LOGINพี่ตะวันยังคงยืนกรานตามเดิม แถมยังยืนจังก้าราวหุ่นทหารนักรบเพื่อไม่ให้พี่สาลี่และพี่ส้มโอเข้ามาช่วยงานฉัน
“ตะวัน อยากตกงานมากใช่ไหม” “ไม่ครับ” “แล้วทำไมถึงขัดคำสั่งฉัน” “สำหรับผม คำสั่งเจ้านายใหญ่สุดครับ” “ฉันบอกแล้วไงว่าจะคุยกับคุณหนูเอง แต่ถ้าตะวันยังทำแบบนี้ ฉันก็จะบอกคุณหนูให้ไล่ตะวันออก คิดดูว่าคุณหนูจะเข้าข้างใคร” นมแจ่มเอ่ยเสียงราบเรียบแต่สีหน้ากลับกดดันขั้นสุด พี่ตะวันมีทีท่าลังเลนิดหน่อยอย่างไม่รู้จะจัดการตัวเองอย่างไรดี ก่อนสุดท้ายจะพ่ายแพ้ให้กับสีหน้ากดดันของนมแจ่มและยอมให้พี่ๆ แม่บ้านเข้ามาช่วยงานฉัน ไอ้เราก็รู้สึกดีนะที่มีคนยื่นมือเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ แต่ภายในใจกลับหวาดหวั่นเหมือนกัน หากเรื่องนี้ถึงหูคุณพายัพ ทุกคนจะเดือดร้อนเอาได้ ฉันยังคงตัดหญ้าในสนามท่ามกลางแดดร้อนระอุราวเปลวเพลิง มีแค่หมวกหนึ่งใบที่สวมปิดบังใบหน้าไม่ให้โดนแดดไปมากกว่านี้ แต่แก้มกลมสองข้างก็ยังร้อนผ่าว แดงจัดอย่างรู้สึกได้ “น้องหยงไหวมั้ยคะ” “ไม่ไหวก็นั่งพักก่อนนะอย่าฝืน เดี๋ยวจะเป็นลมเอาได้ค่ะ” ฉันกำลังคลี่ยิ้มจางๆ ให้พี่สาลี่และพี่ส้มโอ ปากยังไม่ทันขยับเป็นคำพูดก็รู้สึกหน้ามืดตามัว วิงเวียนศรีษะราวกับโลกหมุนติ้วๆ ก่อนที่จะล้มตัวนอนยาวบนพื้นสนามเพราะสู้แดดแรงจัดไม่ไหว เสียงสุดท้ายที่ฉันได้ยินคือเสียงร้องตกอกตกใจของพี่ๆ และชื่อของฉันที่ออกจากปากพี่ตะวัน ไม่รู้ว่าฉันเป็นลมแล้วนอนหลับไปนานเป็นเวลากี่ชั่วโมง แต่เมื่อตื่นกลับพบว่าตัวเองนอนตัวเหยียดยาวบนเตียงกว้างในห้องสุดหรูห้องหนึ่ง ไม่ใช่แค่นั้น…ดวงตาที่ค่อยปรับโฟกัสกับภาพตรงหน้ามองเห็นร่างสูงที่นั่งจ้องฉันข้างเตียงด้วยสายตาเรียบนิ่งยากต่อการคาดเดาอารมณ์ “คะ…คุณพายัพจะทำอะไรหนู ไหนบอกรอให้หนูครบสิบแปดก่อนไง” เมื่อตั้งสติได้ฉันก็รีบโกยผ้าห่มมาคลุมตัวพร้อมสำรวจเสื้อผ้าและความบอบช้ำของร่างกายไปด้วย “อย่าเพ้อเจ้อให้มันมาก ตื่นมาก็เล่นบทนางเอกผู้ถูกกระทำเลยนะ” เขาดุฉันที่คิดเองเออเองฝ่ายเดียว ก็ใครจะไปรู้ ตื่นมาเล่นจ้องซะขนาดนี้ “เธอเป็นลม จำได้รึยัง” “หนูเป็นลม?” ฉันชี้นิ้วเข้าหาตัวเองพร้อมหัวคิ้วขมวดหากัน