Share

บทที่ 3 เปลต้นไม้

last update Tanggal publikasi: 2026-03-20 17:10:11

บทที่ 3 เปลต้นไม้

       เสียงฝีเท้าของวิชาตัวเบา หากไม่ได้ตั้งใจจับจ้องจะฟังคงไม่มีผู้ใดได้ยิน แต่ผู้เป็นองค์ชายก็หาได้นิ่งนอนใจ เขากระโดดกลับไปกลับมา เพื่อหลอกล่อนักฆ่าให้ติดตามได้ยาก ลงพื้นบ้างขึ้นต้นไม้บ้าง วกไปซ้ำมาจนกระทั่งจางฟานอวี้รู้สึกพะอืดพะอมคล้ายจะหน้ามืด

“ปล่อยข้าลงก่อนเถิด หากไปต่ออาหารของเมื่อวานคงได้…มาอยู่บนอาภรณ์ท่าน”

“อืม ใกล้มืดแล้ว เราจะอยู่กันที่นี่” โจวหลงเฉิงสั่งการพร้อมกระโดดลงพื้น “เจ้ารอด้านล่าง” 

       องค์ชายสามเริ่มแก้ปมที่ผูกผ้าไว้อุ้มตัวของสตรีด้านหลัง เมื่อปมมัดคลายออกจางฟานอวี้ร่วงลงพื้นในทันที “เหตุใดไม่ยืนให้ดี”

“ขาชาไม่รู้สึกอันใดเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ตอบก่อนจะหงายตัวลงไปไม่คิดห่วงภาพลักษณ์ใดๆ คำขู่ที่ว่ามัดไม่แน่นทำให้นางเชื่อเช่นนั้น แต่ฟานอวี้เพิ่งจะรู้สึกว่าเลือดในกายได้ไหลเวียนลงขาก็ยามที่ร่วงลงพื้น ขาชาจนเจ็บไม่อาจตั้งหลักยืนบนพื้นได้ดั่งใจนึก

“เพียงหวังดีไม่ต้องการให้ตกไปตาย” องค์ชายสามไม่สบตายามกล่าวอ้าง เพราะรู้ว่าเป็นความผิดตนที่อาจรัดแน่นจนเกินไป “ขออภัย”

“ข้าไม่ได้ว่ากล่าวอะไรแม้เพียงครึ่งคำเลยเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ที่เห็นคนแก้ตัวก็ขบขันไม่น้อย เกือบลืมไปแล้วว่าคนผู้นี้มิได้เพียงปากร้าย แต่เขาเองก็ใจดีและอาทรผู้คนรอบข้างไม่น้อย หากไม่เป็นเช่นนั้นมีหรือจะยอมรับสตรีมีตำหนิไปเป็นอนุให้ผู้คนนินทาว่ารับเศษเดนจากพี่ชาย เพียงเพราะอยากให้อย่างน้อยฟานอวี้ไม่ต้องทำงานลำบากอะไร เพียงอยู่ในจวนกินเบี้ยหวัดไปอย่างนั้น เพราะองค์ชายสามมิได้ลำบากที่จะดูสตรีผู้เดียว

“ที่คุณชายผู้นี้หวังดี ข้าจดจำไว้แล้ว” ฟานอวี้คลี่ยิ้มเต็มดวงหน้า เริ่มสะบัดแขนขาพลางบิดขี้เกียจให้คลายปวดเมื่อย

       โจวหลงเฉิงรีบหันหลังกระโดดขึ้นบนต้นไม้พร้อมผ้า แต่แล้วก็กลับลงมาใหม่พร้อมกับชายผ้าแทบหนึ่ง “ผูกปิดไว้เสีย”

“อ้อ” ฟานอวี้พยักหน้า นางเองก็หลงลืมว่าชุดขาดจึงไม่ทันระวังยกแขนขึ้นเช่นนั้นชุดอาจเลิกขึ้นสูงไปถึงไหนต่อไหน

“คุณชายผู้นี้ยังไม่มีฮูหยินหรือจึงได้มีท่าทีราวกับเด็กสาวในห้องหอ” นางกล่าวพลางผูกผ้าทับบริเวณที่ขาด

