Masukหยางรุ่ยหลินวัยสิบแปดปีบุตรสาวคนเดียวของหยางฟานไฉ เจ้าสำนักสราญรมย์ นางมิใช่ความงามที่สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น แต่เป็นความงามที่ค่อย ๆ แทรกซึมราวสายน้ำเย็นที่ไหลผ่านหัวใจโดยไม่รู้ตัว ผิวขาวเนียนราวหยกขัดซีดบางจากร่างกายอ่อนแอ กลับยิ่งขับให้ดูบอบบางน่าสงสารราวดอกเหมยแรกแย้มท่ามกลางหิมะ
ดวงหน้ารูปไข่คิ้วเรียวโค้งเป็นธรรมชาติ ดวงตาเรียวยาว หางตาตกเล็กน้อย เมื่อมองเผิน ๆ จะดูอ่อนโยนว่าง่าย แต่หากสบตานานพอจะเห็นแววลึกซึ้งเหมือนซ่อนคลื่นใต้น้ำเอาไว้ จมูกโด่งได้รูปริมฝีปากบางสีอ่อน ยามเงียบงันดูบอบบาง ยามยิ้มกลับอ่อนหวานจนยากจะละสายตา
เรือนผมยาวดำสนิทมักถูกรวบอย่างเรียบร้อย ไม่ประดับอาภรณ์ฉูดฉาดเพียงปิ่นหยกขาวเรียบ ๆ กลับยิ่งขับให้สง่างามสมฐานะคุณหนูใหญ่ รูปร่างของหยางรุ่ยหลิน สูงโปร่ง อรชร ไหล่บาง เอวคอด กิริยาทุกการเคลื่อนไหวสุภาพ อ่อนช้อย ดั่งบุตรีผู้เติบโตในสำนักใหญ่
นางมิใช่งามคมคาย มิใช่งามเร่าร้อนแต่เป็นความงามที่ทำให้ผู้พบเห็น อยากปกป้อง อยากทะนุถนอม และยิ่งนานวันยิ่งยากจะละสายตา งามสงบ งามลึก งามจนไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่า ภายใต้ร่างบอบบางนั้น กำลังซ่อนจิตวิญญาณของนักสู้ จากอีกโลกหนึ่งที่พร้อมจะเปลี่ยนชะตาของตัวเองใหม่ทั้ง
หนึ่งเดือนต่อมา
หนึ่งเดือนหลังจากลืมตาขึ้นในโลกใบใหม่น้ำผึ้งในร่างของหยางรุ่ยหลิน ไม่ยอมปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอเป็นโซ่ตรวนอีกต่อไป ช่วงวันแรกนางยังอ่อนแรงชีพจรแผ่วลมหายใจสั้นเพียงเดินไม่กี่ก้าวก็เหนื่อย แต่ในหัวใจของนาง คือจิตวิญญาณของนักสู้คนที่เคยฝึกซ้อมวันละหลายชั่วโมงเคยล้มแล้วลุกเคยแพ้แล้วกลับมาใหม่ นางรู้ดีร่างนี้ยังพอแก้ไขได้
เช้าวันหนึ่งขณะออกมาเดินปรับร่างกายตามคำสั่งหมอ นางหลงทางเข้าไปหลังจวนจนพบพื้นที่เงียบสงบโดยบังเอิญ เป็นป่ากล้วยต้นกล้วยขึ้นแน่นใบใหญ่บดบังสายตา พื้นดินชื้นไม่มีบ่าวไพร่ผ่าน ไม่มีใครสนใจ รุ่ยหลินยืนมองอยู่ครู่หนึ่งหัวใจเต้นแรงเหมือนเวทีซ้อมในอดีตหวนกลับมา
ตั้งแต่วันนั้นมายามฟ้ายังไม่สว่าง ก่อนบ่าวจะตื่นก่อนเจ้าสำนักจะออกตรวจสำนัก หยางรุ่ยหลินจะหายตัวไปจากเรือนไปยังป่ากล้วยแห่งนั้น นางเริ่มจากพื้นฐานที่สุดการยืน การหายใจ การขยับร่างกายอย่างถูกจังหวะ แม้ร่างนี้จะไม่คุ้น แต่สมองและจิตสำนึกยังจำได้ การวอร์มกล้ามเนื้อ การตั้งการ์ดการลงน้ำหนัก หมัดแรกที่ชกออกไป เบา ช้า ไร้พลัง แต่นางไม่หยุดทุกเช้าจะฝึกออกหมัดหลายร้อย เตะนับร้อย เหงื่อไหลชุ่มลมหายใจหอบหัวใจเต้นแรงจนเจ็บอก บางวันร่างกายทรุดล้มลงกับพื้นดินมือสั่นตาพร่า นางนอนหอบอยู่ใต้ต้นกล้วยมองแสงอาทิตย์ลอดใบแล้วหัวเราะเบา ๆ