ก่อนจะทำตาโตเหมือนพึ่งนึกเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ได้ “ใช่ค่ะๆ หนูเป็นลมจริงด้วย” “เอ๋อจริงๆ เลยเธอเนี่ย แล้วอย่างนี้เธอจะหาเงินมาคืนฉันทันก่อนครบอายุสิบแปดเหรอ ในเมื่องานแค่นี้เธอก็ยังเหยาะแหยะไม่ได้เรื่อง” น้ำเสียงเขาทั้งดุและดูถูกฉันไปพร้อมๆ กัน สีหน้าก็เอือมระอาเต็มทน “ก็คุณสั่งงานหนูเยอะ เหมือนหนูแยกร่างได้อย่างนั้นแหละ ทำคนเดียวจะไหวได้ไง” ฉันยู่ปากตอบแต่นั่นยิ่งทำให้เขามองมาด้วยสีหน้าที่ดุกว่าเดิมซะอีก “ใครบอกว่าเธอทำคนเดียว” “เอ่อ..” “เธอลักไก่กล้าขัดคำสั่งฉัน มีคนช่วยเธอทำงาน เพราะฉะนั้นคนที่ช่วยก็ต้องโดนรับโทษ” ท่าทางเขาในตอนนี้ไม่มีแววหยอกเล่นเลยสักนิด นั่นทำให้ฉันใจไม่ดีและกลัวสีหน้าท่าทางเอาจริงเอาจังของเขาในตอนนี้ขึ้นมาจับใจ “คุณคะ…คือว่าหนู” “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ลุกตามฉันมาเดี๋ยวนี้!” เขาออกคำสั่งเด็ดขาดก่อนจะเดินนำฉันไปตามทางเดินภายในคฤหาสน์หรูที่สลับซับซ้อนจนเวียนหัว แต่ถึงอย่างไรฉันก็มองต่ำแค่ร้องเท้าหนังดำขลับของเขาที่เดินลงส้นอย่างว่องไว แต่ละก้าวที่เขานำพาก็ทำหัวใจฉันตื่นกลัวและเต้นแรงทุกขณะ ปึง! หลังเข้ามาในห้องกว้างๆ ห้องหนึ่ง ซึ่งทั้งห้องคล้ายกับโกดังเก็บของก็ไม่เชิง กลิ่นสาบเหม็นคละคลุ้งบางอย่างโชยเข้ามาเตะจมูกฉันจนต้องยกมือขึ้นปิดไว้แน่น ในตอนนี้เองฉันถึงได้เห็นว่านมแจ่ม พี่สาลี่ พี่ส้มโอและพี่ตะวันนั่งเรียงบนเก้าอี้ไม้คนล่ะตัว มือเท้าก็ถูกมัดอย่างแน่นหนาจนไม่อาจดิ้นหลุด “คุณทำอะไรเนี่ย” “พวกเขาฝืนคำสั่งฉันช่วยเธอทำงาน คนที่ไม่ทำตามคำสั่งก็ต้องถูกลงโทษตามกฏ” กฎบ้ากฎบออะไรอีกล่ะเนี่ย “แต่พวกเขาไม่ผิด ฉันเองที่ขอร้องให้พวกเขาช่วยฉัน ถ้าจะลงโทษก็เชิญคุณลงโทษฉันแทนเถอะค่ะ” ฉันมองเห็นแววตาเศร้าสลดของทุกคนแล้วก็ไม่อาจทนนิ่งเฉยได้ เรื่องนี้มันจะไม่เกิดถ้าทุกคนไม่ช่วยฉัน ยังไงฉันก็ต้องรับผิดชอบ “แต่หนูต้นหยงไม่ผิดนะคะคุณหนู ป้าเอง ป้าเป็นคนสั่ง ถ้าคุณหนูจะหาตัวคนผิดก็ป้านี่แหละ ลงโทษป้าเถอะค่ะ” “นมแจ่มไม่พูดอย่างนั้นสิคะ หนูเป็นคนขอร้องพวกคุณให้ช่วยหนูทำงานเอง