“ผู้ใดจะไร้ยางอายอย่างเจ้า ต่อให้ยังไม่แต่งงานก็หาใช่ว่าไม่เคยใกล้ชิดสตรี” หลงเฉิงที่รู้สึกราวกับว่าโดนดูถูกต่อหน้ารีบปกป้องศักดิ์ศรีตน

“ใกล้ชิดที่ว่ามันแบบใดหรือ หากใกล้ชิดของท่านคือเดินสวนกันก็ไม่อาจเอามานับได้นะเจ้าคะ” ฟานอวี้ผูกเสร็จก็เงยหน้ามองโจวหลงเฉิงที่กระโดดหนีขึ้นไปทำบางอย่างอยู่บนต้นไม้

       จางฟานอวี้กล้าพูดเช่นนี้เพราะจำได้จากชาติเก่าว่าองค์ชายผู้นี้ปฏิเสธสตรีมาเรื่อยเปื่อย จนถึงวันที่ฮ่องเต้มอบสมรสพระราชทานกับองค์หญิงต่างแคว้นจึงบิดพลิ้วไม่ได้อีก จากนั้นก็ไม่เคยมีเรื่องรับชายารองหรืออนุ จนกระทั่งวันที่นางไปขอร้องหน้าวัง จึงได้มีอนุกับเขาบ้าง ทั่วๆ ไปแล้วก็ไม่เคยได้ยินว่าไปหอคณิกา เห็นจะมีเรียกสตรีมาที่วังเป็นครั้งคราวบ้าง แต่ก็มิได้บ่อย สองปีที่ตัวนางอยู่วังสามก็เห็นว่ามีสตรีจากด้านนอกมาเพียงสามครั้งเท่านั้น

“ก็ดูท่าทางไม่ได้เที่ยวหอโคมเขียวโคมแดง หรือเอาไว้จัดเต็มกับเมียเอก แต่ยังไม่แต่งนิ ใกล้ชิดอะไร” เสียงพึมพำนี้ก็ไม่พ้นแว่วเข้าหูองค์ชายอีกครั้งหนึ่ง “ว๊าย!”

       องค์ชายสามเอามือปิดปากไม่ให้ฟานอวี้ส่งเสียง เขารวบตัวขึ้นไปยังเปลผ้าที่ผูกไว้ค่อนข้างสูง เมื่อนั่งกันได้แล้วก็ดุออกมาเสียงเย็น “เลิกสงสัยเรื่องของข้าเสียที”

“เปลนี้รับน้ำหนักได้แน่หรือเจ้าคะ” จางฟานอวี้กระซิบไม่กล้าที่จะขยับตัว กลัวว่าชุดคลุมที่แปลงมาเป็นเปลจะขาดลงเสียก่อน

“รับได้ ผ้าชั้นดีเช่นนี้ไม่ขาดง่ายๆ” โจวหลงเฉิงเอนพิงลำต้นด้านหลัง ดวงตาหลับลง ดวงหน้าเมื่อยล้าถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

       จางฟานอวี้เห็นอย่างนั้นก็เอื้อมมือไปกุมเอาไว้ ด้วยไม่รู้จะให้กำลังใจอย่างไร เพราะชีวิตขององค์ชายสามในช่วงเวลานี้มิใช่ง่าย มารดาที่เป็นสนมชั้นสูงถูกใส่ร้ายจนอีกไม่นานจะต้องเข้าตำหนักเย็น เป็นเหตุให้ต้องอาสาออกปราบพวกกลุ่มโจรภูเขาทางตะวันตกหวังขออิสระของมารดาเป็นรางวัล 

       แต่ทว่าองค์ชายรองที่ทำทีนำเสบียงไปสนับสนุนยามที่ใกล้จะชนะ กลับพบสายแร่หยกระหว่างทางจึงนำขึ้นถวายบิดา การรบชนะจึงดูเป็นเรื่องเล็ก ฮ่องเต้จึงมิได้เอ่ยปากให้ขอสิ่งใดก็ได้ดังที่คาดการณ์เอาไว้ และได้รับของรางวัลตามสมควรแทน แต่อย่างไรเรื่องนี้ก็เกิดภายหลัง ยามนี้เต๋อเฟยยังเพียงแค่ถูกคุมตัวอยู่ในตำหนักของพระนางเท่านั้น จึงเป็นเหตุให้ไม่ได้มาร่วมงานล่าสัตว์ประจำปี

“แม่นาง!”