“ยังไม่ตาย…ก็ดีแค่ไหนแล้ว”
เมื่อกำลังภายในในโลกนี้เริ่มตอบสนองนางก็สัมผัสได้ทันที เส้นลมปราณที่เคยติดขัด เริ่มไหลเวียนพลังอุ่นไหลตามลำแขน ขา และหน้าท้อง นางทดลอง ผสานการเคลื่อนไหวของมวยไทยเข้ากับการโคจรพลังภายในอย่างที่ไม่เคยมีใครสอน หมัดที่เคยเป็นเพียงแรงกล้ามเริ่มหนักแน่นเตะที่เคยพึ่งแรงสะโพก เริ่มมีแรงอัดจากพลังลึกในกายต้นกล้วยหลายต้น มีรอยแตกรอยช้ำจากการซ้อมที่ไม่ปรานี ผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ร่างกายฟื้น ผิวมีเลือดฝาดเดินมั่นคงขึ้น สองสัปดาห์ชีพจรแน่นลมหายใจยาวแรงแขนขาเพิ่มขึ้นชัดเจน
ครบหนึ่งเดือนหยางรุ่ยหลินยืนกลางป่ากล้วยเหงื่อไหลอาบแต่สายตาคมกริบหมัดหนึ่งชกออกไป ลมปะทะใบกล้วยดัง ฟึ่บ ต้นกล้วยสั่นสะเทือน นางยืนหายใจนิ่งหัวใจเต้นเป็นจังหวะที่คุ้นเคย ร่างกายนี้ไม่เพียงกลับมาแข็งแรงแต่แข็งแกร่งกว่าเดิมหลายเท่า ไม่มีใครในจวนรู้ไม่มีใครในสำนักคาดคิดว่าคุณหนูผู้เคยอ่อนแอ กำลังแปรเปลี่ยนในป่ากล้วยเงียบงันและเมื่อวันหนึ่ง
นางก้าวออกจากเงามืดนั้น ยุทธภพทั้งผืนจะต้องรู้จักชื่อหยางรุ่ยหลินในแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน
ตั้งแต่อยู่มาจนครบหนึ่งเดือนทำตัวเป็นคนความจำเสื่อมหลง ๆ ลืม ๆ เพื่อไม่ให้ใครจับได้ว่านางไม่ใช่คุณหยางรุ่ยหลิน บวกกับถูกท่านพ่อท่านและพี่ชายทั้งสี่สั่งห้ามออกจากจวนเป็นเวลาหนึ่งเดือน นางจึงอาศัยการหาข้อมูลจากสาวใช้คนสนิทสองคนคือลี่กุ้ยผิงกับหม่าเพ่ยเพ่ย คอยหลอกถามข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับยุคนี้ ทำให้ได้รู้ว่าโลกที่นางมาอยู่นี้เป็นโลกแห่งพลังลมปราณและการฝึกวิทยายุทธ โดยมีสำนักใหญ่มากมายที่มีวิชาสุดยอดโดยแบ่งออกเป็นฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม
ฝ่ายธรรมะมี วัดเส้าหลิน สำนักบู๊ตึ๊ง สำนักง้อไบ๊ , พรรคกระยาจก สำนักหัวซาน สำนักคุนลุ้น และสำนักสราญรมย์ และอีกหลายสำนัก ฝ่ายอธรรมมี พรรคบุผา สำนักงูดำ สำนักเงาเมฆา สำนักหมื่นพิษ และอีกหลายสำนัก ทั้งสองมักมีการปะทะและท้าประลองกันทุกปี เพื่อประเมินฝีมือของฝ่ายตรงข้าม ถึงจะไม่ลงรอยกันเท่าไหร่มีทั้งสองฝ่ายต่างก็มีอุดมการณ์เดียวกันนั้นก็คือ ปกป้องแคว้นจากฝ่ายศัตรูผู้รุกราน
