เข้าสู่ระบบหว่านถิงกลับถึงจวนของนางโดยการมาส่งจากองค์ชายเจ็ดหยวนซิน ร่างอันบอบบางสั่นระริกเดินกระชับเสื้อคลุมที่องค์ชายเจ็ดสวมให้เข้าหากันเมื่อนางเริ่มหนาวมากขึ้น
ริมฝีปากอวบอิ่มก็เริ่มเซียดเซียวไม่ต่างกัน ดึกป่านนี้แล้วไม่รู้พี่ชายของนางกลับจวนมาบ้างหรือยัง ใบหน้างามเผยความอ้างว้างและเหงาภายในจิตใจออกมา จวนที่ช่างกว้างใหญ่หรูหรามีข้าทาสบริวารมากมายแต่กลับมีเพียงนางเพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ ส่วนพี่ชายของนางนั้นตั้งแต่ที่เขาตั้งใจสืบทอดตำแหน่งองครักษ์หลวงต่อจากบิดา เขาก็แทบไม่ว่างมานั่งกินข้าวกับนางเช่นเมื่อก่อนนั้นอีกเลย ลู่จูนรีบเข้ามากุมฝ่ามือบางของท่านหญิงหว่านถิงเอาไว้เพื่อให้ไออุ่นจากฝ่ามือของนางมอบความอบอุ่นให้แก่ท่านหญิง “โธ่….ท่านหญิงของบ่าวตัวเย็นเฉียบเลยเจ้าคะ มาเถอะบ่าวจะเตรียมน้ำอุ่นให้ท่านเอง” “ขอบใจนะลู่จิน หากเจ้าเป็นบุรุษข้าจะแต่งกับเจ้า” “โธ่….ท่านหญิงของลู่จิน ถึงอย่างไรลู่จินเชื่อว่าสักวันท่านหญิงของบ่าวจะต้องเจอบุรุษที่รักท่านและท่านก็รักเขาเช่นกัน” หว่านถิงเผยรอยยิ้มบางๆ ให้กับลู่จินก่อนจะเดินตามลู่จินกลับเรือนของนางไป ไม่รู้ป่านนี้ท่านแม่ทัพเทียนเฉิงจะประคบประหงมจื่อลั่วไปถึงไหนแล้ว ภายในเรือนอันหรูหราของท่านหญิงหว่านถิง ร่างอันบอบบางนั่งอยู่ที่ริมหน้าต่างหลังจากที่อาบน้ำเปลี่ยนชุดเตรียมจะเข้านอน ใบหน้างามเหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าในยามค่ำคืนที่ยังคงเต็มดวงส่องแสงสว่างงามจับตา ฝ่ามืออันนุ่มนิ่มหยิบถุงเครื่องรางที่เตรียมจะมอบให้แก่ท่านแม่ทัพเทียนเฉิงขึ้นมามองดู มันทั้งเปียกไปหมดแต่หว่านถิงนั้นยังคงกำมันเอาไว้จนแน่น นางมองดูถุงเครื่องรางด้วยสายตาที่สั่นไหวนิ่งๆ ก่อนจะตัดสินใจวางมันทิ้งไว้บนโต๊ะเช่นนั้นและลุกขึ้นเดินไปที่เตียงเพื่อเข้านอนสักที ฟึ่บ…..