FAZER LOGINกว่าจะคิดพล็อตนิยายเรื่องใหม่ได้ก็ปาไปเที่ยงคืนกว่า ทำให้นักเขียนสาวตื่นเกือบเที่ยงวัน เมื่อลากตัวเองออกจากเตียงนอนได้แล้วพร้อมกับทำธุระส่วนตัวในห้องน้ำเสร็จเรียบร้อย ก็ได้เวลาหาของกินในครัวให้อิ่มท้อง เพื่อเตรียมตัวเริ่มเขียนนิยายหลังจากวางพล็อตเรื่องเสร็จ เมื่อทุกอย่างพร้อมเสร็จแล้วนักเขียนสาววัยเลขสามก็เริ่มเขียนนิยายทันที โดยแต่งตามจินตนาการและประสบการณ์ทั้งหมดที่มีและตามแนวโครงเรื่องที่วางไว้
ด้านชายหนุ่มตรงข้ามห้องหลังจากเลิกงานก็แวะหาซื้อของกินเพื่อกลับไปกินที่ห้อง โดยไม่ลืมที่จะซื้อไปฝากหญิงสาวที่อยู่ห้องตรงข้ามด้วย เพราะชายหนุ่มคิดว่าจะเดินหน้าจีบหญิงสาวห้องตรงข้ามให้ติดและทำทุกอย่างให้หญิงสาวยอมตกลงคบกับตัวเองให้ได้ และชายหนุ่มยังได้คติมาใหม่คือ ตื้อเข้าไว้หน้าด้านเข้าไว้หน้ามึนเข้าไว้ น้ำหยดลงหินทุกวันหินยังกร่อนแล้วนับประสาอะไรกับใจคน จะไม่หวั่นไหวบ้างให้มันรู้ไป
ก๊อก ๆ ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูหน้าห้องดังขึ้นทำให้นักเขียนสาวต้องเงยหน้าขึ้นจากหน้าจอโน๊ตบุ๊ค พลางคิดว่าใครมาเคาะประตูรบกวนเวลาเขียนนิยายของเธอเนี่ย เมื่อเสียงเคาะประตูดังอีกครั้งทำให้เธอต้องลุกขึ้นไปดู แต่เมื่อเปิดประตูออกมาก็เจอกับไอ้คนห้องตรงข้ามที่ยืนยิ้มอยู่หน้าห้อง
“มาเคาะประตูรบกวนเวลาส่วนตัวของฉันเนี่ย มีธุระอะไรไม่ทราบ” ถามด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ ติดจะรำคาญ
“อ่ะ ผมซื้อมาฝาก” ชายหนุ่มยื่นของกินที่ซื้อมาฝากให้หญิงสาวตรงหน้า
“ใครสั่ง” ถามออกไปด้วยน้ำเสียงเดิม
“ก็รู้ครับว่าไม่ได้สั่ง แต่อยากซื้อมาฝากคุณป้าแก้มน่ะครับ เห็นว่าเป็นเพื่อนบ้านกัน” บอกพร้อมกลับกลั้นยิ้มเมื่อเห็นสายตาเอาเรื่องที่หญิงสาวมองมาเมื่อได้ยินเขาเรียกตัวเองว่าคุณป้า
“ใครป้านาย แล้วนายรู้ได้ไงว่าฉันชื่อแก้ม” ถามออกไปด้วยความสงสัยว่าไอ้บ้านี่มันรู้ได้ไงว่าเธอชื่อแก้มและแก่กว่าตัวเอง
“ก็คุณไงครับป้าแก้ม และที่ผมรู้ว่าคุณชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ไม่เห็นจะยากผมก็ไปสืบมาไงว่าคุณชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ผมเลยรู้ว่าคุณแก่กว่าผมหลายปี ผมก็เลยเรียกคุณว่าป้าไงครับ”
“ไอ้เด็กบ้า ใครเป็นป้านาย ฉันไม่ใช่พี่สาวแม่นายนะ แล้วนายมีสิทธิอะไรไปสืบเรื่องส่วนตัวของฉัน” เมื่อได้ยินดังนั้นชายหนุ่มแทบกลั้นยิ้มไว้ไม่ไหว เมื่อเห็นท่าทางโกรธหน้าดำหน้าแดงของหญิงสาว แล้วคิดในใจว่า คนอะไรเวลาโกรธเวลาโมโหน่ารักเป็นบ้า
“ก็ผมบอกแล้วไง ว่าเราเป็นเพื่อนบ้านกัน ทำความรู้จักกันไว้ก็ไม่เห็นจะเสียหาย ในเมื่อคุณไม่ยอมแนะนำตัวเอง ผมก็เลยต้องไปหาข้อมูลเพื่อนบ้านของผมด้วยตัวเองไงครับ” ตอบหญิงสาวด้วยใบหน้าที่ตัวเองคิดว่าใสซื่อมากที่สุดในชีวิต
“แต่ฉันไม่ได้อยากรู้จักนาย และที่สำคัญอย่ามาเรียกฉันว่าป้าอีก” บอกชายหนุ่มอย่างไม่สบอารมณ์ที่บังอาจมาเรียกเธอว่าป้า เธอยังไม่แก่ถึงขนาดนั้นสะหน่อย
“แล้วถ้าไม่ให้ผมเรียกป้า แล้วจะให้ผมเรียกว่าอะไรล่ะครับ” ถามออกไปแบบหน้าซื่อ ๆ ซึ่งในความรู้สึกของหญิงสาวมันคือความกวนประสาทดีๆ นี่เอง
“อยากเรียกอะไรก็เรียก แต่อย่ามาเรียกฉันว่าป้า” บอกอย่างโมโหที่ไอ้เด็กบ้านี่เรียกตัวเองว่าป้า เธอยังไม่แก่ขนาดนั้นสะหน่อย ไอ้เด็กนี่อายุ 28 ปี เธอ 32 ปี ห่างกันแค่ 4 ปี มีสิทธิอะไรมาเรียกเธอว่าป้า
“โอเคครับ งั้นต่อไปนี้ผมจะเรียกคุณว่า ที่รัก แทนแล้วกันนะครับ” บอกหญิงสาวพร้อมรอยยิ้มเท่ห์ๆ ที่มุมปาก
เมื่อได้ยินประโยคที่ไอ้เด็กบ้านี่พูดจบก็ทำให้หญิงสาวอ้าปากค้างตกตลึงนึกอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ เมื่อเห็นหญิงสาวยังตกตลึงอยู่กับประโยคของตัวเองอยู่นั้น ก็อาศัยจังหวะนั้นรีบจับมือหญิงสาวให้มารับของที่ตนเองซื้อมาให้ พร้อมกับส่งรอยยิ้มมุมปากไปให้ แล้วหันหลังเดินไปเปิดประตูเข้าห้องตัวเองไป หลังจากได้ยินเสียงปิดประตูห้องจึงทำให้หญิงสาวได้สติ แล้วก้มมองของในมือสลับกับประตูห้องตรงข้าม พร้อมนับหนึ่งถึงสิบในใจ พลางคิดว่าไอ้เด็กบ้านี่กล้าดียังไงมาล้อเล่นกับเธอ พร้อมกับเอ่ยออกมาหนึ่งประโยคที่พยายามกั้นอารมณ์ไว้สุดฤทธิ์
“ไอ้เด็กบ้า ใครเป็นที่รักนาย ไอ้เด็กโรคจิต ไอ้เด็กกวนประสาท” แล้วปิดประตูเสียงดังโครมด้วยความโมโหความกวนประสาทของชายหนุ่ม
วันรุ่งขึ้นหลังจากกวนประสาทหญิงสาวเสร็จชายหนุ่มก็เริ่มวางแผนเดินหน้าจีบหญิงสาวทันที โดยเริ่มจากซื้อโจ๊กกับนมจืดไปแขวนไว้หน้าห้อง พร้อมกระดาษโน๊ตแผ่นน้อยๆ แปะติดไว้