อย่าออกตัวรับผิดแทนหนูสิ” ฉันส่งสายตาห้ามปรามเชิงขอร้องให้แม่นมหยุดพูดสักที ไม่อยากให้ทุกคนต้องมาเป็นแพะรับบาปแทนตัวเอง “เอาตัวเธอไป” คุณพายัพไม่ฟังคำพูดใครอีก เขาหันไปออกคำสั่งกับลูกน้องก่อนที่คนพวกนั้นจะเข้ามาหิ้วปีกฉันไปวางกลางแท่งเหล็กสี่เหลี่ยม แล้วก็มีประตูลูกกรงเลื่อนปิดสนิทเสียงดังสนั่น กั้นคนอื่นๆ และฉันออกจากกัน ทำให้ตอนนี้มีเพียงแค่ฉันคนเดียวที่ยืนอยู่ด้านใน เหมือนพวกเขากำลังรอชมการแสดงบางอย่างเลยล่ะ…ใจฉันเต้นระทึกไปหมด จากนั้นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการมาก่อนก็เกิดขึ้น เสือโคร่งในกรงขนาดใหญ่ถูกลูกน้องของเขาหลายคนช่วยเข็นออกมาจากประตูด้านใน ฉันเบิกตากว้างมองเจ้าสิ่งมีชีวิตน่ากลัวปนน่าเกรงขาม ใบหน้าดุดันของมันจ้องมองฉันราวกับพร้อมจะกระโดดเข้าใส่เต็มที นาทีนี้หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าตีกลอง “ฉันจะลงโทษโดยปล่อยให้มันกัดเธอหนึ่งที แต่ก็ไม่รู้ว่ากัดแค่ทีเดียวเธอก็จะตายเลยรึปล่าว” เขาพูดราวกับกำลังครุ่นคิดทั้งที่จริงๆ เขาคิดไว้หมดแล้ว ฉันมองคนตัวสูงด้วยแววตาโกรธเคืองที่เขาบ้าอำนาจ ลงโทษคนคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้ ทั้งที่เหตุผลเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ โคตรปัญญาอ่อน “ปล่อยให้มันกัดหนูทีเดียว? คุณพูดอย่างกับตัวเองหยุดมันได้อย่างนั้นแหละ ถ้าปล่อยแล้วมันขย้ำหัวหนูจะทำยังไง!” ฉันค่อนแคะพร้อมถลึงตาใส่เขา แต่คุณพายัพกลับมีสีหน้าเฉยชาเช่นเดิม “นั่นมันก็แล้วแต่เวรแต่กรรม” โห! ก็ตัวเองเป็นคนสั่งนี่นา พูดมาได้เนอะ ทุเรศมาก ฉันมองเขาอย่างอยากจะเอาเท้าหยุมหน้าสักทีจริงๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากยืนขาสั่นๆ เหมือนฉี่จะแตกทุกขณะ เฝ้ามองเจ้าสัตว์อันตรายในกรงที่พร้อมออกมาปะทะฉันทุกเมื่อ “จัดการได้!” และเมื่อน้ำเสียงเย็นเยียบเอ่ยสั่ง กรงขังเสือโคร่งก็ถูกปลดล็อค ปล่อยให้เจ้าสัตว์นักล่าอันตรายมองฉันราวได้ล็อคเป้าหมายไว้แล้ว ฝ่าเท้านำพาร่างกำยำเข้ามาใกล้เรื่อยๆ เสียงร้องคำรามของมันทำเอาแข้งขาอ่อนแรงแข็งเป็นหินขึ้นมาด้วยความเกร็ง