ยามเย็นบนเกาะดอกท้อช่างงดงามราวความฝัน แสงอาทิตย์สีทองอ่อนสาดผ่านแนวต้นท้อ กลีบดอกสีชมพูปลิวล่องไปตามสายลม บรรยากาศสงบงดงามจนผู้คนบนเกาะต่างพากันหลงใหลแต่ในความงดงามนั้นสวีอี้เฉินกลับรู้สึกหงุดหงิดอย่างที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยนัก ดวงตาคมนิ่งของเขามองไปยังศาลาริมน้ำไม่ไกล ตรงนั้นรุ่ยหลินกำลังหัวเราะเบา ๆ เสียงหัวเราะหวานใสดังขึ้นเป็นระยะ ขณะพูดคุยกับเสียนเฟิง หลานชายของเจ้าเกาะดอกท้อ“คุณหนูรุ่ยหลิน ท่านลองชิมชาดอกท้อนี่ดู ข้าชงเอง”เสียนเฟิงยิ้มอ่อนโยน พลางรินชาให้นางด้วยตัวเอง รุ่ยหลินรับถ้วยชามาอย่างเกรงใจ ก่อนยิ้มบาง ๆ“ขอบคุณท่านมาก”รอยยิ้มของนางอ่อนหวานและงดงามจนแม้แต่สายลมยังเหมือนหยุดนิ่ง แต่ยิ่งเห็นเช่นนั้นสวีอี้เฉินก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจ โดยเฉพาะสายตาของเสียนเฟิงที่มองรุ่ยหลินอย่างชัดเจนเกินไป เขาไม่ใช่คนโง่ย่อมดูออกว่าอีกฝ่ายคิดอะไร และนั่นทำให้บางอย่างในใจของเขาค่อย ๆ ปั่นป่วนขึ้นทีละน้อย“ศิษย์พี่”เสียงของรุ่ยหลินดังขึ้นเมื่อหันมาเห็นเขา ใบหน้างดงามของนางพลันมีรอยยิ้มทันที รอยยิ้มที่ต่างจากตอนอยู่กับเสียนเฟิง อ่อนโยนกว่า สดใสกว่า และนั่นกลับทำให้สวีอี้เฉินใจเต้นแรงขึ้นอีก เ
เกาะดอกท้อในยามสายงดงามราวภาพวาด กลีบดอกท้อสีชมพูปลิวตามสายลม บางเบาเหมือนความฝัน เสียงหัวเราะของเหล่าจอมยุทธ์และผู้มาเยือนดังสลับกับเสียงกลองประลองที่ดังก้องจากลานกลางเกาะ รุ่ยหลินเดินอยู่ท่ามกลางผู้คน ดวงตาเปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น“ที่นี่…สวยกว่าที่ข้าคิดไว้มาก”สวีอี้เฉินเดินอยู่ข้าง ๆ สีหน้ายังคงเรียบเฉย แต่สายตากลับกวาดมองรอบด้านอย่างระมัดระวัง“ยิ่งสวย…ก็ยิ่งมีอะไรซ่อนอยู่มาก”“เจ้าพูดเหมือนทุกที่อันตรายหมดเลย” นางหัวเราะ“มันก็เป็นอย่างนั้น”รุ่ยหลินส่ายหน้าเบา ๆ ก่อนจะหยุดเมื่อได้ยินเสียงหนึ่ง“คุณหนูผู้นั้น…”เสียงนั้นนุ่มแต่ชัดเจนนางหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล เขาสวมชุดสีขาวสะอาดตา ผมยาวถูกรวบอย่างเรียบร้อย ใบหน้าหล่อเหลาและแฝงรอยยิ้มอบอุ่น แววตาของเขาจ้องมาที่นางโดยตรง“เรียกข้าหรือ” รุ่ยหลินถามชายหนุ่มก้าวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนจะยกมือคำนับอย่างสุภาพ“ขออภัยที่เสียมารยาท ข้าเพียงรู้สึกว่าคุณหนู…ไม่เหมือนผู้ใดในที่นี้”คำพูดนั้นทำให้นางชะงัก“ข้า” นางยกคิ้ว “ข้าก็แค่คนเดินทางธรรมดา”เขายิ้ม “คนธรรมดา…คงไม่มีสายตาเช่นนั้น”สวีอี้เฉินที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองชายหนุ่มนิ่ง