“เจ้าคะ?”

       โจวหลงเฉิงยกมือของเขาที่มีฟานอวี้กอบกุมไว้ขึ้นมา “มาจับมือข้าด้วยเหตุอันใด”

“อ้อ กลัวตกเจ้าค่ะ หากตกลงไปจับคุณชายไว้อาจมีโอกาสรอด” ฟานอวี้พูดเอาตัวรอดไปลวกๆ ไม่อาจบอกเขาได้ว่า ‘จับเพราะอยากจะปลอบใจพระองค์เพคะ’

“นี่อย่างไรเล่า สตรีนางใดก็มาใกล้ชิดข้าเช่นนี้ มิใช่เพียงเดินผ่าน” หลงเฉิงเย้า เขายกยิ้มมุมปากอย่างผู้ชนะ

“ไม่จับแล้วเจ้าค่ะ” ฟานอวี้ผลักมือออก ตั้งใจจะขยับถอยหลัง แต่แล้วเพราะความไม่มั่นคงของเปลต้นไม้ ทำให้จางฟานอวี้เกือบหงายหลังตกเปลไป “อ๊ะ!”

“นั่งไม่มั่นคงอย่าอวดดี” องค์ชายสามที่เข้ามารวบตัวไว้ได้ทันท่วงทีดึงตัวฟานอวี้เข้ามากอดไว้ ใบหน้าคมเข้มของหลงเฉิงห่างกับฟานอวี้เพียงแค่คืบหนึ่งเท่านั้น ลมหายใจร้อนผ่าวเป่ากระทบใบหน้าของกันและกัน จนชวนให้คิดเรื่องไม่ปกติเสียแล้ว

       จางฟานอวี้เบนหน้าหนี แม้ไม่กล้าขืนตัวออก แต่ก็ขอจิกกัดให้ตนเองไม่ตกเป็นฝ่ายที่ต้องประหม่ากับความชิดใกล้ “หากคุ้นชินกับสตรีอย่างที่อวดอ้างเหตุใดใบหน้าจึงแดงปลั่งดั่งชาดทาปากเล่าเจ้าคะ เห็นที่คนอวดดีจะไม่ชะ-”

       คำกล่าวของฟานอวี้ถูกกลืนกินไปด้วยริมฝีปากร้อนของโจวหลงเฉิงเสียแล้ว ไม่เคยมีแม่นางคนใดหยามความเป็นชายของเขาอย่างไม่รู้จักละวางเช่นนี้ มีอยู่ทางเดียวคือต้องกำราบให้แม่นางไม่สมประดีรู้เสียทีว่าบุรุษมิใช่เพศที่จะยอมให้หยอกล้อได้ตามใจ

       เขาบดจูบอย่างไม่ลดละ แขนที่โอบรัดก็ไม่ยอมปล่อยให้ร่างที่ดิ้นขลุกขลักอย่างไม่กลัวตายได้เป็นอิสระ แขนข้างหนึ่งดึงเข้ามาแนบลำตัว อีกมือหนึ่งยกมาบีบคางเพื่อส่งเรียวลิ้นชำนาญเข้าไปในโพรงปาก 

       จางฟานอวี้ที่ไม่ว่าจะชาติไหนๆ ก็ไม่เคยไปถึงขั้นนี้กับโจวหลงเฉิงรู้สึกตกใจจนเหงื่อเย็นชื้นเต็มขมับ จิกกำฝ่ามืออยู่บริเวณบ่ากว้างของบุรุษผู้องอาจ เขาปล่อยให้นางเป็นอิสระครู่หนึ่ง เพื่อให้สตรีที่ไม่คุ้นชินกับการบดจูบอย่างตะกละตะกลามเช่นนี้ได้สูดลมหายใจ

“ทำทีไม่เขินอายที่เผยเนื้อหนังต่อหน้าบุรุษ แต่กลับไม่รู้ว่ายามจูบต้องหายใจ”