ฉันแทบหยุดหายใจ แววตารื้นน้ำสีใสมองสัตว์สี่เท้าตรงหน้าด้วยใจเต้นระส่ำ “กรี๊ดดดด!” และทันทีทันใดที่มันพุ่งเข้ามา ฉันก็หวีดร้องเสียงแหลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ตัวทรุดลงนั่งกับพื้นราวคนไม่มีขา ทันใดนั้นราวปาฏิหาริย์ มีกรงอันใหญ่หล่นมาจากด้านบนคลุมตัวฉันได้ทันท่วงทีก่อนที่เสือร้ายจะได้กระโจนเข้าใส่ มันคือลิฟต์ที่ติดระบบกลไกบางอย่างกับฐานเหล็กสี่เหลี่ยมที่ฉันยืนอยู่ ก่อนจะดึงร่างฉันขึ้นสู่ด้านบน ได้แต่นั่งมองเสือตัวนั้นซึ่งตะปบกรงเอาไว้เพราะขัดใจที่เหยื่อหลุดรอดไปต่อหน้าต่อตา ฉันร้องไห้ตัวสั่นระริก แข้งขาก็เหมือนจับชาไปหมด เพียงเวลาไม่ถึงอึดใจ ไอ้คนโรตจิตใจร้ายก็เปิดประตูเข้ามาพร้อมลูกน้อง และจัดการเปิดกรงลิฟต์ให้ฉัน “คราวนี้ยังจะขัดคำสั่งฉันอีกไหม” “ฮึก…ฮือ” “เลิกร้องไห้แล้วก็ออกมาซะ” เขายังคงออกคำสั่งและจ้องฉันตาดุเหมือนเดิม “คุณมันนิสัยเสียที่สุด! เอาความเป็นความตายของคนอื่นมาล้อเล่นแบบนี้ได้ยังไง ฮึก! ไอ้คนบ้า ไอ้คนทุเรศ ฮือ!” ฉันด่าเขาได้เท่านั้นเพราะหัวใจที่เต้นตึกตักโครมครามอย่างหนักกับเหตุการณ์เฉียดตายเมื่อกี้ทำให้วูบหมดสติไปอีกครั้งอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว“ขึ้นไปนั่งบนโซฟาซะ!” เสียงเข้มออกคำสั่งจนร่างเล็กสะดุ้งโหยง เธอเดินหนีบขาด้วยความหวาดกลัวปนอับอายก่อนจะก้าวขาขึ้นนั่งบนโซฟาตัวสีเทาที่ตั้งเด่นกลางห้องน้ำหรู ต้นหยงก้มหน้าร้องไห้กระซิกแทบไม่กล้าสบตาพายัพ เกิดมาทั้งชีวิตนี้ไม่เคยต้องแก้ผ้าต่อหน้าผู้ชายคนไหนมาก่อน ร่างสูงเดินมาหยุดยืนด้านหน้าก่อนจะเชยคางมนขึ้นสบตา เขาแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียมมองคนตัวเล็กที่ร้องไห้จนจมูกแดงเรื่อ “กลัวเหรอต้นหยง” พายัพเอ่ยถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว ร่างเล็กค่อยๆ พยักหน้าให้เขา “แล้วทำไมตอนโกหกฉันไม่เห็นกลัวเลยล่ะ ถ้าจะมากลัวเอาตอนนี้คงไม่ทันแล้วมั้ง” แรงบีบแก้มจากมือสากทำเอาต้นหยงเจ็บแปลบ จากนั้นเขาก็ปล่อยมือออกจากใบหน้าเธอก่อนจะออกคำสั่งอย่างต่อไป “เลิกทำตัวน่าสงสารได้แล้ว สิ่งที่เธอควรจะทำในตอนนี้คือเอาร่างกายชดใช้หนี้ให้ฉัน