Se connecterมันคงไม่มีใครสุดจัดเท่าฉันแล้วล่ะ ทำงานที่คลับได้แค่คืนเดียวก็ถูกเจ้าของคลับอัญเชิญออก เหตุผลเพราะทำงานไม่ได้เรื่อง มีปัญหากับลูกค้า ทำร้ายลูกค้าและข้อสุดท้ายคือขาดคุณสมบัติของพนักงานที่ดี เยี่ยมไปเลยใช่ไหม…ถุย!
ดูแต่ล่ะข้อหาที่เขามอบให้ฉันเถอะ ดีๆ ทั้งนั้น พอต่อไปฉันไม่ได้ทำงานที่คลับอีก เห็ดก็ลาออกด้วยเพราะเธอติดฉันมาก เมื่อไม่มีฉันก็ไม่กล้าทำงานคนเดียว ซึ่งเข้าใจแหละว่ามันคงเหงา เธอถามถึงเหตุผลที่ฉันลาออกเหมือนกันทั้งที่พึ่งเริ่มงานได้คืนเดียว ฉันก็ต้องโกหกอีกว่าที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะมีเศรษฐีจ้างติวหนังสือให้ลูกชาย ที่ต้องโกหกอย่างก็เป็นเพราะว่าฉันไม่อยากให้เห็ดตามมาขอทำงานอีก และครั้งนี้มันก็เป็นอย่างที่ฉันคิดเพราะเห็ดพูดกับปากตัวเองว่าเธอคงไม่มีความสามารถพอไปติวหนังสือให้ใครได้ ฉันก็เลยรอดตัวไป ซึ่งหากฉันเอาคำโกหกของตัวเองมารวมๆ กัน เกิดเป็นพินอคคิโอขึ้นมา จมูกคงยาวทะลุห้องนอนตัวเองไปจนถึงหลังบ้านแล้วล่ะ “สวัสดีค่ะ คุณคือพี่ตะวันใช่ไหมคะ” คนถูกเรียกชื่อพยักหน้าให้ฉัน แววตาเรียบนิ่งราวถอดแบบมาจากผู้เป็นนาย “ตามผมมาครับ” เขาลุกเดินออกไปจากโต๊ะภายในร้านอาหารด้วยท่าทางปกติ ส่วนคนที่ไม่ปกติคงจะเป็นฉันที่ยังมีสีหน้าฉงนใจว่าทำไมกับอีแค่การให้ฉันไปทำความสะอาดบ้านคุณพายัพ เขาถึงได้ทำให้มันยุ่งยากอย่างนี้ด้วย แทนที่จะบอกพิกัดและให้ฉันเดินทางไปบ้านเขาด้วยตัวเอง แต่กลับสั่งให้ฉันไปเจอลูกน้องเขาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งและขึ้นรถมาด้วยกัน “ทำไมต้องทำให้ดูลึกลับซับซ้อนด้วยคะ” มันอดใจไม่ไหวที่จะไม่ถามสิ่งที่คาใจออกไป ซึ่งใบหน้าพี่ตะวันก็ยังคงเรียบนิ่งราวกับคนไม่รู้จักรอยยิ้ม “เพื่อความปลอดภัยครับ คุณต้นหยงก็น่าจะรู้ว่าเจ้านายเป็นถึงใคร” มาเฟียไงล่ะ ฉันรู้ว่าเขาเป็นมาเฟียแต่ก็ไม่คิดว่าจะใช้ชีวิตยากลำบากถึงขั้นนี้ ระแวงเว่อร์.. “เข้าใจแล้วค่ะ แต่ว่าพี่ตะวันอย่าเรียกหนูแบบนั้นเลยนะคะ พี่แก่กว่าหนูตั้งหลายปี เรียกชื่อหนูเฉยๆ ก็พอ” “ไม่ได้ครับ นี่เป็นคำสั่งของเจ้านาย” น้ำเสียงเด็ดขาดพอๆ กับมีหน้า เอาเถอะถ้าอย่างนั้นจะเรียกอะไรก็ตมาสบายเลยฉันเอาแต่ยิ้มแห้งสลับกับนั่งตัวเกร็งจนถึงคฤหาสน์อัครเตโชภิวัฒน์ “โห! หลังใหญ่เบอเร่อเลย ที่นี่อยู่กันกี่คนคะเนี่ย” เมื่อเข้ามาภายในบริเวณคฤหาสที่กว้างขวางอย่างกับราชวัง