เข้าสู่ระบบ"หมอก!! ป่านอาจจะขอมากไปแต่ว่าป่านอยากจะได้ที่นอนหลังใหม่ แล้วก็อีกอย่างขอเริ่มงานอาทิตย์หน้าได้หรือเปล่า ป่านยังต้องจัดการเรื่องที่พักกับโรงเรียนของเด็กๆ อีก" เมื่ออยู่กันแค่สองคนหญิงสาวก็เรียกเขาด้วยสรรพนามที่เคยเรียกทันที
"อย่ามาเรียกอย่างสนิทสนมนะป่าน ตอนนี้ผมเป็นเจ้านาย ป่านเป็นแค่ลูกน้อง"
"ขอโทษค่ะ ที่ดิฉันบังอาจทำตัวสนิทสนมกับคุณให้เคือง แต่ว่าเรื่องที่ดิฉันขอไปนั้นคุณเหมันต์ว่ายังไงคะ" หญิงสาวถึงกับเสียงอ่อยเมื่ออีกคนแสดงความห่างเหินชัดเจนแม้แต่ความเป็นเพื่อนเขาก็ไม่เหลือไว้ให้
"วันนี้คงไม่ได้ งานผมยุ่ง แต่พรุ่งนี้ผมจะจัดการให้ ส่วนเรื่องเริ่มงานก็เป็นไปตามที่คุณขอ เพราะเห็นว่ามีลูกเล็กหรอกนะถึงหยวนให้ได้" เจ้านายหนุ่มวางมาดยโสเสียจนน่าหมั่นไส้
"ขอบคุณนะคะ แต่ว่าเรื่องที่นอนคงรอไม่ได้ ดิฉันกลัวว่าลูกจะไม่สบายรบกวนคุณเหมันต์ช่วยคืนโทรศัพท์ให้ดิฉันด้วยค่ะ" ฝ่ามือบางยื่นไปเพื่อรับของของตัวเองคืน
เหมันต์หยิบโทรศัพท์คืนให้หญิงสาวอย่างลังเลเมื่อเห็นว่ามันทั้งเก่าและเต็มไปด้วยรอยแตกมากมายจนไม่น่าจะใช้การได้อีก
"ทำไมไม่ซื้อใหม่ซะ ดูสภาพแล้วอนาถชะมัด"
"มันยังใช้ได้นี่คะ อีกอย่างเอาเงินที่ซื้อของพวกนี้มาเป็นค่าเทอมให้เด็กๆ ดีกว่าค่ะ" หญิงสาวดึงโทรศัพท์มาจากมือหนาของเจ้านายและพ่อของลูกอย่างไม่ถือมารยาทก่อนจะกดโทรออกหาเอกภพอีกครั้ง แต่คราวนี้อดีตคนรักอย่างเหมันต์ไม่ได้ทำเหมือนอย่างเคย หากแต่ยืนฟังทั้งสองพูดคุยกันอย่างไม่ละความสนใจ
"ขอบคุณนะเอก แล้วอ้นจะมาหาน้องๆ หรือเปล่า คือป่านสัญญากับเด็กๆ เอาไว้ว่าพี่อ้นจะมาเล่นด้วย"
"แล้วเย็นๆ เจอกัน"
สิ้นการสนทนาหญิงสาวก็หันกลับมามองหน้าเจ้านายหนุ่มเพราะเธอรู้ดีว่าเขาตั้งใจฟังเธอสนทนากับเอกภพทุกคำพูด
"คุณเหมันต์มีอะไรข้องใจหรือเปล่าคะ"
"ก็เปล่าแค่สงสัยว่าทำไมไม่ให้พ่อลูกอยู่ด้วยกัน จะมาทำงานที่นี่ทำไม" เขาอยากรู้เหลือเกินว่าเรื่องที่เด็กชายพูดเมื่อครู่นั้นหมายถึงเขาหรือเปล่า
"เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องส่วนตัวค่ะ ดิฉันไม่จำเป็นต้องตอบ เราสองคนเป็นเจ้านายกับลูกน้องไม่ใช่หรือคะ"
"เอ่อ.."
