Masukผ่านมากว่าครึ่งค่อนวันแล้วนับตั้งแต่มารุตได้รับอนุญาตเข้ามาในบ้านหลังนี้ หลังจากที่คุยรายละเอียดคร่าว ๆ นายจ้างอย่างกฤษณะก็ให้เริ่มทดลองงานในทันทีซึ่งมารุตเองก็ไม่ขัด งานหลัก ๆ ของเขาก็คือดูแลทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเด็กเท่านั้น ส่วนอื่น ๆ เป็นหน้าที่ของแม่บ้าน วิเคราะห์ดูแล้วเหมือนจะสบายแต่เปล่าเลย ไม่ใช่อย่างที่คิด
งานพี่เลี้ยงเป็นอีกงานหนึ่งที่ค่อนข้างหนัก มันไม่ใช่แค่การดูแลเด็กให้ผ่านพ้นไปวัน ๆ เท่านั้น แต่มันคือการทุ่มเทจิตวิญญาณทั้งหมดที่มีเพื่อส่งเสริมเด็กให้เจริญเติบโตไปในทางที่ดีในทุก ๆ ด้าน ดังนั้นอาชีพพี่เลี้ยงจึงไม่แตกต่างอะไรไปจากการเป็นแม่คนที่ต้องใส่ใจ ให้ความรัก ความอบอุ่น ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยให้กับเด็ก แต่มันจะดีกว่านั้นถ้าหากมีการเตรียมพร้อมที่ดีด้วย
"คุณกฤษครับ ถุงแป้งชอบกินอะไรครับ"
"กินนม"
"แล้วอาหารอย่างอื่นล่ะครับ"
"ไม่รู้สิ ปกติเห็นพี่เลี้ยงเขาจัดการเองตลอด"
"แล้วน้องแพ้อาหารอะไรไหม"
"ก็ไม่น่านะ เด็กแพ้อาหารด้วยเหรอ เห็นกินอยู่ไม่กี่อย่าง"
มารุตสูดหายใจเข้าปอดก่อนจะถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ถึงว่าทำไมถุงแป้งถึงได้ดูอ่อนแรงเหมือนเด็กขาดสารอาหาร นี่เขาควรจะโทษใครดีระหว่างพี่เลี้ยงคนเก่ากับคุณพ่อที่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้สนใจเรื่องลูกเท่าที่ควรเลยทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรรู้แท้ ๆ
แม้กฤษณะจะตอบคำถามทั้งหมดได้ แต่ก็ไม่ได้ดีพอที่จะทำให้มารุตพอใจ เพราะข้อมูลเท่านี้ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลเด็กอ่อนเลย เห็นแบบนี้ก็เริ่มจะรู้สึกสงสารแม่หนูน้อยขึ้นมาจริง ๆ แล้วสิ
มารุตเดินเข้าครัวกะว่าจะเตรียมมื้ออาหารเที่ยงให้กับถุงแป้งที่ตอนนี้กำลังนั่งเล่นอยู่ในพื้นที่ของตัวเองซึ่งมีรั้วกั้นอีกทีในห้องรับแขก เขาเดินหายเข้าครัวไปไม่นานก็ทำสีหน้าปั้นปึงเดินออกมาหากฤษณะที่นั่งอ่านอะไรสักอย่างอยู่ไม่ไกลจากลูกสาว
"ทำไมในตู้เย็นไม่มีของสดเลยล่ะครับคุณกฤษ"
"ทำไมนายถึงได้ขี้สงสัยซะจริง ตกลงจะมาเป็นพี่เลี้ยงหรือมาเป็นนักสืบ"
ไม่ใช่เพราะความสนิทสนมที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใดที่ทำให้กฤษณะเปลี่ยนสรรพนามเรียกลูกจ้างของเขา แต่มันเป็นเพราะการที่ได้ถกเถียงกับเด็กหนุ่มที่อายุน้อยกว่ามาตั้งแต่เช้าทำให้ทำให้การพูดคุยนั้นเริ่มจะเป็นกันเองมากขึ้น
