Masukวันนี้เป็นวันแรกที่หยางรุ่ยหลินจะได้ออกจากจวนตระกูลหยาง หลังจากที่ถูกกักบริเวณมาครบหนึ่งเดือน ตอนนี้ร่างกายแข็งแรงขึ้นมากจนท่านพ่อท่านและพี่ชายทั้งสี่ยังตกใจ ว่ารุ่ยหลินไปทำอะไรถึงร่างกายแข็งแรงมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ผิวที่เคยซีดกลับมีเลือดฝาดอย่างเห็นได้ชัดเจน ร่างกายที่ผอมแห้งกลับมีน้ำมีนวลขึ้น ปกติรุ่ยหลินเป็นคนกินน้องมากแต่ทุกวันนี้ต้องเติมข้าวตลอด ถึงจะตกใจแต่ทุกคนกลับรู้สึกดีมากที่ดวงใจของพวกเขานั้นแข็งแรงสดใสมากกว่าเดิม ทำให้จวนตระกูลมีชีวิจชีวามากขึ้นไปอีก
รุ่ยหลินนัดกับพี่ชายคนที่สี่หยางห่าวหมิงไว้ว่าจะไปเดินตลาดกัน เพื่อพานางไปผ่อนคลายหลังจากที่ถูกกักบริเวณมาเป็นแรมเดือน ยามเช้าในตลาดเมืองสมัยราชวงศ์ซ่ง คึกคักตั้งแต่แสงแรกยังไม่พ้นขอบฟ้า หมอกบางลอยอ้อยอิ่งเหนือถนนหินก่อนจะถูกเสียงผู้คนปลุกให้สลายหายไป สองข้างทางเรียงรายด้วยร้านค้าไม้ป้ายผ้าสีซีดโบกสะบัดตามลม ตัวอักษรพู่กันเขียนชื่อร้านอย่างสง่างาม บางแผ่นเอียง บางแผ่นเก่า แต่ล้วนบอกถึงกาลเวลาที่ยาวนานของเมืองนี้ เสียงพ่อค้าตะโกนเรียกลูกค้า แทรกกับเสียงหัวเราะ เสียงต่อรอง เสียงเงินทองกระทบกันเบา ๆ เกิดเป็นท่วงทำนองเฉพาะของตลาดยุทธภพ
กลิ่นอาหารลอยคลุ้งขนมแป้งนึ่งร้อน ๆ ซาลาเปาไส้หมู บะหมี่น้ำแกงใส น้ำมันร้อนจากร้านทอด ผสมกับกลิ่นสมุนไพรแห้งจากร้านยาจีนอบอวลจนยากจะแยกออกจากกัน ผู้คนหลากหลายหลั่งไหลผ่านไปมาพ่อค้าในชุดผ้าฝ้าย หญิงชาวบ้านอุ้มเด็ก ขุนนางยศต่ำสวมหมวกผ้า นักพรตสะพายดาบ และจอมยุทธ์ผู้ปิดบังใบหน้าที่สายตาคมกริบเกินกว่าจะเป็นเพียงคนธรรมดา ม้าเดินช้า ๆ ผ่านกลางตลาดล้อรถเกวียนครูดไปตามหินทิ้งรอยเสียงครางต่ำ ขณะที่เด็ก ๆ วิ่งหลบอย่างคล่องแคล่ว เหมือนคุ้นเคยกับความวุ่นวายนี้ดี ใต้ชายคาร้านน้ำชา ชายชรากำลังเล่าเรื่องยุทธภพ เสียงต่ำแต่ชัด เรื่องสำนักใหญ่ เรื่องศัตรูเก่า เรื่องยอดฝีมือที่หายสาบสูญ ผู้ฟังบางคนเพียงยิ้ม บางคนขมวดคิ้ว บางคนเงียบงัน มือแตะดาบโดยไม่รู้ตัว
พี่สี่เล่าว่าในตลาดแห่งนี้ไม่ใช่แค่สินค้าเท่านั้นที่ถูกซื้อขาย แต่ยังมีข่าวสาร ความลับของผู้คนในยุทธภพ หากมองเผินมันคือเพียงตลาดธรรมดา แต่หากมองลึกลงไปนี่คือหัวใจของโลกในนิยายกิมย้ง ที่ทุกก้าวย่างอาจนำไปสู่โชคชะตาหรือหายนะโดยไม่มีใครรู้ล่วงหน้าเลย
พอเดินไปฟังที่พี่สี่เล่าไปด้วยก็เพลินจนตอนนี้ พี่สี่พาเข้ามานั่งในโรงเตี๊ยมเพื่อพักทานขนมและดื่มชากัน เพราะนอกจากจะเดินชมตลาดแล้วพี่สี่ยังจะพาไปที่สำนักสราญรมย์ที่ท่านพ่อไปอบรมลูกศิษย์อยู่ที่นั่น พี่สี่ยังเล่าอีกว่ากิจการบ้านตระกูลหยางภายใต้การดูแลของท่านพ่อหยางฟานไฉ และเป็นรากฐานที่หล่อเลี้ยงสำนักสราญรมย์มาหลายชั่วอายุคน คือหนึ่งในตระกูลพ่อค้ายุทธภพที่มั่งคั่งแต่ไม่โอ้อวด สำหรับคนภายนอกตระกูลหยางคือพ่อค้าใหญ่ สำหรับคนในยุทธภพ
