LOGINหนิงอันเดินมาหยุดตรงประตูวัง ก่อนจะแจ้งทหารองครักษ์ว่านางต้องการพบหมอหลวงลู่จื้อ ทหารที่จำนางได้จึงรีบไปแจ้งหมอหลวงลู่จื้อทันที อีกอย่างลู่จื้อได้สั่งพวกเขาเอาไว้แล้วว่า หากนางมาขอพบให้เรียกเขาได้ตลอดเวลา ชายชราลู่จื้อเดินตัวปลิวออกมาด้วยสีหน้าดีใจ เขาแทบรอไม่ไหวที่พบนางอีกครั้ง ไม่คาดคิดว่าผ่านไปเพียงวันเดียวนางก็กลับมาแล้ว
“ไม่คาดคิดว่าเจ้าจะกลับมาไวถึงเพียงนี้ ไหนเจ้าบอกจะกลับมาในวันพระจันทร์เต็มดวง แต่นี่ผ่านไปเพียงวันเดียวเจ้าก็กลับมาแล้ว” “ข้าร้อนเงินเลยต้องรีบกลับมาขายสมุนไพรให้ท่านเจ้าค่ะ” “สมุนไพร?” “ใช่เจ้าคะ” “เข้ามาข้างในกันก่อน” ลู่จื้อพอได้ยินคำว่าสมุนไพรเขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เขาจึงรีบกุลีกุจอพาพวกนางไปยังเรือนของหมอหลวง วังเหมันต์ถึงแม้จะใหญ่โตกว้างขวางแต่ไม่ใหญ่เท่าวังหลวง แต่มีทุกอย่างถอดแบบมาจากวังหลวงทุกกระเบียดนิ้ว หนิงอันและฮุ่ยอิงยกตะกร้าสานลงวาง นางใช้ผ้าคลุมตะกร้าเอาไว้อย่างมิดชิด “ท่านหมอหลวงที่ข้ามาที่นี่เพราะคิดว่าท่านรู้จักราคาของสมุนไพรดีและคงจะให้ราคากับข้าอย่างยุติธรรมเจ้าค่ะ” “แน่นอนอยู่แล้วว่าแต่เจ้าได้สิ่งใดมาหรือ?” “สิ่งแรกเรียกว่า” “เดี๋ยว!!” ลี่หยางรีบวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ “ท่านหมอหลวงช้าก่อน องค์ชายและพระสนมกำลังเดินทางมาที่นี่ขอรับ” “มาที่นี่? มาทำไม?” ชายชราเอ่ยถามด้วยสีหน้าแปลกใจ “พอองค์ชายและพระสนมรู้ว่า หนิงอันแวะมาเรื่องสมุนไพร พวกเขาจึงอยากมาดูด้วยขอรับ” ชายชราพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะยกชาขึ้นจิบอย่างเฉื่อยชา พลางคิดในใจจะมากันทำไมให้วุ่นวาย “พระสนมผินและองค์ชายห้าเสด็จ” เมื่อผู้ส่งศักดิ์เข้ามาบรรยากาศก็เริ่มเปลี่ยนไป หนิงอันหันไปมองฮุ่ยอิงและบิดา นางแอบถอนใจออกมาเพราะรู้สึกเบื่อระบบชนชั้นและพิธีการ ทุกคนรีบลุกขึ้นทำความเคารพ “ไม่ต้องมากพิธีตามสบาย” เป็นพระสนมผินที่เอ่ยขึ้นก่อนที่นางจะนั่งลง องค์ชายห้าอู๋ห่าวหรานหันไปมองหนิงอันที่มีสีหน้าอึดอัดก็ยกยิ้มก่อนจะเอ่ยขึ้น “หนิงอันเจ้าทำตัวตามสบายเถิดข้าอนุญาต” หนิงอันรีบหันมายิ้มให้อย่างประจบ ค่อยยังชั่วหน่อยขอบคุณองค์ชาย “เจ้าชื่อหนิงอันหรือ?” พระสนมเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เพคะ ส่วนนางชื่อฮุ่ยอิงเป็นสหายของหม่อมฉัน ส่วนคนผู้นี้คือบิดาของหม่อมฉันเพคะ” พระสนมพยักหน้ารับรู้ “เจ้าทำตัวตามสบายคิดเสียว่าข้าและองค์ชายไม่ได้อยู่ตรงนี้”พระสนมเอ่ยย้ำอีกครั้งเพราะไม่อยากให้การมาของนางสร้างความอึดอัดให้กับทุกคน “งั้นเรามาเริ่มกันเลย เจียวลู่ให้คนยกโต๊ะมาตั้งตรงนี้”ชายชราลู่จื้อแทบรอไม่ไหวที่เห็นสมุนไพรที่นางนำมา “ขอรับ” “เอาละหนิงอันเริ่มเลยเถอะ” “สมุนไพรอย่างแรกที่ข้าเก็บมาเป็นดอกไม้สีเลือดสรรพคุณช่วยเพิ่มพลังหยาง” หนิงอันและฮุ่ยอิงช่วยกันนำมาวางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง มีจำนวนทั้งหมด10ดอกด้วยกัน ชายชราลู่จื้อตื่นเต้นจนนั่งไม่ติดต้องลุกขึ้นมาดูด้วยตาตนเอง “โอ้นี่มันดอกไม้สีเลือดในตำนาน! ข้าจะแก่ตายอยู่แล้วก็เพิ่งเคยเห็นนี่แหละ พวกเจ้ามาดูเร็วนี่คือดอกไม้สีเลือด” ชายชรารีบเรียกบรรดาลูกศิษย์ให้มาดู “สมุนไพรต่อไปเรียกว่า หญ้าเรียกวิญญาณ สรรพคุณใช้ชุบชีวิต” “หญ้าเรียกวิญญาณ!!” บรรดาหมอหลวงร้องออกมาด้วยเสียงอันดังด้วยความตกใจ นางพบเจอของวิเศษชัด ๆ ต้าหลงมองพวกเขาแล้วได้แต่ขบขันในใจตื่นเต้นดีใจกันขนาดนี้เลยหรือ “สมุนไพรต่อไปเรียกว่า เห็ดหลินจือพันปีสรรพคุณช่วยถอนพิษเพิ่มพลังวัตร” “เห็ดหลินจือพันปี!!” คราวนี้ทุกคนถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก มองหนิงอันและฮุ่ยอิง ที่ค่อย ๆ หยิบเห็ดหลินจือออกมาจากตะกร้าอย่างระมัดระวัง ชายชราลู่จื้อมือไม้สั่นเพราะตื่นเต้น ของวิเศษมากมายมาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว หากตายเขาก็ไม่เสียดายชีวิตแล้ว “ยังมีอีกเจ้าค่ะ” “ยังมีอีก!!” คราวนี้ต้าหลงหลุดหัวเราะออกมาจริง ๆ เพราะกลั้นเอาไว้ไม่อยู่ ดูท่าทางของพวกเขาสิดวงตาแทบจะหลุดออกมาแล้ว “สมุนไพรอันต่อไปคืออะไรหรือหนิงอัน?” “สมุนไพรอันชุดท้ายก็คือ โสมคนพันปี สรรพคุณ รักษาโรคได้ทุกชนิดและเพิ่มพลังปราณ” หนิงอันและฮุ่ยอิงช่วยกันหยิบต้นโสมคนที่สมบูรณ์ออกมาจากตะกร้าจำนวน20ต้น คราวนี้ชายชราลู่จื้อต้องนั่งลงเพราะรู้สึกหน้ามืดสาเหตุเพราะตื่นเต้นเกินเหตุ เขามองหนิงอันสลับกับบิดาของนางอย่างพิจารณา ก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างสงสัย “หนิงอันเจ้ากับเขาเป็นพ่อลูกกันจริงหรือ? เหตุใดเขาแต่งกายราวกับคนชั้นสูง ส่วนเจ้าดูไม่ต่างอะไรกับบ่าวรับใช้ของเขา” หนิงอันได้ยินก็หัวเราะออกมา ก่อนจะหันไปมองบิดาแล้วก็เห็นด้วยกับคำถามของเขา นางจึงเอ่ยขึ้นว่า” ท่านหมอหลวงท่านไม่รู้อะไร ที่จริงข้านะเสแสร้งแกล้งจนเฉย ๆ อีกหน่อยข้าจะเสแสร้งแกล้งรวยแล้วเจ้าค่ะ” “...” ทุกคนถึงกับอึ้งกับคำพูดของนาง แกล้งรวยแกล้งจนมีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ องค์ชายห้าถึงกลับกลั้นขำ นางช่างเหมือนนางจิ้งจอกน้อยเสียเหลือเกินลื่นไหลไปเรื่อย “แล้วคนแกล้งจนที่จะแกล้งรวยในไม่ช้า วันนี้ข้ารบกวนตรวจอาการมารดาข้าได้หรือไม่?” องค์ชายห้าถามนางขึ้นมาด้วยสีหน้ายิ้ม ๆ แปลกจริง ๆ เด็กคนนี้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายได้อย่างน่าประหลาดใจ จากโลกที่ดูมืดมนกลับสว่างสดใสเมื่อมีนางโผล่ขึ้นมา หนิงอันไม่ตอบแต่เดินไปยอบกายตรงหน้าพระสนม “พระสนมขออนุญาตตรวจพระอาการเพคะ” พระสนมยื่นแขนมาให้หนิงอันจับชีพจรอย่างไม่รีรอ ที่จริงร่างกายของนางก็ปกติดีแต่ตรวจดูเสียหน่อยก็ไม่เสียหายอะไร หนิงอันรู้สึกว่าครั้งนี้แปลกและแตกต่างออกไป เหมือนหนิงอันจะตรวจสอบพบเจอมันด้วยตนเองโดยที่ระบบไม่ต้องเอ่ยบอก เพียงปลายนิ้วของนางสัมผัสพลังปราณแพทย์ก็วิ่งไปทั่วร่างของพระสนม หนิงอันถึงกับตาโตกับสิ่งที่ได้รับรู้ ตอนนี้นางมีวิชาแพทย์โดยไม่ต้องพึ่งระบบ!! น่าเหลือเชื่อเกินไปแล้ว “พระสนมดูเหมือนร่างกายของท่านจะมีพิษสะสมอยู่มาก อีกไม่นานพิษจะเริ่มแสดงอาการแล้วเพคะ พิษนี้เหมือนจะเป็นสารหนู ท่านน่าจะได้รับมาเป็นระยะเวลานานแล้วเพคะ” “เจ้าว่าอะไรนะ!!” พระสนมใบหน้าซีดเผือดตกใจกับสิ่งที่ได้รับรู้ นึกแปลกใจว่าเหตุใดนางถุึงไม่รู้สึกอะไรเลยแปลกจริงๆ “แต่ข้ารู้สึกปกติดีนะ เอ่อคือข้าเพียงแต่แปลกใจ” หนิงอันเข้าใจว่าพระสนมคิดอย่างไร นางจึงให้หมอหลวงลู่จื้อมาตรวจอีกครั้ง ซึ่งเขาก็มีสีหน้าลำบากใจ เพราะหากนางตรวจพบแต่เขาตรวจไม่พบ แล้วผลสรุปจะเป็นอย่างไร จะเชื่อนางหรือว่าเขากันดี ลู่จื้อจับชีพจรของพระสนมมาตรวจอีกครั้ง เขาก็ได้แต่คิ้วขมวดชนกันอย่างไม่เข้าใจ ร่างกายของพระสนมก็ดูปกติดีทุกอย่าง แต่ว่าหนิงอันบอกว่านางถูกพิษ แล้วเขาจะทูลพระสนมอย่างไรดีนะเฮ้อ! หนิงอันเห็นอาการของชายชราที่เหงื่อผุดเต็มใบหน้าก็นึกเห็นใจ "ก็แดดมันร้อนคนนะไม่ใช่หุ่นยนต์" จู่ ๆ หนิงอันนึกถึงเพลงในยุคที่นางจากมาเมื่อเห็นอาการของหมอหลวง “ตรวจไม่พบใช่หรือไม่ เพราะสารหนูไม่มีสีไม่มีกลิ่นพอสะสมในร่างกายมาก ๆ ขึ้น ก็จะเริ่มออกอาการ เช่นผิวหนังเริ่มเปลี่ยนสี หัวใจเต้นผิดปกติ มือเท้าชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง จนถึงขั้นหมดสติและเสียชีวิต” “ขออภัยพระสนมที่กระหม่อมไร้ความสามารถ” ชายชรารีบเอ่ยขึ้นด้วยความรู้สึกผิด “พิษสารหนูหากให้เป็นจำนวนมากจะเสียชีวิตได้ในทันที แต่หากได้รับทีละนิดพิษจะค่อย ๆ สะสมและทำลายระบบภายในอย่างช้า ๆ ข้าเชื่อว่าต้องมีคนใกล้ชิดรู้เรื่องนี้และวางแผนทำมานานแล้ว” หนิงอันอธิบายเพิ่มเติมทำให้องค์ชายกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ “สั่งปิดประตูวังเหมันต์ห้ามคนเข้าออก ตรวจสอบเรื่องนี้ให้ชัดเจน” “พ่ะย่ะค่ะ” ลี่หยางรีบออกไปแจ้งทหารองครักษ์ให้ปิดประตูวังอย่างเร่งด่วน ชายชราลู่จื้อปาดเหงื่อด้วยความวิตกกังวล องค์ชายห้าถูกพิษจนขาพิการ มายามนี้พระสนมก็มาถูกพิษอีกคน เขาที่เป็นหมอหลวงมาเนิ่นนานกลับตรวจไม่พบ หากว่าไม่มีหนิงอันโผล่มาคาดว่าพระสนมคงไม่รอด "ข้าขอยืมเข็มเงินตรวจพิษเพื่อพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าพระสนมถูกพิษจริง ๆ"หมอหลวงลู่จื้อรีบหันไปหยิบห่อผ้าเข็มเงินมายื่นให้หนิงอัน นางจึงหยิบออกมาหนึ่งเล่มแล้วปักลงไปที่ข้อมือของพระสนม จากนั้นก็ดึงเข็มเงินออกมา ซึ่งปรากฎว่าเข็มเงินกลายเป็นสีดำในทันที ทุกคนมองอย่างตกตะลึงพระสนมถูกพิษจริง ๆ ด้วย "หนิงอันแต่ว่าทุกครั้งก็มีการตรวจพิษในอาหารแต่ทุกอย่างก็ปกติดี"ชายชราเอ่ยขึ้นอย่างไม่เข้าใจ "ให้ข้าเดาคนวางยาคงฉลาดมากเจ้าค่ะ" "แล้วต้องทำอย่างไรต่อไป?" “ท่านก็ปรุงยาถอนพิษให้พระสนมดื่มทุกวันเจ้าค่ะ หากไม่ได้รับพิษเพิ่มต่อไปร่างกายของพระสนมก็ไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ ที่จริงจะโทษว่ามีคนวางยาก็ไม่ถูก เพราะสารหนูสามารถปะปนมากับน้ำและอาหารที่มาจากแหล่งที่มีพิษสารหนูได้เช่นกัน หากจะให้เรื่องนี้กระจ่าง ข้าแนะนำว่าต้องตรวจร่างกายให้หมดทุกคน