Masuk
เกือบห้าปีแล้วที่สุริยะ อัครภูรินทร์ยืนไว้อาลัยอยู่หน้าหลุมศพของของพริมพลอยคนรักหนึ่งเดียวที่เขาคิดจะแต่งงานด้วย
แม้การจากไปของเธอจะผ่านมาแล้วหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยจดจำเสียทีว่าตนเองมาเยือนหลุมศพแห่งนี้กี่ครั้ง รู้เพียงแต่ว่าไม่มีครั้งไหนที่จะไม่คิดถึงคนรัก เขารักเธอสุดหัวใจ และคิดว่าคงไม่มีใครมาแทนที่พริมพลอยได้อีก หรือจนกว่าเขาจะล้างแค้นคนที่ทำให้แฟนสาวของเขาหมดลมหายใจได้สำเร็จ
พี่ชายของเธอ คือ ศัตรูคู่แค้นที่ร้ายกาจที่สุดในชีวิตเขา และเขาจะไม่มีวันนอนตายตาหลับหากไม่ได้ปลิดชีพ เขมทัต วัชรกาณจน์ พี่ชายไม่แท้ของแฟนสาว
"มึงจะไปบวชนานไหม" สุริยะถามเพื่อนสนิทหนึ่งในบก.มาเฟีย พนาธีร์ ลูกชายของอาจารย์เธียร ฉายานัยน์ตาเทพ ผู้หยั่งรู้อดีต ปัจจุบัน และอนาคต และเป็นเจ้าของสำนักหมอดูอัตรยามีที่มีศิษยานุศิษย์จำนวนมาก
"สองปีว่ะ พ่อกูบอกว่าถ้ากูไม่บวช ชีวิตกูจะบัดซบอย่างไม่มีที่สิ้นสุด แต่หลังจากที่กูบวชและไปอยู่พุทธคยา ชีวิตก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า มึงก็รู้นี่ว่าเมียกูทิ้ง แต่งงานกันไม่กี่วันก็เชิดเงินหนีไปกับผัวเก่า กูรู้สึกโง่ฉิบหาย..."
"แล้วมึงเชื่อที่พ่อมึงบอกเหรอไอ้ป่า"
"กูจะไม่เชื่อเลยถ้าพ่อไม่ทักเรื่องมึง....." พนาธีร์เอนตัวลงพิงกับต้นไม้ใหญ่ใจกลางสุสาน
"เรื่องอะไรวะ" สุริยะยังคงพูดสีหน้าเรียบเฉยเอนแผ่นหลังอยู่ด้านข้างพนาธีร์ เพื่อนรักจึงยืดตัวขึ้นนั่งกวาดมองเพื่อนซี้ที่หน้าตึงอยู่ตลอดเวลา
"ก็เรื่องที่ว่าน้องสาวไอ้เรนจะมาสมัครงานกับมึง แล้วไงล่ะเมื่อสองวันก่อนดันมาจริง กูยังขนลุกไม่หายเลย"
"ทักแค่นั้นมึงก็เชื่อแล้วหรือไง" ชายหนุ่มยังคงไม่เชื่อตวัดดวงตาคมกริบไร้สีสันส่งให้พนาธีร์
"ไม่ใช่แค่นั้น มันยังมีอีก หลังจากที่ดาเนียมาสมัครงานกับมึง นับจากนี้ถ้ามึงทำร้ายความรู้สึกดาเนีย มึงจะเจ็บมากกว่าตอนที่มึงเสียพริมไป"
"กูจะเจ็บกว่าได้ยังไง เพราะคนที่กูรักมีแค่พริมเท่านั้น" สุริยะยังคงยืนยันว่าคนที่เขารักนั้นมีเพียงพริมพลอย
"ไอ้แซ็ค มึงไม่คิดจะเปิดใจกับดาเนียหน่อยเหรอวะ กูเห็นน้องมันชอบมึงจริง ๆ นะเว้ย และดาเนียก็สวยขนาดนั้นมึงไม่เสียดายหรือไง"
"พริมก็สวย" เขาเถียงพนาธีร์กลับอย่างไม่ยอมและยังคงดึงดัน
