LOGINหลี่ชิงหลินสามีของฉัน คือเจ้าพ่อที่น่าเกรงขามที่สุดในตระกูลหลี่ เขารำคาญเด็กอย่างมากและเป็นแบบนั้นเสมอมาโดย แต่ทุกอย่างกลับเปลี่ยนไปตั้งแต่อี้ปิงอิง น้องสาวต่างแม่ของฉันย้ายมาอยู่ข้างบ้านพร้อมลูกน้อยวัยหกเดือน จู่ ๆ สามีของฉันก็เกิดหลงใหลในตัวเด็กน้อยคนนั้นขึ้นมา ทั้งชงนมป้อนเอง ทั้งร้องเพลงกล่อม ไม่ว่าจะไปไหนก็อุ้มไปด้วยตลอด เขากลับบ้านตอนเช้ามืดด้วยสภาพเหนื่อยล้าทุกวัน แต่บนใบหน้ากลับเปื้อนยิ้มเสมอ เหมือนเด็กคนนั้นได้ครอบครองจิตวิญญาณของเขาไปหมดแล้ว ส่วนฉันกลับกลายเป็นคนไร้ตัวตนในโลกของเขาไปแทน เมื่อสามวันก่อน ฉันขับรถแล้วมีคนจงใจขับปาดหน้าจนเสียหลักพุ่งชนเกาะกลางถนน หน้าผากมีเลือดออก วิงเวียนศีรษะ ฉันโทรหาเขาไปทั้งหมดห้าสิบห้าสาย เขาไม่รับเลยแม้แต่สายเดียว แต่กลับโพสต์รูปเด็กน้อยในหน้าโซเชียลมีเดียส่วนตัว [วันนี้นางฟ้าตัวน้อยยิ้มเป็นแล้ว!] ฉันทนมามากพอแล้ว ในงานเลี้ยงครอบครัวคืนนี้ สมาชิกทุกคนในตระกูลอยู่กันพร้อมหน้า หลังจากฉันดื่มเหล้าแก้วสุดท้ายหมด ฉันก็วางแก้วลง "ฉันจะหย่า" ทุกคนอึ้งไปตาม ๆ กัน "แกบ้าไปแล้วเหรอ" พ่อแม่ของฉันโวยวายเสียงแหลม หลี่ชิงหลินจับข้อมือฉันไว้ด้วยความรู้สึกไม่อยากเชื่อ "ฉู่อวี่ แค่เพราะผมมัวแต่ดูแลเด็กจนไม่ได้รับสายจากคุณ คุณถึงขั้นจะหย่ากับผมเลยเหรอ นี่คุณถึงกับอิจฉาเด็กทารกอายุหกเดือนเลยเหรอ" ฉันไม่ได้สบตาเขา แต่มองไปที่รอยจูบชวนบาดตาตรงหลังใบหูของเขาแทน "ในเมื่อคุณรักเด็กคนนั้นมากนัก" ฉันพูดอย่างใจเย็น "งั้นฉันก็ช่วยให้คุณสมใจอยากแล้วไง ให้คุณไปเป็นพ่อของเด็กคนนั้นซะเลย"
View MorePrue
Moving is the only stable thing I've ever known.
Everything else was ever-changing—town names, houses, my room, wall colors, bed size, mattress softness, neighbors, classmates, teachers, friends.
But the more we moved, the more everything started to feel the same—like some kind of multiverse. You think you’re changing towns, but it’s always the same: same stores, same cafés, same grumpy and cheerful neighbors, same tired, chatty cashiers.
You think you're changing schools, but the pattern never changes—some teachers are awesome and friendly, some are strict, some are grumpy, and some should never have become teachers in the first place.
And classmates? Same old story—jocks and cheerleaders ruled the place, there were always the bi.tches and as.sholes, the nerds, the quiet ones, the bullied ones, the arrogant ones, and the middle ground that just floated through the years.
"Sweetheart, let’s try to stay in this town for at least one year. What do you think? Can you do that?"
My dad’s voice pulled me out of my thoughts just as we parked in front of my new school. I turned from the window to look at him.
He always supported me, never judged me—even now, he had that familiar twinkle in his aging eyes, surrounded by new wrinkles.