"ก็ที่ผมถามก็เพราะว่ามันจำเป็นและสำคัญต่อลูกคุณทั้งนั้นนะ"
"ถามหาของสดในตู้เย็นเนี่ยเหรอจำเป็นและสำคัญ"
"ก็ใช่สิครับ ผมต้องทำอาหารให้ถุงแป้ง แต่มันไม่มีอะไรที่น้องจะกินได้เลย"
"…"
"ไม่เชื่อผมอีกแล้วล่ะสิ"
"แล้วทำไมถึงไม่ให้กินนม"
"นมไม่ใช่สิ่งเดียวที่เด็กกินนะครับ ถุงแป้งควรได้รับสารอาหารที่มากกว่านั้น อีกอย่างนมผงหรือนมกระป๋องมันไม่เหมือนนมแม่ ยังไงก็ต้องมีอาหารเสริมบำรุงให้ด้วย"
"งั้นนายก็จัดการสิ"
"ผมทำให้ได้นะ แต่ผมว่าหน้าที่นี้ควรจะต้องเป็นของคุณมากกว่า"
"หมายความว่าไง"
"ก็ในเมื่อคุณต้องการให้ผมเกาะติดถุงแป้งตลอดเวลายกเว้นหลังจากส่งเธอเข้านอน ถ้างั้นคุณจะยอมให้ผมกระเตงเธอไปซื้อของด้วยใช่ไหม"
"วันนี้ฉันอยู่ดูลูกให้ได้"
"แล้ววันอื่น ๆ ล่ะครับ ของบางอย่างซื้อมาแช่ทิ้งไว้นาน ๆ ไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวเด็กจะท้องเสียเอา"
กฤษณะเงียบลง แม้จะไม่ค่อยชอบข้อเสนอของมารุตสักเท่าไหร่ แต่งานทุกอย่างย่อมมีข้อจำกัด ยิ่งถ้าเขาตั้งเงื่อนไขเกินกว่าที่มันสมควร มันก็ย่อมเป็นปัญหา
"ถ้าอย่างนั้นก็ได้ แต่ฉันคงไม่ว่างไปซื้อให้ทุกวันหรอกนะ"
คำตอบที่ได้ยินทำให้มารุตแอบกระหยิ่มยิ้มย่องด้วยความพอใจ ที่จริงแล้วเขาก็แค่ต้องการให้พ่อเด็กมีส่วนร่วมในการดูแลลูกตัวเองด้วยเท่านั้นเอง ในเมื่อไม่เคยที่จะกระตือรือร้นที่จะรับรู้อะไร เขาก็จะช่วยทำให้รู้เสียเลย
"งั้นคุณจะว่าอะไรไหม ถ้าผมจะออกไปซื้อของมาตุนไว้สักหน่อย"
"ไม่ใช้ข้ออ้างเพื่อที่นายจะหนีหายไปใช่ไหม"
"คุณจะช่วยมองผมในแง่ดีบ้างไม่ได้หรือไง"
"จะให้ฉันไว้ใจคนที่เพิ่งเจอได้ไม่ถึงวันงั้นสิ ถ้านายไม่ใช่ลูกชายของแม่บ้านรุ่งรัตน์ ฉันก็คงไม่ให้โอกาสนาย"
"แม่ผมทำงานดีใช่ไหมล่ะ บอกเลยว่าลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น"
"จะรอดู"
มารุตเบ้ปาก ต้องมาทำงานให้กับคนที่ไม่เชื่อในตัวเขานี่นะ เหนื่อยใจเป็นบ้า แต่ในเมื่อมีแม่เป็นใบเบิกทางให้ แถมเขาเองยังดันทะลึ่งไปพูดจาอวดดีเอาไว้ซะเยอะ ไม่ทำก็คงจะไม่ได้แล้ว
"เดี๋ยว"
ก่อนมารุตจะได้ก้าวเท้าออกจากบ้าน คนตัวสูงใหญ่ที่นั่งนิ่งคอยดูเขาทำโน่นทำนี่มาตั้งแต่เช้าก็เดินเข้ามาหา ไม่รู้เหมือนกันว่าต้องการอะไร หวังว่าคงจะไม่ได้หาเรื่องมาว่ากันอีกนะ
"เอาไป แล้วจะซื้ออะไรก็ซื้อมา"
เขายื่นเครดิตการ์ดใบหนึ่งให้กับมารุต
"อะไรกันคุณ ผมไปซื้อของสดนิดหน่อยไม่ได้จะไปช็อปปิ้งขนาดนั้น เงินสดสักสองสามร้อยก็พอแล้ว"