       องค์ชายสามไม่ทิ้งช่วงให้แม่นางผู้อวดดีได้โต้เถียง เขาตั้งใจจะมอมเมาให้นางเข็ดหลาบไปเสีย แต่ปากนี้ยิ่งครอบครองก็ยิ่งหอมหวาน คล้ายจะเป็นการทรมานตัวเขาเสียเอง เพราะสตรีในอ้อมแขนหาใช่นางคณิกาให้เขาระบายความต้องการอย่างลับๆ แล้วแยกย้ายกันไป

       ร่างเล็กในอ้อมแขนก็ใช่ว่าจะอดทนไหว ริมฝีปากอ้าออกต้องยอมให้เขาตักตวงความหวานตามใจปรารถนา หากแต่ไฟร้อนนี้แผดเผาจนเข่าอ่อนขาสั่น ทั้งร่างกายขาดการควบคุมไปเสียแล้ว มีแต่จะต้องทุบแผงอกเรียกสติให้ชายผู้นี้ปล่อยตนเอง

“พะ…พอแล้ว” จางฟานอวี้เปล่งเสียงออกมาอย่างคนหอบเหนื่อย มองดูองค์ชายสามที่นอกจากดูไม่ทุกข์ไม่ร้อนยังปิดไม่มิดอีกว่าเขามีความต้องการเช่นนั้นก่อเกิดขึ้นมา แต่เพียงแค่ครู่เดียวแววตาแห่งความปรารถนาก็เลือนหายไป

“อย่าล้อเล่นท้าทายเช่นนี้กับบุรุษอีก โดยเฉพาะข้า ครั้งหน้าคงไม่อาจละเว้นได้อีก” เขาดันฟานอวี้ให้ไปนั่งพิงลำต้นอีกด้าน ประคองให้แน่ใจว่านั่งมั่นคงดีแล้วจึงถอยกลับมาตำแหน่งเดิม

       ฟานอวี้กลืนน้ำลายอึกใหญ่ จู่ๆ ก็รู้สึกว่าลำคอของตนเองแห้งผากเสียเหลือเกิน นึกก่นด่าตนเองที่อยากจะหาเรื่องล้อเลียนแต่กลับทำตัวเองเดือดร้อนสิ้นเปลืองตัวโดยใช่เหตุ 

“เรื่องนี้…ข้าจะลืมไปเสีย มันไม่เคยเกิดขึ้น” ฟานอวี้นั่งกอดเข่าช้อนตาขึ้นสบกับบุรุษฝั่งตรงข้าม

“หากกล้าลืม ข้าคงต้องจับมาย้ำความจำให้จนกว่าจะขึ้นใจ” ผู้เป็นองค์ชายขมวดคิ้ว ไม่เข้าใจว่าแม่นางผู้นี้กล้าดีอย่างไรมากล่าวว่าจะลืมจูบของเขา จูบที่นางคณิกาทั้งหลายเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนต้องตั้งกฎว่าสตรีแต่ละนางมีสิทธิ์จะปรนนิบัติเขาได้เพียงคืนเดียว แต่นางกลับจะบอกว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น ท้าทายเกินไปหรือไม่

“ไม่ลืมแล้วเจ้าค่ะ จดจำตลอดชีวิต กลับออกจากป่าจะเรียกร้องการรับผิดชอบทันที นี่หรือไม่ที่คุณชายต้องการ” ฟานอวี้กอดอกสะบัดหน้าหนี

“นั่นก็ไม่ได้ ใครอยากจะรับสตรีหัวกระเซิงมาเป็นฮูหยินกัน” ไม่พูดเปล่า มือใหญ่ของโจวหลงเฉิงยังมายีผมของฟานอวี้เล่นแล้วหัวเราะเยาะ

       นางไม่รู้อีกแล้วว่าองค์ชายปากเสียผู้นี้ต้องการสิ่งใดจึงทำท่ากรี๊ดระบายความอัดอั้นแบบไม่มีเสียง จากนั้นก็อาศัยช่วงที่เขายังไม่เปิดเผยสถานะทำร้ายร่างกายสมาชิกราชวงศ์ ด้วยการตีมือที่ขยี้ผมของตนออกไปเสีย 