หว่านถิงทิ้งตัวลงนอนบนที่นอนอย่างไร้ซึ่งเรียวแรง นางยังคงข่มตาลงนอนไม่หลับ แววตาคู่สวยมองขึ้นไปบนเพดานห้องของนางอย่างเหม่อลอย “ข้าจะขอรองอีกสักตั้ง หากท่านยังไม่เปลี่ยนใจมารักข้าสักที ข้าจะเลิกตามขอเศษเสี้ยวความรักจากท่านแล้วนะ” หว่านถิงหลับตาลง นางอดคิดถึงภาพที่ท่านแม่ทัพเทียนเฉิงมองไปที่จื่อลั่วด้วยสายตาที่อบอุ่นอ่อนโยนด้วยความอิจฉาที่มีต่อจื่อลั่วไม่ได้ นางไม่ต้องร้องขอสิ่งใด ท่านแม่ทัพก็พร้อมจะหยิบยื่นความรักไปให้แก่นางเสมอ ทุกอย่างที่จื่อลั่วพูดหรือบอกแก่เขา ท่านแม่ทัพก็พร้อมที่จะรับฟังนางเสมอ เขาพร้อมที่จะเอาตนเองปกป้องจื่อลั่วทุกครั้งยามที่นางมีภัย ส่วนตัวของนางนั้นแทบไม่เคยอยู่ในสาตาของท่านแม่ทัพเลย นางยังจำได้เมื่อตอนที่นางนั้นอายุแปดปี นางยังจำคำปลอบใจที่ช่างอบอุ่นอ่อนโยนจากเทียนเฉิงได้ไม่เคยลืม เขาเข้ามาโอบไหล่ของนาง ในวันที่นางนั้นสูญเสียบิดาไปอย่างไม่มีวันกลับ ทุกครั้งที่เขามาหาพี่ชายของนาง เทียนเฉิงก็มักจะเอาขนมมาฝากนางทุกครั้ง เขามักจะมีรอยยิ้มมอบให้แก่นางเสมอ ทุกคำพูดในอดีตของเขาช่างอ่อนโยนต่อนางเสมอ จนกระทั่งวันที่นางถึงวัยปักปิ่น นางเฝ้าทนเก็บความรักที่มีต่อสหายของพี่ชายมานาน จึงสารภาพรักต่อเขาไปในวันที่เขานำของขวัญมามอบให้แก่นางในวันปักปิ่นของนาง “พี่เทียนเฉิงท่านมาจริงๆ ด้วย” หว่านถิงส่งยิ้มให้กับสหายของพี่ชายนาง วันนี้ผู้คนต่างเข้ามาอวยพรแสดงความยินดีที่นางถึงวัยปักปิ่น แต่มีเพียงแค่คนเดียวที่หว่านถิงนั้นรอคอยการมาของเขามากกว่าผู้ใด ในสายตาคู่สวยของนางสะท้อนเพียงใบหน้าอันหล่อเหลาของเทียนเฉิงจนพราวระยับจับตา “ข้าต้องมาสิ นี่ของขวัญจากข้าเจ้าถึงวัยปักปิ่นแล้วจะทำอะไรก็อย่าดื้อเช่นตอนเด็กๆ อีก ข้าเป็นห่วงรู้หรือไม่เลิกทำตัวก๊ากกั่นเอาแต่ใจได้แล้ว เจ้าโตเป็นสาวเต็มตัวแล้วนะถิงถิง” หว่านถิงดั่งคนโง่งมงาย นางยิ้มขึ้นมาอย่างเหม่อลอยจ้องมองดูเทียนเฉิงขยี้กลุ่มผมของนางเบาๆ อย่างที่เขามักชอบทำเพื่อแกล้งนางอย่างไม่ละสายตาจากเขาไปไหน ยิ่งเห็นว่าเขาทำดีกับตนเองอย่างดี หว่านถิงผู้ไร้เดียงสาจึงคิดเข้าข้างตนเองว่าเขานั้นอาจจะมีใจให้กับนางเช่นกันจึงคิดสารภาพรักกับเขาไปตามตรง “พี่เทียนเฉิง” “อะไรหรือ” หว่านถิงกำกล่องไม้ลายฉลุที่เทียนเฉิงให้กับนางเป็นของขวัญวันปักปิ่นด้วยความประหม่า นางมองสบตาคู่คมของเขาอย่างสั่นไหว เสียงในหัวใจขอนางเต้นตึกตักโครมครามอย่างบ้าคลั่ง ตึกตักๆๆๆ “ข้ารักท่านพี่เทียนเฉิง” “ถิงถิงนี่เจ้า” เทียนเฉิงตกใจไม่ใช่น้อย เขาไม่คิดว่าน้องสาวของสหายจะสารภาพรักต่อเขาตรงๆ เช่นนี้ แต่เขานั้นคิดกับนางแค่น้องสาวเท่านั้นมิหน้ำซ้ำในใจของเขาก็มีสตรีที่หมายปองเอาไว้แล้วต่างหาก เทียนเฉิงเผยแววตาที่สั่นไหวยามที่หว่านถิงจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักอันลึกซึ้งของนาง “หว่านถิง ข้าไม่ได้รักเจ้าเช่นชู้สาว แต่ข้ารักเจ้าเช่นน้องสาว อีกอย่างข้ามีคนในใจแล้วเจ้าอย่าทำเช่นนี้เลยข้าอึดอัดใจที่จะเห็นว่าความสัมพันธ์ของเราจะสั่นคลอนเพราะเรื่องนี้” อึก….หว่านถิงไม่ได้เตรียมใจที่จะอกหักเช่นนี้ รอยยิ้มอันหวานชื่นของนางอันตรธานหายวับไปกับตาทันที ความเสียใจผิดหวังก็เข้ามาแทรกในใจดวงน้อยๆ ของนางอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว “แต่ข้ารักท่าน แล้วที่ผ่านมาท่านมาทำให้ข้าสับสนทำไมกัน ไม่รักแล้วเหตุใดต้องดีกับข้าทุกอย่างคอยใส่ใจข้าเพื่ออะไร” ปึกๆๆ เทียนเฉิงเองก็ยอมให้หว่านถิงตีเข้าที่อกแกร่งของเขานิ่งๆ เขารับรู้ถึงความเสียใจจากนางได้เขาเองก็เสียใจ แต่จะทำเช่นไรได้ในเมื่อในใจของเขาไม่ได้รักนาง “ข้าขอโทษหว่านถิง” เทียนเฉิงสั่นไหวในแววตาคู่คมของเขาอย่างรุนแรง ยิ่งเห็นว่าหว่านถิงเสียสติตีเข้าที่ตัวเขาอย่างแรงเขาก็ยิ่งใจเสียหน้าชาตัวชาวาบไปทั้งตัว “ข้าจะเกี้ยวท่านมาเป็นของข้าให้ได้ ใครที่คิดแย่งท่านไปจากข้า ข้าหว่านถิงจะกำจัดให้หมดทุกคนไม่มียกเว้น ข้ารักท่านก่อนใครทั้งนั้นข้าไม่ยอมที่จะทนเห็นว่าท่านรักคนอื่นไม่ใช่ข้า” หว่านถิงพูดความในใจของนางต่อเทียนเฉิงอย่างเด็ดเดี่ยว ก่อนที่นางจะจ้องตาอันเศร้าเสียใจของนางมองตาของเขาที่เอาแต่นิ่งเฉยใส่นางเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่นางจะวิ่งหนีเขาไป และนับตั้งแต่นั้นมา หว่านถิงก็ตามเกี้ยวพาสหายของพี่ชายนางทุกวันไม่เคยขาด ทั้งทำขนมอาหาร แม้กระทั่งเย็นเสื้อคลุมรองเท้าถุงหอมและอีกมากที่นางจำได้ว่าเขาจะชอบ และอีกสิ่งที่นางนั้นก็ทำมาตลอดเช่นกันนั่นก็คือกีดกันสตรีทุกคนที่คิดมอบความรักให้แก่บุรุษที่นางรัก