้านเช่นนี้ ทำไมจึงกล้าใส่ร้ายเจ้านายของตัวเองว่าทรยศชาติได้?
เจียงอวี้เฉิงครุ่นคิดด้วยความสงสัย
หรือว่าจะมีอะไรซ่อนอยู่ ต้องมีแน่ ๆ ไม่งั้นคนอย่างเขาจะกล้าทรยศตระกูลเจียงได้ยังไง?
“เฉิงเอ๋อร์... เจ้าเป็นคนฉลาดมาตั้งแต่เด็ก พ่อพร่ำสอนกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้เจ้า เจ้ามองไม่ออกหรือว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งใดคือสิ่งที่สำคัญที่ต้องการการปกป้องมากที่สุด?”
“พ่อรู้ว่าเจ้าเป็นห่วงชายบ้านที่ชายแดน แต่พ่อก็ได้ไปประจำการที่ชายแดนมาหลายปีจนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว พอได้ยินมาว่าฝ่าบาทจะคัดเลือกพระราชสวามีให้แก่องค์หญิงใหญ่ พ่อจึงได้รีบพาเจ้ากลับมา”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าการเข้าร่วมพิธีคัดเลือกพระราชสวามีขององค์หญิงใหญ่เองก็เป็นการปกป้องชาวบ้านอย่างที่เจ้าต้องการด้วยเช่นกัน”
เจิ้นกั๋วกงเอ่ยเกลี้ยกล่อมอยู่ตั้งนาน แต่เมื่อเห็นว่าบุตรชายตัวดียังคงไร้วี่แววที่จะตอบตกลง อารมณ์ที่เคยสงบนิ่งก็เริ่มคุกรุ่นขึ้นมาตามประสาแม่ทัพใหญ่
“หากเจ้าไม่ยินยอมเข้าร่วมพิธีคัดเลือกพระราชสวามี เจ้าก็จงคุกเข่าสำนึกผิดอยู่ในนี้ ไม่ต้องออกไป!!”
จ้าวลี่ ตามปกติ แม่ทัพใหญ่ก็ดูใจเย็น ไม่เคยใช้อารมณ์ในการคุมทัพเลยแม้แต่น้อย
คงมีแต่นายน้อยเพียงคนเดียวที่สามารถทำให้ท่านเจิ้นกั๋วกงผู้ใจเย็น อารมณ์พลุ่งพล่านได้อย่างง่ายดาย...
“ตกลงเจ้าจะไปหรือไม่ไป!?” เจิ้นกั๋วกงตะโกนถามเสียงดังเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมทั้งกำแส้ในมือแน่น หากว่าเขาได้ยินบุตรชายปฏิเสธอีกครั้ง แส้ในมือคงจะได้ขยับอีกครั้งเช่นกัน
เจียงอวี้เฉิงเงยหน้าขึ้นสบตาบิดาด้วยความท้าทาย แววตามุ่งมั่น ริมฝีปากกล่าวคำหนึ่งออกมาด้วยเสียงดังฟังชัด “ไป!!”
“ดี!! เจ้ากล้าขัดคำสั่งพ่อ...” เจิ้นกั๋วกงกัดฟันพูด ก่อนจะตระหนักได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ “ห้ะ!!”
สิ้นเสียงประโยคคำถาม น้ำตาของชิงหว่านซินก็ไหลพราก ใบหน้าเล็กพยักหน้ารัว ๆ ราวกับลูกไก่ที่จิกข้าวเปลือกอย่างน่าเอ็นดู“อื้อ! เราจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าเลย!” ชิงหว่านซินตอบตกลง พร้อมยื่นมือข้างซ้ายให้เขา แหวนเพชรเม็ดงามถูกบรรจงสวมใส่ที่นิ้วนางข้างซ้ายอย่างพอเหมาะพอดีเจียงอวี้เฉิงรีบลุกขึ้นมาสวมกอดอีกฝ่ายอย่างแนบแน่น ในวินาทีนั้น เสียงระเบิดดังกึกก้องเหนือศีรษะ!ปัง! ปัง! ปัง!พลุไฟนับร้อยนับพันดวงพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนจากหลายจุดในเมืองหลวง แสงไฟหลากสีกระจายตัวออกเป็นดอกไม้ไฟขนาดยักษ์ แสงสีทอง สีเงิน และสีแดงสดสาดส่องลงมายังยอดตึกที่พวกเขาอยู่ ราวกับแสงดาวทั้งหมดบนฟ้าถูกดึงลงมาเพื่อเป็นฉากหลังให้แก่การตอบตกลงแต่งงานของเธอในครั้งนี้เสียง เปรี๊ยะ! ปร๊ะ! ของดอกไม้ไฟที่แตกตัวเหนือพวกเขา ทำให้ชิงหว่านซินถึงกับต้องปิดหูด้วยความตื่นเต้นภาพเมืองหลวงที่สว่างอยู่แล้วยิ่งสว่างเจิดจ้าขึ้นด้วยประกายของพลุไฟที่ประดับประดาตึกระฟ้าทั้งหมดให้กลายเป็นเวทีแห่งความยินดีขณะที่ชิงหว่านซินยังคงมองพลุไฟตาไม่กะพริบ จู่ ๆ ประตูที่ซ่อนอย
เฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสีดำสนิทร่อนลงจอดบนลานจอดส่วนตัวของตึกระฟ้าที่สูงที่สุดในเมืองอย่างนุ่มนวล ราวกับขนนกที่แตะพื้น เสียงเครื่องยนต์กังหันเริ่มเบาลงอย่างช้า ๆก่อนที่เจียงอวี้เฉิงจะดับเครื่องยนต์หลักเหลือเพียงเสียงลมหวีดหวิวของยามค่ำคืน เขาเปิดช่องระบายอากาศเล็กน้อย เพื่อให้อากาศบริสุทธิ์ของยอดตึกได้พัดโชยเข้ามาในขณะที่เครื่องกำลังสงบ ชิงหว่านซินที่นั่งข้าง ๆ ก็ขยับตัว สอดร่างบอบบางข้ามแผงควบคุมที่เย็นเฉียบไปยังเบาะหลังที่กว้างขวางและมิดชิดกว่า ก่อนที่เจียงอวี้เฉิงจะข้ามตามไปติด ๆ โดยไม่ให้มีการทิ้งช่วงแม้แต่วินาทีเดียวหลังจากนั้นไม่นาน เสียงครางกระเส่าที่ถูกกดเอาไว้ก็เริ่มดังขึ้นอย่างแผ่วเบาในห้องโดยสารที่มืดมิด เสียงหอบหายใจหนัก ๆ ดังประสานกันอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายของความรักและเหงื่อที่โชยออกมาจากเบาะหนังนับเป็นชั่วโมงกระทั่งเสียงหอบหายใจเหล่านั้นเริ่มผ่อนคลายลง เจียงอวี้เฉิงจึงได้ช่วยชิงหว่านซินแต่งกายจัดเสื้อผ้าที่ยับยู่ยี่ให้กลับมาเรียบร้อยเหมือนเดิมทุกกระเบียดนิ้วจากนั้นเขาจึงได้เปิดประตูเดินลงมาสัมผัสกับความเย็นของพื้นลานจอด แล้วส่งมือรอรับ
“อาเฉิงจะพาฉันไปไหน?” เสียงหวานร้องถามอย่างสงสัย ในขณะที่เธอกำลังถูกอุ้มในท่าเจ้าสาว ชายผ้าที่ผูกปิดตาเธอกำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม“เดี๋ยวก็รู้น่า...” เจียงอวี้เฉิงตอบด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี ก้าวขายาว ๆ ตรงไปยังพาหนะส่วนตัวของตระกูลที่ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้าของอาคารสูงสุดในเขตบ้านของตระกูลเจียงชิงหว่านซินกระชับแขนที่โอบรอบคอของเขาให้แน่นขึ้น เธอไว้วางใจผู้ชายที่อุ้มเธออยู่เป็นอย่างมาก หากแต่ความสงสัยมันมีมากกว่า ด้วยแรงลมที่พัดตีเข้าหน้าเธอไม่หยุดเจียงอวี้เฉิงเปิดประตูห้องโดยสารด้านข้างของเฮลิคอปเตอร์ส่วนตัวสีดำออกอย่างแผ่วเบาด้วยมือเดียว เขาวางร่างของชิงหว่านซินลงบนเบาะหนังฟอกอย่างทะนุถนอม แล้วจึงดึงสายเข็มขัดนิรภัยห้าจุดออกมาคาดรัดร่างเธออย่างแน่นหนา แล้วปิดประตูลงเขาเดินอ้อมไปนั่งที่เบาะนักบินอีกด้าน ภายในห้องนักบินที่เต็มไปด้วยแผงควบคุมดิจิทัล เขาแตะสวิตช์บางตัวอย่างเชี่ยวชาญ เสียงไฟฟ้าภายในเริ่มทำงานพร้อมกับเสียงหึ่งต่ำ ๆ ของระบบอัจฉริยะ จากนั้นเจียงอวี้เฉิงดึงคันบังคับที่ควบคุมเครื่องยนต์ เพื่อสตาร์ทเครื่องยนต์กังหันเสียงอ