ซึ่งไม่รู้ว่าบริเวณนี้กินเนื้อที่ไปกี่ไร่ ฉันก็อดตื่นเต้นไม่ได้เลยล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างมันดูอลังการไปหมด ก็ว่าทำไมพี่ตะวันถึงต้องขับรถขึ้นมาถึงภูเขาลูกนี้ คฤหาสน์เขาตั้งอยู่โดดๆ บนภูเขาเลยนะ มันจะเว่อร์เกินไปไหม ฉันนี่ได้กลิ่นอายเหมือนสวิตเซอร์แลนด์เลยล่ะ ถึงจะเคยเห็นแค่ในวีดีโอก็ตาม “อยู่กันหลายคนครับ แต่ตัวตึกใหญ่จะมีแค่เจ้านายคนเดียว” “คนเดียวเหรอคะ? อยู่คนเดียวในคฤหาสน์กว้างๆ น่ะเหรอ เขาไม่เหงารึไงนะ” ประโยคแรกฉันถามอย่างสงสัย ส่วนประโยคหลังบ่นเสียงแผ่วเบากับตัวเอง “เรื่องนี้ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกันครับ” พี่ตะวันจอดรถหน้าคฤหาสน์ จากนั้นก็มีคนนำกุญแจรถและขับไปไว้ในโรงจอดให้อย่างเรียบร้อย “ก่อนเริ่มงาน เจ้านายสั่งให้ผมมอบบางอย่างแก่คุณต้นหยง” พี่ตะวันล้วงเอากระดาษแผ่นหนึ่งส่งให้ฉัน เมื่อรับมาดูก็ต้องเบิกตาโตอย่างตกใจกับสิ่งที่เห็น ตัวอักษรที่ถูกเขียนเต็มหน้ากระดาษคือคำสั่งงานของฉันซึ่งมีไม่ต่ำกว่ายี่สิบรายการ เห็นแบบนี้แล้วแทบจะเป็นลมตั้งแต่ยังไม่เริ่ม “นี่มันใช้แรงงานเด็กชัดๆ” ใบหน้าสลดมองกระดาษในมือด้วยความท้อแท้เป็นที่สุด “เจ้านายยังฝากคำพูดให้ผมบอกคุณต้นหยงด้วยว่า ‘ถ้าหากเธอยังบ่นเรื่องมากทั้งที่ฉันใจดีอ่อนข้อให้ขนาดนี้แล้วล่ะก็ ต่อไปฉันจะย้ายเธอไปล้างสระจระเข้’ เจ้านายฝากมาครับ” ทั้งที่น้ำเสียงพี่ตะวันเรียบเรื่อยออกอย่างนั้นแต่ทำไมฉันดันขนลุกเกรียวกราวหนาวสะท้านทั่วตัวนะ ราวกับคุณพายัพมายืนพูดคำนี้ต่อหน้าเสียเอง ฉันเริ่มงานด้วยหัวใจห่อเหี่ยว ถึงที่นี่จะกว้างขวางสักแค่ไหน ผู้คนจะเยอะเท่าไรแต่กลับไม่มีใครมาคุยกับฉันเลย เอาเถอะเข้าใจได้ว่าคงเป็นคำสั่งคุณพายัพอีกเหมือนกัน ฉันทำหน้าที่ของตัวเองอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ถึงแม้งานจะเยอะและหนักเพียงไหนก็ต้องกัดฟัน สู้อดทนกันต่อไปเพราะยังไงก็เลือกอะไรไม่ได้อยู่แล้ว “ทั้งหมดนี่ หนูต้องทำภายในวันเดียวมั้ยคะ” ฉันถามผู้คุมอย่างพี่ตะวันที่ได้รับคำสั่งจากเจ้านายสุดโหดให้มาดูแลฉัน ดูแลอีกแล้ว? หึ จับพิรุธกันมากกว่าล่ะสิ “คฤหาสน์นี้กว้างเกินกว่าที่จะทำคนเดียวภายในวันเดียวให้หมด เจ้านายเลยอนุโลมให้คุณต้นหยงทำครึ่งหนึ่งของที่ลิสต์มาครับ” “ครึ่งหนึ่ง? แต่ก็เยอะเหมือนใช้แรงงานสักสิบคนอยู่ดี” ฉันบ่นอย่างเหนื่อยใจ “ทำไปเถอะครับ ไม่อย่างนั้นก็ต้องไปล้างบ่อจระเข้ ผมว่าคุณต้นหยงคงไม่อยากเข้าไปที่นั่นเป็นรอบที่สอง” “โห! พี่ก็พูดซะหนูขนลุก เข้าใจแล้วค่า! จะทำตามที่เจ้านายมหาโหดของพี่สั่งมาอย่างไม่ให้ตกหล่นเลย” ฉันประชดประชันก่อนจะขัดถูราวบันไดจนมันใกล้เห็นเลขเด็ด กว่าจะทำงานส่วนในบ้านเสร็จลุล่วงก็เลยเที่ยงวันไปมากแล้ว ฉันพักทานข้าวเที่ยงได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง น้ำได้ดื่มไปแค่สองอึกก็ถูกพี่ตะวันเร่งด้วยเสียงเรียบๆ เย็นๆ ของเขาว่าได้เวลาเริ่มงานอย่างต่อไป “ตัดหญ้าสนามนั่งเล่นหลังคฤหาสน์ แต่ตอนนี้ยังแดดร้อน งั้นหนูเก็บไว้ทำตอนแดดร่มดีกว่า” “ไม่ได้ครับ” พี่ตะวันเอ่ยเสียงเด็ดขาดในทันที “ทำไมล่ะคะ หรือเจ้านายพี่สั่งไว้อีกว่าต้องทำตามที่ลิสต์เรียงไว้เป๊ะๆ” ฉันยู่ปากถามอย่างไม่เข้าใจแต่กลับพบสีหน้าจริงจังของพี่ตะวันที่เหมือนจะสื่อให้รู้ว่าที่ฉันพูดคือเรื่องจริง “เข้าใจถูกแล้วครับ เจ้านายสั่งผมมาอย่างนั้น” “หา! ทำไมเขาถึงได้ใจร้ายกับเด็กตาดำๆ อย่างหนูนักล่ะ ให้ตัดหญ้าตอนที่แดดเปรี้ยงๆ แบบนี้หนูก็ตายกันพอดีสิคะ” ถ้าเขายืนอยู่หน้าฉันตอนนี้นะ แม่จะวีนใส่ให้รู้แล้วรู้รอด “หรือคุณต้นหยงอยากจะล้างบ่อจระเข้ตอนนี้แทนครับ” “ขู่เก่งเหมือนเจ้านายเลยนะคะ ก็ได้ค่ะ ทำก็ทำ!” ฉันกระแทกเสียงแดกดันก่อนจะเดินตามพี่ตะวันไปยังสนามหญ้าที่ว่า “เดี๋ยวก่อนหนูต้นหยง” และในขณะที่พี่ตะวันสาธิตวิธีใช้เครื่องตัดหญ้าไฟฟ้าให้ฉันดูเป็นตัวอย่าง เสียงของคุณป้าท่านหนึ่งเรียกชื่อฉันไว้ พอพี่ตะวันหันไปมองก็รีบก้มหัวคำนับในทันที “นมแจ่มมีอะไรกับคุณต้นหยงเหรอครับ” “ฉันเห็นว่าหนูต้นหยงทำงานหนักมาทั้งวัน พึ่งได้พักไม่ทันไรก็ถูกลากมาทำงานกลางแดดร้อนๆ กลัวจะเป็นลมเป็นแล้งเอาน่ะสิ” ท่านพูดกับพี่ตะวันแต่สายตาที่มองฉันเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและเอ็นดู “ให้หนูต้นหยงพักหน่อยเถอะ หรือไม่ก็เลื่อนงานตัดหญ้าในสนามเป็นช่วงเย็นแทน” “ผมทำอย่างนั้นไม่ได้หรอกครับนมแจ่ม เจ้านายมีคำสั่งมาแล้ว เปลี่ยนอะไรไม่ได้ครับ” พี่ตะวันยังคงเด็ดขาดในคำพูดของตัวเอง “แต่ว่า…” “ไม่เป็นอะไรเลยค่ะ แดดแค่นี้เอง หนูสบายมาก ขอบคุณนมแจ่มที่ป็นห่วงหนูนะคะ” ฉันพนมมือไหว้พร้อมยิ้มหวาน รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาหน่อยที่อย่างน้อยก็ยังมีคนสงสารฉันบ้าง “ถ้าไม่ให้หนูต้นหยงพัก งั้นฉันก็จะให้สองคนนี้ช่วยงานด้วย เพราะผู้หญิงตัวเล็กๆ คนเดียวตัดหญ้าทั้งสนามนี้ไม่ไหวหรอก” “ไม่ได้ครับ เจ้านายกำชับว่าห้ามใครยื่นมือเข้าช่วยคุณต้นหยงเด็ดขาด” “เรื่องนั้นไว้ฉันคุยกับคุณหนูเอง…สาลี่ ส้มโอ เข้าไปช่วยหนูต้นหยงตัดหญ้า” นมแจ่มไม่สนใจสีหน้าดุดันของพี่ตะวันสักนิด ท่านให้แม่บ้านสาวสองคนที่ตามมาด้วยช่วยฉันทำงาน ซึ่งเกรงว่ามันคงไม่เหมาะเท่าไร “ไม่เป็นไรจริงๆ ค่ะ หนูทำคนเดียวเองได้ อย่าลำบากเพราะหนูเลยนะคะ” “ใช่ครับ ถ้าไม่กลัวเจ้านายลงโทษก็ช่วยทำตามคำสั่งด้วย” พี่ตะวันยังคงยืนกรานตามเดิมพายัพวางเค้กบนโต๊ะทรงกลมก่อนหยิบกล่องของขวัญห่อด้วยริบบิ้นสีแดงสดส่งยื่นให้คนน้อง “ของหนูค่ะ”“อะไรเหรอคะ”“ลองเปิดดูสิ” สีหน้ายิ้มภูมิใจของเขาทำให้เธอตื่นเต้นไปด้วยต้นหยงบรรจงแกะริบบิ้นและเปิดกล่องของขวัญอย่างทะนุถนอม ของด้านในไม่ใช่เครื่องประดับราคาสูงลิ่ว หากแต่มันคือน้ำหอมขวดหนึ่งเท่านั้น “กลิ่นหอมจังเลยค่ะ กลิ่นมันคุ้นๆ จัง” สีหน้าสงสัยพยายามครุ่นคิดอย่างหนัก “นี่มันกลิ่นเดียวกับเมื่อวานที่ติดเสื้อพี่นิคะ” “เก่งจริงๆ เลย เธอชอบไหมคะ พี่ทำเองเลยนะ”“ทำเอง?” เธอเบิกตามองแฟนหนุ่มอย่างประหลาดใจ “เอาเวลาที่ไหนไปทำคะ”“ก็หลังจากเลิกงาน ที่พี่กลับดึกก็เพราะแบบนี้แหละ พี่ลงคอร์สเรียนทำน้ำหอมค่ะ พี่ตั้งใจทำเพื่อเธอเลยนะ อุตส่าห์เลือกกลิ่นที่คิดว่าเข้ากับเธอที่สุดเพื่อจะเอามาเซอไพรส์วันนี้ แต่เมื่อวานเกือบแผนแตก” เขาหัวเราะร่า แต่ต้นหยงกำลังตื้นตันกับคำพูดของเขา“ที่รัก..” เรียกอีกคนเสียงแผ่วก่อนจะสวมกอดเขาทั้งน้ำตาอีกครั้ง “หนูขอโทษ ที่รักทำให้หนูตั้งขนาดนี้ แต่หนูคิดมากสารพัดเลย”“ไม่เอาน่า อย่าร้องไห้สิคะ”“ฮึก! เมื่อคืนหนูก็ไม่ได้ให้ที่รักกอด เพราะหนูน้อยใจคิดว่าที่รักไป
พักหลังๆ มานี้พายัพทำงานหามเช้าหามค่ำเป็นว่าเล่น ทั้งต้องดูแลกิจการที่มีอยู่ ไหนจะมีกิจการใหม่ที่ร่วมกับหุ้นส่วนอย่างพวกเพื่อนๆ แล้วก็ยังมีร้านขนมหวานของแม่ที่คืบหน้าไปได้ด้วยดี เขาจัดการทุกอย่างไม่มีขาดตกบกพร่อง สมกับเป็นท่านประธานของแบล็คเรดแต่ก็เพราะหน้าที่การงานมันรัดตัวด้วยนี่ยังไงล่ะ เขาจึงไม่ค่อยมีเวลาให้แฟนสาวมากเท่าที่ควร ได้แต่หวังว่าเธอจะเข้าใจต้นหยงเปิดเทอมแล้ว เด็กสาวไปเรียนตามปกติพร้อมด้วยเพื่อนสนิททั้งสามคน ชีวิตของเธอมันควรเป็นไปอย่างเรียบเฉยเหมือนเมื่อก่อน หากไม่ใช่เพราะรูปบิกี่ที่เคยลงไปเมื่อสองเดือนที่แล้ว “ใช่น้องต้นหยงปะครับ”“คะ? อะ..