และยิ่งมารู้ว่าสตรีที่เทียนเฉิงรักมันคือไป๋จื่อลั่วผู้ที่ต่ำต้อยกว่านางหว่านถิง ก็ยิ่งเสียใจและอิจฉาจื่อลั่ว นางจึงเกลียดขี้หน้าจื่อลั่วทันที และตามกลั้นแกล้งจื่อลั่วทุกทางเพื่อที่จะกำจัดจื่อลั่วออกไปจากวงโคจรในชีวิตของท่านแม่ทัพเทียนเฉิงเช่นสตรีทุกคนที่หว่านถิงเคยลงมือจัดการ แต่ผลก็ยังเป็นนางที่ผิดหวัง มิหน้ำซ้ำนางยังกลายเป็นนางมารร้ายในสายตาของบุรุษที่นางรักอีกต่างหาก หว่านถิงจำไม่ได้แล้วว่าครั้งสุดท้ายที่นางได้รับรอยยิ้มจากเขามันคือตอนไหนกันแน่ เพราะทุกวันนี้นางได้รับแต่ใบหน้าที่เย็นชาและคำพูดที่เชือดเฉือนจากเขาแทบทุกวัน นางไม่เคยท้อใจแม้จะรู้ว่าสิ่งที่นางนั้นมอบให้เทียนเฉิงเขาจะไม่เคยต้องการ ผิดกับจื่อลั่วที่แม้แต่แค่ข้าวต้มอันจืดจางเขาก็พร้อมจะรับเอาจากนางด้วยความเต็มใจ อีกใจนั้นก็ช่างดื้อด้าน ดึงดันแม้รู้ว่าตัวเองจะต้องทนเจ็บปวดจากความรักที่ไม่สมหวัง แต่อีกใจนั้นก็อยากจะเดินหนีเขาไปให้พ้นๆ แต่เมื่อใดที่นางคิดที่จะตัดใจหว่านถิงก็ทำไม่เคยได้สักที ในคืนนั้นนางพยายามอย่างหนักที่จะข่มตาหลับให้ลง ไม่รู้ว่านางนอนพลิกกายอยู่บนที่นอนไปกี่รอบ แต่กว่าที่หว่านถิงจะหลับได้ก็เกือบรุ่งสางเสียแล้วหว่านถิงที่เพิ่งจะออกมาจากตำหนักของฮ่องเต้มา นางเดินผ่านมาแถวอุทยานหลวงและเสียงคนวิวาทตบตีกันมันดังจนนางต้องหยุดดูแต่ภาพที่นางเห็นมันคืองค์หญิงซินอ้าย ที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงสตรีที่ไร้ทางสู้เช่นจื่อลั่ว คราแรกหว่านถิงจะทำเพียงยืนดูจื่อลั่วถูกองค์หญิงซินอ้ายรังแกเฉยๆแต่ภาพที่องค์หญิงซินอ้ายผลักแผ่นหลังของจื่อลั่วให้กระโดดลงสระน้ำขนาดใหญ่ตรงหน้าต่างหากที่ทำให้หว่านถิงเริ่มใจอ่อนนางรู้ว่าจื่อลั่วว่ายน้ำไม่เป็นเพราะเมื่อคืนก่อนจื่อลั่วก็เกือบทำให้นางขาดอากาศหายใจใต้น้ำตายมาแล้ว เพราะความหวาดกลัวของคนที่ กระเสือกกระสนเอาตัวรอดจากการจมน้ำส่วนจื่อลั่วทั้งหวาดกลัวทั้งอยากจะร้องไห้ นางที่ไร้อำนาจต่อกรได้แต่จำใจปล่อยให้ผู้อื่นรังแกนาง ในสมองน้อยๆ นึกถึงท่านแม่ทัพเทียนเฉิงที่เปรียบเสมือนพี่ชายของนาง มักจะคอยปกป้องช่วยเหลือนางเสมอหากตอนนี้เขาอยู่ก็คงจะดีหมับ…..แต่แล้วในตอนที่จื่อลั่วหลับหูหลับตาจะยอมกระโดดลงสระน้ำทั้งที่ตัวเองว่ายน้ำไม่เป็นก็มีมือของใครสักคนมาดึงรั้งแขนของนางเอาไว้เสียก่อน“หว่านถิงเจ้ามาได้เช่นไร”“ท่านหญิง”จื่อลั่วนั้นเผยแววตาที่ทราบซึ้งใจออกมาอย่างไม่รู้ตัว เมื่อท่านหญิงห