"เออ พูดดีไปเหอะ ถ้าหมาตัวไหนมันคาบดาเนียไปแดกกูจะขำให้ฟันร่วงเลย"
"มึงจะไม่มีวันได้ขำแน่นอน" พนาธีร์กลอกตามองบนเขาแม่งสุดจะทนกับไอ้ความยึดติดของเพื่อนตัวดี
หลังจากที่แยกย้ายกับพนาธีร์ไม่นาน ศิวดล พ่อบ้านส่วนตัวผู้เป็นทุกอย่างให้กับคนในตระกูลอัครภูรินทร์ เดินเข้ามาหาเจ้านายของตนที่โต๊ะหนังสือตัวเดิมที่สุริยะมักจะนั่งเซ็นเอกสารเงียบเชียบคนเดียว ซองเอกสารสีน้ำตาลถูกหย่อนลงตรงหน้า เขาเหล่มองครุ่นคิดครู่หนึ่งแล้วจึงเงยหน้าขึ้นสบตากับพ่อบ้านมือฉมัง
"อะไร"
"ก็เอกสารลับที่คุณแซ็คให้ผมไปจัดการสืบมาไงครับ ผมได้มาทั้งหมดที่คุณแซ็คต้องการ"
"ดี งั้นฉันจะได้ไปหาไอ้เรน....ตอนนี้มันอยู่ที่งานของลุงโทนใช่ไหม" แซ็คยืดตัวตรงขึ้นกระชับสูทแล้วกลัดกระดุมเสื้อให้ครบทุกเม็ดเพื่อเตรียมตัวออกไปพบกับเพื่อนซี้ที่ไม่ได้เจอหน้ากันมาตลอดห้าปี
"ใช่ครับ"
ชายหนุ่มที่แต่งชุดสูทดำอยู่ตลอดแทบจะไม่เคยเปลี่ยนไปใส่เสื้อผ้าที่มีสีสันเดินทางถึงห้องโถงจัดงานโรงแรมขนาดใหญ่ ยามที่ร่างสูงเดินผ่าเข้าไปพบเพื่อนสนิท ทุกคนรอบตัวก็กวาดตามองเขาด้วยความหวั่นเกรง
เขาใช้เวลาคุยกับพิรุณไม่นานนักเพราะอยากรีบรวบรัดให้เร็วที่สุด เนื่องจากมีนัดกับเลขาสาวสองคนที่กำลังรอคอยเขาอยู่ที่โรงแรมอีกแห่ง ในเมื่อจ้างมาให้ปรนนิบัติแล้วเขาก็ต้องใช้ให้พวกหล่อนทำให้เขาผ่อนคลายถึงที่สุด
แต่หลังจากที่เขาออกมาจากโรงแรมได้ไม่นานก็เห็นสาวในชุดเดรสสีน้ำเงินสับขาเข้าไปในโรงแรมด้วยท่าทางเร่งรีบ เป็นยัยเด็กนั่นเอง ดาเนีย ปรมะเมคินทร์ เด็กไร้เดียงสาที่กล้ามาสมัครงานเลขากับเขา โดยหารู้ไม่ว่า เลขาในความหมายของเขามันเป็นคนละแบบอย่างที่เธอเข้าใจ แต่ถ้าในเมื่อเด็กน้อยยังไม่เข้าใจ เขาก็จะทำให้เธอกระจ่างแจ้งเอง
เพราะเขาจะต้องรีบตัดไฟตั้งแต่ต้นลม เขาจะไม่มีวันเก็บเกี่ยวความสัมพันธ์ใด ๆ กับดาเนียเด็ดขาด ถึงแม้ไอ้ป่าจะบอกว่าเขาจะต้องเจ็บปวดเรื่องดาเนียมากกว่าเรื่องพริมพลอย แต่ยังไงซะในเมื่อเขาไม่เริ่มต้นความสัมพันธ์ ดาเนียก็ไม่มีวันเป็นจุดเริ่มต้นของความเจ็บปวดที่ไอ้ป่าว่ามาอย่างแน่นอน
"คุณแซ็คให้คุณดาเนียออกมาก่อนทำไมครับ"
"ก็ฉันจะพาเด็กนั่นไปดูกิจกรรมที่ผู้ใหญ่เขาทำกันน่ะสิ"