หากมีเพียงพระสนมถูกพิษก็แน่ชัดแล้วว่าถูกวางยาเจ้าค่ะ” “โม่โฉวเรียกทุกคนมาตรวจร่างกาย” “พ่ะย่ะค่ะ” “ท่านหมอหลวงคิดราคาสมุนไพรให้นางอย่างยุติธรรม” “พ่ะย่ะค่ะ” “หนิงอันโสมคน20ต้นข้าให้ต้นละ2พันตำลึง เห็ดหลินจือ10ดอก ดอกละ1พันตำลึง หญ้าเรียกวิญญาณทั้งหมดตีเป็น1หมื่นตำลึง ดอกไม้สีเลือด10ดอก ดอกละ800ตำลึง รวมทั้งหมด6หมื่น8พันตำลึง เจ้าพอใจหรือไม่?” “พอใจเจ้าค่ะ” “ถ้าเช่นนั้นข้าจะไปนำตั๋วเงินมาให้ รบกวนเจ้าตรวจร่างกายให้กับทุกคนได้หรือไม่?” หนิงอันพยักหน้ารับภายในใจลิงโลดกับเงินก้อนโตที่จะได้รับ “ฮุ่ยอิงเจ้าไปบอกท่านลุงว่าพวกเราอาจต้องอยู่นานสักหน่อย เพราะธุระยังไม่เสร็จ” “หนิงอันเจ้าจะไปที่ใด ให้รถม้าทางวังไปส่งก็ได้นะ” พระสนมได้ยินก็รีบเสนอ เพราะหากไม่มีหนิงอันชีวิตของนางก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร “ขอบพระทัยเพคะ แต่ว่าหม่อมฉันจะไปซื้อของอีกหลายอย่างอีกทั้งจะไปซื้อรถม้า กลัวว่าจะเป็นการรบกวนเพคะ” “ถ้าเช่นนั้นก็คงต้องรีบตรวจ เพราะเจ้าก็มีธุระที่ต้องไปทำ” องค์ชายห้าให้ทุกคนมาตรวจร่างกายจนครบทุกคน สรุปไม่มีใครถูกพิษสารหนูสักคนมีเพียงพระสนมผู้เดียว จึงเป็นที่แน่ชัดว่าพระสนมถูกวางยาแน่นอน หนิงอันขอตัวกลับก่อนเพราะมีหลายอย่างที่จะต้องทำ และนางบอกเขาว่าจะมารักษาขาของเขาในอีก3วันเขาจึงพยักหน้ารับอย่างพอใจ เขาเดินไม่ได้มาห้าปีแค่อีกสามวันเขารอได้เช้าวันต่อมาเมื่อแสงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณกระทบยังขอบฟ้า เสียงนกเสียงกาเริ่มขับขานเป็นสัญญาณว่าวันใหม่ได้มาเยือนอีกครั้ง ชาวบ้านหมู่บ้านเฉินอันที่เมื่อวานกลับมาบ้านพร้อมไข่ทองคำคนละลูกสองลูก พอมาวันนี้พวกเขาก็รีบตื่นนอนกันแต่เช้า บางคนแทบไม่ได้นอนเพราะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ บางคนกังวลว่าหากนอนแล้วอาจจะตื่นสาย แล้วไปไม่ทันคนอื่นจึงไม่กล้านอน สภาพเช้านี้ของทุกคนจึงอิดโรยเหมือนไม่ได้นอนกันแทบทุกคนหนิงอันและหนิงฮวาลุกขึ้นมาต้มโจ๊กหม้อใหญ่ไว้รอพวกเขา เพราะคาดเดาว่าพวกเขาคงจะตื่นเต้นจนนอนไม่หลับอย่างแน่นอน อีกทั้งหนิงอันและหนิงฮวายังช่วยส่งพลังไปที่หม้อต้มโจ๊ก เพื่อให้ทุกคนได้กินแล้วมีพลังในการทำงาน หนิงอันสอบถามบิดาเรื่องไข่ทองคำว่า