로그인เสียงถวายพระพรดังก้องไปทั่วลานพิธี ทว่าท่ามกลางความยินดีของผู้คน หลี่เซวียนกลับทอดพระเนตรเซี่ยเยว่หลันอย่างเงียบงัน นางยืนอยู่ไม่ไกลจากพระองค์ ใบหน้างดงามยังคงมีคราบน้ำตา แม้จะยิ้มออกมาได้ แต่แววตากลับเผยความเหนื่อยล้าที่สะสมมานานหลายปี วันนี้นางได้ทวงคืนเกียรติยศให้บิดาแล้วแต่สำหรับพระองค์…ยังมีสิ่งหนึ่งที่ไม่อาจคืนกลับมาได้ง่ายดาย ความไว้วางใจของนาง “เยว่หลัน” หลี่เซวียนตรัสเรียกเสียงเบา ทว่าท่ามกลางเสียงผู้คน นางกลับได้ยินอย่างชัดเจน “เพคะ ฝ่าบาท?” “หลังพิธีเสร็จสิ้น ข้ามีเรื่องอยากพูดกับเจ้า” เซี่ยเยว่หลันนิ่งไป ก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “เพคะ” คำตอบเพียงสั้นๆ ทำให้พระองค์ทรงรู้สึกเหมือนได้รับความหวังอีกครั้งแต่ความหวังนั้นกลับอยู่ได้ไม่นาน “ฝ่าบาท!” เสียงของอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาดังขึ้นจากด้านหลัง “กระหม่อมมีเรื่องสำคัญต้องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทรงหันพระพักตร์ไปมอง “ว่ามา” อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาก้าวออกมา ก่อนจะคุกเข่าลงอย่างหนักแน่น “กระหม่อมขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้
หลี่เซวียนทรงมองลงไปยังท้องพระโรง “และในอีกสามวัน ข้าจะจัดพิธีคืนเกียรติยศให้แม่ทัพเซี่ย ณ ลานพิธีหลวง” พระสุรเสียงดังก้อง “ให้ทหารทุกนายที่เคยอยู่ใต้บัญชาของแม่ทัพเซี่ยกลับมาร่วมพิธี ผู้ที่ถูกปลดออกจากราชการให้ได้รับการคืนตำแหน่งตามสมควร ผู้ที่ถูกเนรเทศให้เดินทางกลับเมืองหลวงโดยไม่ต้องหวาดกลัวอีกต่อไป” พระองค์ทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ “ข้าต้องการให้แผ่นดินนี้จดจำว่า ความภักดีของแม่ทัพเซี่ยไม่เคยสูญสิ้น แม้เจ้าของมันจะถูกพรากชีวิตไปแล้วก็ตาม!” สามวันต่อมาเสียงกลองพิธีดังกึกก้องไปทั่วเมืองหลวง ถนนสายหลักถูกประดับด้วยธงสีแดงและสีทอง ประชาชนต่างออกมายืนเรียงรายสองข้างทาง เมื่อขบวนทหารเก่าและคนของตระกูลเซี่ยเดินทางเข้าสู่เมืองหลวง บางคนสวมชุดทหารที่ผ่านศึกมานับครั้งไม่ถ้วน บางคนมีบาดแผลจากสนามรบและการหลบหนีที่ถูกสั่งฆ่า บางคนเดินทางกลับมาพร้อมครอบครัว หลังต้องใช้ชีวิตอยู่ชายแดนอย่างยากลำบากมาหลายปี แต่ทุกคนต่างมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน พวกเขาคือคนของแม่ทัพเซี่ยและวันนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องหลบซ่อนอีกต่อไป “แม่ทัพเซี่ยไม่ใช่กบฏ!” เสียงหน
เซี่ยเยว่หลันมองบุรุษตรงหน้าอยู่เนิ่นนาน ก่อนจะค่อยๆ ก้มลงมองจดหมายของบิดาในพระหัตถ์ของพระองค์ คำสัญญาที่แม่ทัพเซี่ยฝากไว้…นางไม่อาจรู้ได้ว่าบิดาในวันนั้นคาดหวังสิ่งใดจากหลี่เซวียน แต่สิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจคือ บิดาไม่เคยต้องการให้บุตรสาวของตนต้องมีชีวิตอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวอีกต่อไป นางสูดลมหายใจลึก ก่อนเอ่ยขึ้น “หม่อมฉันมีเรื่องหนึ่งอยากขอพระราชทานเพคะ” หลี่เซวียนทรงเงยพระพักตร์ขึ้นทันที “เจ้าต้องการสิ่งใด บอกข้ามา” เซี่ยเยว่หลันสบพระเนตรพระองค์ “หม่อมฉันต้องการตรากองทัพของตระกูลเซี่ยคืนเพคะ” หลี่เซวียนทรงนิ่งไปเล็กน้อย ตรากองทัพเซี่ย…สิ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจและความภักดีของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ บัดนี้กลับถูกเก็บซ่อนไว้ในคลังหลวง หลังจากเจ้าของเดิมถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏ “เจ้าต้องการนำตรากองทัพกลับคืนหรือ?” “เพคะ” นางตอบอย่างหนักแน่น “ท่านพ่ออุทิศชีวิตให้แผ่นดิน ทหารใต้บัญชาของท่านพ่อหลายคนถูกปลด ถูกเนรเทศ บางคนต้องหลบหนีเพื่อรักษาชีวิต ทั้งที่พวกเขาไม่เคยทรยศต่อราชวงศ์” เซี่ยเยว่หลันกำมือแน่น “หม่อมฉัน