รีบๆ จัดการกับมันซะ” เขาข่มขู่พร้อมส่งสายตาให้ต้นหยงมองสิ่งที่แข็งขึงใต้กางเกงหนา มันดุนดันเนื้อผ้าออกมาจนซิบใกล้ปริเต็มที เด็กสาวปาดน้ำตาก่อนจะค่อยๆ รวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปรูดซิบกางเกงให้เขา แต่เธอก็ยังคงหวาดกลัวสิ่งที่ซุกซ่อนด้านในอยู่ดี “เอามันออกมาซะต้นหยง” “นะ…หนู
พายัพเดินทางมาถึงผับ พบว่าต้นหยงและเพื่อนที่มาด้วยกันเมาแอ๋จนสลบไปแล้ว เขาจึงสั่งให้ลูกน้องคนสนิทคือสิงหาและองอาจแบกร่างเล็กของทั้งคู่ขึ้นชั้นบน การปรากฏตัวของพายัพที่นี่ดึงดูดความสนใจไม่น้อย เพียงไม่นานคิเรย์เจ้าของผับก็ปรากฏตัวขึ้นหลังจากให้เขาทนนั่งรอหลายนาที “มาหากูถึงนี่มีไรวะ” หนุ่มลูกครึ่งไทยญี่ปุ่นหน้าตาหล่อเหลาเอ่ยถามพร้อมนั่งตรงข้ามเพื่อนสนิท หัวคิ้วขมวดมองด้วยความสงสัย ปกติพายัพเป็นคนติดงานและน้อยมากที่มันจะเป็นฝ่ายมาหาเพื่อนก่อน นอกจากเป็นเรื่องสำคัญจริงๆ “ผับของมึงไม่ได้คัดกรองแขกเลยเหรอวะ ทำไมปล่อยให้เด็กอายุไม่ถึงยี่สิบเข้ามาได้” น้ำเสียงฉุนและใบหน้าแสดงอาการไม่พอใจทำให้คิเรย์รู้ว่าเพื่อนกำลังจริงจังมากแค่ไหน แต่สิ่งที่พายัพพูดมากำลังทำให้เขางุนงง “เด็กที่ไหนของมึงวะ ผับกูการ์ดคุมเข้มทุกคน มันไม่มีใครรอดสายตากูไปได้หรอก” “เหรอ งั้นมึงมาดูนี่” พายัพพูดเสร็จก็ลุกขึ้นเดินนำเจ้าของผับมายังอีกห้องที่สามารถทะลุถึงกันได้ ปรากฏให้เห็นร่างเล็กของเด็กสาวสองคนที่นอนแก้มแดงบนเตียงด้วยความเมามาย “เฮ้ย! น้องเห็ด” คิเรย์ตาโตในทันทีเพราะเด็กสาวชุดสีชมพูคือหลานของตัวเอง ส่
“พอดีในครัวเด็กมันป่วยกันหลายคนเลยไม่ได้มาทำงาน ป้าขอแรงหนูต้นหยงยกน้ำกับขนมไปให้แขกคุณพายัพหน่อยสิลูก” “แต่เมื่อวานป้าบอกหนูเองนี่คะว่าถ้างานไหนที่คุณพายัพไม่ได้สั่งให้หนูทำ หนูก็ไม่ควรเข้าไปยุ่ง” ฉันยังจำได้เลยนะ ป้าแม่บ้านใหญ่ลืมไปแล้วเหรอ “ก็เมื่อวานมันไม่ใช่งานเร่งงานด่วนเหมือนในตอนนี้ อีกอย่างในครัวก็ขาดคนไปเยอะ แต่ถ้าหนูไม่เต็มใจจะช่วยป้าก็ไม่ว่าอะไรหรอก” ฉันดูเป็นคนใจร้ายไปเลย “ก็ได้ค่ะ หนูช่วยก็ได้” รับปากทั้งที่ไม่อยากเห็นหน้าคนใจร้าย เกิดฉันทำอะไรไม่เข้าท่าขึ้นมาอีกคงได้อับอายแขกเขากันพอดี