LOGINแคว้นอวี้ ซึ่งมีเนื้อที่กว้างใหญ่ในทะเลทรายไม่ติดทะเล แต่ทว่ามีอากาศหนาวแทบทั้งมี แทบจะไม่มีเม็ดฝน แต่ที่แคว้นนี้อยู่มาได้เพราะมีโอเอซีสขนาดใหญ่ และมีแม่น้ำไหลผ่าน ส่วนปราการที่สำคัญคือหุบเขารอบทั้งสี่ทิศยากที่เผ่าหรือแว่นแคว้นที่จะเข้ามาต่อตีจนชนะ
แต่ทว่าสามสี่วันมานี้ แคว้นหยางบุกแคว้นอวี้อย่างหนักรอบด้าน ไม่มีท่าทีจะล่าถอยเช่นทุกครั้งที่สู้รบกันมา แคว้นแคว้นอวี้เป็นกังวลอย่างมาเสบียงในเมืองเสียงหูเริ่มขาดแคลน ผู้คนในกำแพงเมืองก็มีแต่ผู้หญิง ส่วนทหารก็ถูกรุกโจมตีทางด่านหน้า ทุกครั้งแคว้นหยางเข้ามาโจมตีแคว้นจะส่งแม่ทัพมาโจมตี พอถึงฤดูน้ำหลากจะล่าถอยไป แต่ทว่าครั้งนี้คนที่นำทัพมาคือฮัวมู่ฉี ผู้ที่ไร้พ่าย เขาให้ทูตส่งสาส์นเพื่อของเมืองฉี และเมืองเฉินโจว ซึ่งเมืองเฉินโจวเป็นเมืองท่าของแคว้นอวี้ เก็บภาษีได้เป็นจำนวนมากระหว่างแม่น้ำตงเหอ ทำให้เขาไม่อาจยกเมืองนั้นได้ “ฮัวมู่ฉี ข้าไม่อาจยกเมืองเฉินโจวและเมืองฉีให้กับแคว้ยหยางได้” เจ้าแคว้นอวี้ มีนามว่าเยว่หัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เหล่าขุนนางต่างมองใบหน้ากัน เพราะรู้ว่าคนที่เป็นราชทูตนั้นคือผู้ใด “เยว่ต้าหวางท่านไม่ต้องรีบร้อนตอบข้าก็ได้กระมัง ข้าจะให้เพลาท่านสามวัน สามวันนับจากนี้ถ้าท่านยังไม่เปลี่ยนใจที่จะยกเมืองเฉินโจวและเมืองฉี ข้าฮัวมู่ฉีจะนำทัพมาบุกตีแคว้นอวี้ในทันที ท่านก็รู้ว่าข้าแพ้ไม่เป็นเสียด้วย” ฮัวมู่ฉีเอ่ยบอกดังลั่นได้ยินทั่วทั้งท้องพระโรง ทำให้เหล่าขุนนางรู้สึกกลัว ด้วยรู้ว่าฮัวมู่ฉีมันเป็นนักรบของแคว้นหยางที่ไร้พ่าย ไม่มีแคว้นหรือเผ่าใดชนะเขาได้ “เพื่อไม่เป็นการตัดไฟแต่ต้นลม เพื่อไม่ให้แคว้นอวี้ก่อสงครามกับแคว้นหยางในอนาคต ต้าหวางต้องให้เยว่ชิงกงจู่มาเป็นตัวประกันของแคว้นอวี้ ไปอยู่ในพระราชวังแคว้นหยาง” ฮัวมู่ฉีเอ่ยบอกอีกครั้ง ทำให้เยว่หัวตกใจในคำพูดของฮัวมู่ฉีที่จะเอาเยว่ชิงกงจู่ไปเป็นตัวประกัน ด้วยเยว่ชิงเป็นกงจู่เพียงหนึ่งเดียวของเขา และเป็นคนที่เขารักมากที่สุดอีกด้วย “มันจะมากเกินไปแล้วนะ” เสียงของน้ำเสียงดุดันกัดฟันด้วยความโกรธชี้หน้าไปที่มู่ฉี คือ เยว่เฟยหงไท่จื่อ ไท่จื่อของแคว้นอวี้ และเป็นเกอเกอของเยว่ชิงที่ฮัวมู่ฉีเอ่ยถึง “ใจเย็นก่อน ข้าให้พวกท่านตัดสินใจสามวัน สามวันนับจากนี้ ค่อยให้คำตอบกับข้า” มู่ฉีเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงผ่อนคลาย สีหน้าเรียบเฉย แล้วก้าวเดินออกไปจากท้องพระโรงทันที “ต้าหวางจะยกเมืองท่าและกงจู่ในคราวเดียวกันไม่ได้ มันมากไปแล้วพระเจ้าค่ะ” เสียงของขุนนางชั้นผู้ใหญ่เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ถ้าเป็นเช่นนั้น ไม่แคล้วที่แคว้นอวี้จะล่มสลายเป็นแน่แท้” เสียงของขุนนางอีกคนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล “เจ้าดูถูกกองทัพของเรามากเกินไปแล้วนะ ผู้ตรวจการจางอวี้” เสียงของขุนนางอีกคนเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ฮัวมู่ฉีผู้นี้เคยล่มแคว้น เผาเมืองมาแล้วนะ เจ้าลืมข้อนี้ไปแล้วหรือหย่งเฉิน” จางอวี้เอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง หันไปหาคู่สนทนา “เลิกประชุม” เสียงของเยว่หัวเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงเป็นกังวลแล้วก้าวเดินออกไปทันทีหลังจากที่ฮัวมู่ฉีต้าหวาง ต้าหวางแคว้นหยางครองราชย์ได้สามปี ต้าหวางได้ยึดครองแว่นแคว้นน้อยใหญ่ได้ทั้งหมดหกแคว้น และชนเผ่าอีกสิบแปดเผ่า บางแคว้นบางเผ่ายอมสวามิภักดิ์เข้ากับแคว้นหยางโดยไม่ต้องเสียกำลังไพร่พล แต่บางแคว้นบางเผ่ากลับแข็งข้อไม่ยอมสวามิภักดิ์ ต้าหวางแคว้นหยาง ฮัวมู่ฉีสั่งบุกโจมตีปรากฏว่ากองทัพแคว้นหยางไม่เคยพ่ายชนะโดยตลอดเพราะมีแม่ทัพ กุนซือที่เก่งกาจต้าหวางกวาดต้อนมาอยู่ในเมืองฉางเฉินหมดสิ้น และยังมีอาวุธที่แข็งแกร่งกว่าแคว้นอื่นๆ ทำให้แคว้นหยางได้เปรียบจึงสามารถชนะทุกแว่นแคว้น ต้าหวางที่ยอมสวามิภักดิ์จะส่งตัวประกันมายังแคว้นหยาง แต่ฮัวมู่ฉีไม่รับกงจู่เพื่อเข้ามาอภิเษกเช่นต้าหวางคนก่อนๆ ของแคว้นหยาง ด้วยฮัวมู่ฉีรักเยว่ชิงมากมายเหลือคณานับไม่ต่างกับไป๋เจิ้นที่รักนางไม่น้อยเมื่อฮัวมู่ฉีได้รับเครื่องบรรณาการเป็นของล้ำค่าจะมอบให้เยว่ชิงก่อนเสมอ ทำให้ผู้คนในวังต่างรู้กันว่าต้าหวางและไท่ฟู่เป็นฟู่จวินที่รักหวางโฮ่วของแคว้นหยาง และทั้งสองไม่ยอมมีคนอื่นนอกจากนาง ผิดจากเหล่าหวางเย่และเหล่าขุนนางที่มีฟูเหรินไว้ประดับบารมีสี่ปีต่อมาเยว่ชิงหวางโฮ่วได้ให้กำเนิดหวางเย่นามว่าฮัวหวงเซี่ย
เยว่ชิงก้าวเดินเข้ามาเจียวฟางกงที่ประทับของหวางโฮ่วพระองค์ใหม่ ในตำหนักมีนางกำนัลสิบสองคนขันทีอักอีกคนรวมทั้งสิ้นสิบแปดคนตามบรรดาศักดิ์ หรือว่าจะเพิ่มมากหรือลดลงกว่านี้ตามที่หวางโฮ่วจะวินิฉันแต่ห้ามน้อยกว่าสิบแปดคน เยว่ชิงเห็นว่าเยอะเกินไปก็จริงแต่มันลดลงไม่ได้มีแต่เพิ่มขึ้นเท่านั้น นางคิดว่าสายตาทุกคู่จับจ้องมาที่นางราวกับว่านางกระทำความผิด นางคิดว่าตอนที่นางยังอยู่แคว้นอวี้ เป็นถึงกงจู่ของแคว้น นางกำนัลและขันทียังไม่มากมายขนาดนี้เลย ทำเช่นไรได้ตอนนี้นางเป็นถึงหวางโฮ่วปกครองหกตำหนัก หกตำหนักนี้คือกงจู่ของทั้งหกแคว้นต้องเข้ามาอยู่ในตำหนักทั้งหกตามธรรมเนียม ซึ่งตอนนี้ฮัวมู่ฉียังไม่คิดจะกงจู่ของแต่ละแคว้นที่อยู่ใต้บัญชาของแคว้นหยางเข้ามาอยู่ นอกเสียจากเยว่ชิงหวางโฮ่ว ด้วยเขาสัญญากับนางจะไม่เอากงจู่แต่ละแคว้นมาเป็นผิงเฟยเด็ดขาด เพื่อให้นางอยู่อยากเป็นสุข เยว่ชิงคิดว่าตนเองโชคดีมากที่มีฟูจวินเช่นฮัวมู่ฉีและไป๋เจิ้นที่ตอนนี้มีตำแหน่งเป็นไท่ฟู มีอำนาจมากรองลงมาจากต้าหวางเพียงเท่านั้นและยังควบคุมตราพยัคฆ์บัญชาการทหารนับแสนทั้งในเมืองหลวงและนอกเมืองหลวง (ไท่ฟู่ แปลว่า ราชครู)เยว่ชิงเดินมาที่
ฮัวหยางจื่อค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างอยากลำบาก แต่เป็นเพราะน้ำสาดลงบนหน้าและเรือนร่างเปลือยเปล่า มันทำให้เขาลืมตาทอดมองเห็นตะวันขึ้นตรงหัวแล้ว แต่ว่ารู้สึกว่าร่างกายถูกพันธนาการไว้กับเชือก และม้าอีกห้าตัวที่พร้อมจะลากเขาออกเป็นห้าชิ้นทำให้เขารู้สึกตกใจอย่างมาก เขาจึงตะโกนขึ้นทันที“พวกเจ้าทำบ้าอะไรกัน”“ตื่นแล้วหรือ นอนอิ่มหรือไม่หยางจื่อ”“ฮัวมู่ฉี” หยางจื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกเหมือนกับเห็นพญามัจจุราชอยู่ตรงหน้า ฮัวมู่ฉีก้าวเดินขึ้นมาบนลานประหาร ทอดสายตามองเขาช่างน่ากลัวราวกับกรีดเรือนร่างของเขาสับเป็นหมื่นชิ้น“แปลกใจที่ข้าไม่ตายหรือ ตวนมู่ซืออินฟูเหรินที่เจ้ารักหนักหนานางก็พึงตายไป โดยข้าสงเคราะห์ให้ผูกผ้าขาวไปแล้ว” ฮัวมู่ฉีเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสะใจกับการที่นางตายด้วยผ้าขาวมันสาสมที่นางวางยาพิษต้าหวาง แต่ในความจริงแล้วทรงอยากจะสับร่างนาง แล้วโยนให้สุนัขกินจริงๆ ที่นางกระทำสิ่งชั่วช้าให้อดีตต้าหวางต้องสิ้นพระชนม์พร้อมกับไท่จื่อด้วยยาพิษเช่นเดียวกัน“เจ้าทำแบบนี้กับซืออินของข้า เจ้าตาย!!!” หยางจื่อดิ้นรนให้หลุดจากพันธนาการด้วยความโกรธแค้น แต่สลัดเท่าไหร่ก็ไม่หลุดเพราะถูกขึงทั้งเรือนร
“ขะ...ขอ...นำ...น้ำ...”น้ำเสียงแหบแห้งออกจากริมฝีปากแห้งผ่าวของหญิงสาวที่นอนไม่ได้สติมาสองสามวันแล้ว มันทำให้ฮัวมู่ฉีที่นั่งอยู่ข้างๆ นาง สะดุ้งตื่นเล็กน้อย มองมายังเยว่ชิงด้วยความดีใจ“เยว่ชิง...