“นี่แหนะ! เอามือออกไปเลยนะเจ้าคะ รังเกียจก็อย่ามาจับ”

“โอ๊ย พอแล้ว ดุจริง เจ้านอนได้แล้ว หากต้องหนีอีกจะได้มีแรง หากปวดแผลอีกจะทายาเพิ่มให้”

“เจ้าค่ะ” ฟานอวี้ตอบรับแต่ไม่ยอมมองหน้าโจวหลงเฉิงให้เสียอารมณ์อีก

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกร

    บทส่งท้าย หงส์เคียงมังกรหลังสงครามยุติตามการลงนามของโจวหลงเฉิงในฐานะฮ่องเต้พระองค์ใหม่ เขาไม่ได้คิดถึงการขยายแผ่นดินก่อนสิ่งใด แต่คิดถึงการทำให้แผ่นดินที่มีอยู่กลับมาแข็งแรงดังเดิม เมืองชายแดนที่พังทลายได้รับการฟื้นฟู ถนนหนทาง คูคลอง สะพาน ถูกสร้างขึ้นใหม่อย่างรวดเร็ว กรมโยธาถูกส่งออกไปทุกทิศที่สำคัญคือไม่มีการเก็บภาษีเพิ่มจากชาวบ้าน เหมืองทองตามแผนที่ในมิติของฟานอวี้ถูกขุดมาใช้เพียงสองแห่ง ส่วนที่เหลืองทั้งฟานอวี้และหลงเฉิงตกลงว่าจะไม่แตะต้องหรือโลภมากไปเอามา เพราะเพียงเท่านี้รายได้จากทองคำมากพอจะซ่อมบ้านเมือง สร้างยุ้งฉาง สำนักศึกษา และสถานพยาบาล ทำให้ผู้คนมีงานทำ มีข้าวกิน และเริ่มยิ้มได้อีกครั้งหลา

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีก

    บทที่ 84 ไม่ปิดบังเรื่องใดอีกขณะเดียวกันคณะทูตจากแคว้นโม่เองกำลังเดินทางขอมาเข้าเฝ้าฮ่องเต้พระองค์ใหม่ของแคว้นโจว จุดมุ่งหมายเพื่อเจรจาสงบศึก แต่โจวหลงเฉิงจะยินยอมหรือไม่นั้นเป็นอีกประการหนึ่งหลงเฉิงเห็นแล้วว่ากองทัพของแคว้นโจวที่นำด้วยปืนใหญ่และระเบิดสามารถเอาชนะแคว้นศัตรูได้ไม่ยากเย็น และแสนยานุภาพจากการทำลายทัพใหญ่ของแคว้นโม่ก็เพียงพอที่จะทำให้แคว้นอื่นไม่กล้าคิดพิเรนทร์ในช่วงเวลานี้ในช่วงเดียวกันนี้แคว้นเปาที่นำโดยจวิ๋นอ๋องก็นำคณะทูตมาหวังว่าเงื่อนไขที่เคยตกลงร่วมกันในรัชสมัยของฮ่องเต้พระองค์ก่อนจะยังคงไว้ตามเดิม เพราะหากแคว้นโจวคิดจะทำให้แคว้นเปายอมเป็นแคว้นบรรณาการก็คงไม่ยากเกินไปนัก