เมื่อถูกเอาคืนจนหน้าชาอย่างนี้เจ้านายหนุ่มจึงได้ตัดประโยคสนทนาเสียดื้อๆ ก่อนจะเดินนำหน้าหญิงสาวกลับไปยังสำนักงานเพื่อไปเอาข้าวของที่แม่ลูกสองคนนี้ทิ้งเอาไว้
"เข้ามานี่ก่อนสิ" ร่างสูงคว้าข้อมือบางเข้ามาในห้องทำงานและจัดการปิดประตูลงกลอนเรียบร้อยเพียงไม่กี่วินาที
"เอ่อ...มีเรื่องสำคัญอะไรหรือเปล่าคะ" ปารวตีรู้สึกหวิวๆ เมื่อเห็นสายตาของคนตรงหน้าจริงจังอย่างชัดเจน หรือว่าเขาจะเค้นถามเธอเรื่องลูกกันนะ
หญิงสาวตกใจแทบสิ้นสติเมื่อถูกร่างสูงตรงหน้าคว้าเข้าไปกอดอย่างแน่นหนา ความรู้สึกมากมายถาโถมเข้าใส่อย่างงุนงง
"คิดถึงป่านจัง" เหมันต์พยายามหักห้ามใจแล้วว่าจะไม่มีทางเกี่ยวข้องกับเธอตรงหน้าไปมากกว่าเจ้านายและลูกน้องแต่ทว่าเสียงในหัวใจของเขามันกลับเอาชนะเขาจนได้
เสียงทุ้มเอ่ยอย่างอ่อนโยนกว่าทุกครั้งที่สนทนาความรู้สึกบางอย่างบอกเธอว่านี่ไม่ใช่การเสแสร้งจากเขาแต่เธอก็ไม่เข้าข้างตัวเองเช่นกัน
"ปล่อยก่อนค่ะ เราสองคนไม่เหมาะที่จะทำอย่างนี้นะคะคุณเหมันต์" หญิงสาวอยากจะเคลิบเคลิ้มไปกับอ้อมกอดนี้เหลือเกินแต่สถานการณ์มันน่าน่าสับสนเกินกว่าจะหลงใหลความอบอุ่นนี้
มือบางพยายามผลักไสคนตัวโตออกไปให้ห่างแต่กลับไม่เป็นผลเพราะนอกเขาจะไม่ขยับแล้วยังนิ่งเป็น หินอีกด้วย
"เด็กๆ คือลูกของเราใช่ไหมป่าน" คำถามของชายหนุ่มทำเอาหัวใจดวงน้อยหล่นวูบ เขาคงไม่ได้คิดจะรับผิดชอบลูกๆ ใช่ไหม หากว่าเป็นอย่างนั้นเธอก็ไม่ต้องการ เพราะลูกคงไม่ดีใจนักที่รู้ว่าคนเป็นพ่อต้องฝืนใจยอมรับพวกเขา
"กรุณาปล่อยดิฉันก่อนค่ะคุณเหมันต์"
"ไม่ปล่อย ป่านต้องตอบคำถามหมอกมาก่อน"
"ปล่อยค่ะ คุณเหมันต์" พูดจบฟันขาวเรียงเป็นระเบียบก็กัดลงบนท่อนแขนแข็งแรงอย่างไม่ปราณีปราศรัย ส่งผลให้พ่อของลูกร้องลั่นห้องด้วยความเจ็บ และยอมปล่อยร่างบางเป็นอิสระทันที
"ทำไมไม่ตอบล่ะป่าน" คนตัวโตยังคงถามคำถามเดิม
"อย่าทำแบบนี้อีกนะคะ ดิฉันไม่ชอบ อีกอย่างมันไม่เหมาะสมดิฉันไม่ใช่สาวเอ๊าะๆ แต่คือแม่ลูกสอง ถ้าไม่มีอะไรแล้วดิฉันขอตัวก่อนนะคะ ไม่อยากทิ้งลูกเอาไว้นานๆ"
พูดจบร่างบางก็หมุนตัวและเดินออกไปจากห้องพร้อมทั้งหอบข้าวของพะรุงพะรังเดินจ้ำอ้าวกลับไปยังที่พักโดยไม่สนเสียงทุ้มที่เรียกอยู่ด้านหลัง