เจ้าฟื้นแล้ว ข้าจะไปเอาน้ำมาให้เจ้า” ฮัวมู่ฉีเอ่ยบอกนางด้วยน้ำเสียงดีใจเป็นอันมากที่นางฟื้นขึ้นมา นางค่อยๆ ลืมตามองเขา มือหนาของเขาหยิบหมอนมาดันหลังของนางให้นั่งลง แล้วเขารีบเดินไปยังกาน้ำชาที่ตั้งอยู่บนเตากำลังร้อนกรุ่น เทน้ำชาลงในถ้วยกระเบื้อง แล้วก้าวเดินมาหานางค่อยรินน้ำช้าใสริมฝีปากบางของนาง“ค่อยๆ ดื่มนะ” ฮัวมู่ฉีเอ่ยบอกเยว่ชิงเช่นนี้ นางค่อยๆ ดื่มน้ำช้าๆ เขาจึงเอาผ้ามาเช็ดริมฝีปากบางของนาง“เยว่ชิงเจ้าฟื้นแล้วหรือ” เสียงของไป๋เจิ้นดังเข้ามาด้วยความดีใจ อีกทั้งยังถลามาหาเยว่ชิงด้วยความดีใจที่นางฟื้นแล้ว เขาและฮัวมู่ฉีเป็นกังวลอย่างมากที่นางหมดสติไปสามวันเต็มๆ พวกเขาทั้งสองผลัดกันดูแลนางเป็นอย่างดี คอยเช็ดตัวและคอยป้อนยานางตลอดสามวันที่ผ่านมา“ต้าหวาง ไท่จื่อและไท่จื่อเฟย พวกเขาตายหมดแล้ว...ฮือ...ฮือ...” เยว่ชิงเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงสะอื้นร่ำไห้อย่างไม่อายผู้ใดด้วยความเสียใจมากคณานับ พวกเข
“เมืองจิ้น เมืองหลี่ถูกกองทัพของเราเขาโจมตีจนได้รับชัยชนะแล้ว เหลือแต่เมืองหลวงของแคว้นฉีที่ต้องเข้าตีให้สำเร็จ ถือว่ารวดเร็วในระยะเพลาเดือนกว่าๆ”ฮัวหลี่หยางต้าหวางเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง ทอดสายตามองไปยังเหล่าขุนนางในท้องพระโรง“ตอนนี้กองกำลังและกองเสบียงถึงมือของทัพของฮัวมู่เฉิน เฉินหยางหวางเย่แล้วพระเจ้าค่ะ” ขุนนางผู้หนึ่งเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม ต้าหวางเผยรอยยิ้มเล็กน้อยแล้วทอดสายตามองจื่อฮั่วมหาขันที จื่อฮั่วก้มก้มหัวเล็กน้อย“มีผู้ใดจะรายงานอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีเลิกประชุม” จื่อฮั่วเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงดังฟังชัด“ขอต้าหวางทรงพระเจริญ” เหล่าขุนนางต่างถวายบังคมพร้อมกัน ฮัวหลี่หยางค่อยๆ ลุกจากตั่งบัลลังก์ แต่ทว่ากลับกระอักเลือดออกมาก่อนที่จะล้มสลบแน่นิ่งบนตั่งบัลลังก์ ทำให้ผู้คนแตกตื่นด้วยความตกใจ“ฟู่จวิน!!!” ฮัวอู๋จี้ร้องด้วยความแตกตื่น แล้ววิ่งขึ้นไปดูต้าหวางทันที พร้อมด้วยราชองครักษ์สองคน และประคองฮัวหลี่หยางด้วยความแตกตื่น จื่อฮั่วน้ำตานอนหน้าใช้นิ้วอังจมูกของฮัวหลี่หยาง“ต้าหวางสิ้นพระชนม์แล้ว” เสียงของจื่อฮั่วทำให้เหล่าขุนนางต่างร้ำร้องเสียใจเป็นอันมาก ฮัวอู๋จี้ร้องได้ด้วยน้ำเสียงดั