"ลูกฉันต้องได้กินของดี ไม่ใช่ของเหลือค้างคืนที่เอามาลดราคาขาย"
ว่าเสร็จเขาก็ยัดการ์ดใบนั้นไว้ในมือของมารุตอย่างถือวิสาสะ
"ถ้านายไม่ซื่อสัตย์ ฉันจะจัดการทั้งนายทั้งแม่นายเลยคอยดู"
กฤษณะขู่ เขาไม่ได้อยากจะเอาแม่ของมารุตมาเกี่ยวด้วย แต่คนที่พามารุตมาก็คือแม่บ้านรุ่งรัตน์ดังนั้น ถ้าหากว่าใครคิดไม่ดีหรือรวมหัวกันหลอกเขาล่ะก็ เขาไม่ปล่อยไว้แน่
มารุตออกจากบ้าน เขาถอนหายใจอีกครั้งกับสิ่งที่เกิดขึ้น ไหนบอกว่าไม่ไว้ใจแต่กลับเอาเครดิตการ์ดให้เขาใช้ตั้งแต่วันทดลองงานวันแรกเนี่ยนะ มันจะไม่เป็นการวัดใจที่ลงทุนเกินไปหน่อยหรือไง มีวิธีพิสูจน์หรือตรวจสอบความซื่อสัตย์แบบง่าย ๆ อีกตั้งเยอะแยะ หรือนี่จะเป็นวิถีคนมีเงินที่เขาเข้าไม่ถึง
"หมอก""ครับ""มานี่หน่อย""คุณกฤษมีอะไรหรือเปล่าครับ""เปล่า แค่อยากเห็นหน้า""เล่นอะไรของคุณเนี่ย...ถ้าไม่มีไร ผมไปทำความสะอาดครัวต่อละ""มานี่ก่อน"มารุตจิ๊ปากแต่ก็เดินเข้าไปหา ในมือยังคงถือผ้าเช็ดโต๊ะไม่ยอมวาง พอไปถึงเขาก็ถูกรวบตัวจับให้นั่งลงบนตัก"ทำไมต้องให้ผมนั่งบนตักคุณด้วย ตัวผมไม่ใช่เบา ๆ นะ""ไว้ตัวใหญ่กว่าฉันก็ค่อยให้ฉันนั่งตักนายแทนก็ได้""ผมไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น ผมหมายถึผมนั่งข้าง ๆ คุณก็ได้ต่างหาก"มารุตกลอกตาไปมาก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงฮัดฮัด แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ระคายหูคนฟังนัก กฤษณะกอดคนตรงหน้าแน่นขึ้น เขาเกยคางลงบนบ่าอีกฝ่าย เลื่อนกรอบหน้าเข้าไปใกล้หูที่กำลังเริ่มขึ้นสีระเรื่อจนแนบชิด"ปีนี้นายอายุเท่าไหร่""ปีนี้ผม 26 แล้ว คุณถามทำไมครับ""ปีนี้ฉัน 33""ครับ ผมรู้อยู่แล้ว คุณห่างกับผมตั้ง 7 ปี เป็นพี่ผมได้สบาย ๆ ""ถ้าอย่างนั้นทำไมไม่เรียกฉันพี่ซะล่ะ""ได้ไงล่ะครับ คุณโตกว่าผมมากแถมยังเป็นเจ้านายผมกับแม่ด้วย""แต่ฉันว่ามันฟังดูห่างเหิน เรื่องว่าจ้างก็ปล่อยให้เป็นเรื่องว่าจ้าง แต่เรื่องความสัมพันธ์นายก็ต้องปล่อยให้มันเป็นไปตามที่ควรเป็นสิ""เอ่อ ผม""ฉันขอมากไปงั
"คุณกฤษครับ แป้งน้อยไม่สบาย ผมพาไปหาหมอมาแล้ว....ครับ....มีไข้แต่ตอนนี้ไข้เริ่มลดแล้ว...ครับ...