เอ่อ ใช่ค่ะ”“พี่ชื่อแบงค์นะ ติดตามเราในไอจี น้องสนใจมาเป็นถ่ายแบบโฆษณามั้ยครับ”“เอ่อ คือว่าหนู..” มันกระอักกระอ่วนใจเหลือเกิน เพราะต้นหยงไม่ใช่แม่เน็ตไอดอลสาวอย่างเห็ดหอมเพื่อนสนิท เธอไม่รู้จะรับมือกับความโด่งดังชั่วข้ามคืนได้ยังไง ทั้งที่ลบรูปนั้นออกไปแล้ว ก็ไม่วายมีแมวมองและรุ่นพี่ชวนไปถ่ายแบบ เล่นโฆษณาอยู่เสมอ “หนูขอเก็บไปคิดดูก่อนได้มั้ยคะพี่”“ได้สิครับ ได้เลย พี่จะรอคำตอบนะ หวังว่าเราคงได้ร่วมงานกัน” รุนพี่คนนั้
ก่อนเรื่องมันจะบานปลายไปกันใหญ่ ฉันรีบดึงแขนคนตัวสูงที่กร่างจะเข้าไปหาเรื่องแม่เลี้ยง มันคงไม่ดีต่อภาพลักษณ์ของเขาแน่ ถึงแม้ว่าฝ่ายนั้นจะกวนโมโหกันอยู่มากก็ตาม “อย่าเอาพิมเสนไปแลกเกลือค่ะ” ฉันเตือนสติเขา พี่พายัพถอนหายใจเฮือกใหญ่ “หนูไม่แคร์ว่าพวกคุณจะมองพี่พายัพยังไง แต่สำหรับหนูเขาคือคนที่ดีที่สุด ถ้าพวกคุณคิดว่าเขาคือคนในครอบครัวก็คงไม่พูดจาทำร้ายจิตใจกันขนาดนี้หรอกค่ะ” ไม่อยากปล่อยให้พี่พายัพเสียสุขภาพจิตไปมากกว่านี้ ฉันดึงแขนลากคนตัวสูงมาด้วยกัน ปล่อยให้เสียงด่าหยาบคายไร้วุฒิภาวะดังไล่หลัง ภายในรถขับกลับคอนโดปกคลุมไปด้วยความอึมครึมและเงียบเชียบ “พี่โอเคไหมคะ” ฉันแตะแขนคนตัวสูงเบาๆ ส่งสายตาอ่อนโยนและปลอบใจไปในตัว “ไม่ค่อยโอเคเท่าไรหรอกค่ะ พี่ไม่อยากเจอหน้าพวกเขาเลย ไม่คิดว่าจะบังเอิญเจอเหมือนกัน” เสียงเหนื่อยอ่อนยิ่งทำให้ฉันเป็นห่วง ความสัมพันธ์ของเขาและทั้งสามคนคงไม่ดีเลยสินะ ไม่อย่างนั้นเขาก็คงพูดเรื่องที่บ้านให้ฉันฟังบ้างแล้วล่ะ “เธอไม่ต้องคิดมากนะคะ พี่ไม่เป็นอะไรหรอก แค่เซ็งเฉยๆ” ฉันยิ้มอ่อน มือที่เคลื่อนมาวางบนหน้าขาแข็งแรง บีบเบาๆ อย่างให้กำลังใจ “พี่มีเธออยู่
แม้งานประชุมจะสิ้นสุดลงแล้ว ทว่าพี่พายัพทำตามสัญญาที่ให้ไว้คืออยู่พักผ่อนตามลำพังสองคนต่ออีกสองคืนก่อนจะกลับไปทำงานเหมือนเดิม แม้เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ฉันก็มีความสุข ได้รับการเติมเต็มความรักจนอิ่มล้น เขาทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้หญิงที่โชคดีมากคนหนึ่ง “ตกลงลูกชอบเตียงแบบไหน” แม่หันมาถามฉันที่ยืนใจลอยคิดถึงแฟนหนุ่ม ขณะนี้เราอยู่กันที่ร้านเฟอร์นิเจอร์นำเข้าจากต่างประเทศชั้นนำโดยพี่คิเรย์เป็นคนพาเข้ามา