เขาหลับตาลงขบคิดเรื่องเดิม ๆ ภาพความทรงจำเก่าของเขากับพริมพลอย ทว่าเสียงของกลุ่มคนที่เดินออกมาด้านหน้าโรงแรมก็ดังขึ้นขัดจังหวะความนึกคิด เขาลดกระจกหลังรถลงลอบมองดู พิรุณ ปาลิน และดาเนียอยู่ในความมืด
ครั้นรถพิรุณแล่นออกไป ดาเนียที่เปล่งรอยยิ้มสดใสในตอนแรกกลับหุบยิ้มลง แถมยังเป็นใบหน้าที่หมดอาลัยตายอยากขั้นสุด ยัยเด็กนี่มีอะไรให้เศร้าเสียใจกับเขาด้วยงั้นเหรอ
ดาเนียเดินกลับเข้าไปในงานราวสิบนาทีก็กลับออกมาอีกครั้ง เธอเดินไปเดินมาเหมือนกับคนคิดไม่ออกว่าจะไปที่ไหน แต่แล้วผู้หญิงหน้าตาคุ้น ๆ และเขาก็รู้จักเป็นอย่างดีว่าหล่อนขึ้นชื่อเรื่องอะไรมากที่สุด โชติกา ภพนคร เป็นแม่เล้าเบอร์ต้นของวงการที่จัดหาสาวสวยและบุคคลมีชื่อเสียงไม่ว่าจะดารา นางแบบ เพื่อมอบเป็นของบรรณาการให้กับเศรษฐีต่างชาติ แล้วทำไมเด็กนั่นถึงไปคบหากันคนพรรค์นี้ได้ คิดแล้วก็หงุดหงิดชะมัดที่ผู้หญิงกะโหลกกะลาอย่างน้องสาวไอ้เรน กำลังตกเป็นเป้าหมายใหม่ของโชติกา
ถึงเขาจะไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง แต่เธอก็ยังเป็นผู้หญิงคนนึงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร แถมยังเป็นน้องสาวเพื่อนรักอีก ถ้าไม่เข้าไปยุ่งมีหวังไอ้เรนเอาตาย
และกว่าที่เขาจะรู้ตัว ตนเองนั้นก็พาผู้หญิงที่อ่อนกว่าถึงเก้าปีขึ้นมานั่งอยู่ข้าง ๆ เสียแล้ว แถมยังซักนั่นนี่ไม่หยุด แล้วยังจะมาถามว่าให้พาไปทำงานเอกสารในเวลานี้ได้เลย ช่างอ่อนต่อโลกซะเหลือเกิน ถึงว่าไอ้พวกชั่วมันถึงได้หูตาสับปะรดเพราะปราดเดียวคงมองออกว่าดาเนีย ปรมะเมคินทร์คนนี้คงไม่ทันเกมใคร และเอาตัวรอดจากสังคมอันเลวร้ายแห่งนี้ไม่ได้
"จะไปส่งบ้าน" ตอบห้วน ๆ แต่ก็เหลือบมองดูใบหน้าที่แต่งแต้มเครื่องสำอางที่กำลังทำหน้าเหมือนไม่อยากกลับบ้านเท่าไหร่นัก
"เนียไม่อยากกลับบ้านค่ะ ไปที่ไหนก็ได้ที่ไม่ใช่บ้านได้ไหมคะ บ้านของ..เฮียแซ็คก็ได้" ช่างกล้าพูดออกมาได้ยังไง เป็นผู้หญิงที่ไร้ยางอายเสียจริง
"ภายนอกดูดี แต่กิริยาคำพูดน่ารังเกียจ" เขากร่นด่าออกไปให้สำนึกแต่ไม่รู้ยัยเด็กนี่จะเข้าใจบริบทไหม และเขาก็ไม่ใช่คนประเภทปากหวานก้นเปรี้ยว คิดแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งพูดแรงเท่านั้น
"ใช่....เนียมันน่ารังเกียจ ทุกคนรังเกียจเนียมานานแล้ว เนียไม่แปลกใจเลยที่เฮียแซ็คก็รังเกียจเนีย" ถึงจะแค่นพูดออกมาแต่เสียงเล็กนั่นก็สั่นเครืออยู่ดี