ข่าวลือเรื่อง “งานประลองยุทธประจำปีของเกาะดอกท้อ” แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลินอันอย่างรวดเร็วราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ ในโรงเตี๊ยมที่รุ่ยหลินและสวีอี้เฉินพักอยู่ เสียงพูดคุยของเหล่าจอมยุทธ์ดังไม่ขาดสาย“ปีนี้เกาะดอกท้อจัดยิ่งใหญ่กว่าทุกปี!”“ได้ยินว่ามีของรางวัลเป็นอาวุธโบราณ!”“ไม่ใช่แค่นั้น…มีคนลือว่าจะมีจอมยุทธ์ลึกลับปรากฏตัวด้วย!”คำพูดเหล่านั้นลอยเข้าหูรุ่ยหลินอย่างไม่ตั้งใจ นางวางถ้วยชาลง ดวงตาเป็นประกายทันที“เกาะดอกท้อ…”สวีอี้เฉินนั่งอยู่ตรงข้าม ยังคงสงบนิ่ง แต่ก็ไม่ได้พลาดคำสนทนา“เจ้าสนใจ” เขาถาม“แน่นอน!” นางตอบทันที “งานประลองยุทธนะ! ต้องมีคนเก่ง ๆ มากมาย”“และอันตรายมากมายด้วย” เขาเสริมรุ่ยหลินยิ้ม “เจ้าพูดแบบนี้ทุกครั้ง”“เพราะมันจริง”นางหัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเอนตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย“แต่เจ้าก็จะไป…ใช่ไหม”เขามองนาง สายตานั้นนิ่ง…แต่ลึก“เจ้าจะไป”“ไป!” นางพยักหน้าอย่างไม่ลังเล “ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเอง”ความเงียบเกิดขึ้นครู่หนึ่งก่อนที่สวีอี้เฉินจะถอนหายใจเบา ๆ“งั้น…เราก็ไป”รอยยิ้มของรุ่ยหลินกว้างขึ้นทันทีสองวันต่อมาทั้งสองเตรียมตัวออกเดินทางจากเมืองหลินอัน เช้าวันนั้นฟ้ายัง
หลังจากเหตุการณ์คัมภีร์วัดมังกรฟ้าสงบลง เมืองหลินอันก็กลับคืนสู่ความคึกคักเช่นเดิม ผู้คนเดินขวักไขว่ตามถนนสายหลัก เสียงพ่อค้าแม่ค้าดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว แต่ท่ามกลางความมีชีวิตชีวานั้นในใจของรุ่ยหลินกลับเริ่มมีบางสิ่งเปลี่ยนไปอย่างเงียบงันเช้าวันหนึ่งรุ่ยหลินนั่งอยู่ริมหน้าต่างของห้องพัก มองผู้คนด้านล่างที่กำลังเริ่มต้นวันใหม่ แต่สายตาของนางไม่ได้จดจ่ออยู่กับภาพนั้นจริง ๆ“เหม่ออะไรอยู่”เสียงของสวีอี้เฉินดังขึ้นจากด้านหลัง นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะหันไปยิ้ม “ไม่มีอะไร”เขาเดินเข้ามา วางถ้วยชาไว้ข้าง ๆ นาง“เจ้าช่วงนี้เงียบไป”“ข้า” นางยกคิ้ว “ก็เหมือนเดิม”“ไม่เหมือน”คำตอบนั้นสั้นแต่ตรงรุ่ยหลินหัวเราะเบา ๆ “เจ้าสังเกตเก่งขึ้นนะ”“ข้าเป็นแบบนี้อยู่แล้ว”นางไม่ตอบเพียงรับถ้วยชาขึ้นมาดื่ม แต่หัวใจของนางกลับเต้นแรงขึ้นเล็กน้อยโดยไม่มีเหตุผลหลังจากนั้นทั้งสองออกไปเดินในเมืองเหมือนเคย ถนนหลินอันยังคงงดงามผู้คนยังคงคึกคัก แต่สำหรับรุ่ยหลินทุกอย่างดูชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะคนที่เดินอยู่ข้าง ๆ สวีอี้เฉินยังคงเหมือนเดิมสงบ เย็นชา พูดน้อย แต่ยิ่งนางอยู่ใกล้เขามากเท่าไร นางย