ลู่จินเตรียมแต่งกายให้แก่ท่านหญิงหว่านถิงเพื่อเตรียมเข้าเฝ้าองค์ฮ่องเต้อี้ซวนและฮองเฮาเย่าหลินตั้งแต่เช้าคงจะเป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนก่อนนั้นที่นางตกนำไปพร้อมกับจื่อลั่ว ฝ่าบาทจึงเป็นห่วงนาง ใบหน้างามมองดูความเรียบร้อยของตนเองก่อนจะลุกขึ้นเตรียมเข้าไปยังวังหลวง“ไปเถอะลู่จิน”“เจ้าคะ”“ถิงถิง”“พี่ใหญ่”จางเหวินหลงรีบเข้ามาตรวจดูอาการของน้องสาวด้วยความเป็นห่วง หว่านถิงที่ถูกจับหมุนตัวถึงกับเวียนหัว“พี่ใหญ่ข้าสบายดี”“แต่เมื่อคืนพี่ได้ข่าวจากลู่จินว่าเจ้าตกน้ำกลับมาก็จับไข้หนาวสั่น พี่ติดภารกิจเป็นพี่เองที่ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ”หว่านถิงรีบคว้ากุมมือของพี่ชายนางเอาไว้ หว่านถิงยิ้มให้กับพี่ชายของนางเพื่อให้เขาสบายใจ“เช่นนั้นก็หาเวลาไปกินข้าวกับข้าสักมื้อสิเจ้าคะ ข้าไม่อยู่ได้อยู่กับพี่ใหญ่นานมากแล้วข้าเหงาเบื่อจะตายอยู่แล้ว วันๆ ถ้าไม่ไปหาเรื่องใครก็มีแค่ลู่จินข้าเบื่อจริงๆ”เหวินหลงขยี้กลุ่มผมของน้องสาวเบาๆ ด้วยความเอ็นดู ในใจของเขารู้สึกผิดที่ช่วงหลังๆ มาเขายุ่งจนไม่มีเวลาให้กับนางเลย“ได้สิพี่จะพาเจ้าไปที่เหลาอาหารชื่อดัง กินได้ไม่อั้นดีหรือไม่”“ดีเจ้าคะ ไปเข้าเฝ้าฝ่าบาทกับข้า”“ห๊ะ…
จวนสกุลหวังของท่านแม่ทัพหวังเทียนเฉิงหว่านถิงยืนถือตะกร้าใส่ขนมมาตั้งมายมาก นางยิ้มขึ้นมาด้วยความสุขที่ได้นำของที่นางตั้งใจทำมามอบให้แก่บุรุษที่นางรักแอ๊ด…..ไม่นานมากบ่าวในจวนสกุลหวังก็รีบมาเปิดประตูจวนสกุลหวังให้แก่ท่านหญิงหว่านถิงทันที“คารวะท่านหญิงขอรับ”“เอานี่ไปแบ่งกันกิน ท่านป้ากับท่านลุงอยู่ที่เรือนหรือไม่”“อยู่ขอรับส่วนท่านแม่ทัพอยู่ที่เรือนกำลังฝึกวรยุทธ์อยู่ขอรับท่านหญิง”“อื้ม….”