เจอกันตอนเย็นครับ"มารุตวางสายก่อนจะหันมาดูเจ้าตัวเล็กที่นอนกระสับกระส่ายอยู่บนที่นอนของตัวเองอย่างน่าสงสาร หลายวันที่ผ่านมาพวกเขาคงจะพาไปตากแดดตากลมมากไปหน่อยจึงทำให้ล้มป่วย"หายไว ๆ นะเด็กดี"เมื่อเห็นว่าถุงแป้งหลับสนิทแล้วร่างโปร่งก็เดินออกมาด้านนอกเพื่อเตรียมอุปกรณ์เช็ดตัว ปกติแล้วมารุตไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการดูแลเด็กสักเท่าไหร่ หากเรื่องไหนเขาไม่แน่ใจก็มักจะโทรถามแม่ตัวเองอยู่ตลอด แต่กับเรื่องเจ็บไข้ได้ป่วย แม่เขาจะบอกให้เขาจำใส่ใจไว้เสมอว่าอันดับแรกที่ควรทำก็คือพาเด็กส่งถึงมือหมอให้เร็วที่สุด และนั่นก็เป็นคำแนะนำที่ดีมากสำหรับเขาระหว่างนั้นมารุตก็แวะเข้าไปดูถุงแป้งอยู่ตลอด เธอจะร้องงอแงบ้างเมื่อรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้มารุตต้องคอยอยู่ปลอบจนสงบเป็นระยะ ๆ"ยัยหนูเป็นยังไงบ้าง""คุณกฤษ ทำไมรีบกลับล่ะครับ แล้วงานล่ะ"จู่ ๆ กฤษณะก็เดินทางกลับมาถึงบ้านหลังจากที่วางสายจากมารุตไปได้ไม่ถึงชั่วโมง"ฉันเป็นห่วงลูก เลยลางานครึ่งวันน่ะ"กฤษณะเดินเข้ามาในห้องของลูก เขายังไม่ทันจะวางสัมภาระที่พกติดตัวม
ถึงวันฟังคำตัดสิน กฤษณะขอลางานเดินทางไปศาลพร้อมกับลูกและมารุต หลายอาทิตย์ที่ผ่านมาพวกเขามีชีวิตที่ค่อนข้างกดดันเพราะต้องแบกรับเรื่องต่าง ๆ เอาไว้กับตัวทั้งหมด แม้แต่แม่บ้านรุ่งรัตน์ มารุตเองก็ไม่ได้เล่าอะไรให้ฟังเพราะไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจ"ตาาาาาาา พ่อจ๋า ตาาา"คำเรียกที่จากปากเจ้าตัวเล็กหลังจากที่ยกมือไหว้ตามคนเป็นพ่อและพี่เลี้ยงทำให้นพพลถึงกับหยุดชะงัก นี่หลานเขาโตจนพูดได้ขนาดนี้แล้วเชียวหรือ สุดท้ายแม้ไม่อยากจะรับไหว้แต่ก็ต้องจำยอมพยักหน้าให้ครอบครัวเจ้าตัวน้อย เพียงเพราะอยากเห็นรอยยิ้มของหลาน"ไป ไป หม่ามา ไป ไป"เจ้าตัวเล็ก ส่งเสียงเป็นนกแก้วนกขุนทอง เธอเรียกคนนั้นทีคนนี้ทีแล้วโบกไม้โบกมือทักทายคนไปทั่ว แถมยังเดินคล่องขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่เหมือนตอนเล็ก ๆ ที่ไม่ว่าใครก็เข้าใกล้ไม่ได้ส่วนอภิญญาพอได้เห็นหน้าหลานก็ถึงกับน้ำตาซึม เพราะระหว่างที่ฟ้องร้องกันอยู่ เธอไม่มีโอกาสจะได้เจอหลานเลย จะแอบติดต่อก็ลำบาก แต่พอได้เห็นถุงแป้งถือของเล่นที่เคยซื้อให้มาด้วยก็แอบดีใจอยู่ลึก ๆการทักทายดูจะจบลงแค่นั้นก่อนที่พวกเขาจะเดินแยกจากกันไป ส่วนกฤษณะไม่ได้รีรออะไร เขาเดินไปติดต่อเจ้าหน้าที่ศาลเพื่อ
เวลาล่วงเลยมากว่าสองเดือนหลังจากได้หมายศาล แม้กฤษณะจะไม่ได้มีคนรอบข้างในชีวิตมากนัก แต่เขายังโชคดีที่ได้ทนายฝืมือดีเป็นรุ่นพี่จากที่ทำงานเก่า ตามจริงเขารู้สึกแค่เพียงว่าการต่อสู้เพื่อแย่งชิงสายเลือดเดียวกันมันเป็นเรื่องที่สูญเปล่า แต่หากว่ามันจำเป็นที่จะต้องพิสูจน์ตัวเองว่าเขาดีพอที่จะได้เลี้ยงดูลูกต่อไปหรือไม่ เขาก็พร้อมที่จะทำวันนี้ทนายเดินทางมาหาเขาที่บ้าน พร้อมกับสอบถามข้อมูลและหาหลักฐานอื่น ๆ ประกอบเพิ่มเติม"วันที่ศาลนัดไกล่เกลี่ย โจทย์ส่งเพียงทนายมาเจรจา ซึ่งจากที่เราได้พยายามหาข้อตกลงร่วมกัน มันไม่เป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเราต้องเตรียมข้อมูลหลักฐานไปสู้กันต่อ ศาลนัดสืบพยานในอีกสองอาทิตย์ข้างหน้า กฤษ นายยังโชคดีนะที่ได้จดทะเบียนสมรส ถ้าว่าตามข้อนี้นายได้เปรียบแน่นอนเพราะเป็นพ่อที่ชอบด้วยกฏหมาย""ผมมีโอกาสที่จะเสียลูกมากน้อยแค่ไหนครับพี่เอก"กฤษณะพูดพลางหันไปมองมารุตที่นั่งอยู่ไม่ไกลกันนัก สิ่งที่เขากังวลใจอีกเรื่องก็คือเรื่องของคนข้าง ๆ เพราะเรื่องของพวกเขาสองคนก็เป็นข้อเท็จจริงอีกข้อที่อีกฝ่ายจะยกข้อนี้ขึ้นมาอ้างได้"ว่ากันตามหลักกฏหมาย ไม่มีข้อไหนที่ห้ามผู้ปกครองที่คบหาเพศเดียวกั
วันนี้กฤษณะพาลูกมาเยี่ยมคุณตาคุณยายอย่างเคย สายตาหลายคู่ที่เคยมองเขาด้วยความเป็นกันเองได้แปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชาและเพิกเฉย ซึ่งกฤษณะไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก มีก็แต่มารุตที่ยังไม่ชินและรู้สึกอึดอัดตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่กฤษณะยกมือขึ้นตบบ่าคนตรงหน้าเบา ๆ เป็นการให้กำลังใจ แต่ก็ไม่พ้นสายตาคนรอบข้างที่คอยจ้องจับผิดพวกเขาอยู่แทบจะทุกวินาที"ไม่เป็นไรนะ""ครับ"มารุตส่งยิ้มตอบ ตามจริงคนที่อยากได้กำลังใจมากที่สุดควรจะเป็นกฤษณะมากกว่า แต่คนตัวโตกลับไม่เผยความรู้สึกให้ใครรู้ นั่นจึงเป็นสาเหตุว่าทำไมคนรอบข้างถึงเข้าใจผิดคิดว่าเขาไร้ความรู้สึก ทั้ง ๆ ที่หากได้ใกล้ชิดกันจริง ๆ กฤษณะคือคนที่เอาใจใส่คนอื่นดีมากคนหนึ่ง"เห็นอกเห็นใจกันเหลือเกินนะ"นพพลพูดขึ้นอย่างไม่มีอ้อมค้อม เขานึกว่าหากอภิญญาได้เกลี้ยกล่อมให้กฤษณะยอมเลิกจ้างมารุตตามที่ร้องขอ อาจจะทำให้เขาใจอ่อนขึ้นมาบ้าง แต่กฤษณะกลับเพิกเฉย มิหนำซ้ำยังพามารุตมาด้วยราวกับไม่เห็นหัวเขา"ฉันไม่คิดว่าแกจะกล้าหักหลังลูกสาวฉัน ถึงขั้นเอาลูกจ้างมาแทนที่ แถมยังเป็นผู้ชายด้วยกันอีก"คำพูดขอพ่อตาทำให้ทุกคนที่อยู่ในบ้านเงียบไปตาม ๆ กัน"แกเงียบแบบนี้ แสดงว่าแก