"เข้าใจถูกแล้วที่ฉันรังเกียจเธอ และต่อไปเธอเองก็จะรังเกียจฉันเหมือนกัน ดล!...ไปที่ห้อง 6901" ศิวดลย่นคิ้วชิดกัน ไม่คิดว่าเจ้านายจะกล้าพาผู้หญิงที่แสนดีแบบคุณดาเนียไปดูอะไรแบบนั้น แต่ในเมื่อเป็นคำสั่งเจ้านายเขาก็ต้องทำ
รถติดฟิล์มสีดำทะยานมาจอดที่โรงแรมอีกที่ซึ่งอยู่ห่างจากโรงแรมที่เป็นสถานที่จัดงานของพ่อเธอไม่มากนัก สุริยะก้าวขาลงไปก่อน พลางตวัดนัยน์ตาขุ่นเขียวมาให้ดาเนียอย่างไม่พอใจ จนทำให้เธอต้องรีบกระเถิบตัวลงมาจากรถโดยเร็ว
"ตามมา!" เขาว่าแล้วรีบสับขาเข้าไปภายในโรงแรมด้วยความใจร้อน ศิวดลยิ้มเจื่อนให้ดาเนียและก้มหัวให้เธอเล็กน้อย ดาเนียพยักหน้ารับแล้วรีบตามสุริยะไป ตอนนี้เธออยู่ภายในลิฟต์กับเขาสองต่อสองระหว่างที่รอลิฟต์ให้ขึ้นไปยังชั้นหก
หญิงสาวมองมือซ้ายของเขาที่สวมแหวนสลักชื่อของใครบางคนเอาไว้ หรือว่าจะเป็นชื่อคนรักของเขากัน คิดได้ไม่นานประตูลิฟต์ก็เปิดออก เขาก็รีบเดินนำไปก่อนและเคาะประตูที่ห้องเลข 6901
ทันใดนั้นหญิงสาวสองคนก็เปิดประตูออกมา พวกเธออยู่ในชุดที่ทำให้หัวใจของดาเนียแทบจะสลายในเสี้ยววินาที ผู้หญิงสองคนนี้คือคนที่มาสมัครงานเลขาพร้อมกับเธอ และตอนนี้กำลังสวมใส่ชุดนอนซีทรูตัวบางจนเห็นสัดส่วนทุกอย่างได้อย่างชัดเจน
ตอนนี้เธอเข้าใจดีแล้วว่าเขาพาเธอมาดูอะไร ถ้าในเมื่อเขาพาเธอมาดูได้เธอก็จะทนดูให้จบ ๆ ไป อย่าคิดว่าคนอย่างดาเนียจะขี้ขลาด เพราะเธอเจออะไรมามากกว่าที่เขารู้ ทั้งการถูกบูลลี่ทางกายและทางใจ แต่เธอสั่งให้พี่เรนปิดเรื่องนี้จากทุกคน แม้กระทั่งปิดเรื่องนี้จากเฮียแซ็คด้วย แต่ถึงเขารู้ก็คงจะไม่ได้รู้สึกสงสารอะไรเธอเท่าไหร่อยู่ดี
สนามบินซุสอายุ 23 ปีเตรียมบินไปเรียนปริญญาโทต่อที่อเมริกาชายหนุ่มสูงยาวเข่าดีกระดิกเท้าชะเง้อมองหาเด็กสาวจอมจุ้นซาลาเปาที่โทรบอกว่ากำลังจะถึง แต่รอเกือบครึ่งชั่วโมงแล้วก็ยังไม่โผล่หน้ามาสักที จนน้องสาวน้องชายอีกสามคนที่มาส่งแห่กันกลับบ้านไปพร้อมกับคุณอรุณฉายหมดแล้ว ยัยปุกเปาก็ยังไม่ถึง"รออีกหน่อยน่าเดี๋ยวก็มา" ดาเนียตบบ่าลูกชาย"แกดูอาลัยอาวรณ์จังนะเจ้าซุส อย่าบอกนะว่า...