"กินให้อร่อยนะครับ ที่รัก" พร้อมรูปหัวใจสีแดงบนกระดาษโน๊ตแผ่นเล็กนั่น
"ไอ้เด็กบ้านี่ ว่างนักหรือไง แล้วใครเป็นที่รักนายกันลามปามใหญ่แล้ว" ปากบ่นแต่มือก็ถือถุงโจ๊กกับนมเข้าห้อง แล้วคิดว่าดีเหมือนกันจะได้ไม่ต้องออกไปซื้อไรกินตอนเช้า จะได้มีเวลาเขียนนิยายยาวๆ
พอตกเย็นได้เวลาเลิกงานกลับบ้าน ชายหนุ่มก็แวะหาซื้อของกินไปฝากหญิงสาวห้องตรงข้ามเหมือนเดิม
ก๊อก ๆ ๆ ๆ
"มีอะไรอีกไม่ทราบ" ถามโดยที่ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นใคร เพราะนอกจากไอ้เด็กบ้านี่ก็ไม่มีใครมาเคาะห้องเธอแน่
"ผมซื้อมาฝาก" บอกพร้อมยื่นถุงของกินไปตรงหน้าหญิงสาว แต่แทนที่หญิงสาวจะรับกลับยืนเฉยๆ กอดอกมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้า แล้วถามคำถามที่ตนเองอยากรู้ออกไป
"ถามจริงๆ นายต้องการอะไรจากฉันกันแน่ ถึงมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตของฉัน รู้ไหมมันน่ารำคาญ" ถามออกไปพร้อมมองหน้าชายหนุ่มอย่างรอคำตอบ
"ในเมื่อคุณถามผม ผมก็จะตอบตรงๆ ผมชอบคุณ ผมอยากได้คุณมาเป็นแฟนผม และที่ทำอยู่ทุกวันนี้คือ ผมกำลังจีบคุณอยู่" เมื่อได้ยินคำตอบจากปากชายหนุ่ม ทำให้คนถามอึ้งไปพักใหญ่กว่าจะได้สติกลับมาก็ผ่านไปราวสองสามวินาที เมื่อตั้งสติได้ก็มองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาเย็นชาทันที แล้วบอกชายหนุ่มตรงหน้าด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
"ฉันว่านายอย่าเสียเวลามาจีบฉันเลย เพราะฉันไม่เชื่อในความรักและฉันไม่คิดจะคบใครเป็นแฟน เพราะฉะนั้นเลิกยุ่งวุ่นวายกับฉันได้แล้ว" บอกชายหนุ่มตรงหน้าอย่างเย็นชา แล้วคิดว่าเธอไม่มีทางกลับไปเป็นแก้มคนเก่าที่ทุ่มเทยอมทำทุกอย่างเพื่อความรักอีกแล้ว เพราะผลตอบแทนที่ได้กลับมาคือความเจ็บปวดทั้งนั้น
"แต่ก็ขอบคุณนะ สำหรับของที่ซื้อมาให้" บอกชายหนุ่มพร้อมปิดประตูห้องลง เพื่อกันไม่ให้ชายหนุ่มได้พูดอะไรอีก
เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว นักเขียนสาวก็นึกถึงเรื่องราวความรักที่ผ่านมา ที่มันมีทั้งความสุขและความเจ็บปวดปนกันอยู่ ย้อนไปเมื่อ 5 ปีก่อน เธอคบกับผู้ชายคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนสมัยเรียน เธอรักเขามากทุ่มเททุกอย่างไม่ว่าผู้ชายคนนั้นจะอยากได้อะไรเธอก็หาให้ทุกอย่าง ยอมทุกอย่างถึงแม้ว่าเธอจะไม่ชอบแต่เธอก็ยอม ทั้ง ๆ ที่คนรอบข้างเธอบอกว่าอย่าไปคบกับผู้ชายคนนี้เลย เพราะผู้ชายคนนี้ทั้งเจ้าชู้และไม่เอาไหน แต่เธอก็ไม่สนใจยังรักยังทุ่มเทเพื่อผู้ชายคนนี้อยู่ตลอดเวลา อยู่มาวันนึงเธอรู้สึกว่าเขาเปลี่ยนไปดูเหมือนมีความลับอะไรกับเธอ แต่เธอก็พยายามมองโลกในแง่ดีว่าคงไม่มีอะไรเธอคิดมากไปเอง แต่แล้ววันนึงเขาก็เดินมาบอกเธอว่า เขากำลังคุยกับผู้หญิงอีกคนอยู่และอยากยุติความสัมพันธ์กับเธอ เพราะไม่อยากให้ผู้หญิงคนนั้นรู้และเสียใจ หลังจากที่เธอได้ฟังประโยคนั้นจบ น้ำตาเธอค่อยๆ ไหลลงมาพร้อมกับความเจ็บปวดที่ยากจะบรรยาย ความรู้สึกทั้งหมดพังทลาย เธอค่อยๆ หันหลังเดินจากมาพร้อมกับน้ำตาและความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส และเธอก็ได้สัญญากับตัวเองว่าเธอจะไม่รักใครและไม่คบใครอีกเด็ดขาด เพราะเธอคิดว่าความรักของหนุ่มสาวมันไม่มีอยู่จริง และกว่าที่เธอจะก้าวผ่านมันมาได้เธอก็แทบปางตาย เธอไม่มีทางกลับไปเป็นแบบนั้นอีกแน่นอน
หลังจากได้ฟังประโยคตัดโอกาสของหญิงสาวจบแล้วนั้น ชายหนุ่มก็ยิ่งมีแรงฮึกเฮิมที่จะเดินหน้าจีบหญิงสาวต่อไป และชายหนุ่มยังสัญญากับตัวเองในใจว่า เขานี่แหละจะเป็นผู้ชายคนนั้นที่ทำให้หญิงสาวกลับมาเชื่อมั่นในความรักและยอมเปิดใจอีกครั้งให้ได้
ฝากติดตามนิยายไรท์ด้วยนะค่ะ
ขอบคุณมากค่าาา
หลังจากที่ได้คำตอบของความรู้สึกที่ตัวเองมีให้ชายหนุ่มแล้ว หญิงสาวก็นัดชายหนุ่มออกไปกินข้าวข้างนอก โดยที่หญิงสาวนั้นจองร้านอาหารที่อยู่บนตึกที่ขึ้นชื่อเรื่องบรรยากาศที่แสนจะโรแมนติก“วันนี้คิดยังไงถึงชวนผมมากินอาหารที่นี่” ชายหนุ่มถามออกไปขณะที่อยู่ในลิฟท์“ก็ไม่มีอะไรมาก แค่อยากมากินเฉยๆ ““วันนี้คุณทำตัวแปลกๆ นะ”“แปลกตรงไหน”“ก็คุณ..” ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะพูดจบลิฟท์ก็เปิดออกพอดี“ถึงแล้ว” พูดจบหญิงสาวก็จับมือชายหนุ่มให้เดินตามตัวเองไปยังร้านอาหารที่จองไง“สวัสดีค่ะ ได้จองไว้หรือเปล่าค่ะ”“จองไว้ค่ะ”“ไม่ทราบว่าจองชื่ออะไรค่ะ”“ภูริตาค่ะ” หลังจากที่พนักงานเช็คชื่อที่จองตรงกันก็เชิญทั้งคู่เข้าไปด้านในทันที“เชิญด้านนี้ค่ะ”“ค่ะ”เมื่อเข้ามาด้านในก็พบเข้ากับบรรยากาศของร้านที่ค่อนข้างจะเป็นส่วนตัวเพราะแต่ละโต๊ะค่อนข้างจะห่างกัน“โต๊ะนี้ค่ะ ที่ลูกค้าจองไว้” พนักงานหันมาบอกหนุ่มสาวทั้งสองที่เดินตามด้วยรอยยิ้มเป็นมิตร“ขอบคุณค่ะ”“เชิญครับคุณผู้หญิง” พูดจบชายหนุ่มก็เลื่อนเก้าอี้ให้หญิงสาวนั่ง“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวรับคำด้วยรอยยิ้มกับท่าทางของชายหนุ่ม“เมนูค่ะ”“ขอบคุณครับ คุณอยากทานอะไรเป็นพ
หลังจากที่กลับมาจากบ้านสวนหญิงสาวก็เริ่มทบทวนความรู้สึกของตัวเองว่ารู้สึกยังไงกับชายหนุ่มกันแน่ และที่ปรึกษาที่ดีที่สุดคงไม่พ้นเพื่อนรักอย่างพราวฟ้าตูดดด“ยัยพราวแกทำอะไรอยู่” เมื่อพราวฟ้ากดรับโทรศัพท์หญิงสาวก็กรอกเสียงลงไปทันที“ไม่ได้ทำอะไร ว่าแต่ช่วงนี้หายไปเลยนะ ติดเด็กเหรอย่ะ” พราวฟ้าอดไม่ได้ที่จะแซวเพื่อนสาว“ติดบ้าอะไร”“เหรอค่ะ”“เย็นนี้แกว่างไหม ไปร้านเจ้แก้วกัน”“มีเรื่องอะไรถึงชวนไปร้านเจ้แก้ว”“มีเรื่องจะปรึกษา งั้นเย็นนี้เจอกันนะ”“โอเค เจอกัน”ภายในร้านอาหารริมแม่น้ำหญิงสาวกำลังนั่งมองสายน้ำที่ไหลไป พร้อมกับคิดถึงเรื่องของตัวเองกับชายหนุ่มไปด้วย“นั่งเหม่อคิดอะไรอยู่จ๊ะ” เจ้แก้วเดินเข้ามานั่งฝั่งตรงข้ามพร้อมกับถามคนที่นั่งเหม่อลอยอยู่“ก็คิดไปเรื่อยเปื่อยน่ะเจ้”“แน่ใจ ไม่ใช่คิดถึงเรื่องเด็กนั่นอยู่หรอกเหรอ” เมื่อได้ยิมแบบนั้นทำให้หญิงสาวยิ้มแหย่ๆ ออกไป“มีเรื่องอะไรที่แก้มปิดเจ้ได้บ้าง” พูดจบหญิงสาวก็ยกเครื่องดื่มขึ้นมาจิบแก้เก้อ“โน้นมาแหละ ที่ปรึกษาตัวแสบ” เจ้แก้วพยักหน้าไปทางพราวฟ้าที่เดินตรงมาที่โต๊ะที่ทั้งสองกำลังนั่งอยู่“เหมือนเดิมเจ้” พราวฟ้าสั่งเครื่องดื่มทันท
เมื่อตกลงใจว่าจะพาชายหนุ่มไปบ้าน หญิงสาวก็โทรบอกแม่ว่าจะพาคนไปแนะนำให้รู้จัก"ฮัลโหล ว่าไง" แม่หญิงสาวกรอกเสียงไปตามสาย"อาทิตย์นี้แก้มกลับบ้านนะ จะพาคนไปแนะนำให้รู้จัก" หญิงสาวบอกทันทีที่ปลายสายรับโทรศัพท์"จะพาแฟนมาบ้านรึไง" ปลายสายถามหยั่งเชิง"ก็ทำนองนั้น""แล้วเขาเป็นคนที่ไหน อายุเท่าไหร่ ทำงานอะไร พะ......." เมื่อได้ยินแบบนั้นปลายสายก็รั่วคำถามมาทันที"พอก่อนๆ เอาไว้ซักเจ้าตัวเขาเองนะ" หญิงสาวรีบห้ามเมื่อปลายสายรั่วคำถามมา"จะซักให้ขาวเลยคอยดู""ค่าา แค่นี้นะค่ะ" แล้วหญิงสาวก็รีบวางสายทันทีเมื่อถึงวันที่จะไปบ้านหญิงสาว ชายหนุ่มก็รู้สึกตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก กลัวว่าตัวเองจะไม่ถูกใจว่าที่พ่อตาแม่ยาย ทำให้หญิงสาวต้องส่ายหน้าอย่างขบขันกับความกังวลของชายหนุ่ม"คุณ คุณว่าผมแต่งตัวเป็นยังไง โอเคไหม" พูดจบก็หมุนตัวให้หญิงสาวดู"นี่นายถามฉันตั้งแต่บนห้องจนถึงลานจอดรถนายก็ยังถามฉันอีกเนี่ยนะ" หญิงสาวส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ"ก็ผมตื่นเต้นนี่ กลัวจะแต่งตัวไม่ถูกใจว่าที่พ่อตาแม่ยาย" ชายหนุ่มบอกอย่างกังวล"พ่อกับแม่ฉันน่ะเป็นชาวสวนไม่เรื่องมากหรอก อะไรก็ได้ แค่เป็นคนดีไม่ทำให้ลูกสาวเขาเสียใจก็
เช้าวันใหม่ หลังจากที่ผ่านค่ำคืนแสนหวาน ชายหนุ่มกับหญิงสาวก็ยังไม่ได้ลุกไปไหน เป็นชายหนุ่มที่ตื่นมาก่อนแต่ยังไม่ได้ลุกไปไหน เขานอนมองหญิงสาวที่กำลังหลับอยู่ พลางคิดว่าถ้าตื่นขึ้นมาแล้วเจอหญิงสาวหลับอยู่ในอ้อมกอดเขาแบบนี้ทุกวันเขาคงจะมีความสุขมาก เมื่อคิดได้ก็โน้มใบหน้าไปคลอเครียอยู่ที่ซอกคอหญิงสาว"อืมมม...อย่าแกล้งได้ไหม คนจะนอน" หญิงสาวครางอย่างรำคาญทั้งที่ยังไม่ลืมตาพร้อมกับหันหน้าหนี ชายหนุ่มได้ยินก็อมยิ้มอย่างเอ็นดู"ขี้เซาจริงๆ ตื่นได้แล้ว" เมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มกระซิบอยู่ข้างๆ หูก็ทำให้หญิงสาวค่อยๆ งัวเงียลืมตาขึ้นมา หลังจากปรับแสงได้แล้วก็สบเข้ากับในตาของชายหนุ่มที่มองมาอยู่ก่อนแล้ว ทำให้หญิงสาวนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง ทำให้หญิงสาวรู้สึกหน้าร้อนผ่าวเขินอายขึ้นมาทันที เมื่อเห็นท่าทางเขินอายของหญิงสาวก็ทำให้ชายหนุ่มหัวเราะในลำคอเบาๆ กับความน่ารักของหญิงสาว แล้วก็ค่อยๆ โน้มใบหน้าลงไปจูบหญิงสาวอย่างอ่อนโยนเนินนาน "พะ...พอแล้ว" เมื่อรู้สึกหายใจไม่ทันหญิงสาวก็ดิ้นไปมาอยู่ในอ้อมกอดของชายหนุ่ม แล้วคิดว่าที่ได้ไปเมื่อคืนยังไม่พออีกเหรอ ไอ้คนไม่รู้จักพอ"สำหรับผมเท่าไหร่ก็
แสงแดดที่สาดส่องเข้ามาผ่านทางช่องหน้าต่างในห้องนอนของชั้นบนสุดของคอนโดหรู หลังจากที่ผ่านค่ำคืนอันเร่าร้อนปราชญ์นอนมองพราวฟ้าที่ตอนนี้หลับตาพลิ้มอยู่ในอ้อมกอดของตัวเอง“ตื่นได้แล้ว” ปราชญ์พูดจบก็ก้มหน้าลงไปซุกไซร้ที่ซอกคอขาวของพราวฟ้าอย่างอดใจไม่ไหว“อือออ อย่ากวนได้ไหม ฉันง่วง” พูดจบพราวฟ้าก็หันหน้าหนีสิ่งที่กำลังรบกวนการนอนของเธอ“ถ้าคุณไม่ตื่น ผมลักหลับคุณแน่” ปราชญ์ก้มหน้าลงไปกระซิบที่ข้างใบหูของพราวฟ้าพร้อมกับแลบลิ้นออกมาหยอกเย้าที่ใบหูขาวสะอาดของพราวฟ้าเมื่อได้ยินแบบนั้นก็ทำให้พราวฟ้าจำเป็นต้องลืมตาตื่นขึ้นมาจากความง่วงงุนเพราะกลัวว่าปราชญ์จะทำอย่างที่พูดจริงๆ ซึ่งพราวฟ้าก็ได้สัมผัสมากับตัวจากเมื่อคืนแล้วว่าปราชญ์นั้นเป็นผู้ชายไม่รู้จักพอ ขนาดเธออ้อนวอนขอให้หยุดปราชญ์ยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตามคำขอของเธอสักนิด จนเธอสลบคาอกเขานั่นแหละปราชญ์ถึงยอมหยุด“นายมีอะไร” พราวฟ้าหันมามองหน้าปราชญ์ด้วยความไม่พอใจที่ปราชญ์ปลุกเธอทั้งที่เธอนั้นแสนจะง่วง“ลุกไปอาบน้ำได้แล้ว เรามีเรื่องต้องคุยกัน” เมื่อเห็นว่าพราวฟ้ายังนอนมองหน้าตัวเองนิ่งไม่ยอมขยับไปไหน ปราชญ์จึงเอ่ยประโยคเด็ดออกมา ซึ่งเมื่อพราว
ภายในผับหรูที่มีเสียงดนตรีเปิดคลอเบาๆ กับบรรยากาศมืดสลัว พราวฟ้ากำลังนั่งดื่มเหล้าพร้อมกับปลดปล่อยอารมณ์ไปกับเสียงเพลง“มาคนเดียวเหรอครับ” เสียงชายหนุ่มแปลกหน้าเดินเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามขึ้น“แล้วเห็นว่ามากี่คนล่ะค่ะ” พราวฟ้าตอบกลับไปด้วยสายตาหวานเยิ้มเนื่องจากดื่มไปพอสมควรแล้ว“ผมขอนั่งด้วยคนได้ไหมครับ”“ตามสบายค่ะ”“ผมชื่อภัทร ไม่ทราบว่าคุณชื่ออะไรครับ”“พราวฟ้าค่ะ” ในขณะที่พราวฟ้ากำลังนั่งคุยกับชายหนุ่มแปลกหน้าอยู่นั้น ด้านบนชั้นสองของผับปราชญ์ที่กำลังนั่งดื่มเพียงลำพังก็มองลงมาที่พราวฟ้าด้วยสายตาไม่พอใจที่เห็นพราวฟ้าพูดคุยหัวเราะกับชายหนุ่มแปลกหน้าอย่างมีความสุขหลังจากที่นั่งคุยกับชายหนุ่มมาได้สักพักพราวฟ้าก็ขอตัวกลับก่อนเนื่องจากรู้สึกว่าตัวเองเริ่มจะเมาแล้ว“พราวขอตัวกลับก่อนนะค่ะ รู้สึกเหมือนจะไม่ไหวแล้วค่ะ”“ให้ผมไปส่งไหมครับ”“ไม่เป็นไรค่ะ พราวกลับเองได้ ขอตัวนะค่ะ” คงเพราะดื่มไปเยอะเพียงแค่ลุกขึ้นยืนพราวฟ้าก็ทำท่าจะเซ ทำให้หายหนุ่มต้องรีบเข้ามาประคองพราวฟ้าทันที“เดี๋ยวผมไปส่งดีกว่านะครับ” พูดจบชายหนุ่มก็ประคองพราวฟ้าออกไป เมื่อเดินมาถึงรถชายหนุ่มก็ประคองพราวฟ้าขึ้