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 83 ไม่คู่ควร

    บทที่ 83 ไม่คู่ควร“ตกลงแล้วเมื่อใดตงฟูจะกลับมาเมืองหลวงเพคะ” โจวฮุ่ยฟางเฟยที่เพิ่งจะยอมออกมาจากตำหนักน้ำค้างของมารดาเอ่ยถามพี่ชาย คืนนั้นที่เสิ่นม่านหนิง น้องชายที่ยังเป็นทารก และฟานอวี้ถูกนำตัวไป แม้ฟางเฟยจะไม่ถูกทำร้ายทางกายมากมายแต่กบฏกลุ่มนั้นสร้างแผลใจใหญ่เอาไว้ สายตาที่กบฏทั้งสองมองมาหยาบคายติดตาจนไม่อาจลืมเลือนโชคดีที่นางคิดอ่านได้รวดเร็วโกหกออกไปว่ากำลังตั้งครรภ์ จึงไม่ถูกทำลายศักดิ์ศรี เต๋อเฟยใช้โอกาสที่กบฏผู้นั้นกำลังตัดสินใจว่าจะทำอย่างไร เสนอตัวให้พวกเขาทำกับนางอย่างที่คิดจะทำกับบุตรสาวแทน แม้เสิ่นว่านจูจะมีอายุ แต่ความงามไม่อ่อนด้อย และหากเทียบกันแล้วอาจงดงามกว่าองค์หญิงห้าเสียด้วยซ้ำผู้เป็นมารดารอให้บุรุษน่าตายเข้าใกล้ แล้วปักปิ่นพิษที่ซ่อนไว้กับต

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 82 ไฟลาม

    บทที่ 82 ไฟลามจางเมิ่งฟานอวี้ถูกยื้อชีวิตไว้ได้ราวกับปาฏิหาริย์ บาดแผลจากระเบิดไม่ได้น่าเป็นห่วงนัก นางเพียงแค่มีแผลภายนอกและอาการฟกช้ำ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือครรภ์นี้ได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทั้งยังไม่แข็งแรงด้วยยาห้ามครรภ์ที่เคยดื่มเมื่อครั้งที่หมอหานเข้าใจผิด“หนทางที่ดีที่สุดคือการให้พระชายานอนนิ่งๆ จนกว่าครรภ์จะแข็งแรง”“เมื่อใดหลานข้าจึงจะฟื้นกันหมอหาน” โม่ซินอี๋ถูกรับตัวเข้าวังมาเมื่อสามารถจัดการให้อยู่ในความสงบได้แล้ว“ย่อมขึ้นอยู่กับเง็กเซียนแล้วฮูหยินผู้เฒ่า แม้ผู้คนจะเชื่อว่าตัวข้าเป็นหมอเทวดา แต่ในท้ายที่สุดข้าก็เป็นเพียงบุรุษผู้หนึ่ง ไม่มีสิ่งใดที่ข้าอาจหาญทำได้มากกว่านี้แล้ว”&

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้น

    บทที่ 81 อาวุธนี้ข้าคิดค้นหนึ่งก้านธูปก่อนวังหลวงถูกล้อมเอาไว้ กลองตีดังสนั่นเป็นสัญญาณการรบดังตั้งแต่ยามอิ๋น ปลุกคนทั้งวังหน้าและวังหลังให้ตื่นตัวอย่างพร้อมเพรียง“เสด็จแม่!” โจวฮุ่ยฟางเฟยตื่นขึ้นเป็นคนแรกรีบหันไปเขย่ากายผู้เป็นมารดาเจ้านายฝ่ายหญิงทั้งสี่ตัดสินใจนอนรวมในห้องเดียวกัน เผื่อไว้ว่าวันหนึ่งเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นจะไม่พลัดหลงไปจากกัน เมื่อทยอยตื่นกันแล้วจางเมิ่งฟานอวี้ที่ท้องอ่อนๆ อยู่ หันมองเสิ่นเจี๋ยอวี๋หลานสาวของแม่สามีด้วยความเห็นใจ คนที่ทุกข์ใจจนปวดร้าวเห็นทีจะเป็นม่านหนิง หากว่าโจวซ่งหลงสังหารองค์ชายน้อยขึ้นมา คนที่อดหลับอดนอนดูแลคงใจสลาย“เราคาดการณ์เรื่องนี้กันไว้แล้ว อย่าได้