รักน้องอ่ะ" สุริยะปรี่เข้ามาเอาแขนคล้องคอลูกชายแล้วเริ่มเปิดประเด็น"รักอะไรครับพ่อ ยัยเปาไม่ใช่สเป็คผม ก็แค่กลัวยัยนั่นร้องไห้ขี้มูกโป่งเฉย ๆ เดี๋ยวจะมาหาว่าผมใจร้ายไม่รอ" รีบปฏิเสธ"เฮียยยย....แฮ่ก ๆ" ซาลาเปาในชุดนักศึกษามหาลัยปีหนึ่งวิ่งหอบเข้ามาหาซุส สุริยะ และดาเนีย ด้านหลังมีพนาธีร์ กับเหมียวเดินตามมาส่งด้วย"ไปลาเฮียซุสสิเปา" แม่เหมียวดันหลังลูกสาวที่เหงื่อแตกเต็มหน้าพวกพ่อแม่ก็เลยปล่อยให้ลูก ๆ ได้มีเวลาบอกลากันเป็นการส่วนตัว"เอ้าผ้าเช็ดหน้าเช็ดซะ เหงื่อเต็มเลย" ควักผ้าเช็ดหน้าส่งให้ซาลาเปาที่หน้าแดงระเรื่อ"เช็ดให้หน่อยสิคะ" อ้อนไม่เคยเปลี่ยน"ไม่ใช่เด็กแล้วนะ โตเป็นสาวแล้วเช็ดเองดิ" บอกปัดสะบัดหน้าหนี"เปา
ณ วัดป่าแห่งหนึ่งซุสวัยหกขวบตัวใหญ่สูงที่สุดในชั้นเรียนอนุบาลสามเดินทางมาพร้อมพ่อกับแม่ อาป่าและอาเหมียวรวมทั้งยัยกระปุกเปาตั้งฉ่ายวัยสองขวบที่ในชุดเอี๊ยมยีนส์เด็กสวมหมวกลายดอกไม้สีหวาน"ปี้ซุ๊ดเหวน้าม" ซาลาเปาวิ่งตามเยาะแยะ ตะโกนไล่หลังว่าหิวน้ำแต่ซุสรีบสับขาหนีไม่สนใจ สาวน้อยเปาท้อนั่งจุ้มปุ๊กลงกับพื้น หน้าแดงระเรื่อเพราะอุณหภูมิของแดดเมืองไทยที่ร้อนตับแล่บเด็กชายหยุดกึกเท้าสะเอวถอนหายใจเดินกลับไปหาและส่งกระติกน้ำที่คอให้ดูด "กินน้ำซะอย่ามางอแง" ซาลาเปาเบะปากเตรียมแผดเสียง "เงียบนะ ถ้าร้องจะทิ้งจริงด้วย" ซุสจิกตาขวางใส่ทำให้มือน้อยรีบอุดปากแล้วดูดน้ำในกระติกของคนพี่อย่างกระหาย"จายย้าย" ว่าแล้วทำแก้มป่องดูดน้ำจนเหลือเพียงครึ่งกระติก"พร้อมยังอ่ะ" เร่งให้เปาลุกขึ้นเพราะพ่อกับแม่เดินไปถึงกุฏิเจ้าอาวาสแล้ว"ฉับมือ ฉับมือปาว" มืออ้วนกลมของซาลาเปายื่นไปหาเด็กชายที่ทำหน้าไม่สบอารมณ์ แต่ก็ยอมยื่นมือให้จับแต่โดยดี เพราะกลัวจะโดนพ่อกับแม่เอ็ดเข้าอีกที่ไม่ดูแลน้อง ทั้งที่เขาก็มีน้องสาวแท้ ๆ อีกคน แต่แม่กลับเอาเดย์ซีไปฝากให้อาเรนกับอาลินเลี้ยง แล้วหนีบยัยปุกเปานี่มาแทนซุสเดินจับมืออ้วนของน้อ
บ้านเทพเจ้าซุสวันเสาร์อาทิตย์นี้ดาเนียไม่ได้ออกไปดูที่ร้านเพราะรู้สึกง่วงเหงาหาวนอนผิดปกติจึงนอนตื่นสาย โชคดีที่มีสามีน่ารักแบบเฮียแซ็คและลูกชายแสนแก่นแก้วแบบซุสที่ลุกขึ้นมาช่วยกันทำอาหารเช้าให้แม่ตั้งแต่เช้าตรู่ สองพ่อลูกช่วยกันเก็บกวาดบ้านช่อง ซักผ้า และออกไปรดน้ำต้นไม้ด้วยกันอย่างกระตือรือร้น โดยไม่มีการปลุกเรียกหรือรบกวนแม่ให้รำคาญใจโฮ่ง!!โฮ่ง!!