รุ่งอรุณของวันที่สามหลังเหตุคัมภีร์หายไป วัดมังกรฟ้ายังคงปกคลุมด้วยความตึงเครียด แม้หมอกเช้าจะลอยบางเบาเหนือยอดสนเหมือนทุกวัน แต่ในใจของผู้คนกลับหนักอึ้งราวมีเงามืดทับอยู่ในลานหินด้านหลังหอคัมภีร์ รุ่ยหลินยืนกอดอกสีหน้าครุ่นคิด ข้างกายนางคือสวีอี้เฉินที่กำลังก้มมองรอยฝุ่นบนพื้นอย่างละเอียด“เขาหนีไปทางนี้” เขาพูดเบา ๆรุ่ยหลินพยักหน้า “รอยเท้าเบาแบบนั้น…ไม่ใช่จะปลอมได้ง่าย”“และผงสีดำที่เขาใช้” สวีอี้เฉินหยิบเศษผงขึ้นมา “น่าจะเป็นยาพิษชนิดหนึ่งของพรรคมารหมื่นพิษ”“แสดงว่า…เขาต้องมีที่พักหรือฐานลับใกล้ ๆ เมือง” รุ่ยหลินกล่าวสวีอี้เฉินลุกขึ้น “และเขาไม่มีทางหนีไปไกลพร้อมคัมภีร์สองเล่ม”ทั้งสองมองหน้ากันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใด พวกเขาต่างเข้าใจต้องลงมือทันทีไม่นานทั้งสองก็ออกจากวัดมังกรฟ้า มุ่งหน้าลงสู่เมืองหลินอันถนนยังคงคึกคัก แต่สำหรับพวกเขาทุกอย่างดูช้าลง สายตาของสวีอี้เฉินกวาดมองผู้คนอย่างระมัดระวัง“เจ้าคิดว่าเขาจะซ่อนตัวที่ไหน” รุ่ยหลินถาม“ที่ที่ไม่มีใครสงสัย” เขาตอบ “หรือไม่ก็…ที่ที่คนไม่กล้าเข้าใกล้”รุ่ยหลินคิดครู่หนึ่ง ก่อนจะพูด “ตลาดสมุนไพร”“เพราะอะไร”“พรรคมารหมื่นพิษใช้พิษเ
หมอกยามเช้ายังไม่ทันจางหายจากลานหินของวัดมังกรฟ้า เมืองหลินอัน ความตึงเครียดก็ปกคลุมไปทั่วทุกอณูของสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้หลังจากการตรวจค้นตลอดทั้งคืน เบาะแสที่กระจัดกระจายเริ่มถูกร้อยเรียงเข้าหากันทีละน้อย ราวกับเงาของความจริงที่ค่อย ๆ เผยตัวจากความมืดภายในหอคัมภีร์พระอาวุโสและผู้ดูแลวัดต่างรวมตัวกัน สีหน้าของแต่ละคนเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รุ่ยหลินยืนอยู่ด้านหนึ่ง มือกำแน่นโดยไม่รู้ตัว สวีอี้เฉินยืนข้างนาง สีหน้าสงบนิ่ง แต่แววตากลับเฉียบคม“ตรวจสอบคนในทั้งหมดแล้วหรือยัง” สวีอี้เฉินเอ่ยพระชราที่เป็นผู้ดูแลวัดพยักหน้า “ตรวจแล้ว…แต่ไม่มีใครผิดปกติ”“ไม่มีใครผิดปกติ…นั่นแหละผิดปกติที่สุด” รุ่ยหลินพูดเบา ๆคำพูดนั้นทำให้หลายคนชะงักในขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก“พบแล้ว!”ทุกคนหันไปมองมีพระหนุ่มรูปหนึ่งรีบวิ่งเข้ามา หายใจหอบ “มีคน…พยายามหนีออกจากวัดเมื่อคืน แต่ถูกขวางไว้ทัน”“ใคร” พระอาวุโสถามทันที“เป็น…ศิษย์ดูแลหอคัมภีร์”บรรยากาศเงียบงันในพริบตาไม่นาน ชายคนหนึ่งก็ถูกพาตัวเข้ามา เขาสวมชุดพระเช่นเดียวกับคนอื่น ใบหน้าธรรมดาไม่มีอะไรโดดเด่น แต่สายตาเย็นชาอย่