สายตาเช่นนี้ คือ สิ่งที่นางต้องการ มันเป็นการปลุกกำหนัดโดยไม่ต้องใช้ยากำหนัดหรือสิ่งของใดๆ นอกจากตัวนางเองนางหมุนตัวอีกสามครั้งเมื่อจังหวะเร็วขึ้น แล้วใช้มือทั้งสองข้างจับขอบชายเสื้อ เลื่อนชุดผาวสีชาดลงมาอยู่ที่ปลายเท้าบัดนี้เรือนร่างของนางเปลือยเปล่าปราศจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ นอกจากผมที่ยาวไปถึงแก้มก้นของนาง เรือนร่างและจังหวะร่ายรำมันทำให้พวกเขาอยากพุ่งตัวเข้าสอดดุ้นและตอกหนักๆ ไม่ให้นางออกไปพอแสงตะวันนางยังมองพวกเขาทั้งสองด้วยสายตายั่วยวน ยกเรียวขาขึ้นข้างหนึ่งไปทางด้านหลัง มือทั้งสองกางออก แอ่นตัวไปด้านหน้า แล้วค่อยๆ วางเรียวขาลง เมื่อดนตรีจบลงไป๋เจิ้นถอดเสื้อผ้าออกทั้งหมดอย่างรวดเร็วโดยไม่รีรอ พาร่างเปลือยเปล่าก้าวเดินไปหาเยว่ชิง แล้วใช้มือหนาคว้าคอระหงจรดริมฝีปากดูดริมฝีปากบางอย่างเร่าร้อนและดูดดื่ม มันช่างเร่าร้อนเกินกว่าจะต้านทานไหว เหมือนกับว่าไป๋เจิ้นกำลังสูบวิญญาณของนางออกจากเรือนร่าง มือหนาของไป๋เจิ้นนั้นเลื่อนมาขยำก้นกลมสวยหนักๆ ทั้งสองข้าง นางเผยริมฝีปากออก ทอดสายตามองเขาด้วยความท้าทายและยั่วยวน มือเรียวของนางทั้งสองข้างผลักไป๋เจิ้นนอนลงบนตั่งเตียง ไป๋เจิ้นไม่ได้ออกแรง
เยว่ชิงก้าวเดินตามเขามายังห้องสุดทางเดินของหอคณิกา ห้องนี้ห่างไกลผู้คนก็จริง แต่ระหว่างทางนางเห็นนางคณิกาและเหล่าชายวัยกลางคนถึงวัยชรากำลังก้าวเดินมากับหญิงคณิกาเพื่อไปเสพสุขกันในห้องแดง อีกทั้งนางยังได้ยินเสียงกระเส่าวาบหวามจากห้องที่ปิดประตูไม่สนิท เป็นเสียงที่นางไม่อยากได้ยินด้วยซ้ำ นางจึงรีบก้า
“ข้าขอนั่งด้วยคนสิ” เสียงของชายหนุ่มเอ่ยบอกเยว่ชิง ทำให้เยว่ชิงหันกลับมามองคนตรงหน้าที่เผยรอยยิ้มให้นาง ใบหน้าของเขาช่างงดงามหล่อเหลาต่างจากบุรุษของแคว้นอวี้ อีกทั้งนัยน์ตาสีดำสนิทน่าค้นหา จมูกโค้งเป็นสัน ริมฝีปากกระจับไม่หนาและไม่บางจนเกินไป ผิวของเขานั้นขาวดุจหิมะในฤดูเหมันต์นั้นอีก ความสูงนั้นสู
หอคณิกาเฟยอวี้เฟย หอคณิกาอันดับหนึ่งของเมืองหลวง แคว้นอวี้ ทุกค่ำคืนมีแต่แสงสีเสียงเหล่าขุนนางหรือเหล่าพ่อค้าวาณิชย์ต่างสัญจรเข้ามาในหอคณิกาแห่งนี้ ด้วยมีหญิงงามมากหน้าหลายตามากมาย และยังประมูลนางคณิกาที่งดงามที่สุดเพื่อเข้าไปหลับนอนกับพวกเขา ทำให้หอคณิกาแห่งนี้ไม่เคยร้างผู้คนแม้แต่น้อยค่ำคืนนี้ก็
“ข้าก็ไม่อยากให้เจ้าไปอยู่ที่ใด เพราะเจ้าเป็นกงจู่เพียงหนึ่งเดียวของข้า ข้าก็อยากให้เจ้าแต่งงานกับขุนนางคนใดคนหนึ่ง หรือไม่ก็เผ่าอวี้ฉี และเผ่าตวนลี่ที่เคยมาสู่ขอทาบทามเจ้า เจ้ากลับไม่ยอมแต่งงาน นี่อาจจะเป็นเหตุให้ฮัวมู่ฉีอ้างจะเอาเจ้าไปเป็นเครื่องบรรณาการให้กับต้าหวางแคว้นหยาง” ซีซีเอ่ยบอกด้วยน้ำ