แม่ได้บ้านแล้วเรียบร้อย เป็นบ้านจัดสรรในโครงการสุดหรูของย่านท่องเที่ยวแห่งนั้น ตัวหมู่บ้านอยู่ใกล้กับที่ดินซึ่งพี่พายัพจะทำร้านขนมให้ท่าน ตอนนี้ได้ดำเนินการลงเสาเข็มไปบ้างแล้ว “หรือถ้าหนูไม่ชอบเตียงที่นี่ ให้พี่สั่งนำเข้าดีไหมคะ” พี่คิเรย์ถามอย่างเอาใจเมื่อยังเห็นฉันนิ่งเฉยไม่ยอมตอบ “ไม่ต้องหรอกค่ะ หนูเอาเตียงนี้ก็ได้” ฉันชี้สุ่มไปยังเตียงคิงไซต์แต่ทว่าพอดูราคาชัดๆ อีกทีก็ต้องเบิกตากว้าง“ผมเอาเตียงนี้ด้วยนะครับ” พี่คิเรย์บอกกับพนักงานขายเฟอร์นิเจอร์อย่างรวดเร็ว “เปลี่ยนทันมั้ยคะ หนูลืมดูราคา” ฉันกระซิบเสียงแผ่วกับพี่ชาย“ทำไมคะ ราคามันยังไง”“มัน เอ่อ มันแพงค่ะ”“อ
ต้นหยง | Partฉันสูดลมหายใจเข้าออกสุดปอด ระงับความตื่นเต้นที่วิ่งจู่โจมหัวใจให้เต้นแรง ดวงตากลมโตจับจ้องบานประตูห้องน้ำด้วยความกลัวระคนกล้า ทั้งกลัวและกล้าก็ฉันนี่ไง…“เอาวะ แกทำได้ต้นหยง แกทำได้!” ฉันเรียกความมั่นใจกลับมา มองดูเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวที่สวมใส่ก่อนมือเรียวเอื้อมบิดที่จับประตูเปิดเข้าห้องน้ำซึ่งไม่ได้ล็อคราวกับรู้ว่ามีคนอยากเข้ามาหา ร่างสูงสง่าของพี่พายัพนอนแช่น้ำอุ่นอย่างสบายอารมณ์ มองเห็นกล้ามหน้าท้องเป็นลอนแข็งแรง เขารับรู้ถึงการมาของฉันเปลือกตาถึงได้ลืมขึ้นมามาเล็กน้อย ตามด้วยคิ้วเข้มเลิกสูงอย่างมีคำถามว่าเข้ามาทำไม “หนูขออาบน้ำด้วยคนนะคะ”เขาไม่ตอบและฉันก็ไม่รอ มือบางกระตุกเชือกรัดชุดคลุมจนคลายออกง่ายดายเห็นไปถึงไหนต่อไหน ฉันขยับแขนเพียงนิดเดียวชุดคลุมที่ว่าก็ไถลหลุดจากตัวลงไปกองที่ข้อเท้า เห็นได้ชัดว่าตอนนี้สายตาพี่พายัพเริ่มไม่มั่นคง เขามองฉันก่อนหันไปมองทางอื่นและหันมามองฉันอีกที อารมณ์ประมาณอยากมองตาไม่อยากเสียฟอร์มฉันยิ้มออกมาเล็กน้อย ขาเรียวสวยก้าวลงอ่างด้วยท่าทางมั่นใจ จนถึงตอนนี้พี่พายัพยังคงเมินเฉยไม่ยอมสบตาได้อย่างไรกัน “หนูถูสบู่ให้เอาไหมคะ”
การประชุมหารือสำคัญประจำปีกินเวลายาวนานกว่าสามชั่วโมง เสร็จจากประชุมคืองานเลี้ยงที่รวมเหล่าสมาชิกแก๊งแบล็คเรดและครอบครัวของแต่ละคนไว้อย่างคับคั่ง “โอ้โห! สุดจัด” เสียงมาร์ตินที่เดินตามหลังเพื่อนออกจากห้องประชุมร้องทึ่งกับบางอย่าง ดวงตาคมวาวจ้องมองบางสิ่งในสมาร์ตโฟนเครื่องหรู “รีบๆ เดินหน่อยไอ้นี่ ส่องสาวอยู่อีกล่ะสิ” คิเรย์หันไปเร่งเพื่อน แค่เห็นท่าทางของเขามันก็ดูออกหมดแล้ว “สาวที่กูส่องพวกมึงก็รู้จักกันดี” ทีแรกพายัพจะไม่สนใจด้วยซ้ำ ทว่ามาร์ตินเดินแทรกระหว่างกลางเขาและคิเรย์ มันส่งมือถือให้ดูจนทั้งสองคนหยุดเดินพร้อมกันขาแข็ง หัวใจเต้นเร็วขึ้น ใบหน้าเห่อร้อนพร้อมความโกรธที่ค่อยๆ ปกคลุมร่างกายที่เห็นนี่มันคืออะไร!