ลู่จินรีบส่งห่อขนมห่อใหญ่ให้แก่บ่าวรับใช้เช่นนี้จนชินตาไปแล้ว ท่านหญิงนั้นมาที่จวนสกุลหวังบ่อยตั้งแต่เด็กๆ พร้อมคุณชายใหญ่จนบ่าวไพร่ทุกคนคุ้นเคยกันดี แต่ช่วงหลังมานี่ตลอดระยะเวลาสามปีต่างหากที่ท่านแม่ทัพห่างเหินจากท่านหญิงหว่านถิงไปร่างอรชรเดินตรงไปยังเรือนใหญ่เพื่อเข้าไปคารวะบิดาารดาของท่านแม่ทัพเทียนเฉิงก่อนที่จะไปหาเขาต่อ“คารวะท่านลุงท่านป้าเจ้าคะ”“อ้าวหว่านถิงเองหรอลูก นั้นเอาอะไรมาฝากลุงกับป้าอีกหรือ”“ขนมน่ะเจ้าค่ะ มีหลายอย่างเชียว”“เช่นนั้นนั่งกับป้าดื่มน้ำชาสักหน่อยเถิด เป็นเช่นไรบ้างวันก่อนนั้นได้ข่าวว่าเจ้าพลัดตกน้ำพร้อมจื่อลั่ว”“ไม่เป็นอะไรมากเจ้าคะจับไข้เล็กน้อยดื่มยาก็หายดีแล้
หว่านถิงกลับถึงจวนของนางโดยการมาส่งจากองค์ชายเจ็ดหยวนซิน ร่างอันบอบบางสั่นระริกเดินกระชับเสื้อคลุมที่องค์ชายเจ็ดสวมให้เข้าหากันเมื่อนางเริ่มหนาวมากขึ้นริมฝีปากอวบอิ่มก็เริ่มเซียดเซียวไม่ต่างกัน ดึกป่านนี้แล้วไม่รู้พี่ชายของนางกลับจวนมาบ้างหรือยัง ใบหน้างามเผยความอ้างว้างและเหงาภายในจิตใจออกมาจวนที่ช่างกว้างใหญ่หรูหรามีข้าทาสบริวารมากมายแต่กลับมีเพียงนางเพียงคนเดียวที่อาศัยอยู่ ส่วนพี่ชายของนางนั้นตั้งแต่ที่เขาตั้งใจสืบทอดตำแหน่งองครักษ์หลวงต่อจากบิดา เขาก็แทบไม่ว่างมานั่งกินข้าวกับนางเช่นเมื่อก่อนนั้นอีกเลยลู่จูนรีบเข้ามากุมฝ่ามือบางของท่านหญิงหว่านถิงเอาไว้เพื่อให้ไออุ่นจากฝ่ามือของนางมอบความอบอุ่นให้แก่ท่านหญิง“โธ่….ท่านหญิงของบ่าวตัวเย็นเฉียบเลยเจ้าคะ มาเถอะบ่าวจะเตรียมน้ำอุ่นให้ท่านเอง”“ขอบใจนะลู่จิน หากเจ้าเป็นบุรุษข้าจะแต่งกับเจ้า”“โธ่….ท่านหญิงของลู่จิน ถึงอย่างไรลู่จินเชื่อว่าสักวันท่านหญิงของบ่าวจะต้องเจอบุรุษที่รักท่านและท่านก็รักเขาเช่นกัน”หว่านถิงเผยรอยยิ้มบางๆ ให้กับลู่จินก่อนจะเดินตามลู่จินกลับเรือนของนางไป ไม่รู้ป่านนี้ท่านแม่ทัพเทียนเฉิงจะประคบประหงมจื่อลั่วไปถึ
ท่านแม่ทัพเทียนเฉิงเดินถือกระบอกน้ำเดินมาตามทางที่จื่อลั่วรอเขาอยู่ด้วยรอยยิ้ม แต่เมื่อเขายิ่งเดินเข้าไปใกล้ สถานการณ์กับดูน่าเป็นห่วงมากขึ้นเมื่อผู้คนต่างมุ่งดูพุ่งเป้าไปที่สระน้ำใจกลางเมืองหลวงเทียนเฉิงที่เห็นเช่นนั้นในใจของเขากระตุกวูบขึ้นมาเพราะความเป็นห่วงจื่อลั่ว ร่างสูงเผลอทิ้งกระบอกน้ำในมือลงพื้นทันที และรีบวิ่งฝ่าฝูงชนเข้าไปดูให้แน่ใจว่าจื่อลั่วจะไม่เป็นอะไรไป“จื่อลั่ว…..”