ป้าแม่บ้านใหญ่ให้ฉันนำน้ำและขนมไปเสิร์ฟคู่กับสาวใช้อีกคนยังชั้นบนของบ้าน ภายในห้องมีคุณพายัพนั่งคุยบางอย่างด้วยสีหน้าจริงจัง ผู้รับฟังที่เหลือสี่คนคือเพื่อนของเขา ส่วนผู้หญิงหนึ่งเดียวคือคุณจุ๊บแจง ฉันไม่ได้มองพวกเขานานนักแต่รีบนำน้ำกับขนมไปเสิร์ฟตามหน้าที่ที่ได้รับสั่ง ไม่แน่ใจว่าคุณพายัพตั้งใจมองฉันหรือเปล่า แต่ตอนที่เงยหน้าขึ้นก็ดันสบตาเข้ากับเขาที่จ้องมองกันอยู่ก่อนแล้ว สีหน้าแววตาของเขาเต็มไปด้วยความเย็นชา แล้วคิดว่าเขาทำเป็นแค่คนเดียวเหรอไง ฉันก็ตีหน้านิ่งไร้อารมณ์กลับ เสมือนว่
เจ้าของคลับเอ่ยปากไล่ฉันเองว่าจะไปไหนก็ไป แต่พอฉันจะไปจริง เขาก็สั่งให้พี่ตะวันพาฉันไปรู้จักกับพี่ๆ ที่บาร์เหล้า แล้วอย่างนี้จะมีตัวเลือกให้ตั้งแต่แรกทำไม “นี่คือคุณต้นหยง ลูกหนี้ของคุณพายัพ” พี่ตะวันแนะนำตัวฉันได้ตรงไปตรงมา ไม่มีอ้อม ไม่มีเลี้ยวแม้แต่นิดเดียว ซึ่งเมื่อบอกไปแล้วฉันก็ได้แต่ยิ้มแหยพร้อมยกมือไหว้สวัสดีพวกพี่ๆ ที่จ้องมองมาเป็นตาเดียว “หนูชื่อต้นหยงค่ะ เรียกหยงเฉยๆ ก็ได้ ฝากตัวด้วยนะคะพี่ๆ” อ่อนน้อมถ่อมตนสุดๆ “พี่ชื่อคินทร์นะครับ โสด ยังไม่มีหวานใจ” พี่ผู้ชายคนแรกแนะนำตัวเองด้วยรอยยิ้มหวานแกมกะล่อน พร้อมยื่นมือมาทำความรู้จักกับฉัน แต่เขาก็โดนพี่ผู้หญิงอีกคนกระแทกตัวจนกระเด็นออกจากวงไปซะก่อน “น้อยๆ หน่อยไอ้คินทร์ แกไม่ได้ยินที่ตะวันบอกรึไงว่าน้องต้นหยงเป็นลูกหนี้คุณพายัพ ยังจะหน้าม่อไม่เลือกเดี๋ยวก็ได้หัวกุดหรอก” พี่สาวท่าทางใจดีคนนี้พูดจบก็หันมายิ้มแย้มกับฉัน “พี่ชื่อลิตานะคะ เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ ถ้าน้องหยงต้องการอะไรเรียกใช้ได้ตลอดเลย” “โห หยงไม่กล้าหรอกค่ะพี่” ฉันรีบยกมือปฏิเสธเพราะว่าตัวเองไม่ได้ใหญ่โตมาจากไหน เป็นเพียงลูกหนี้เจ้าของคลับเท่านั้น “ไม่ต้องเกรงใจหรอก
“ว้ายยยย!” เสียงกรีดร้องของต้นหยงดังพร้อมกับเสียงน้ำในอ่างที่กระเพื่อมใส่ตัวจนเปียกโชกเพราะพายัพดึงร่างเด็กสาวลงมาจนตอนนี้เธอคร่อมตัวเปล่าเปลือยของเขา “คะ…คุณทำอะไรคะเนี่ย อื้อออ! อึก” ยังไม่ทันได้ส่งเสียงน่ารำคาญไปมากกว่านั้น ริมฝีปากอวบอิ่มโดนประกบจูบอย่างรวดเร็ว แม้จะขัดขืนตั้งใจดิ้นหนีขลุกขลักในอ้อมกอดแข็งแรงแต่กลับโดนมือหยาบจับรั้งไว้แน่น เขาล็อคศรีษะเธอให้เอียงรับจูบเร่าร้อน ฟันคมๆ ขบกัดกลีบปากจนเลือดซิบเพราะเห็นว่าต้นหยงไม่ให้ความร่วมมือ จนเมื่อเธอเผลออ้าปากเพราะความเจ็บ เขาจึงดันลิ้นร้อนเกี่ยวกระหวัด สำรวจทั่วโพรงปากอิ่ม จูบกระชากวิญญาณจนต้นหยงที่ไม่ประสีประสาและพึ่งถูกผู้ชายจูบครั้งแรกแทบขาดอากาศหายใจ “อึก…อื้อ” พายัพป้อนจูบรุนแรงหนักหน่วงใส่เด็กสาวมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งเป็นการลงโทษและความปรารถนาที่กำลังก่อตัว เขาคงเผลอใจไปมากกว่านี้หากต้นหยงไม่ทุบอกซ้ำๆ เรียกสติ “เฮือกกก! ฮึก” เมื่อหลุดจากพันธนาการริมฝีปากเดือดเร่า ต้นหยงที่ทั้งตกใจและเสียขวัญจนไม่อาจกลั้นน้ำตาไหว เธอทั้งเจ็บปากและเจ็บใจที่เขาทำราวกับเธอเป็นแค่ที่ระบายอารมณ์ “ร้องไห้ทำไมวะ!” พายัพถามเสียงหงุดหงิด ทั้งที่เข
หลังกลับจากภูเก็ต ต้นหยงยังต้องทำงานใช้หนี้ที่คฤหาสน์ตระกูลอัครเตโชภิวัฒน์ เพียงแต่งานของเธอไม่ได้มากมายร่ายยาวเป็นหางว่าวเหมือนครั้งแรกอีกแล้ว เด็กสาวรู้มาจากปากแม่นมถึงเรื่องครั้งก่อนที่เขาลงโทษเธอโดยการให้เป็นเหยื่อล่อเสือ เสือที่แปลว่าเสือจริงๆ สัตว์สี่ขาที่เลี้ยงไว้ในคฤหาสน์ของเขา แม่นมบอกว่าจริงๆ มันคือแผนลองใจ คุณพายัพก็แค่อยากรู้ว่าต้นหยงเป็นคนนิสัยใจคออย่างไร และสิ่งที่เห็นคือเด็กสาวออกหน้ารับผิดแทนทุกคน ไม่ได้โยนความผิดให้ใครเลย ตั้งแต่รู้เรื่องนี้เธอก็ระมัดระวังตัวเองเป็นอย่างดีเพราะกลัวเขามีแผนบ้าๆ พิสดารมาลองใจกันอีก ในทุกๆ วันต้นหยงจะรีบทำงานในส่วนของตัวเองให้เสร็จ ทำให้เธอมีเวลามากพอที่จะรับงานเสริมพิเศษเพื่อหารายได้อีกทาง นั่นก็คือเป็นพนักงานพาร์ทไทม์ร้านคาเฟ่ “สวัสดีค่ะคุณลูกค้า รับเมนูอะไรดีคะ” เด็กสาวใบหน้าสวยหวานเด่นสะดุดสายตาแขกหลายคน รอยยิ้มของต้นหยง เรียกได้ว่าทำให้พื้นที่โดยรอบสว่างสดใสขึ้นมาในทันที “พี่เอาชาส้ม ทีรามิสุและก็ชีสเค้กค่ะ” ระหว่างที่กำลังยืนจดเมนูอย่างตกอกตั้งใจ ต้นหยงไม่มีทางรู้เลยว่าการที่เธอหนีมาทำงานแบบนี้กำลังจะสร้างความเดือดร้อนแก่ตัวเอ