หลี่เซวียนทรงนิ่งไปครู่หนึ่ง พระเนตรทอดมองหญิงสาวที่กำลังรอคำตอบอยู่ตรงหน้า คำสัญญานั้น…เป็นสิ่งที่พระองค์เก็บซ่อนไว้ในพระทัยมานานหลายปี “ก่อนที่แม่ทัพเซี่ยจะถูกจับกุม เขาเคยขอให้ข้ารับปากเรื่องหนึ่ง” เซี่ยเยว่หลันกำจดหมายในมือแน่นขึ้น “เรื่องใดเพคะ?” หลี่เซวียนทรงสูดพระทัยลึก ก่อนตรัสด้วยพระสุรเสียงแผ่วเบา “เขาขอให้ข้าดูแลเจ้าให้ดี” หญิงสาวชะงัก “ดูแลหม่อมฉันหรือเพคะ?” “เขาบอกว่า เจ้าเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา เป็นสิ่งที่เขาห่วงใยและหวงแหนที่สุดในชีวิต หากวันหนึ่งเขาไม่อาจกลับมาได้ ขอให้ข้าปกป้องเจ้า อย่าให้ผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีก” เซี่ยเยว่หลันนิ่งงัน ความทรงจำในคืนที่นางเกือบปลิดชีวิตตนเองพลันย้อนกลับมาอย่างไม่อาจห้าม ความมืดมิด ความเจ็บปวดและบุรุษผู้หนึ่งที่ฝ่าคำสั่งของผู้คนทั้งวังเข้ามาหานาง… หลี่เซวียน นางหลุบตาลง น้ำตาหยดหนึ่งร่วงลงบนจดหมาย “แต่ฝ่าบาทก็ทรงทำไม่ได้…” คำพูดนั้นเบาหวิว ทว่ากลับราวกับมีคมมีดกรีดลงกลางพระหทัยของหลี่เซวียน พระองค์มิได้แก้ตัว “ใช่ ข้าทำไม่ได้” เซี่ยเยว่
“ลุกขึ้นเถิด” หลี่เซวียนตรัส “เจ้ามาที่นี่ด้วยเหตุใด?” เซี่ยเสวียนอู่เหลือบมองเซี่ยเยว่หลันที่ยังคงหมดสติอยู่บนเตียง แววตาของเขาเผยความหนักใจ ก่อนจะหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “กระหม่อมมีบางสิ่งต้องมอบให้กุ้ยเฟยไท่เฟยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทอดพระเนตรซองจดหมาย บนซองมีเพียงสามคำ ถึงเซี่ยเยว่หลัน “จดหมายจากผู้ใด?” พระองค์ตรัสถาม เซี่ยเสวียนอู่เงียบไปชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “จากแม่ทัพเซี่ยพ่ะย่ะค่ะ” หลี่เซวียนทรงหรี่พระเนตร “แม่ทัพเซี่ยเสียชีวิตไปแล้ว จดหมายฉบับนี้มาจากที่ใด?” “เป็นจดหมายที่แม่ทัพเซี่ยฝากกระหม่อมไว้ก่อนถูกจับกุม เขากำชับว่า หากวันหนึ่งความจริงได้รับการเปิดเผย และคุณหนูเซี่ยได้กลับมายังจวนแห่งนี้ ให้ส่งจดหมายฉบับนี้ถึงมือนาง” เซี่ยเสวียนอู่หยุดไปเล็กน้อย “แต่มีข้อแม้เพียงข้อเดียวพ่ะย่ะค่ะ” “ข้อแม้อันใด?” “ห้ามส่งจดหมายนี้ให้คุณหนูใหญ่เซี่ย หากฝ่าบาทยังมิได้ทรงทำตามคำสัญญาที่ให้ไว้กับแม่ทัพเซี่ย” ภายในเรือนพลันเง
“กระหม่อมมิกล้าพ่ะย่ะค่ะ!” “หากมิกล้า ก็จงหยุดใช้ชื่อของนางเป็นเครื่องมือทางการเมือง!” เหล่าขุนนางก้มหน้าลงต่ำกว่าเดิม แต่ในใจของหลี่เซวียนกลับยิ่งหงุดหงิดมากขึ้น พระองค์ทรงรู้ดีว่าเหตุใดคนเหล่านี้จึงพยายามต่อต้าน พวกเขาไม่ต้องการให้เซี่ยเยว่หลันมีอำนาจในการเรียกร้องความยุติธรรม ไม่ต้องการให้ความจริงเกี่ยวกับอดีตฮ่องเต้ถูกเปิดเผยมากไปกว่านี้และที่สำคัญ...พวกเขาไม่ต้องการให้พระองค์ทรงยกนางขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่าที่พวกเขาคาดคิด “ข้าจะประกาศให้ชัดเจนในวันพรุ่งนี้” หลี่เซวียนตรัส “เซี่ยเยว่หลันจะได้รับการคืนฐานันดรและเกียรติยศตามที่นางพึงมี ส่วนคดีแม่ทัพเซี่ยจะถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นคดีใส่ร้ายผู้ภักดี” อัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวารีบเงยหน้าขึ้น “ฝ่าบาท! หากทรงกระทำเช่นนั้น ย่อมเท่ากับทรงยอมรับว่า ราชวงศ์ในรัชสมัยก่อนมีความผิด!” “แล้วอย่างไร?” หลี่เซวียนทรงถามกลับทันที “หากราชวงศ์มีความผิด ก็ต้องยอมรับความผิด หากขุนนางมีความผิด ก็ต้องรับโทษ หากข้าเองมีความผิด ข้าก็จะไม่ปฏิเสธ!” พระองค์ทรงทอ