เสียงเห่าของสุรีย์ดังก้องขณะวิ่งไล่กวดสองพ่อลูก เจ้าสุนัขลาบราดอร์สีดำสนิทรีบคาบฟุตบอลหนีแล้ววางแหมะที่เท้าของดาเนีย หญิงสาวที่มีท่าทางอิดโรยอ่อนล้าจึงโน้มตัวลงไปลูบหัวเจ้าหมาน้อยที่กลายเป็นหมาหนุ่มหล่อเหลาตัวใหญ่"เนียเล่นไม่ไหวหรอกสุ วันนี้เหนื่อยยังไงก็ไม่รู้" เธอบ่นแล้วหยิบขนมหมาส่งให้เจ้าหมาลาบราดอร์สีดำพร้อมกับลูบไล่ขนสลวยของมันอย่างเพลิดเพลินใจ"เหนื่อยเหรอที่รัก เนียจะป่วยหรือเปล่า" คนที่ได้ยินว่าภรรยาบ่นว่าเหนื่อยรีบรุดเดินเข้ามาดู ทั้งที่ใบหน้าชุ่มเหงื่อพลางหยิบผ้าเย็นมาซับทำความสะอาด จากนั้นจึงส่งผ้าอีกผืนให้ลูกชายที่เหงื่อโชกพอกัน"แม่เนียเป็นอะไรครับพ่อ" ถามพ่อที่กำลังนั่งจินตนาการไปไกลว่าอาการอ่อนเปลี้ยเพลียแรงแบบนี้หรือว่าบ
"อ้ามเก่งมากเลยลูก" ดาเนียที่อยากมีลูกสาวใจจะขาดแต่หลังจากรอบก่อนที่วางแผนจะมีทายาทคนที่สองก็ล่วงเลยมาเกือบสามปีพอดี สรุปยังไม่ได้ปั๊มลูกกับเฮียแซ็คอย่างเป็นทางการ ตอนนี้เลยทำได้แต่นั่งป้อนอาหารบดให้กับซาลาเปาลูกสาวของพี่ป่าและเหมียว ซุสที่เล่นเตะฟุตบอลกับสุรีย์และดงดิบจนเหนื่อยจึงเดินมาหาแม่ในบ้าน"แม่จ๋าซุสหิว" ลูกชายนั่งลงข้างแม่มองหน้าที่กำลังส่งตาแป๋วลุกวาวมาให้ เด็กชายหันซ้ายหันขวาไม่เข้าใจว่าน้องมองหน้าตนทำไมจึงได้จ้องกลับอย่างไม่ยอม ซาลาเปาอ้าปากรับข้าวบดจากอาดาเนีย ดวงตาก็จับจ้องไปยังพี่ซุสไม่หยุด"ซุสไปตักข้าวผัดกินสิลูกแม่ครอบฝาชีไว้ตรงโน้นน่ะ แม่ป้อนข้าวเปาก่อน" บอกลูกชายให้หากินเอาเอง"แล้วทำไมต้องป้อนยัยกระปุกเปานี่ ทำไมไม่หากินเอง" อิจฉาทำท่าทางขึงขัง"น้องยังช่วยตัวเองไม่ค่อยได้ เดี๋ยวซุสมีน้องก็เข้าใจเองแหละจ้ะ" คุณแม่พูดให้ลูกชายเข้าใจ ซุสลงจากเก้าอี้เดินกระแทกเท้าปึ้งปั้งไปตักข้าวกินเอง สายตาคอยลอบมองซาลาเปาตลอดเวลา"แอ้แอ้" ซาลาเปาชี้มือไปที่ซุส ดาเนียหลุดขำ"ทำไมคะเฮียซุสของแม่หล่อใช่ไหมล่ะ เดี๋ยวแม่จองพี่ซุสไว้ให้เปานะดีไหมลูก" คุณแม่หยอกล้อเล่นกับซาลาเปาวัยหนึ่ง