เหมันต์ผุดลุกผุดนั่งด้วยความร้อนใจเขาไม่เป็นอันทำการทำงานเลยตั้งแต่ที่ได้ยินคำพูดของเด็กชายวัยสามขวบคนนั้น เขาพยายามสงบจิตใจให้ทำงานต่อให้ได้แต่ก็ไร้ผลและท้ายที่สุดเจ้าของรีสอร์ทก็คว้ากุญแจรถคู่ใจออกมาจากสำนักงานจนได้
"ในเมื่อป่านไปยอมบอกก็คงต้องถามไอ้เอกแล้วสินะ"
ในที่สุดเหมันต์ก็กลืนน้ำลายตัวเองจนได้ ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้ามาเยียบไร่อนันตราเป็นครั้งแรกในรอบสามปีทั้งที่เคยลั่นวาจาเอาไว้เป็นเด็ดขาดแล้วว่าอย่างไรเสียจะไม่มีวันญาติดีกับเพื่อนคนนี้อีก
"ลมอะไรหอบแกมาถึงบ้านฉันวะ" เอกภพเอ่ยทักทายอย่างยียวน เพราะรู้ดีอยู่แล้วว่าอีกฝ่ายถูกลมอยากรู้หอบมาแน่ๆ
"จะไม่เชิญฉันเข้าบ้านหรือไง" เหมันต์ตอบอย่างไม่ยี่หระเพราะรู้ดีว่าท่าทางเขาและเพื่อนคนนี้จะได้คุยกันยาวมาก
"เออๆ เข้ามาในบ้านก่อนสิ" เจ้าของไร่ปาล์มผายมือเชื้อเชิญเพื่อนรักเข้าไปในบ้านอย่างเต็มใจเพราะเขารอเวลานี้มานานมากแล้ว
"อ้น สวัสดีลุงหมอกครับ" เอกภพเอ่ยบอกลูกชายบุญธรรมวัยสี่ขวบกว่าให้ทักทายแขกผู้มาเยือน
"ลูกใครวะ" ชายหนุ่มรับไหว้เด็กชายก่อนจะหันมาถามเพื่อนรักอย่างสงสัย
"ลูกฉันสิวะ"
"แกไปแอบมีลูกตอนไหน" คิ้วเรียงเป็นระเบียบขมวดเข้าหากันอย่างประหลาดใจว่าอดีตเพื่อนรักมีทายาทตั้งแต่เมื่อไหร่ทั้งที่ยังโสด
"ก็ตั้งแต่แอมฆ่าตัวตายนั่นแหละ ไอ้เจ้าแสบนี่ก็เลยกลายมาเป็นลูกฉัน" เอกภพหัวเราะร่วนพร้อมกับเล่าที่มาของอธิอย่างคร่าวๆ
"แอม น้องสาวแกหน่ะหรือ" คำตอบยิ่งทำให้เขาฉงนหนัก
"เออ ที่แกมาบ้านฉันเพราะอยากรู้เรื่องลูกฉันหรือไงวะ นึกว่าจะอยากรู้เรื่องลูกของป่านซะอีก"
"เดี๋ยวนะ แกหมายความว่ายังไงลูกของป่าน ฉันคิดว่าเด็กสองคนนั้นเป็นลูกของแกกับป่านซะอีก"
"ไอ้บ้า!! มันจะเป็นลูกฉันไปได้ยังไงวะ ฉันกับป่านเราเป็นแค่เพื่อนกัน แล้วสมมตินะว่าเป็นลูกฉันแกคิดว่าฉันจะปล่อยให้ลูกเมียลำบากหรือไง"
“ป่านลำบากมากอย่างนั้นหรือ?” เหมันต์ถามด้วยความใคร่รู้
“ก็ถ้าแกคิดว่าการเลี้ยงลูกตัวคนเดียวโดยที่มีรายได้แค่พอใช้ไปวันๆ มันสบายแล้ว ป่านก็คงสบายอย่างที่แกคิดนั่นแหละ”
"แล้วเด็กสองคนนั้นลูกป่านกับใคร แล้วทำไมเด็กผู้ชายถึงบอกว่าพ่อชื่อหมอก"
"ไอ้กระบือเอ๊ย!!!! ฉันว่าควายมันก็น่าจะฉลาดกว่าแกนะ หน้าเหมือนอย่างกับแกะดันถามมาได้ว่าลูกใคร ลูกพี่ยักษ์มั้ง" เอกภพอยากจะตบกบาลเพื่อนคนนี้ซักทีให้เขาหลุด นี่เขาไม่ได้มองหน้าลูกเลยหรือไงว่ามันเหมือนพ่อขนาดไหนทำไมถึงได้ถามคำถามโง่ๆ อย่างนี้ออกมาได้
"เดี๋ยวนะ แกจะบอกว่าเด็กสองคนนั้นลูกฉันหรือ"
"เออสิวะ"
“แล้วทำไมฉันไม่เคยรู้วะ ทำไมป่านไม่ยอมบอกฉัน" คนตัวโตโมโหจนหน้าแดงก่ำ ทำไมปารวตีไม่ยอมบอกซักคำว่าเธอท้องกับเขาแถมยังไม่ยอมบอกว่านี่คือลูกของเขาทั้งที่ลูกๆ ยืนอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
"แกรอฟังหรือเปล่าวะ อยู่ๆ แกก็มาหาว่าป่านกับฉันหักหลังแก ทิ้งป่านไปไม่ยอมฟังเหตุฟังผลอะไรเลย ใครหน้าไหนจะไปบอกแกได้"
"ถึงอย่างนั้นป่านก็น่าจะหาทางบอกฉันสิ แกก็เหมือนกันน่าจะบอกกันหน่อย" คุณพ่อมือใหม่หงุดหงิดตัวเองอย่างที่สุดที่ปล่อยให้ลูกเมียต้องลำบาก ไหนจะบ้านพักคนงานเก่าๆ นั้นอีก ไวเท่าความคิดร่างสูงผุดลุกขึ้นทันทีแต่ไม่ทันได้ก้าวไปไหนก็ถูกเพื่อนรักคว้าเอาไว้ได้ก่อน
"แกจะรีบไปไหน"
"ไปปรับความเข้าใจกับป่าน ไปหาลูกสิวะแกจะมาดึงฉันไว้ทำแมวอะไรไอ้เอก" ลูกชายบ้านภักดีดำรงโวยวาย
"ไม่ต้องเลย แกไม่ต้องไปวุ่นวายกับป่าน กับหลานฉันเลยนั่งลงเฉยๆ ตรงนี่แหละเดี๋ยวฉันจัดการเอง"
"หลานแกนั่นลูกฉันนะเว้ย"
"ใช่หรือ เห็นทิ้งๆ ขว้างๆ เรื่องที่นอนที่ป่านขอฉันจัดการให้เรียบร้อยแล้ว แล้วก็นะคืนนี้ฉันจะพาป่านกับหลานๆ มานอนค้างที่นี่แกก็หาคนมาทำความสะอาดให้เรียบร้อยซะน้องรุ้งแพ้ง่าย เดี๋ยวจะไม่สบายเอา" ลุงเอกของเด็กๆ จัดการเป็นฉากๆ
"เดี๋ยวนะไอ้เอก มันจะเกินไปไหม เลี้ยงลูกแกไปเถอะลูกเมียฉัน ฉันดูแลเองได้"
"ลูกแกหน่ะใช่ แต่ว่าแกไม่ได้รู้เรื่องอะไรของเด็กๆ เลย ฉันเลี้ยงของฉันมาฉันรู้เยอะกว่าพ่ออย่างแกอีก เพราะฉะนั้นทำเท่าที่ทำได้ก่อนตอนนี้ ขืนแกโพล่งไปว่าเป็นพ่อนะ พังแน่ๆ"
เหมันต์อยากจะเถียงให้ขาดใจแต่ก็ต้องใบ้กินเพราะคำพูดของเอกภพมันจริงทุกคำ เขาและลูกไม่เคยได้ใกล้ชิดกันมาก่อนซ้ำร้ายยังปรามาสแม่ของลูกเอาไว้อย่างร้ายแรงและทอดทิ้งอย่างไม่มีเยื่อใยอีกต่างหากจะหวังให้ทุกอย่างสมใจมันก็คงเป็นไปไม่ได้
เพียงไม่กี่อึดใจที่นอนหลังใหม่ที่เอกภพจัดการเอาไว้ให้ก็ถูกส่งมาถึงบ้านพักพนักงานแสนโทรมของหญิงสาวและลูกๆ
ปารวตีจัดการอุ้มลูกทีละคนมาวางลงบนฟูกหลังใหม่อย่างแผ่วเบาเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนพักผ่อนของเด็กๆ และฉวยเอาเวลาว่างเหล่านี้มาปัดกวาดทำความสะอาดบ้านพักให้น่าอยู่มากยิ่งขึ้น จนกระทั่งทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยดี ความเหนื่อยอ่อนจากการเดินทางและการจัดการข้าวของต่างๆ ทำให้หญิงสาวผล็อยหลับไปจนลืมเวลา
แม่ลูกสองสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยเสียงเพ้อจากลูกชายที่ฟังแทบไม่รู้เรื่อง คุณแม่ยังสาวกุลีกุจอปราดเข้าไปหาและวางหลังมือลงบนหน้าผากเล็กก็พบว่าเด็กชายเหมวิชจับไข้เข้าให้แล้ว
สัญชาตญาณของแม่ทำให้หญิงสาวรีบหาผ้าชุบน้ำมาเช็ดตามเนื้อตามตัวของเด็กชายในทันทีและในขณะเดียวกันนั้นก็ต้องเฝ้าระวังเด็กหญิงไปพร้อมกัน แต่ทว่าความร้อนในร่างกายของลูกชายนั้นไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยแม้แต่น้อยแม้ว่าเธอจะเช็ดเนื้อเช็ดตัวจนผิวของลูกแดงไปหมดแล้วก็ตาม
เมื่อเข้าตาจนคนเดียวที่พร้อมจะช่วยเหลือเธอได้เสมอในเวลานี้จะเป็นใครไปได้อีกนอกจากเอกภพ อนันตรา ไวเท่าความคิด นิ้วเรียวสวยก็กดโทรศัพท์ต่อสายไปหาปลายสายทันที
หลังจากปรับความเข้าใจกันได้เพื่อนรักทั้งสองก็สนทนากันอย่างออกรสออกชาติ จนลืมเวลาไปเสียสนิทแต่แล้วทุกอย่างก็ต้องสะดุดลงเมื่อเสียงโทรศัพท์ของเอกภพดังขึ้นขัดจังหวะ
"น้องเรนหรือ รอก่อนนะป่านเดี๋ยวเราไปหา" เอกภพหน้าตื่นทันทีที่ได้รับโทรศัพท์ เมื่อได้รับรู้ว่าหลานชายตัวแสบนั้นตัวร้อนจี๋จนเนื้อตัวแดงก่ำไปหมด
"เรนเป็นอะไรไอ้เอก"
"ป่านบอกว่าตัวร้อนจี๋เลย ฉันจะไปรับเรนไปส่งโรงพยาบาล"
"ไม่ต้อง ให้เป็นหน้าที่ฉัน ยังไงตอนนี้ป่านก็เป็นลูกจ้างฉัน ฉันดูแลเอง" สิ้นวาจาร่างสูงโปร่งของเจ้านายหนุ่มก็ปราดเข้าไปที่รถคันเก่งของตัวเองก่อนจะติดเครื่องเพื่อมุ่งหน้ากลับฟาร์มไข่มุกของพี่ชายอย่างร้อนใจ
“เรื่องอะไรหรือ” แม่ของลูกเอ่ยถามอย่างสงสัย“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ซะด้วย เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เด็กๆ วันนี้ไปนอนที่บ้านคุณปู่ก่อนนะครับ” พ่อของลูกหันไปบอกลูกๆ หน้าตาเฉย ปล่อยให้หญิงสาวได้แต่งงงวยว่าระหว่างเขาและเธอนั้นมีเรื่องใหญ่โตอะไรกัน“ทำไมหล่ะครับพ่อหมอก เรนอยากนอนที่บ้านเรานี่ครับ” ลูกชายถามเสียงเจื้อยแจ้ว“แค่คืนเดียวครับพ่อหมอกกับแม่ป่านสัญญาว่าพรุ่งนี้จะไปรับพี่เรนกับน้องรุ้งแต่เช้าเลย ตกลงไหมครับ”“ก็ได้ครับ” แม้สีหน้าจะไม่สดใสเท่าใดนักแต่ทว่าเด็กชายก็รับข้อเสนอของบิดาแต่โดยดีและแน่นอนว่าคู่แฝดที่ติดกันอย่างเหมภัสก็ตอบตกลงด้วยเช่นกันหลังจากส่งลูกฝาแฝดไปไว้กับราเมศแล้วความเงียบก็โรยตัวเข้ามาปกคลุมภายในเรือนพยับหมอกจนน่าอึดอัด“ป่าน ไปเดินเล่นข้างนอกกันไหม” ร่างสูงโปร่งตรงเข้ามาสวมกอดร่างบางจากด้านหลังศีรษะหนักเกยอยู่บนบ่าเล็กอย่างออดอ้อน“อืม เอาสิ”สิ้นคำตอบรับร่างสูงก็จูงมือหญิงสาวเดินออกไปตามเส้นทางที่ปูไปด้วยทรายสีข
เจ้าของรีสอร์ทอยากจะกลับบ้านไปหาลูกเมียเสียเหลือเกิน แต่ติดตรงที่ว่าเขามีธุระที่สำคัญกว่าต้องไปจัดการให้เรียบร้อยร่างสูงโปร่งเดินตรงเข้ามาหาพนักงานต้อนรับสาวและนายช่างอย่างนวดีและสันต์ที่กำลังพูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีชีวิตชีวาด้วยท่าทางสบายๆ“คุยอะไรกันอยู่อย่างงั้นหรือ ท่าทางน่าจะสนุกนะ”ประโยคทักทายของเจ้านายทำเอาลูกน้องทั้งสองคนเปลี่ยนสีหน้าแทบจะทันทีราวกับว่าทำความผิดร้ายแรงเอาไว้และแน่นอนว่าความสนุกสนานนั้นก็หายไปด้วยเช่นกัน“คุณป่านเป็นอย่างไรบ้างครับ” นายช่างหนุ่มเป็นฝ่ายเอ่ยถามก่อนอย่างสุภาพ ถึงแม้จะรู้คำตอบดีอยู่แล้วก็ตามแต่ชายหนุ่มเองก็รู้ดีเช่นกันว่าการปรากฏตัวของเจ้านายหนุ่มในครั้งนี้มีเรื่องอื่นแอบแฝงด้วย“ก็หายดีแล้วหล่ะ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงแล้ว ว่าแต่นายเถอะแผลที่แขนเป็นยังไงบ้างหล่ะใกล้จะหายดีหรือยัง”“ดีขึ้นมากแล้วครับอีกสองสามวันก็น่าจะหายดี” สันต์ตอบคำถามอย่างราบเรียบไร้พิรุธ“แล้วข้าวฟ่างหล่ะ เป็นยังไงบ้าง”เมื่อถามจากนายช่างประจำรีสอร์ทกลับไม่ได้ควา
เหมันต์และปารวตีมาส่งเด็กๆ เอาไว้ที่บ้านของราเมศตามสัญญา และที่นั่นหนุ่มๆ บ้านภักดีดำรงต่างกรูกันเข้ามาถามไถ่เธอด้วยความเป็นห่วงเป็นใยจนน้องเล็กสุดท้องอย่างพ่อของลูกต้องรีบเข้ามาปรามเพราะพวกพี่ๆ ชักจะเข้าใกล้ตัวผู้หญิงของเขามากเกินความจำเป็นแล้ว“ไม่เจ็บตรงไหนแน่ๆ นะน้องป่านรอยช้ำเยอะขนาดนี้” ร้อยเอกตะวันฉายเอ่ยพร้อมกับมือหนาที่ไล่จับไปตามแขนเรียวบางน่าทะนุถนอมของหญิงสาวไร้ซึ่งความคิดเชิงชู้สาว“เจ็บนิดหน่อยค่ะ แค่ช้ำๆ พรุ่งนี้ก็น่าจะหายดีแล้ว” หญิงสาวตอบอย่างสุภาพ แต่พ่อของลูกเธอนี่สิดูจะต้องอบรมมารยาทกันใหม่ เพราะขณะที่พี่ชายคนโตอย่างตะวันฉายวางมือบนตัวเธอมือของเหมันต์ก็คอยแต่จะปัดออกราวกับเด็กหวงของเล่น“พี่ว่าป่านน่าจะไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลนะ อย่างน้อยได้ใบรับรองแพทย์มาประกอบการแจ้งความเอาไว้ก็ยังดี ถึงจะไม่สะเทือนไอ้เสี่ยอำนาจกับลูกชายมันเท่าไหร่แต่พี่ว่าแจ้งความไว้จะปลอดภัยกับตัวป่านเองมากกว่า” สินสมุทรเอ่ยด้วยความเป็นห่วงเขารู้ดีว่าอิทธิพลของเสี่ยอำนาจที่มีมากกว่าครึ่งค่อนเมืองนั้นพอที่จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเพียงเร
เสียงปืนที่ดังก้องทำให้ทั้งสามที่พยายามติดตามร่องรอยของกนิกและปารวตีรีบวิ่งไปยังทิศทางของเสียงอย่างร้อนใจ ร่างสูงโปร่งของเหมันต์รีบรุดไปก่อนใครเพื่อน ในหัวใจที่เคยแกร่งกล้าดังหินผาภาวนาให้เธอยังคงมีชีวิตอยู่ ขอเพียงเธอยังมีลมหายใจเท่านั้น“ป่าน!!!” ร่างสูงรีบถลาเข้าไปโอบกอดร่างบางที่นั่งรอคอยความหวังในความมืดมิดอย่างรวดเร็ว ความกลัวในหัวใจแกร่งมลายหายไปสิ้น เขาไม่ต้องการรู้ว่าทำไมเธอถึงตกอยู่ในสภาพนี้ เขาไม่ต้องการล้างแค้นอะไรใดๆ ทั้งนั้นขอเพียงมีเธออยู่ตรงนี้เขาพร้อมจะทิ้งโทสะในใจได้อย่างง่ายดาย“เจ็บตรงไหนไหม เป็นอะไรมากหรือเปล่า บอกหมอกมาสิป่าน”พ่อของลูกรู้ได้เลยว่าอาการของเจ็บเจียนตายมันเป็นอย่างไร เพราะนอกจากเสียงสะอื้นที่แสนจะน่าสงสารแล้วก็ไม่มีคำพูดใดๆ หลุดออกจากปากของผู้หญิงที่เขารักอีก ทางด้านนวดีและสันต์ที่ตามาสมทบก็ได้แต่มองหญิงสาวตัวสั่นเทาด้วยความรู้สึกยากที่จะอธิบาย สภาพของผู้จัดการรีสอร์ทในตอนนี้มันทำให้ทุกอย่างด