ตระกูลหยางคือเส้นเลือดที่เชื่อมโลกธรรมดากับโลกจอมยุทธ์เข้าด้วยกัน
นอกจากนี้ยังมีโรงค้าสมุนไพรและยาหัตถ์กิจการหลักของตระกูลคือ โรงค้าสมุนไพรและยาหัตถ์มีสาขาอยู่แทบทุกเมืองใหญ่ในแคว้น ขายทั้งสมุนไพรพื้นฐาน ยาฟื้นกำลัง ยารักษาบาดแผล ยาถอนพิษ และยาบำรุงลมปราณระดับกลาง แม้ไม่ใช่ยาอภินิหารแต่ขึ้นชื่อเรื่องซื่อสัตย์และคุณภาพสม่ำเสมอ จนแม้แต่สำนักใหญ่หรือจอมยุทธ์พเนจรยังเลือกใช้ยาของตระกูลหยาง
ตระกูลหยางมีกองคาราวานของตนเองคุ้มกันโดยศิษย์สำนักสราญรมย์และมือดีรับจ้าง เส้นทางการค้าพาดผ่านทั้งภูเขา ป่า และเมืองชายแดน เชื่อมโยงป่าสมุนไพรหายาก ของป่า แร่ธาตุและสินค้าเฉพาะถิ่น ข่าวลือในยุทธภพพูดกันว่า
“ถ้าของหายากอยู่บนเส้นทางการค้า ต้องเคยผ่านมือตระกูลหยางแน่นอน”
นอกจากนี้ยังโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยมสราญรมย์คือแหล่งพักของพ่อค้าและจอมยุทธ์ ไม่เน้นหรูแต่สะอาดปลอดภัยและข่าวไวเชื่อถือได้ คนที่เข้ามาพักโรงน้ำชาและโรงเตี๊ยมสราญรมย์ทุกคนล้วนเป็นชาวยุทธและเป็นที่ที่ได้รับความนิยมมาก เพราะที่นี่ไม่ถามที่มา ไม่ถามศัตรู ไม่ซักไซ้ตราบใดที่ไม่ก่อเรื่องข่าวสารยุทธภพจำนวนมากเริ่มต้นจากโต๊ะน้ำชาในโรงเตี๊ยมของตระกูลหยาง
ตระกูลหยางยังทำกิจการตั๋วเงิน รับฝากเงิน แลกเงิน ออกตั๋วเดินทาง เป็นกิจการที่ต้องใช้ ชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือและเครือข่ายกว้างขวาง ซึ่งท่านพ่อหยางฟานไฉทำได้ดีจนแม้ขุนนางระดับกลางยังใช้บริการอย่างลับ ๆ
ที่จริงรุ่ยหลินมีหน้าที่ที่ต้องทำเช่นกันต่อหน้าคนทั่วไปหยางรุ่ยหลินเป็นเพียงคุณหนูผู้บอบบาง ไม่ข้องเกี่ยวกิจการ แต่ในความเป็นจริงนางได้รับการสอนให้อ่านบัญชี แยกคุณภาพสมุนไพร เข้าใจเส้นทางการค้า ประเมินคนจากคำพูดไม่กี่ประโยค ตั้งแต่ยังเด็กและหลังจากฟื้นจากความตาย รุ่ยหลินเริ่มมองกิจการเหล่านี้ ด้วยสายตาของนักสู้และนักวางแผน นางรู้ดีว่าเงิน เส้นทาง ยา และข่าวสาร คืออาวุธที่ทรงพลังไม่แพ้กำลังภายในใด ๆ บ้านตระกูลหยาง จึงไม่ใช่แค่ตระกูลพ่อค้า แต่คือเสาหลักเงียบงันของยุทธภพ ที่วันหนึ่งอาจเป็นหมากสำคัญในกระดานชะตาที่กำลังจะพลิกผัน
“พี่รู้ว่าเจ้าจำอะไรไม่ค่อยได้ แต่ไม่ต้องรีบหรอกน้อง จะจำได้หรือจำไม่ได้ เจ้าก็เป็นหยางรุ่ยหลิน เป็นคุณหนูตระกูลอยางที่ทุกคนรักเสมอ”
ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ
เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง
ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง
หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย
รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ
หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่