เขาเป็นคนทำให้มันเกิดขึ้นใช่หรือไม่ แต่เขาก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นคนทำ หนิงอันจึงครุ่นคิดหากว่าเขาไม่ได้ทำก็อาจจะเป็นสวรรค์ที่ประทานโชคมาให้ทุกคนเมื่อทุกคนมาถึงก็รับรู้ถึงกลิ่นหอมของอาหาร ที่ลอยคลุ้งอยู่ในชั้นบรรยากาศ ทุกคนหลับตาพร้อมสูดกลิ่นเข้าไปอย่างลืมตัว กลิ่นหอมของกระเทียมเจียวมันทำให้พวกเขารู้สึกหิวขึ้นมาทันที โครกคราก! เสียงท้องของพวกเขาร้องดังขึ้นมาอย่าง
หนิงอันเดินกลับมาที่กระโจมที่ทำขึ้นมาเพื่อให้เด็ก ๆ ได้อยู่ ยามนี้มีเด็กสาวรวมแล้วสามสิบคน พวกนางกำลังนั่งหัดเขียนอักษร หากให้เดาคงเป็นบิดาของนางที่สอนให้พวกนางหัดเขียนเป็นแน่ แบบนี้ก็ดีเติบโตไปจะได้อ่านออกเขียนได้ พอคิดมาถึงตรงนี้หนิงอันก็คิดว่าทุกหมู่บ้านควรมีโรงเรียนประจำหมู่บ้าน เพื่อให้เด็ก ๆ ทุกคนได้เรียนหนังสือ นางต้องปรึกษาเรื่องนี้กับองค์ชายห้า เพราะการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญมาก ยุคนี้จะเน้นให้เด็กผู้ชายได้เรียนหนังสือมากกว่าเด็กผู้หญิง แต่นางคิดว่าทุกคนควรมีสิทธิ์ได้เรียนหนังสือเท่าเทียมกัน นางจะทำให้ทุกหมู่บ้านมีการศึกษาที่ดี เพื่อลดการเหลื่อมล้ำของชนชั้น ทุกครอบครัวมีรายได้อยู่ดีกินดี นางจะทำให้เมืองตงซิ่วเจริญรุ่งเรืองและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ก็อยากมาเที่ยวชมยามนี้องค์ชายห้าขาหายดีแล้ว เมื่อเขาก้าวเข้ามาดูแลเมืองตงซิ่วอย่างจริงจังและมีนางคอยให้คำแนะนำ นางเชื่อว่าทุกอย่างต้องไปได้ดีอย่างแน่นอนหนิงอันเดินมาทรุดนั่งข้างหนิงฮวา ที่กำลังช่วยหัดให้เด็กน้อยเขียนตัวอักษร ส่วนบิดานั่งจิบชาอย่างผ่อนคลาย“เมื่อกี้มีคนอยากมาลองดีเจ้าค่ะคงอยากทดสอบข้า พี่หญิงตอนนี้เรามีศัตร
จ้าวลัทธิหอบร่างกายอันบอบช้ำอย่างหนักกลับมาที่ถ้ำบนภูเขาสูงชัน พอเขาเข้ามาถึงภายในถ้ำก็ได้กระอักเลือดออกมาอีกครั้ง นางมารเล็บแดงหันมาเห็นถึงกลับทะลึ่งตัวลุกขึ้นด้วยความตกใจ นี่มันเกิดอะไรขึ้น! เขาพลาดท่าเสียทีให้ใครหรือ นางรีบตรงเข้าไปพยุงร่างของเขามาที่เตียง“เกิดอะไรขึ้น?”“ข้ารับปากนายอำเภอชุนลี่ถังว่าจะจัดการองค์ชายห้าให้ แลกกับการปิดหูปิดตาเรื่องเด็กที่เสียชีวิต แต่ใครจะรู้ว่าองค์ชายห้ามีเด็กแฝดนรกคอยปกป้องเขาอยู่” เขาเอ่ยขึ้นด้วยความรู้เจ็บใจและเคียดแค้น พลาดท่าเสียทีให้เด็กมันน่าขายหน้าชะมัด!