หลังจากที่กฤษณะขอมารุตคบอย่างจริงจัง ดูเหมือนว่าพี่เลี้ยงคนที่มั่นใจในตัวเองสูง คนที่กล้าเดินหน้าบอกความรู้สึกก่อน จะกลายเป็นคนละคนไปแล้ว มารุตไม่ยอมสบตาตอนคุย เขาพูดน้อยลงกว่าเดิมมาก แถมยังออกอาการเขินอายยิ่งกว่าเดิมเสียอีก กฤษณะจึงปล่อยให้เขาได้ปรับตัว ไม่เร่งรีบอะไร พวกเขากลับไปเตรียมตัวที่ห้องอีกครั้งและกลับมานั่งพักผ่อนที่ริมชายหาดกันเงียบ ๆ"อ๊าย! จา จ้าาา"ถุงแป้งส่งเสียงร้องดังลั่น เมื่อถูกปล่อยให้คลานเล่นบนชายหายเม็ดเนียนละเอียด ชุดว่ายน้ำสีแดงสดลายก้อนเมฆเด่นสะดุดตา เรียกได้ว่าคลานไปไหนก็หาเจอส่วนผู้ใหญ่ทั้งสองคนอยู่ในชุดกางเกงว่ายน้ำกับเสื้อเชิ้ตแขนสั้นทั้งคู่ คนเป็นพี่เลี้ยงพาเจ้าตัวเล็กนั่งก่อปราสาททรายอยู่ใต่ร่มไม้ ส่วนกฤษณะก็นอนดูมารุตกับลูกอยู่บนเก้าอี้ชายหาด ลมยามบ่ายแก่ ๆ กับกลิ่นของทะเลชวนให้รู้สึกดีทีเดียว"ดูนั่นสิ พวกเขาพาลูกน้อยมาเที่ยวล่ะ""ใช่เหรอ ฉันว่าเด็กอาจจะเป็นญาติกันกับสองคนนั้นก็ได้นะ""ไม่รู้สิ ถ้าอย่างนั้นแล้วแม่เด็กไปไหน ปกติแม่จะหวงลูกอย่างกับอะไรดี ตัวแค่นี้ไม่น่าปล่อยให้ออกมาเล่นแบบนี้กับคนอื่นได้นะ""อืม น่าคิด"บทสนทนาที่ดังอยู่ด้านหลัง ทำให้ก
"ม่า ๆๆๆๆๆ หม่าม่า ๆ ""หมอก ลูกฉันร้องแบบนี้หมายความว่าไง""เอ่อ…ก็"มารุตกระอักกระอ่วน ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี ที่ผ่านมาเขาพยายามจะสอนให้ถุงแป้งหัดพูดชื่อเขาให้ได้ แต่ด้วยความที่ตัวอักษรเริ่มต้นมันดันเป็น ม ม้า เหมือนกันและตัวเด็กเองยังหัดออกเสียงไม่เป็นทำให้ถุงแป้งพูดได้แค่นี้ ที่จริงถือว่าเป็นพัฒ
-- ก๊อก ๆ –"คุณกฤษครับ คุณสะดวกไหมครับ ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อย"มารุตมาเคาะประตูเรียกกฤษณะในตอนสายของเช้าวันหนึ่ง ช่วงนี้งานของกฤษณะค่อนข้างยุ่งมาก นอกจากเขาจะต้องออกจากบ้านแต่เช้าแล้ว ยังกลับดึกค่อนข้างบ่อย กว่าจะว่างได้ก็ต้องรอวันอาทิตย์หรือวันหยุดอย่างเดียวตามจริงมารุตเองก็ไม่อยากจะรบกวนกฤษ
[เช้าวันถัดมา]วันนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดงานของกฤษณะ แม้จะเป็นวันหยุดแต่เขาก็ตื่นเช้าเป็นปกติ ยิ่งเมื่อคืนเกิดมีปากเสียงกับพี่เลี้ยงเด็กด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เขานอนหลับไม่ลง หลับ ๆ ตื่น ๆ เพราะพะวงกับหลาย ๆ เรื่องเมื่อออกจากห้องมาก็พบว่ามีคนตื่นอยู่ก่อนแล้วและมารุตก็กำลังเปลี่ยนผ้าอ้อมให้กับลู
-- แกร๊ก –เสียงประตูเปิดออกท่ามกลางความมืดมิดภายในบ้าน แสงที่สาดจากทางด้านนอกช่วยให้คนที่เพิ่งจะเดินเข้ามาด้านในปรับโฟกัสสายตาได้ง่ายขึ้น ทำไมมารุตถึงได้ปล่อยให้บ้านมืดได้ขนาดนี้ทุกอย่างภายในบ้านเงียบเชียบผิดปกติ ทำให้กฤษณะรู้สึกใจไม่ดี เขานึกไปถึงเหตุการณ์วันนั้น วันที่เขาสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุดใน







