Masuk
20.10 น.
หลังจากการแสดงจบลง ภพเดินลงจากเวทีและนำกีตาร์ไปเก็บยังบริเวณด้านหลังตามปกติ ขณะที่กำลังจัดอุปกรณ์อยู่นั้น ยิม ชายหนุ่มวัยประมาณยี่สิบห้าปี ซึ่งดูแลระบบเครื่องเสียงของร้าน ก็เดินเข้ามาสะกิดแขนเขาเบาๆ “นี่ๆ ภพ นายเห็นผู้หญิงคนนั้นไหม?”
“คนไหนครับ?”
ยิมพยักพเยิดไปทางเคาน์เตอร์บาร์
“คนนั้นไง ผู้หญิงชุดดำที่นั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์ ฉันเห็นเธอมองมาทางนายตั้งหลายรอบ” เขาหรี่ตาลงอย่างคนจับพิรุธ ก่อนยิ้มกริ่ม “ฉันว่านะ...เธอสนใจนายชัวร์”
“ไม่หรอกครับ” ภพตอบพลางหัวเราะเบาๆ “ใครๆ เขาก็มองผมทั้งนั้นแหละ” น้ำเสียงของเขาฟังดูเหมือนพูดเล่นเสียมากกว่า ถึงอย่างนั้น เจ้าตัวก็อดไม่ได้ที่จะชำเลืองมองไปยังตำแหน่งที่ยิมบอก หญิงสาวคนนั้นยังคงนั่งอยู่ตรงเคาน์เตอร์บาร์ “ก็ผมเป็นนักดนตรีนี่ครับ พอร้องเพลงที่ลูกค้าชอบ เขาก็หันมามองกันทั้งนั้นแหละ” พูดจบภพก็ยิ้มจนตาหยี เป็นรอยยิ้มสดใสที่ดูทั้งน่ารักและมีเสน่ห์ในเวลาเดียวกัน
แต่ถ้าจะบอกว่าเขาไม่ได้สนใจผู้หญิงคนนั้นเลย... ก็คงเป็นเรื่องโกหก
ตั้งแต่อยู่บนเวที เขาสังเกตเห็นเธอแล้ว
เธอสวย สง่า และมีบางอย่างที่แตกต่างจากผู้หญิงคนอื่นในร้าน ไม่ใช่เพียงเสื้อผ้าหรือรูปลักษณ์ แต่เป็นบุคลิกบางอย่างที่ทำให้สายตาของเขาเผลอกลับไปมองเธออยู่หลายครั้ง
เพียงแต่ทุกครั้งที่มอง ภพจะก้มหน้าลงเล็กน้อย ปล่อยให้ปีกหมวกแก๊ปสีดำช่วยบดบังสายตาของตัวเองเอาไว้ เขาคิดว่าคงไม่มีใครสังเกตเห็น ยกเว้นยิม...
ยิม พูดขึ้นมาอีกครั้งว่า “ฉันเห็นผู้หญิงคนนี้มาที่ร้านเราประมาณสองอาทิตย์แล้วนะ” ก่อนจะพูดต่อ “มาทีไรก็นั่งทำงานตรงที่เดิมตลอด แล้วปกติไม่เห็นเธอสั่งเหล้าเลยสักครั้ง”
“เหรอครับ?”
“เออ แต่วันนี้แปลก สั่ง Blue Hawaii เฉยเลย”
ภพเลิกคิ้วเล็กน้อย ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้พูดอะไรต่อ ยิมก็รีบสะกิดแขนเขาอีกครั้ง “เฮ้ยๆ ... นั่น! เธอกำลังจะไปแล้ว” ภพเงยหน้าขึ้นเพื่อมาตามร่างหญิงสาวที่กำลังเดินออกจากร้าน
“เฮ้อ...” เสียงถอนหายใจของยิมดังเสียจนภพต้องหันมอง “กลับแล้ววะ...” ยิมมองตามอย่างเสียดาย ก่อนพึมพำ “สวยจริงๆ”
ภพไม่ได้ตอบ สายตาของเขายังคงจับจ้องหญิงสาวที่กำลังเดินออกจากร้าน เพราะมีบางอย่างผิดปกติ
จังหวะการเดินของเธอไม่เหมือนคนปกติเลย!
หญิงสาวพยายามรักษาท่าทางให้เป็นปกติ แต่บางจังหวะกลับเดินเซเล็กน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น หากไม่ใช่คนช่างสังเกตจริงๆ ก็คงมองข้ามไป … แต่ภพเห็น
และเมื่อนึกถึงสิ่งที่ยิมเพิ่งพูด ... ผู้หญิงที่ไม่เคยสั่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก่อน วันนี้กลับสั่ง Blue Hawaii
“ผมกลับก่อนนะพี่ยิม”
“อ้าว เฮ้ย! เดี๋ยว—”
ภพคว้าสัมภาระแล้วรีบเดินออกจากร้านไปทันที
ลานจอดรถของโรงแรม
เวลาเกือบสามทุ่ม บริเวณลานจอดรถค่อนข้างเงียบ ผู้คนไม่ได้พลุกพล่านเหมือนช่วงหัวค่ำ ภพมองตามหญิงสาวชุดดำอยู่ไม่ไกล และเขาคิดไม่ผิด ... เธอเดินเซจริงๆ
เขาจึงเร่งฝีเท้าตามไป ทิ้งระยะห่างไว้พอสมควร เผื่อว่าเธอจะเสียหลักหรือเกิดอะไรขึ้น แต่แล้ว ... หญิงสาวกลับหยุดเดินกะทันหัน
ภพชะงักเท้าแทบจะพร้อมกัน เธอยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ หันกลับมา สายตาของทั้งคู่ประสานกัน
“...”
ภพถึงกับทำอะไรไม่ถูก เมื่อถูกจับได้เต็มๆ ว่ากำลังเดินตามเธอมา หญิงสาวจ้องเขาอยู่สองสามวินาที ก่อนรอยยิ้มจะค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้า แต่แล้ว ... แทนที่จะถามว่าเขาเดินตามเธอมาทำไม เธอกลับเป็นฝ่ายเดินเข้ามาหาเขาเสียเอง ... ใกล้ขึ้น ... และใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ... จนมาหยุดตรงหน้าเข้าแค่คืบ จนภพเริ่มได้กลิ่นแอลกอฮอล์จางๆ จากลมหายใจของอีกฝ่าย
เธอเงยหน้ามองชายหนุ่มตรงหน้า ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงลากยาวแบบคนที่สติเริ่มไม่อยู่กับเนื้อกับตัว “นี่ ... พ่อหนุ่มสุดหล่อ ...”
“ครับ?”
เธอหรี่ตามองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยิ้มอย่างพอใจ “นายเนี่ย ... สเปกฉันเลยนะ”
“หา?” ภพยังไม่ทันตั้งตัว มือของหญิงสาวก็คว้าคอเสื้อเขาแล้วดึงลงมาทันที ริมฝีปากของเธอแตะลงบนริมฝีปากเขาอย่างกะทันหัน ดวงตาของชายหนุ่มเบิกกว้าง สมองเหมือนหยุดทำงานไปชั่วขณะ ก่อนจะดึงสติกลับคืนมาได้ ภพรีบผละตัวออกและจับไหล่เธอไว้เพื่อรักษาระยะห่าง
“เดี๋ยวก่อนครับ คุณเมามากแล้ว”
แต่ดูเหมือนคำเตือนนั้นจะไม่ได้ผ่านเข้าไปถึงการรับรู้ของหญิงสาวเลยแม้แต่น้อย
“ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว...” เธอเงยหน้าขึ้น ยิ้มหวานให้เขา “นายกลับบ้านกับฉันนะ”
“อะไรนะครับ?”
“ฉันชอบนาย”
คราวนี้ภพนิ่งยิ่งกว่าเดิม เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรตอบประโยคไหนก่อน ระหว่าง กลับบ้านกับฉัน! หรือ ฉันชอบนาย!
ทว่าเจ้าของคำพูดกลับไม่คิดจะรอฟังคำตอบ รันคว้าข้อมือเขาแล้วออกแรงลากทันที “เดี๋ยวครับคุณ ... คุณจะไปไหน?”
“กลับบ้าน”
“แล้วลากผมทำไมครับ!”
“นายก็ไปด้วยสิ”
“หา?!”
หลังจากเหตุการณ์ลอบทำร้ายรณภพผ่านไป 5 วัน หมายจับพร้อมหมายศาลของอเนกและวิภาก็ได้รับการอนุมัติเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงเข้าดำเนินการทันที โดยครั้งนี้ข้อหาที่ทั้งสองได้รับนั้นหนักกว่าคดีที่ผ่านมาอย่างมาก นั่นคือ ข้อหาพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เสียงกริ่งหน้าห้องพักของอเนกดังขึ้น วิภาซึ่งเป็นคู่ขาของเขาเดินไปเปิดประตูด้วยความเคยชิน โดยไม่ได้ตรวจสอบก่อนว่าใครเป็นผู้มาเยือน ทันทีที่ประตูเปิดออก เธอก็ต้องชะงัก เมื่อพบเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบเต็มยศยืนอยู่หน้าห้อง “ตำรวจครับ” เจ้าหน้าที่แสดงตัวพร้อมเข้าควบคุมสถานการณ์ทันที “นี่มันอะไรกัน! พวกคุณจะมาจับผมด้วยข้อหาอะไรอีก? คดีฉ้อโกงก็จบไปแล้วไม่ใช่เหรอ!” อเนกตะโกนขึ้นด้วยความไม่พอใจ เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาภายในห้อง ร้อยตำรวจโทเจษฎา หัวหน้าชุดจับกุม เดินเข้ามาพร้อมยื่นหมายจับและหมายศาลให้อเนกตรวจสอบ “ผมร้อยตำรวจโทเจษฎา สารวัตรฝ่ายสืบสวน เป็นหัวหน้าชุดจับกุมในครั้งนี้ครับ ... คุณถูกออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่าคุณรณภพ เจริญพาณิชย์ และพยายามฆ่าคุณพจน์ เจริญพาณิชย์ โดยไตร่ตรองไว้ก่อน” อเนกนิ่งไปทันที
“เป็นไงบ้างลูกชาย?” ชายสูงวัยเดินเข้ามาภายในห้องพักผู้ป่วย พร้อมเอ่ยถามอาการของชายหนุ่มด้วยความเป็นห่วง “ไม่เป็นไรมากครับคุณพ่อ มีเพียงบาดแผลภายนอกเท่านั้นครับ พักรักษาตัวอีกประมาณ 4–5 วันก็น่าจะออกจากโรงพยาบาลได้แล้วครับ” รณภพตอบด้วยรอยยิ้ม “อือ... ดีแล้วล่ะ ไม่เป็นอะไรมากก็ดีแล้ว” เดชอนันต์พยักหน้าด้วยความโล่งใจ ก่อนหันไปมองลูกสาวของตัวเองที่นั่งอยู่ข้างๆ “ไม่อย่างนั้นภรรยาของเธอคนนี้คงอยู่ไม่สุขแน่ๆ” “ตอนนี้คุณพ่อมีลูกชายแล้ว หนูก็ไม่มีความหมายแล้วสินะคะ ถึงได้ปิดบังเรื่องสำคัญกับหนูแบบนี้...” เธอพูดด้วยน้ำเสียงน้อยใจเล็กน้อย ก่อนจะเหมือนนึกอะไรขึ้นมาได้ “เดี๋ยวนะคะ ... เมื่อกี้คุณพ่อพูดว่า ... ภรรยา?” หญิงสาวค่อยๆ หันกลับไปมองชายสูงวัยตรงหน้าอย่างสงสัย “ใครภรรยาใครคะ?” เดชอนันต์มองหน้าลูกสาว ก่อนถอนหายใจออกมาเบาๆ “ยัยรัน ... แกคิดว่าฉันเป็นใครกัน?” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเอ็นดูปนตำหนิ “แกคิดว่าจะปิดบังฉันเรื่องที่แอบไปจดทะเบียนสมรสกับลูกเขยของฉันได้อย่างนั้นเหรอ? คิดว่าฉันจะไม่รู้หรือไง ฉันเป็นพ่อแกนะ!” กาญณรรรณนิ่งไปทันที เธอมองหน้าบิดาของตัวเอง
เวลาผ่านไปประมาณ 1 ชั่วโมงได้ ประตูห้องไอซียูเปิดออก พร้อมกับแพทย์ผู้ดูแลที่เดินออกมา “ไม่ทราบว่าใครเป็นญาติของคนไข้ครับ?” กาญณรรรณรีบลุกขึ้นทันที “ฉันค่ะ... ฉันกาญณรรรณ ภรรยาของเขาค่ะ สามีดิฉันเป็นอย่างไรบ้างคะ?” แต่ก่อนที่แพทย์จะได้ตอบ เสียงของชายคนหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านข้าง “คุณหมอครับ ขอเชิญพูดคุยทางนี้ก่อนครับ” แพทย์หันไปมองเจ้าของเสียง ก่อนสังเกตเห็นเครื่องแบบตำรวจและดาวสามดวงบนบ่าพร้อมเครื่องหมายมงกุฎ “ครับ ... คุณคือ?” ชายคนนั้นแนะนำตัวอย่างสุภาพ “ผมพันตำรวจโทอินทัชครับ รองผู้กำกับการและพนักงานสอบสวนชำนาญการพิเศษ เรียกรองผู้กำกับก็ได้ครับ ... ผมขอรบกวนคุณหมอช่วยย้ายคนเจ็บไปพักรักษาตัวที่ห้องพิเศษด้วยครับ ส่วนรายละเอียดอื่นๆ ทางเราจะประสานกับทางโรงพยาบาลและญาติผู้ป่วยอีกครั้ง” แพทย์ยังคงมีสีหน้าสงสัย “เอ่อ ... ไม่ทราบว่ามีเรื่องอะไรหรือเปล่าครับ?” พันตำรวจโทอินทัชจึงอธิบายสถานการณ์ที่แท้จริง “เหตุการณ์ครั้งนี้อาจไม่ใช่อุบัติเหตุธรรมดาครับ แต่มีแนวโน้มว่าเป็นการพยายามฆ่า ทางเราจึงขอความร่วมมือจากโรงพยาบาลในการปกปิดข้อมูลอาการของผู้ป่วย รวมถึงจำกัดการเข้าถึงข้อม
ย้อนกลับไป เวลา 02.30 น. ผับแห่งหนึ่งที่พจน์มักมาใช้บริการเป็นประจำ หลังจากดื่มจนเมาได้ที่ พจน์เดินออกมาจากผับพร้อมกับหญิงสาวคู่ขาที่เขาควงมาด้วย สีหน้าของเขายังคงเต็มไปด้วยความอารมณ์ดีจากฤทธิ์แอลกอฮอล์ ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินไปยังรถของเขา จู่ๆ ก็มีชายฉกรรจ์จำนวน 4 คนเดินเข้ามาขวางทาง “จะรีบไปไหนวะ?” หนึ่งในชายกลุ่มนั้นพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงกวนประสาท พจน์ที่อยู่ในอาการมึนเมา เมื่อถูกขวางทางก็เริ่มไม่พอใจ เขามองชายทั้งสี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนพูดสวนกลับทันที “พวกแกมีปัญหาอะไรกับกู! ไม่รู้หรือไงว่ากูเป็นใคร?” ชายฉกรรจ์คนหนึ่งหัวเราะเยาะ “ถ้ามึงยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ... เดี๋ยวกูช่วยเตือนความจำให้เอง” ทันทีที่พูดจบ ชายทั้งสี่ก็พุ่งเข้าใส่พจน์ทันที ทั้งหมัด และเท้ากระหน่ำเข้าใส่ร่างของเขาอย่างไม่ยั้ง “โอ๊ย! หยุดนะ!” เสียงร้องของพจน์ดังขึ้นด้วยความเจ็บปวด ร่างของเขาล้มลงกับพื้น ขณะที่ชายทั้งสี่ยังคงรุมทำร้ายอย่างต่อเนื่อง หญิงสาวที่เดินมาด้วยกันตกใจจนหน้าซีด เธอรีบร้องขอความช่วยเหลือจากคนที่อยู่บริเวณนั้น “ช่วยด้วย! มีคนถูกทำร้าย! ช่วยด้วยค่ะ!” แต่ท
ห้องสอบสวน สถานีตำรวจประจำจังหวัด “นี่มันหมายความว่ายังไงครับ!” เสียงชายทั้งสองดังขึ้นพร้อมกัน หลังจากที่พวกเขาอ่านบันทึกข้อความและข้อกล่าวหาที่เจ้าหน้าที่ตำรวจจัดเตรียมไว้ให้ “มันเป็นแค่อุบัติเหตุเท่านั้นนะครับ! จะกลายเป็นคดีพยายามฆ่าได้อย่างไร!” ชายคนหนึ่งรีบโต้แย้งด้วยสีหน้าตกใจ “ใช่ครับ ... พวกคุณกำลังเข้าใจอะไรผิด พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายใคร” อีกคนพูดเสริมทันที แต่ก่อนที่เขาจะพูดจบ ประตูห้องสอบสวนก็ถูกเปิดออก ชายในชุดสูทเดินเข้ามาภายในห้อง พร้อมแฟ้มเอกสารในมือ “ผมเดชณรงค์ ทนายความตัวแทนของบริษัท JP แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด” เขากล่าวแนะนำตัว ก่อนเดินตรงเข้าไปหาชายทั้งสอง “พวกคุณลองดูเอกสารเหล่านี้ก่อนนะครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะให้การอย่างไรต่อไป” ทนายเดชณรงค์วางซองเอกสารลงตรงหน้าพวกเขา ชายทั้งสองมองหน้ากัน ก่อนหยิบซองขึ้นมาเปิดด้วยความสงสัย ทันทีที่เห็นสิ่งที่อยู่ภายใน ... สีหน้าของพวกเขาก็เปลี่ยนไปทันที “นี่มันอะไร!” ภาพถ่ายจำนวนหนึ่งถูกนำออกมา เป็นภาพของพวกเขาขณะติดต่อกับวิภา รวมถึงภาพที่เกี่ยวข้องกับอเนก ชายทั้งสองนิ่งเงียบ มือที่ถือเอกสารเริ่มส
ส่วนรถอีกสองคันที่ขับตามรถกระบะทั้งสองคันมา ต่างก็เกือบชนซ้ำ แต่สามารถเบรกได้ทัน ไม่นาน คนขับรถทั้งสองคันก็ลงจากรถ และรีบวิ่งไปยังรถคู่กรณี แต่ก่อนที่พวกเขาจะเข้าใกล้รถคู่กรณี ... ชายสองคนที่เดินเข้ามากลับหยิบบัตรแสดงตัวออกมา “ตำรวจครับ” พร้อมเข้าควบคุมตัวคนขับรถทั้งสองคันในทันที “คุณทั้งสองคนขอให้รออยู่ตรงนี้ก่อนนะครับ เหตุการณ์นี้ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม” ตำรวจทั้งสองนายที่แสดงตัวเอ่ยขึ้น ทำเอาคนขับรถชนและก่อให้เกิดอุบัติเหตุมีท่าทีตกใจทันที “ผมไม่ได้ตั้งใจครับคุณตำรวจ!!!” ชายที่ขับรถชนท้ายรีบพูดขึ้น “ผมก็ไม่ได้ตั้งใจครับ ผมไม่ได้คิดว่าจะเกิดเหตุแบบนี้” ชายอีกคนที่ขับรถชนด้านข้างรีบพูดเสริม แม้ทั้งสองคนจะอยู่คนละฝั่งของสี่แยก แต่กลับพูดประโยคเดียวกันด้วยน้ำเสียงร้อนรน “ไม่เป็นไรครับ ตอนนี้พวกคุณเพียงแค่ให้ข้อมูลตามความจริงกับเจ้าหน้าที่” ตำรวจนายหนึ่งกล่าวขึ้น “จากสถานการณ์เบื้องต้น เหตุการณ์นี้อาจเกิดจากความประมาทจนทำให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ต้องรอการตรวจสอบจากหลักฐานอีกครั้ง” ตำรวจอีกคนกล่าวเวริม “รถของคุณมีประกันหรือเปล่าครับ?” “ไม่มีครับ... ผมต้องทำอย่