แต่ภาพที่เทียนเฉิงเห็นมันคือสตรีสองคนที่ยื้อยุดชุดกระชากกันอยู่ในสระน้ำ เขาไม่รอช้ารีบกระโดดลงไปคว้าตัวจื่อลั่วขึ้นมาจากน้ำทันที ตูม!!!!….ทุกสายตาต่างจับจ้องไปที่พวกเขาในสระน้ำด้วยความสนใจ มีใครบ้างในเมืองหลวงจะไม่รู้ถึงความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงของพวกเขาทั้งสามคน“เฮือก……”หว่านถิงกลับมาโผล่หัวพ้นน้ำหายใจได้สะดวกขึ้น เมื่อครู่นี้นางเกือบจะแบกรับตัวของจื่อลั่วไม่ไหวอยู่แล้วแต่สายตาของหว่านถิงกลับยิ่งต้องสั่นไหวมากขึ้นเมื่อนางเห็นว่าบุรุษที่นางหลงรักรีบเข้าช่วยเหลือแค่จื่อลั่วเพียงคนเดียว นางต้องทนเห็นว่าเขาเอาใจใส่แค่เพียงจื่อลั่ว สายตาคู่สวยหลั่งน้ำตามองตามแผ่นหลังอันองอาจของเทียนเฉิงที่กำลังพาจื่อลั่วขึ
ณ.แคว้นเหยียนอันยิ่งใหญ่และเจริญรุ่งเรือง เพราะมีองค์ฮ่องเต้เฉินอี้ซวนผู้ปรีชาสามารถและมีพระเมตตาปกครองแผ่นดินด้วยความเที่ยงธรรมนอกจากที่แคว้นเหยียนจะรุ่งเรืองมากไปด้วยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์แล้ว ทางการทหารก็ไม่เคยน้อยหน้าแคว้นไหนทั้งนั้น ชื่อเสียงของแคว้นเหยียนดังไปไกลทั่วทั้งแคว้นใกล้เคียง และหนึ่งในนั้นก็คือเสียงล่ำลือถึงความงามอันเป็นเลิศของท่านหญิงจางหว่านถิง พระธิดาบุญธรรมของฮ่องเต้เฉินอี้ซวนนางได้รับการเอ็นดูจากพระองค์มากยิ่งกว่าพระธิดาที่เกิดจากเหล่าพระสนมเสียอีก นางมีใบหน้างดงามสะกดสายตา ตาที่กลมโตน่ารักแต่กลับแฝงไปด้วยเย่อหยิ่งจองหองไม่เคยเห็นผู้ใดในสายตานอกจากบุรุษที่นางตกหลุมรักเช่นท่านแม่ทัพหวังเทียนเฉิงผู้เดียวเสียงผู้คนต่างพูดคุยกันจอแจมากไม่น้อยเพราะค่ำคืนนี้แคว้นเหยียนจัดงานโคมไฟประจำปี มีทั้งมหรสพอันรื่นเริงมากมายที่จัดแสดงให้แก่ชาวแคว้นเหยียนได้สำราญใจในคืนนี้ทั้งเด็กและบุรุษสตรีต่างถยอยออกมาเที่ยวชมความงามของเทศกาลโคมไฟในคืนนี้กันอย่าคับคั่งภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องสว่างและแสงจากโคมไฟในงานที่ห้อยเรียงรายตามแนวทางเดิน ช่วยส่งเสริมใบหน้าที่งดงามหาใดเปรียบของท่านหญิง







