เข้าสู่ระบบบทที่สี่
ละครหลอกตา
“ผมสั่งแกงกะทิสายบัวไว้ ยังไม่มาเสิร์ฟเลย ต้มทิ้งไว้หรือเปล่าครับ”
ธีระตัดบท ใบหน้าหล่อทำเหมือนพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศ ไม่ได้รู้สึกว่าการพูดแทรกเป็นเรื่องเสียมารยาทอะไร หญิงสาวหันมาค้อนเล็กน้อยเพราะกำลังตั้งใจฟังหญิงแก่พูดถึงหลานวัยหนุ่ม ไม่ได้คิดว่าอีกคนจะปราม
“เอ้อ จริงด้วย ป้าต้มแกงกะทิสายบัวทิ้งไว้ เดี๋ยวขอไปเอามาให้ก่อนนะ” แล้วเธอก็ผละออกไป แพรวารู้สึกเหมือนชายหนุ่มกลั่นแกล้งอีกคน แต่ไม่รู้ว่าแกล้งอย่างไร
พอเหลือแค่สองคนในห้อง บรรยากาศก็กลับมาเงียบดังเดิม ธีระตักกับข้าวใส่จาน ส่วนแพรวาแทบไม่แตะอาหารทะเล เธอไม่รู้ว่ากินแล้วจะแพ้หรือเปล่า ชายหนุ่มเห็นเธอไม่แตะต้องอาหารบางจานก็พอจะเดาความคิดได้
“ไม่ได้สั่งปูมา ไม่มีอะไรเกี่ยวกับปู”
“คะ”
“กินเยอะ ๆ จะได้มีแรง” เขาตักอาหารทะเลให้ ทราบว่าหญิงสาวแพ้ปูจึงไม่ได้สั่งอะไรที่เกี่ยวกับปูมาให้เลย
แพรวาพูดขอบคุณก่อนจะตักอาหารทะเลมาชิม
ป้าชื่นโผล่กลับไปเอาแกงกะทิก่อนจะเข้ามาเสิร์ฟ หญิงสาวชวนให้อีกฝ่ายมากินด้วยกัน ป้าชื่นเกรงใจแต่ก็ยอมอยู่นั่งพูดคุยไปด้วย
ทั้งสองพูดคุยในเรื่องทั่วไป ไม่มีอะไรเป็นพิเศษจนกระทั่งเธอเริ่มเอ่ยถึงอดีต
“สมัยก่อนน่ะ ธีร์เขาชอบแพรมากนะ พูดถึงบ่อยมาก ปัจจุบันก็พูดถึงอยู่ ไม่คิดเลยว่าจะหมั้นกับหนูพราว...แกล้งกันหรือเปล่าเนี่ย” ป้าบอก คนในโต๊ะอาหารหยุดมือที่กำลังจะตักข้าว ก่อนเสียงกระแอมไอจะดังขึ้น
“ป้าไปหยิบผักเคียงมาให้ผมหน่อย” ธีระบอก ป้าชื่นมีสีหน้าเจื่อนลงก่อนจะลุกออกไป แพรวาได้แต่งง เธอตามบทสนทนาบนโต๊ะไม่ทัน ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ชายหนุ่มชอบเธอตั้งแต่สมัยเด็ก...แต่คงไม่ใช่ตอนนี้กระมัง อีกฝ่ายรักและหลงพราวลดาเสียอย่างนั้น
หญิงสาวดูมีแววทุกข์ใจแต่ดวงตาก็ทอประกายเมื่อเห็นป้านำอาหารมาให้มากขึ้น โชคดีที่อย่างน้อยก็มีผู้หญิงอีกคนมาช่วยคลายเหงา
อีกด้านหนึ่ง
หลังจากพราวลดาไปเจอกับตฤณเมื่อวันนั้น จิตใจของเธอก็อยู่ไม่สุข เธอยังไม่ลืมเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างตัวเองกับตฤณ แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายอายุมากกว่า มีผู้หญิงเข้าหาเยอะแล้วยังเหมือนจะชอบพี่สาว เธอจึงทำได้แค่เก็บความในใจไว้เงียบ ๆ
วันนั้นในห้องเรียน เธอตั้งใจลืมของไว้เพราะจะได้ขึ้นมาเอา เผื่อจะได้เจอหน้าคนที่ตัวเองหลงรัก แต่ไม่คิดว่าจะได้เห็นฉากร้อนแรงของทั้งสองเข้าก่อน ตอนนั้นในใจเธอรู้สึกเศร้ามาก อีกคนคิดจะนอนกับใครก็นอน อยากจะรักใครก็รัก ไม่เคยได้สังเกตเลยว่ามีคนหนึ่งแอบหลงรักอยู่
พราวลดาร้องไห้บ่อยมากเวลาไปเรียนคาบของตฤณ ยิ่งอีกฝ่ายถือเนื้อถือตัว ปฏิบัติอย่างห่างเหินยิ่งทำให้ตัวเองเสียใจ
วันหนึ่ง เธอรวบรวมความกล้าเข้าหาเขาตรง ๆ แถมยังเป็นฝ่ายออกปากว่าอยากนอนด้วย ไม่คิดว่าตฤณจะตกลงรับคำ แล้วหลังจากคืนนั้นทั้งสองก็นอนด้วยกันมาเรื่อย ๆ
ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าแพรวากำลังดูใจอยู่กับตฤณ แต่เธอกลับทำลายความสัมพันธ์ของทั้งสองคน เธออ่านใจหนุ่มรุ่นพี่ไม่ออก เขาดูเหมือนชอบเธอแต่ก็เหมือนจะไม่ชอบ
ตฤณมีผู้หญิงเข้าหาเยอะมาก ส่วนมากสาว ๆ สวยๆ หน้าตาดีกว่าพราวลดาลิบลับ เธออดน้อยใจไม่ได้เวลาอีกฝ่ายควงผู้หญิงออกงาน
ด้วยความโกรธผสมกับความน้อยใจที่ตฤณไม่มอง เธอเลยมักน้อย ตัดใจจากเขาแล้วคว้าน้องชายเข้ามาในความสัมพันธ์นี้แทน
เธอไม่ได้ชอบธีระ...และก็รู้ด้วยว่าเขามีคนอื่น.. แม้จะไม่รู้ว่าใครแต่หญิงสาวก็ไม่ได้คิดอยากตามไปราวี เพราะเขาไม่ใช่ของเธอตั้งแต่แรก
เธอไม่ได้มีใจให้น้องชายของตฤณเลย เห็นอีกฝ่ายเป็นพี่ชายเสมอ ไม่เคยขอของรางวัลอื่นนอกจากการหอมแก้ม
ความสัมพันธ์ทางกายอย่างอื่นก็ไม่เคยมี ดังนั้นเธอจึงไม่ได้หึงหวงถ้าเขาอยากจะมีคนอื่น
หญิงสาวแค่คบเขาเพราะอยากลองใจตฤณ ที่ผ่านมาจึงเล่นละครตบตา แกล้งทำเป็นว่ารักเขา พราวลดาอยากให้ตฤณหึง แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรตฤณก็ไม่ยอมเปิดเผยว่าคิดอย่างไรกับเธอ เธอจึงจัดฉากงานหมั้นขึ้นมา หวังให้อีกฝ่ายมีอาการหึงขึ้นมาบ้าง
แต่มันก็ยังไม่ได้ผล อาจารย์หมอไม่ได้มีท่าทีหวงหรือหึงเธอเลย ตรงกันข้ามกลับดูสนิทกับแพรวามากกว่าแต่ก่อน นั่นทำให้เธอเสียใจมากยิ่งขึ้น
พราวลดารู้ดีว่าเธอเป็นเด็กขี้อิจฉา อิจฉาพี่สาวที่ได้อยู่ใกล้กับผู้ชายที่รัก หากเรื่องแดงว่าพราวลดาหลอกใช้คนน้องเพื่อให้ได้ใจคนเป็นพี่ คู่หมั้นคงจะรังเกียจรังงอนเธอมาก แม้จะรู้อยู่แล้วว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดอะไรด้วยก็ตาม
แต่พราวลดามาไกลเกินกว่าจะกลับ แม้ทราบดีว่าสิ่งที่ทำไม่ต่างอะไรกับการจุดเทียนใต้สายฝน
ธีระมีคนอื่นก็ใช่ว่าตฤณจะหันมาชอบหล่อน หมั้นกันได้ก็ยกเลิกได้ แต่รักนี่สิ ใช่ว่าเธออยากรักพี่ชายคู่หมั้นเสียที่ไหน แต่ใจมันไม่ฟังและพร่ำเพร้อหาเขาตลอด
สุดท้าย เพราะรัก ก็หลวมตัวทำเรื่องที่สายเกินแก้ลงไป
พราวลดาขดตัวบนเตียงนุ่ม ปล่อยให้น้ำตาไหลพรากลงมาเป็นสาย
ขณะเดียวกันนั้น
ธีระเองก็มาเข้าห้องน้ำพร้อมกับคิดเรื่องที่ป้าชื่นพูดไปด้วย
จริง ๆ แล้วเขาก็ยังคงชอบแพรวามาตลอดตั้งแต่เล็ก แต่เก็บงำเอาไว้ไม่ได้บอกชอบอีกฝ่ายออกไป เขาคิดว่าอย่างไรเธอก็คงจะชอบพี่ชายมากกว่า เขาตัดสินใจหมั้นกับพราวลดาเพราะอยากจะประชดหญิงสาว เขาไม่ได้ชอบพอกับคนเป็นน้องสาว
แต่เพราะรู้ว่าตฤณกับพราวลดานั้นมีบางอย่างต้องสะสาง ตนจึงรับคำหมั้นเพราะอยากจะแก้เผ็ดพี่ชาย อยากรู้ว่าหากเขาแย่งพราวลดาแล้วจะเป็นอย่างไร พี่ชายจะแสดงสีหน้าแบบไหน แล้วเขาก็ได้เห็นของดีกับตาตัวเอง ตฤณค่อย ๆ เผยความรู้สึกออกมาช้า ๆ
เช่นเดียวกับแพรวา เขาหวังไว้ในซอกหลืบเล็ก ๆ ของหัวใจว่าเธอคงรู้สึกหึงหวงบ้าง แล้วมันก็เป็นจริงตามนั้น
พอได้ทราบว่าหญิงสาวก็รักเขา นั่นทำให้เขารู้สึกดีใจ และยิ่งหึงหวงเธอมากขึ้น แต่เพราะหมั้นกับน้องสาวเอาไว้ ทำให้เขาพูดอะไรไม่ได้มาก
ธีระเองก็รู้เรื่องที่ตฤณกับพราวลดาแอบมีอะไรกันลับหลัง...เขาไม่ถือโทษโกรธ รู้ด้วยว่าพราวลดาต้องการจะคบเขาเพื่อประชดคนเป็นพี่ชาย เขารู้มาตลอด บทละครหลอกตาได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และจะสิ้นสุดตอนไหน เขารู้ดีทั้งนั้น
ทั้งพราวลดาทั้งเขา ไม่เคยมีใครพิศวาสใครมาตั้งแต่แรก
งานนี้ไม่ใครก็ใครจะต้องมีใครสักคนเผยความรู้สึกออกมา และเขาก็แทบรอตอนจบของบทละครนี่ไม่ไหว
หลังจากใช้เวลาอยู่ที่สนามบินนานหลายวัน วันที่ตุรกีส่งเครื่องบินมารับก็มาถึง ทั้งหมดได้ขึ้นเครื่องบินลำใหม่รวมถึงกัปตันด้วย ข่าวเครื่องบินตกได้รับรายงานไปทั่วโลก ทางการตุรกีได้ขอความร่วมมือจากหน่วยงานอื่นส่งคนมาเก็บกู้ซากเครื่องบิน กล่องดำคือตัวที่บันทึกเรื่องราวทั้งหมด สภาพเครื่องที่ถูกขีปนาวุธจากอิสราเอลโจมตีเป็นตัวยืนยันได้ถึงความโหดร้ายของสงคราม ปัญหาความไม่ลงรอยกันยังคงคุกรุ่นในโลก รอคอยวันที่สันติภาพจะหวนคืนมา แม้ไม่รู้ว่าบทสรุปของอิสราเอลและปาเลสไตน์จะเป็นอย่างไร แต่ก็ได้แต่หวังว่าทุกอย่างจะจบลงด้วยดี ขึ้นชื่อว่าสงครามย่อมนำการสูญเสียครั้งใหญ่มาให้ สูบเลือดฉีกขวัญกำลังใจของคนให้ป่นปี้ไม่มีชิ้นดี พริมโรสได้แต่ส่งกำลังใจให้อย่างเงียบ ๆ รอคอยวันที่เรื่องเลวร้ายนี่จะจบลง แม้สายการบิน BangkokFly จะส่งเงินและคนมาเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น แต่ก็จำเป็นจะต้องใช้เวลาเยียวยาร่วมด้วย เหตุการณ์เครื่องบินตกนั้นสร้างความกังวลให้กับผู้โดยสาร บางคนก็อาจจะยังติดอยู่ในฝันร้ายว่าโดนโจมตีซ้ำ ๆ บางคนก็ไม่อาจมองอิสราเอลว่าเป็นพันธมิตรได้อีก หลากหลายความคิ
ไม่รู้ว่าใช้เวลาอยู่ที่ร้านอาหารนานเกินไปหรือเปล่า พอทั้งหมดกลับเข้ามายังที่พักก็ไม่เห็นภาวินแล้ว เห็นเพียงแต่กลุ่มคนที่ไปออกันหน้าตึกเท่านั้น พริมโรสรู้สึกสงสัยจึงเดินเข้าไปหาฝูงชน คาร์ลเดินต่อท้าย ส่วนแอมแปร์กับลิเซ่ก็จูงมือเข้าไปสอบถาม “กำลังมุงอะไรกันหรือคะ ขอดูด้วยสิ” ลิเซ่ถามขึ้น ผู้หญิงตรงหน้ามีสีหน้าหวาดผวา ชี้ไปยังด้านบนตึกชั้นที่สาม ทุกคนแหงนหน้ามองพร้อมกันพอเห็นภาวินนั่งห้อยขาอยู่ตรงระเบียง ทั้งหมดก็ตกใจรีบร้องปราม “ทำไมมานั่งอยู่ตรงนี้ล่ะ รีบเข้าไปข้างในเร็ว เดี๋ยวจะตกเอาได้นะ” แอมแปร์ตะโกนบอก ภาวินเริ่มร้องไห้ หยดน้ำใสทะลักออกมาจากนัยน์ตา ชายหนุ่มนั่งอยู่ตรงราวระเบียงชั้นสามของโรงแรม กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด “ฉันติดเชื้อ HIV ไม่รู้จะอยู่ในโลกนี้ไปทำไม ฮือ” น้ำใสไหลออกตา มีเพียงความเงียบในช่วงบ่ายเป็นเพื่อน ทุกคนได้แต่ตะลึงไม่รู้จะตอบอย่างไร พริมโรสชะงักก่อนทำใจกล้าพูดขึ้นมา “พี่ภาวินลงมาคุยกันดี ๆ ก่อนเถอะค่ะ” เธอร้องขอ ไม่นึกว่าการไปเที่ยวในช่วงเช้าแล้วไม่มาดูแลแค่พักหนึ่งจะทำให้อีกคนนึกอยากจะลาโลก “ฉันไม่มีค
เพราะอีกไม่กี่วัน เครื่องบินจะมารับในเขตลาร์นากา ทั้งหมดจึงต้องย้ายไปพักในเมืองใหม่ พอเข้ามาในไซปรัสใต้แล้ว จะได้กลิ่นของอารยธรรมกรีกชัดเจนมากกว่าตุรกี เทคโนโลยีรวมถึงตึกรามบ้านช่องก็ทันสมัยมากขึ้น ตึกสูงระฟ้าและชายหาดที่เต็มไปด้วยผู้คนทำให้ทั้งหมดรู้สึกครื้นเครง ลาร์นากาเป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับที่สามของเกาะไซปรัส มีรีสอร์ตและสนามบินที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะคือสนามบินนานาชาติลาร์นากา หลังจากอพยพผู้คนมาที่ลาร์นากาได้แล้ว พริมโรสก็คิดว่าจะไปท่องเที่ยวชายหาดให้ผ่อนคลายกับเพื่อนเสียหน่อย มีลิเซ่ แอมแปร์และคาร์ลที่ไปด้วยกัน ส่วนภาวินนอนอยู่ในที่พักเพราะต้องการรักษาตัว ชายหาดสีเหลืองทองทอดยาวไปไกล ร้านรวงใกล้บริเวณชายหาดดูคึกครื้น หญิงสาวถ่ายรูปผู้คนที่เดินขวักไขว่พร้อมทั้งถ่ายตัวเองกับเพื่อนไปด้วย แดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าพาให้จิตใจผ่อนคลาย มองออกไปที่ชายหาดจะเห็นผู้คนมาอาบแดดและนอนอยู่ใต้ร่ม พริมโรสเดินเข้าไปซื้อแว่นกันแดดในร้านค้าพร้อมกับซื้อหมวกมาด้วย ทั้งสี่คนได้ช็อปปิ้งในร้านค้าท้องถิ่นและคิดว่าอยากจะหาอะไรกินรองท้องสักหน่อย คาเฟ่ห
พริมโรสมาให้ปากคำตำรวจที่สถานีตำรวจในวันรุ่งขึ้น กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามที่เธอต้องการ รูปที่เธอวาดมีผลอย่างมากในการตามหาตัวโจร ตำรวจท้องถิ่นกล่าวขอบคุณที่มีส่วนช่วยในเรื่องการสืบหาตัวตนผู้ร้าย คาร์ลเองก็ดูจะสนใจช่วยเหลือเธอเป็นพิเศษ เขาจำทะเบียนรถของคนร้ายได้ จึงช่วยให้เบาะแสกับตำรวจ ส่วนแอมแปร์ก็จำยี่ห้อของรถได้ ทั้งสามคนจึงมีส่วนช่วยเหลือตำรวจในการให้การ กว่าจะเสร็จก็ปาไปเกือบชั่วโมง พอพวกเขาทั้งสามคนออกมาก็เป็นเวลาเกือบเที่ยงพอดี “เอ้อ นี่ฉันได้ข่าวว่าภาวินป่วยแหละ” แอมแปร์บอก หญิงสาวถึงกับนิ่งไป ไม่คิดว่าอีกคนจะมาป่วยตอนเครื่องบินตก “แล้วกินยาหรือหาหมอหรือยัง” “ไปหาหมอวันนี้นี่ล่ะ ยังไม่กลับเลย” คาร์ลพูดเสริม “เหมือนจะมีไข้ อ่อนเพลียแล้วก็ผื่นขึ้นนะ” “อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นเรากินข้าวเที่ยงกันแถวนี้ก่อนแล้วค่อยไปหาเขาที่โรงพยาบาลกันไหม” ร่างบอบบางเสนอแนะ ทุกคนพยักหน้ารับ อาหารเที่ยงวันนี้เป็นปลาทอดกับของทอด รวมไปถึงผลไม้ ทั้งสามคนกินข้าวไปด้วยพร้อมกับดูข่าวไปด้วย สายการบินเริ่มออกมาตรการให้ระว
รถเก๋งวิ่งผ่านถนนในชนบทเข้าสู่ตัวเมือง เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่รถคันนี้ไม่ได้จอดแวะที่ไหนนอกจากปั๊มน้ำมัน พริมโรสรู้สึกดีที่วัยรุ่นสองคนนี้ช่วยเธอไว้ ระหว่างทางเลยไม่ลืมขอบคุณที่ช่วยเหลือตน หญิงสาวทั้งสองกลัวเธอจะหิวเลยลงไปซื้ออะไรมาให้กิน เพราะตอนนี้เป็นเวลากลางคืนแล้ว มีเพียงแสงไฟจากหน้ารถกับความเงียบงัน หญิงสาวเลยเปิดเพลงในรถให้เป็นเพื่อนร่วมทาง “น่าจะไปถึงนิโคเซียอีกชั่วโมงหนึ่งเลยน่ะค่ะ” พวกเธอสองคนร้องบอก พริมโรสพยักหน้ารับ ขอแค่อยู่ห่างจากพวกโจรนั่นได้ก็เป็นพอ รอบข้างไม่มีอะไรนอกจากความว่างเปล่าและบ้านเรือนรายล้อม พริมโรสรู้สึกเหนื่อยจากการเดินทาง ไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป รถเคลื่อนเข้ามาถึงในตัวเมือง เริ่มมีไฟจากถนนรวมถึงแสงสว่างมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ “ฉันว่าสถานีตำรวจน่าจะปิดแล้วล่ะค่ะ” คนขับรถบอก “งั้นพาฉันไปที่สนามบินในเมืองได้ไหมหรือคะ ฉันพักอยู่โรงแรมแถว ๆ นั้น” พริมโรสเช็ดน้ำตาแล้วร้องขอ อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ในเมื่อไม่มีทางให้ไปเพราะสถานีตำรวจปิดแล้ว สิ่งที่พวกเธอจะมุ่งไปก็คือสนามบิน “ฉันมีเพื่อนอยู่ที่โรงแรมน่ะค่ะ แต่พร
“ปล่อยฉันไปนะ!” พริมโรสกรีดร้องลั่นรถ หวังให้โจรลักพาตัวปล่อยเธอไป พวกมันรีบหาผ้ามาอุดปากแล้วบอกให้นั่งนิ่ง ๆ “ยัยนี่พูดตุรกีได้ ดีจริง” โจรบอก พริมโรสรีบเอาผ้าออกจากปากแล้วเปิดประตูเตรียมจะหนีทันที แต่ชายฉกรรจ์สองคนรั้งตัวเธอเอาไว้ “อยู่นิ่ง ๆ ” หนึ่งในพวกนั้นพูด ขับรถพาเธอออกนอกตัวเมืองไป จุดมุ่งหมายอยู่ที่ไซปรัสเหนือ เพราะพวกนี้เป็นโจรที่รัฐบาลไซปรัสใต้กำลังตามตัว มันอาศัยช่องโหว่จากการข้ามดินแดนเป็นหลัก ด้วยเชื่อว่ารัฐบาลจะหาพวกมันไม่เจอหากข้ามดินแดนมาที่ไซปรัสเหนือ พริมโรสแม้จะลงรถไม่ได้แต่ก็คอยสังเกตว่ารถขับผ่านอะไรบ้างและกินเวลาไปนานเท่าใด พวกมันขับรถพาเธอมายังกระต๊อบใกล้บริเวณชายฝั่ง สองในสามคุมตัวเธอมาก่อนบังคับให้เขาไปนั่งในห้องอับชื้น เต็มไปด้วยรา “ดีจริงที่พวกเราลักพาตัวยัยเอเชียนี่มา...ถ้าเราฆ่ามันตาย รัฐบาลคงเอาผิดอะไรเราไม่ได้” หนึ่งในนั้นบอก “แต่ยัยนี่มันพูดภาษาตุรกีได้ไม่ใช่หรือ ไม่กลัวหรืออย่างไร” “พูดได้ก็ดีสิ จะได้เจรจาง่าย ๆ ” “เอ้า ให้ยัยนี่โทรหาแฟนสิ บอกว่าต้องการเงินสองล้