เหมันต์เดินกลับมาถึงเรือนพยับหมอกก็พบปารวตีกำลังนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก ราวกับว่ากำลังหนักใจเรื่องอะไรบางอย่าง“มีอะไรหรือเปล่าป่าน หน้าตาไม่ดีเลย” ร่างสูงทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ แม่ของลูกด้วยความเป็นห่วง“หรือว่าลูกๆ ไม่สบาย” น้ำเสียงของคุณพ่อยังหนุ่มดูร้อนรนขึ้นมาทันที“ลูกสบายดี หมอก วันนี้คุณเจนเธอมาหาป่านที่นี่” เสียงเรียบของหญิงสาวทำเอาชายหนุ่มรู้สึกเหมือนกำลังถูกพิพากษา“คุณเจนเขามาหาป่านทำไมในเมื่อไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกันซักหน่อย หรือว่าเขามาใส่ร้ายอะไรหมอกให้ป่านฟัง ป่านอย่าไปเชื่อนะ หมอกรักแค่ป่าน มีแค่ป่านคนเดียวผู้หญิงคนอื่นหมอกไม่เคยชายตามองเลยจริงๆ” คนตัวโตรีบอธิบายพัลวันเพราะกลัวว่ามัคคุเทศก์สาวจะเข้ามาป่วนครอบครัวเขาด้วยอีกคน“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกน่า แต่ป่านว่าเรื่องมันน่าจะใหญ่กว่านั้นอีกนะ” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหนักหน่วงใจทำให้คนตัวโตพลอยใจคอไม่ดีไปด้วย“เรื่องอะไรกันแน่ป่าน”“เรื่องที่หมอกกำลังเจอยู่นี้แหละ” คำตอบที่ได้ฟังจา
แม้ว่าหญิงสาวจะส่งเสียงแทบไม่เป็นคำก็ไม่ได้ทำให้คนเอาแต่ใจยอมหยุด มือหนายังคงหยอกเอินอยู่กับส่วนเว้าส่วนโค้งของร่างกายสตรีเพศอย่างเพลิดเพลินฝากฝังความเป็นเจ้าของไว้บนผิวเนียนละเอียดเอาไว้เสียแทบทุกตารางนิ้วจนร่างกายอ้อนแอ้นบิดเร่าๆ เพื่อให้หลุดพ้นจากความทรมานที่แสนวาบหวามนี้ แต่กระนั้นชายหนุ่มกลับยิ่งได้ใจเมื่อเหยื่อที่แสนหวานของเขากำลังร้องขอให้เขาปลดปล่อยให้พ้นจากความทรมานนี้“หมอก.....” นัยน์ตาหวานฉ่ำจ้องมองคนตรงหน้าอย่างอ้อนวอน มือเรียวบางเกาะเกี่ยวไหล่กว้างให้ขยับเข้ามาใกล้เหมือนว่าไม่ต้องการใครอื่นนอกจากเขาเมื่อถูกเสียงหวานจากความงามเบื้องหน้าเชิญชวนอย่างนี้มีหรือที่ชายหนุ่มจะปฏิเสธได้ลง ปารวตีรู้สึกเหมือนถูกแรงดึงดูดที่ทรงพลังเข้ามากระทำต่อร่างกายบอบบางนี้เมื่อร่างกายที่ไร้เครื่องห่อหุ้มถูกร่างกายกำยำที่เปลือยเปล่ามอบความอบอุ่นให้จนร้อนระอุจนแทบหลอมละลายชายหนุ่มหญิงสาวผสานเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างนิ่มนวลแต่กลับสร้างความร้อนแรงได้อย่างไม่น่าเชื่อ เตียงนอนนุ่มถูกเปลี่ยนเป็นสนามรักที่ร้อนจนแทบจะลุกเป็นไฟ ความทรมานที่แสนหวานที่หญิงสาวปรารถนาให้