And even though he was asking me this, I knew he wouldn't be upset if I got expelled after a month.
The only thing I hated was that every time it happened, he would just look at me and say, "I'm sorry."
I hated that so much.
It was my fault.
My stupidity.
My responsibility.
But every single time I messed up, he took it as his own failure—blaming himself for not being a good enough dad, for not giving me the life I deserved, for not being able to replace my mom, for not giving me a stable home.
Everyone thought that because I grew up without a mom and moved constantly, it had to mess me up somehow.
Like clockwork, they said that’s why, when I hit my teenage years, I started acting out. Rebel without a cause.
Total crap.
I loved moving. I loved changing places, seeing new cities, new people, new corners of the world.
And every time I started to get bored of a place, all I had to do was push the right buttons. It doesn’t take a genius to get expelled from high school—just a few “accidents” and poof, we were gone.
It was all my plan.
And every time Dad got that dreaded call from the principal, I already had the name of our next destination ready.
"Okay, Dad. I think we can do that," I said, smiling at him.
I leaned in to kiss his stubbled cheek and hugged him tightly.
He was the best dad in the world.
And for him, I was willing to be extra patient with idiots and douchebags—for the sake of peace, quiet... and a clean record.
As I stepped into the building, I inhaled deeply. Yep — still the same smell.
I swear it’s the weirdest thing ever — every school across the States smells exactly the same: a mix of paint, bleach, sweat, and fart.
Comforting, really.
I ran through the typical newbie routine before entering my first classroom.
"Miss Whitmore, is that right?"
A cheerful teacher beamed at me as I nodded.
Lately, I didn't even bother trying to remember the teachers' names anymore. I mean, what’s the point? I could always just call them "Sir" or "Ma’am," and they’d be fine with it.
"Class, this is your new classmate, Prudence Grace Whitmore, who just moved into our town."
God, I hated my name.
What kind of parents name their kid Prudence in the new millennium?!
But it was one of the two things my mom had given me before she died — the other being, well, life — so I had to honor it.
Didn’t mean I had to like it.
I always wished I had a name like Kate, Roxanne, or Skylar... anything but Prudence Grace.
"Please welcome her sincerely," the teacher added.
A few half-hearted "hi's" mumbled around the room.
I smiled back with a tight, polite grin.
"Please, have a seat," he said warmly, motioning toward the far corner.
Thank God it wasn’t already taken.
I nodded and made my way to the back of the class.
I always chose the furthest corners — in classrooms, cafeterias, hallways.
It was the best place to observe, to figure out the landscape without getting sucked into it.
By the fifth period, I already had a mental map of all the major groups — just like always:
the nerds, the jocks, the bi.tches, the populars, the rebels (aka the latecomers), and the floaters who just drifted through school life like ghosts.
What surprised me was the smell.
There were a lot of weres around.
It was shocking at first — we usually avoided schools crawling with werewolves to steer clear of trouble.
Lone wolves weren’t exactly popular. We were barely a step above rogues.
But this city had been my pick, and honestly, I hadn’t checked how close or far the packs were.
That was Dad’s job.
He always set up a meeting with any local Alpha, handed over the same letter from our original Alpha — you know, the whole "we mean no harm, please don't eat us" spiel.
He had at least fifty copies of that letter, each sealed in wax like some old medieval contract.
(Yeah, super cool — I’ll admit it.)
Of course, I knew exactly what the letters said.
I knew every secret Dad tried to keep from me.
I was way too sneaky — and way too curious — to let anything slip by me.
Those meetings usually soothed the local pack wolves, but honestly?
Stuck-up douchebags, the lot of them.
I used to be curious about pack life and Alphas and ranks and all that...
But the more stories Dad told me, the more annoyed I got.
Packs were just politics and ego wrapped up in fur.
And me?
I was perfectly fine being wild, free... and out of their little system.