สิ้นเสียงบอก คิ้วคมของเจียงอวี้เฉิงก็เลิกขึ้นสูง เขานิ่งไปเพียงชั่วครู่อย่างตัดสินใจ“ได้... งั้นหยาเจินคุมเกมเองเลย”เจียงอวี้เฉิงพลิกตัวลงนั่งกางขาบนเบาะ สอดมือไปรั้งร่างเล็กให้ลุกขึ้นมานั่งคร่อมบนตักของเขา ท่ามกลางความงงงวยของชิงหว่านซินเพียงเธอพูดแค่ประโยคเดียว โลกทั้งใบก็ถูกอีกฝ่ายพลิกตลบจากคนที่อยู่ด้านล่างกลายมาเป็นคนคุมเกมเสียอย่างนั้น“หยาเจินพร้อมเมื่อไหร่ก็เริ่มได้เลย...”ชิงหว่านซินก้มหน้ามองใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยิ้มกริ่ม ก่อนจะกดสายตาลงต่ำไปเห็นแกนกายที่ชูชัน สลับขึ้นมามองหน้าเขาอีกคราวทำไมถึงรู้สึกเหมือนว่ามีสองสายตาอ้อนวอนมองมาพร้อมกันทั้งบนทั้งล่างเลยล่ะ?เสี่ยวเฉิงมีตาด้วยเหรอ?ในขณะที่เธอกำลังเตรียมใจ มือปีศาจก็ลูบไล้ขาอ่อนของเธอดันให้ชายกระโปรงเลิกขึ้นสูง ไม่ให้เกะกะกิจกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น ก่อนจะไปสแตนด์บายรอที่แก้มก้น จนชิงหว่านซินอดมองค้อนไม่ได้“ไหนบอกว่าให้เราคุมเกมไง”เจียงอวี้เฉิงแสร้งทำหน้าอย่างไร้เดียงสา “เราก็ให้หยาเจินคุมเกมนะ เราแค่เตรียมตัว
ร่างสูงโผล่พรวดเข้ามาในห้องโดยสาร ก่อนจะกดไหล่เล็กให้นอนราบลงบนเบาะหนังด้านหลัง จับสองเรียวขาให้แยกออกจากกัน เรียวขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไปบนเบาะ ทำให้กระโปรงที่เธอสวมอยู่ถูกร่นขึ้นมากองที่หน้าท้องมือหนาตะครุบชายเสื้อซับในแล้วดึงออกให้พ้นตัว จนเหลือเพียงบราสีเนื้อที่โอบอุ้มเนินเนื้อขาวผ่องเจียงอวี้เฉิงสอดมือหนาไปทางด้านหลัง ใช้เพียงมือเดียวก็สามารถปลดตะขอบราได้อย่างง่ายดาย อีกมือหยิบบราชิ้นนั้นโยนไปทางเบาะหน้าข้างคนขับอย่างรู้หน้าที่ดวงตาจิ้งจอกพราวระยับ เมื่อเห็นร่างแม่นางน้อยเปลือยเปล่าช่วงบน ใบหน้าหวานแดงระเรื่อ ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากันอย่างเขินอาย ไหปลาร้าได้รูป ไล่มาถึงความอวบอิ่มสมวัยแต่ก่อนที่เจียงอวี้เฉิงจะได้ขยับตัวลงมือทำอะไร เสียงโทรศัพท์มือถือส่วนตัวของเขาก็ดังขึ้นมา“รับก่อนเถอะ เผื่อเป็นสายที่บ้าน...” ชิงหว่านซินบอกเสียงเรียบ แม้จะขัดใจไปบ้าง แต่เธอก็รู้จักแยกแยะได้เผื่อจะเป็นคุณป้า เพราะเมื่อครู่ แม่ของเจียงอวี้เฉิงบอกว่าหากเสร็จธุระแล้วจะมาคุยเป็นเพื่อนเธอ พอไม่เห็นพวกเธอจึงได้โทรมาตามหาเจียงอวี้เฉิงพยักห
“หื้ม?” ชิงหว่านซินครางในลำคอ เมื่ออีกฝ่ายผละริมฝีปากออกกะทันหัน ปลายลิ้นเล็กตวัดเลียเรียวปากตัวเองอย่างเสียดาย“ออกไปจากที่นี่กันเถอะ” เจียงอวี้เฉิงบอกเสียงทุ้ม ก่อนจะอุ้มร่างเล็กที่นั่งอยู่บนตักขึ้น พาเดินออกจากศาลาตรงไปที่โรงรถด้านนอกทันทีชิงหว่านซินที่ยังมึนเมาในรสจูบ เอ่ยถามอย่างสงสัย “มีอะไรเหรอ?”“อยู่บ้านมีคนสอดรู้สอดเห็นเยอะเกินไป...”เจียงอวี้เฉิงอุ้มชิงหว่านซินแนบอก พาเดินตามโถงทางเดินไปยังปีกอาคารด้านหลังซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงรถของตระกูล ทันทีที่ประตูบานใหญ่เลื่อนเปิดออก กลิ่นหอมจาง ๆ ของหนังฟอกชั้นดีและน้ำมันเชื้อเพลิงราคาแพงก็ลอยเข้ามาปะทะภายในโรงรถกว้างขวางปูพื้นด้วยหินอ่อนขัดเงา สะท้อนแสงไฟนีออนเย็นตาจากเพดาน เผยให้เห็นคอลเล็กชันรถยนต์มูลค่าหลายร้อยล้าน ทั้งของบิดา ญาติผู้ใหญ่ และบรรดาน้องชายแต่สายตาของเจียงอวี้เฉิงจับจ้องไปยังรถหรูส่วนตัวของเขาที่จอดสงบนิ่งอยู่กลางลาน รถซีดานหรูหราสีดำขลับ ตัวถังมันวาวดุดันตัดกับกระจกสีเข้มที่ช่วยอำพรางกิจกรรมของคนในรถได้เป็นอย่างดีเจ