“เด็กแฝดนรก?”“ใช่ พลังปราณของพวกนางแข็งแกร่งมาก ข้าสูญเสียคนมีฝีมือไปถึงยี่สิบคน วิชาของพวกนางก็แปลกประหลาดเกิดมาข้าก็เพิ่งเคยเห็น แต่ที่น่าสนใจก็คือหัวใจของพวกนางทั้งสองคน” พอได้ยินคำว่าหัวใจนางมารเล็บแดงก็หูผึ่ง“หัวใจของพวกนางทำไมหรือ?”"หัวใจของพวกนางเป็นปราณทิพย์บริสุทธิ์ หากได้มาทำยาก็ไม่จำเป็นต้องฆ่าเด็กอีก70ชีวิต”นางมารเล็บแดงพอได้ยินใจก็เต้นระริกด้วยความตื่นเต้นดีใจอย่างยากจะระงับ หัวใจที่มีปราณทิพย์บริสุทธิ์ นางเฝ้ารอมาหลายพันปียังไม่เคยพบเห็น สงสัยนางต้องลงไปจัดการด้วยต
โม่โฉวเข็นองค์ชายมายังล้านกว้างกลางวังเหมันต์ โดยมีลี่หยาง หนิงอัน หนิงฮวา และทหารองครักษ์อีก100นาย บนกำแพงมีกลุ่มนักฆ่ายืนอยู่ข้างบนราวยี่สิบคน ทุกคนล้วนสวมหน้ากากปิดบังใบหน้า จ้าวลัทธิสวมหน้ากากปิดบังใบหน้าด้วยเช่นกัน เขามององค์ชายห้าด้วยแววตาเย้ยหยันแกมสมเพช ก็แค่คนพิการคนหนึ่งจัดการง่ายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก สององครักษ์ข้างกายองค์ชายฝีมือจะสักเท่าไหร่กันเชียว“หากองค์ชายยอมสละชีวิต ทุกคนก็จะปลอดภัย”จ้าวลัทธิเอ่ยขึ้นมา องค์ชายห้ายังคงนั่งนิ่งโดยมีโม่โฉวและลี่หยางมายืนประกบซ้ายขวา หนิงอันหันไปมองหนิงฮวาแล้วหันกลับไปมองชายที่ยืนอยู่บนกำแพง จากนั้นพวกนางก็เดินไปอยู่ด้านหน้าขององค์ชายแล้วเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีมั่นใจ“ท่านลุงหากท่านยอมสละชีวิตทุกคนก็จะปลอดภัยเช่นกัน”“...”องค์ชายห้ารีบเมินหน้าไปมองที่อื่นเพราะเขาแทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่อยู่ ลี่หยางและโม่โฉวก็เช่นกัน พวกเขากลั้นขำจนใบหน้าบิดเบี้ยว หนิงอันตัวน้อยท่าทางและคำพูดของเจ้ามันตลกจริง ๆจ้าวลัทธิมองสองดรุณีน้อยวัยเยาว์พลางนึกขัน พวกนางช่างไม่หวาดกลัวอันตรายเลยสักนิด แต่ว่าเหมือนเขาจะสัมผัสได้ถึงปราณทิพย์อันบริสุทธิ์ นางสองคนเป็นใ