เด็กสาวสองคนในชุดบิกินี่สีหวานหวาบหวิว โพสต์ท่าทางน่ารักโชว์เนื้อหนังมังสาให้คนติดตามนับแสนได้เชยชม ลำคอพายัพแห้งผาก เส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ เขาและคิเรย์เงยหน้ามองตากันอย่างไม่ต้องนัดหมาย ต่างรู้กันดีว่าครั้งนี้มันยอมตามใจไม่ได้จริงๆ ในส่วนของต้นหยงและเห็ดหอม พวกเธอได้รับข้อความให้มารอในงานเลี้ยงได้เลย สถานที่ในโรงแรมหรูซึ่งมีโดมกระจกกว้าง ทำให้บรรยากาศยามค่ำ
เพลงรักร้อนแรงโดนบรรเลงตลอดทั้งคืนราวกับทั้งคู่คือข้าวใหม่ปลามัน ต่างคนต่างมีความเสน่หาในตัวอีกฝ่าย ส่งมอบความสุขให้กันจนอิ่มหนำถึงใจ เช้านี้ต้นหยงแทบไม่มีแรงลุกเข้าห้องน้ำ ร่างนุ่มนิ่มที่อ่อนปวกเปียกเป็นของเหลวทำให้พายัพยกยิ้มเอ็นดู “อยากแช่น้ำอุ่นไหมครับ” เขาถามพร้อมกับหาเสื้อคลุมมาสวมใส่ให้เ
วันเวลาผ่านไป พายัพอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถลุกนั่งหรือเข้าห้องน้ำเองได้ตามปกติ อีกไม่กี่วันก็ได้ออกจากโรงพยาบาลแล้ว ตลอดการรักษาตัวของชายหนุ่ม ผู้ที่คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิดคือเด็กสาวหน้าตาน่ารักและพี่ชายของเธอ ขาดเหลืออะไรก็แค่บอกซึ่งส่วนใหญ่เขาก็ไม่เคยเรียกใช่อะไรสองคนนั้นเลย มีแต่พวกเขาที่ประเ
เวลาผ่านไปหลายวัน คุณพายัพยังคงนอนหลับไหลเป็นเจ้าชายนิทรา ฉันและพี่คิเรย์สลับกันเฝ้าเขา ถ้าฉันไปเรียน พี่คิเรย์ก็เป็นคนเฝ้า ถ้าพี่คิเรย์ติดงานฉันก็เฝ้า หรือหากเราสองคนไม่ว่างเลยก็จะเป็นพวกพี่องอาจและพี่สิงหาคนมาเยี่ยมเขามีทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนหรือสมาชิกแบล็คเรด ฉันเองจึงเหมือนโดนแนะนำตัวกลาย
ต้นหยง | Partโรงพยาบาลเอกชนฉันและเห็ดมาถึงโรงพยาบาลท่ามกลางสีหน้าแตกตื่นของคนที่เฝ้ารอคุณพายัพก่อนหน้า พี่คิเรย์จากที่นั่งนิ่งซึม เมื่อเห็นฉันก็รีบลุกเดินมาหาในทันที “หนูมาได้ไงคะ”“หนูเองค่ะอา หนูเป็นคนโทรบอกต้นหยง” เห็ดสารภาพด้วยสีหน้ากลัวโดนดุ แต่เวลานี้มันไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเรื่องความเป็