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 80 บุกวังหลวง

    บทที่ 80 บุกวังหลวงยามเมื่อมีสงครามระหว่างแคว้นคล้ายว่าคนทุกฝ่ายคล้ายว่าจะเงียบหายตึงเครียดกันจนความรู้สึกไม่มั่นคงแผ่กระจายไปทั่วแคว้น เมืองหลวงที่เคยคึกคักก็กลายเป็นดั่งเมืองร้าง มีเพียงร้านถ่านร้านข้าวสารที่ยังขายของกันได้เพราะเป็นสิ่งจำเป็น จะมีเรื่องเอะอะเดียวก็เพียงขบวนของชินอ๋องที่มุ่งหน้าไปยังแดนตะวันตกอย่างยิ่งใหญ่เกรียงไกรเมื่อหลายวันก่อน ชาวบ้านไปส่งขบวนแน่นหนาจนแทบเดินแทรกไม่ได้ ด้วยเป็นสงครามใหญ่ แม้ไม่อาจร่วมรบแต่ชาวบ้านก็ต้องการมีส่วน เสบียงแห้งมากมายถูกยัดเยียดให้ขบวนขององค์ชายสามซูผิงผิงเองก็อยู่ท่ามกลางชาวบ้านเช่นกัน นางถูกส่งมาสอดส่องความเป็นไปของเป้าหมายสำคัญทั้งหลาย ครั้งก่อนนางหนีทหารที่ติดตามตัวมาจากวังสามแทบไม่ทัน แต่ครั้งนี้นางแทรกตัวอยู่กับฝูงชน หากจะกลืนหายไปย่อมง่ายดายกว่า เมื่อดูจนพอแล้วจะค่อยๆ หลบ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 20 เจอตัวหนอน

    บทที่ 20 เจอตัวหนอน บ่าวหญิงที่ตั้งใจจะนำอาหารที่บ่าวกินกันมาให้ฟานอวี้กินยามเช้าไม่ต้องเล่นลูกไม้อันใดเลย ด้วยป้าจูไม่อยู่กำกับดูแลครัว ด้วยต้องออกไปเลือกวัตถุดิบจากท่าเรือมาจัดงานเลี้ยงภายในของจวนหอการค้า จึงทำให้เป็นบ่าวอีกชุดมาดูแลอาหารทดแทน คนเหล่านั้นเป็นพวกพ้องที่ภักดีต่อคุณหนู

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 19 นายท่านถังไม่ควรเข้าห้องคุณหนู

    บทที่ 19 นายท่านถังไม่ควรเข้าห้องคุณหนู“อิ่มแล้วหรือไม่เพคะ” ฟานอวี้ที่ถูกปล่อยให้มานั่งรอองค์ชายสามกินอาหารบ้าง เอ่ยถามก่อนที่จะต้องปิดปากหาว“อย่าเพิ่งง่วง กินอิ่มไปไม่นาน นอนทันทีจะไม่ดี”“คืนเดียวไม่เป็นกรดไหลย้อนหรอกหน่า ง่วงจะตายอยู่แล้วเพคะ” ฟานอวี้บ่นอุบ ที่จริงหากไม่ถูกสั่งให้นั่งอยู่เฉยๆ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 18 คนสอดรู้มิได้มีเพียงหนึ่ง

    บทที่ 18 คนสอดรู้มิได้มีเพียงหนึ่ง“ปล่อยนะเจ้าคะ ท้องข้ามันร้องหิวข้าวแล้ว น่าอายจะตาย” ฟานอวี้ที่เห็นว่ามีคนมาก็เปลี่ยนวิธีการพูดให้เหมาะสมกับการปลอมตัวขององค์ชายทันที“อาย? เพราะท้องร้อง? ไม่ใช่ว่าอายที่บ่าวเห็นว่าท่าทางยามนี้ว่าเป็นเช่นไรหรอกหรือ” หลงเฉิงเย้า “แต่-”“ชู่…” หลงเฉิงส่ายหน้าไม่ใ

  • หมากแค้นพลิกชะตารัก   บทที่ 17 ตื่นแล้วเจ้าค่ะ

    บทที่ 17 ตื่นแล้วเจ้าค่ะ จางฟานอวี้มองห้องที่กงอี้เดินนำมาแล้วก็รู้สึกว่าจัดแต่งไว้ได้สวยงามดี นางนั่งลงบนที่นอนก่อนจะสั่งให้กงอี้เตรียมน้ำให้อาบ การเดินทางที่ผ่านมาทำให้ไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน ทำได้เพียงแค่เช็ดตัวเท่านั้น เช่นนี้แล้วต่อให้ง่วงจนอยากทิ้งตัวนอนเพียงใดก็ควรจะต้องชำระล้างทุกส่วนใ

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status