ผลกรรมของอี้ปิงอิงก็ตามมาติดเร็วเหมือนกันเมื่อสามีของอี้ปิงอิงรู้ว่าเธอล้มล้างตระกูลหลี่ไม่สำเร็จ ทั้งยังโง่จนเปิดเผยฐานะสายลับออกมา ผู้ชายนิสัยโหดเหี้ยมคนนั้นจึงสั่งไล่ฆ่าเธอโดยไม่ลังเลในโลกของมาเฟีย หมากที่หมดประโยชน์และล่วงรู้ความลับมากเกินไป มีจุดจบเดียวคือความตายอี้ปิงอิงถูกสามีของเธอหักมือทั้งสองข้าง ตัดลิ้นทิ้ง แล้วโยนเข้าไปในย่านโคมแดงที่วุ่นวายที่สุดของโลกใต้ดินส่วนเด็กทารกวัยหกเดือนคนนั้น ก็ถูกส่งตัวไปยังสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าเหมือนกันทั้งชาตินี้เธอทำได้แค่ใช้ชีวิตอยู่ในปลักโคลนและความหวาดกลัว ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกต่อไปส่วนพ่อแม่ของฉันที่เคยทำตัวสูงส่ง ถึงขั้นพยายามจะบงการชีวิตของฉัน สุดท้ายก็ได้พบจุดจบแล้วเหมือนกันเมื่อเห็นว่าฉันกำลังรุ่งและได้คุมกิจการหลักของตระกูล พวกเขานอกจากจะไม่สำนึกผิด ยังพยายามจะเข้ามาควบคุมฉันอีกด้วยพวกเขาพยายามใช้ข้ออ้างว่าฉัน 'ถูกล่อลวงจนเสียสติ' เพื่อจะดกิจการของตระกูลที่ฉันรับผิดชอบอยู่พวกเขาคิดว่าฉันยังเป็นลูกสาวที่ว่านอนสอนง่ายและยอมให้พวกเขาปั่นหัวได้เหมือนเดิมน่าเสียดาย ที่ฉันไม่ใช่ 'ฉู่อวี่' คนเดิมที่โหยหาความรักจอมปล
ในที่สุดหลี่ชิงหลินก็ตระหนักได้ว่าเขาได้สูญเสียความหวังทุกอย่างไปหมดแล้วเขาต้องลากขาขวาที่พิการ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ ตามท้องถนนฉันไม่เห็นใจกับสิ่งที่เขาเจอเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งหมดนี้เขาทำตัวเองทั้งนั้นหลังจากสูญเสียการคุ้มครองจากตระกูล ในแต่ละวันเขาต้องคอยหลบหนีการตามไล่ฆ่าจากศัตรู จนใกล้จะสติแตกเต็มทีแล้วในขณะเดียวกันนี้เอง ฉันก็ได้แผ่ขยายธุรกิจของตระกูลออกไปทั่วชายฝั่งตะวันตกฉันได้รวบรวมเครือข่ายการค้าใต้ดินเข้าด้วยกัน ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนมหาศาลจากทางตระกูลฉันได้กลายเป็นที่ปรึกษาคนใหม่ของตระกูลด้วยเมื่อหลี่ชิงหลินรู้ข่าวการเลื่อนตำแหน่งของฉัน เขาจึงลากสังขารพิการมาหาฉันใบหน้าของเขาดูหม่นหมอง ร่างกายค่อมงอเขาพยายามจะเรียกร้องความสงสารจากฉัน ร้องอ้อนวอนเสียงดัง "ฉู่อวี่ ผมผิดไปแล้ว คุณให้ผมกลับบ้านเถอะนะเมื่อก่อนผมถูกอี้ปิงอิงปิดหูปิดตา ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ผมขาดคุณไม่ได้"เมื่อมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและน้ำมูกของเขา ฉันก็หวนนึกถึงช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาไม่ว่าเมื่อก่อนเขาจะทำผิดพลาดอะไรมา แค่เขาเอ่ยปากขอโทษนิดเดียว ฉันก็พร้อมจะให้อภัยเขาอย่างไร้เ