แม่ลูกสองคนวิ่งโต้คลื่นอยู่หน้าชายหาดส่วนตัวของโรงแรม ดาเนียในชุดทูพีชสองชิ้นสีน้ำเงินตัดรับกับผิวขาวเหมือนน้ำนมหัวเราะร่าเริงกวักน้ำใส่ซุสที่อายุครบสองขวบกับอีกสามเดือน หลังจากที่พักฟื้นและเน้นทำงานที่บ้านแทนก็เพิ่งจะได้มีเวลามาเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ สุริยะที่นั่งอ่านหนังสือเรื่อง Bad Apollo หนังสือนิยายของตนเอง ฉีกยิ้มกว้างไปยังดวงหน้าสดใสของภรรยาและลูกชาย"เฮียคะซุสหิวแล้ว เราไปหาอะไรกินกันเถอะค่ะ" ชะโงกหน้าเข้ามาหาสามีที่กำลังอ่านนิยายเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษที่ติดอันดับขายดีในเว็บอเมซอน"คร้าบบ" จูงมือภรรยาและลูกชายขึ้นฝั่งไปด้วยกัน"อร่อยมากเลยคร้าบ" ซุสพูดชัดถ้อยชัดคำจิ้มกุ้งชุปแป้งทอดเคี้ยวเสียงดังกรุบกรอบและส่งให้พ่อกับแม่กัดคนละคำ "กินเร็วครับ กุ้งอร่อยมาก" ชื่นชมไม่หยุดปาก"อึ้มจริงด้วยลูก" พ่อยิ้มกว้างพยักหน้าเห็นด้วยกับรสชาติที่แสนอร่อย"พ่อพ่อซุสอยากได้แบบนั้นค้าบ" ยิ้มตาหยีชี้นิ้วไปยังอีกครอบครัวที่มีเด็กหญิงเด็กชายนั่งล้อมเต็มโต๊ะ"ซุสอยากได้น้องเหรอ" คนเป็นพ่อสบโอกาสยิ้มกริ่มเหล่มองคุณแม่ที่กำลังนั่งเป่าปากเพราะยำหอยนางรมที่สั่งมาเผ็ดมาก"หืม...พ่อลูกวางแผนอะไรกันอีกคะ" หรี
ทุกคนกรูกันมาที่โรงพยาบาลแต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุยกับสุริยะที่ทำแผลบริเวณหัวไหล่เสร็จเรียบร้อยไม่ยอมนอนพักหรือแอดมิทดูอาการ เพราะเขาบอกว่าตนเองไหวและต้องการนั่งเฝ้าภรรยาที่หน้าห้องผ่าตัดเพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะกลับออกมาอย่างปลอดภัย ชายหนุ่มกำลังนั่งกุมขมับสองข้ามก้มหน้ามองพื้น ตัวของเขาอาบเปื้อนเลือดของดาเนีย บ่ากว้างสองข้างกระตุกวูบไหวหัวใจของเขาโหวงเหวงไร้ทิศทาง สมองขาวโพลนไปหมด ภาพที่ดาเนียถูกยิงยังติดตา ภาพที่เธอบอกว่ารักเขานั้นติดตรึงในโสต เสียงลั่นไกปืนกึกก้องดังสนั่นจนทำให้จิตใจว้าวุ่นไปหมดฝีเท้าของผู้กล้าเดินเข้ามาหาเขา เสียงเตาะแตะของรองเท้าเด็กนั้นทำให้เขาหลุดจากภวังค์ได้สำเร็จ ใบหน้าอาบชุ่มน้ำตาเงยหน้าขึ้นมองลูกชาย"ผ่อจ๋า" เสียงแหบแห้งวิ่งโผเข้ามาสวมกอดพ่อ"ซุส...ฮึก" รวบกอดลูกจมมิดสะอึกสะอื้นอย่างควบคุมไม่ได้"เนียยูหน่าย" ถามแล้วกอบกุมหน้าพ่อให้ตอบคำถาม"แม่ไม่สบายครับ" เกลี่ยแก้มขาวแล้วกอดตัวลูกชายอีกครั้ง"ไอ้แซ็คกินน้ำกินท่าก่อน" พิรุณส่งผ้าเย็น น้ำและนมให้เพื่อนรักกับหลานชาย "เดี๋ยวกูให้ลินดูแลซุสเอง มึงจะอยู่โรงพยาบาลก็อยู่ไป กูจะอยู่เป็นเพื่อน มึงเชื่อมือไอ้เอลเถ