“หนิงอันเจ้าเชื่อข้าจริง ๆ นะ” พระสนมเอ่ยถามย้ำอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ยามนี้รู้สึกโล่งใจที่นางไม่เชื่ออย่างที่ตาเห็น ว่าแต่ใครกันนะคิดแผนการใส่ร้ายนางเช่นนี้ หากหนิงอันจับไม่ได้เสียก่อนพวกนางก็คงถูกพิษไปแล้ว เกลือเป็นหนอนเช่นนี้เห็นทีคงต้องตรวจสอบคนในวังกันใหม่หมด“หนิงอันข้าต้องขอโทษที่ต้องให้เจ้ามาพบเจอเรื่องเช่นนี้” อู๋ห่าวหรานเอ่ยออกมาด้วยความรู้สึกผิดและเสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น นางอุตส่าห์มาช่วยรักษาเขาแท้ ๆ ใครกันนะที่คิดแผนชั่วช้าเช่นนี้ได้ คิดจะฆ่านางและโยนความผิดให้มารดาของเขา แผนยิงนกครั้งเดียวได้ถึงสองตัวอำมหิตเกินไปแล้วหนิงอันลุกขึ้นมาอย่างช้า ๆ นางมองพระสนมและองค์ชายห้าอย่างเห็นใจและสงสาร นางและพวกเขามีชะตากรรมไม่ต่างกันนัก เขาถูกพิษจนเดินไม่ได้ทั้ง ๆ ที่ออกศึกสู้รบเพื่อปกป้องบ้านเมือง ระบบราชวงศ์แก่งแย่งชิงดีหากไม่แข็งแกร่งจริง ๆ ก็ยากที่จะยืนหยัดอยู่ได้ พระสนมถูกวางยาทั้ง ๆ ที่ถูกปลดให้เหลือยศเพียงแค่พระสนมขั้นผิน องค์ชายถูกทำคุณไสยให้เจ็บปวดทรมานในวันพระจันทร์เต็มดวง จิตใจของคนพวกนี้ทำด้วยอะไรกันนะเลือดเย็นเหมือนใจคนที่จริงนางก็ไม่อยากเอาตัวเองมายุ่งกับเรื่องนี้
ชาวบ้านในหมู่บ้านเฉินอันเริ่มหวาดกลัวฆาตกรโรคจิตจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี ขนาดอยู่ในบ้านฆาตกรยังเข้ามาฆ่าเด็กได้ ทางการก็เหมือนจะไม่สามารถจัดการอะไรได้ ยามนี้ทุกคนจึงเริ่มหวาดผวาอย่างหนัก จนสุดท้ายต้องไปรวมตัวกันที่หน้าบ้านจางมู่ซวน แต่ว่ายามนี้เขาไม่อยู่เพราะไปถางหญ้าให้หนิงอัน พวกเขาจึงได้แต่นั่งรอด้วยความอดทนเมื่อจางมู่ซวนกลับมาถึงก็ต้องแปลกใจที่เห็นชาวบ้านมากมายมารอเขาอยู่เต็มหน้าบ้าน“ท่านหัวหน้าหมู่บ้านท่านกลับมาแล้ว”“มีอะไรกันหรือ?”“จางมู่ซวนตอนนี้พวกข้าหวาดกลัวมากเลย ได้ข่าวว่าเด็ก ๆ ที่ไปอยู่กับหนิงอันทุกคนปลอดภัยดี ข้าจึงอยากให้ท่านไปช่วยพูดกับนางให้ได้หรือไม่ พวกข้าสำนึกผิดแล้วต่อไปจะไม่กล่าวโทษนางอีก” พวกเขาคิดว่าเป็นเพราะนางเป็นดาวหายนะ ฆาตกรจึงไม่กล้าไปที่บ้านของนางเด็ก ๆ จึงปลอดภัยจางมู่ซวนหรี่ตามองอย่างใช้ความคิด พอหมดหนทางก็บอกสำนึกผิดแล้ว พอมีเรื่องอื่นอีกก็จะมาโทษนางอีกเหมือนเดิม เพราะภายในใจยังไม่สามารถตัดความเชื่อที่อยู่ในใจออกไปได้“ข้าคงไม่พูดกับนางให้หรอกนะพวกเจ้าต้องไปพูดกับนางเอง เพราะข้าไม่เชื่อว่าพวกเจ้าจะเปลี่ยนความคิดได้ ตอนนี้ไร้ที่พึ่งก็บอกว่า