อี้ปิงอิงส่งข้อความมาขอนัดเจอฉันฉันตอบกลับเธอว่า เงื่อนไขในการเจอกันคือเธอต้องไปที่โรงพยาบาลเพื่อสารภาพความจริงทุกอย่างกับหลี่ชิงหลินเธอต้องยอมรับเองกับปากว่าที่จริงแล้วเธอคือสายลับจากตระกูลศัตรู พร้อมเปิดเผยจุดประสงค์ที่แท้จริงในการเข้าหาหลี่ชิงหลินด้วยฉันมาถึงหน้าห้องพักฟื้นของหลี่ชิงหลิน อยากจะดูปฏิกิริยาของอดีตเจ้าพ่อผู้เคยหยิ่งทะนงหลังจากได้รับรู้ความจริงอี้ปิงอิงเดินเข้าไปในห้องพักตามที่ตกลงกันไว้วินาทีที่หลี่ชิงหลินเห็นเธอ ดวงตาที่เคยหดหู่ก็ฉายประกายแห่งความดีใจพุ่งออกมาเขาพยายามลากขาที่เข้าเฝือกข้างนั้น พยายามยื่นตัวออกมาจากเตียงเพื่อคว้ามือเธอไว้"อี้ปิงอิง ฉันรู้อยู่แล้วว่าเธอจะไม่มีวันทิ้งฉัน!เธอไม่ต้องห่วง ขอแค่ฉันหายดีแล้วออกจากโรงพยาบาลได้ ฉันจะหาทางชิงตำแหน่งเจ้าพ่อกลับมาให้ได้! ถึงตอนนั้นครอบครัวเราสามคนพ่อแม่ลูก..."ตอนนี้แค่เขาจ่ายค่ารักษาให้ตัวเองยังลำบากเลย ยังมาเพ้อฝันถึงการกลับคืนสู่จุดสูงสุดของอำนาจอีกอี้ปิงอิงไม่ได้ปิดบังความรังเกียจในสายตาเลยสักนิดอี้ปิงอิงสะบัดมือของหลี่ชิงหลินออกอย่างแรง"อย่ามาแตะต้องตัวฉัน ตอนนี้คุณมันก็แค่คนพิการ!"เธอ
ปลายสายเป็นเสียงของหมอคนหนึ่งหมอบอกฉันว่า หลี่ชิงหลินถูกทำร้ายอย่างรุนแรงโรงพยาบาลติดต่อญาติสายตรงของเขาไม่ได้ เลยทำได้แค่โทรหาเบอร์ติดต่อฉุกเฉิน ฉันขับรถไปที่โรงพยาบาล มองผ่านกระจกห้องไอซียู เห็นหลี่ชิงหลินที่ทั้งตัวมีแต่เลือดที่แท้หลังจากที่เราหย่ากัน เขาก็ถูกล้างแค้นแบบโหดเหี้ยมทันทีเขาแบกรับข้อหาทรยศตระกูล ไม่ใช่แค่จะสูญเสียการคุ้มครองจากตระกูล เขายังตกเป็นเป้าหมายในการไล่ฆ่าล้างแค้นของมาเฟียทั้งวงการใต้ดินอีกด้วยเขานอนนิ่งอยู่บนเตียงคนไข้ ตอนที่ฉันมองดูอดีตเจ้าพ่อผู้เคยจองหองพองขนในสภาพตกอับแบบนี้ ในใจกลับไม่มีความหวั่นไหวใด ๆ จากนั้นก็หมุนตัวเดินจากไปฉันกลับมาถึงอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวของฉันทันทีที่ฉันนั่งลงหน้าโต๊ะอาหาร เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เป็นแม่ของหลี่ชิงหลินโทรมาเธอพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลมาตลอดหลายปี ร่างกายอ่อนแอ ไม่รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นภายนอกเลย"ฉู่อวี่ เธอมาหาแม่หน่อยได้ไหม แม่อยากเจอเธอเป็นครั้งสุดท้าย" เสียงในโทรศัพท์แผ่วเบา ฉันวางช้อนส้อมในมือ หลี่ชิงหลินทรยศฉัน แต่ตลอดสิบปีนี้แม่ของเขาไม่เคยสร้างความลำบากใจให้ฉันเลย เ
วันที่เปิดการพิจารณาคดีตระกูลโดยเปิดเผยห้องโถงหลักของตระกูลหลี่เนืองแน่นไปด้วยผู้คน พวกเขามาเพื่อรอดูความพ่ายแพ้ของฉันรอดูฉันปล่อยไก่ ถูกดูหมิ่น และถูกขับไล่ออกจากตระกูลที่ฉันเกิดมาอี้ปิงอิงนั่งอยู่ตรงที่นั่งฟัง จ้องมองมาที่ฉันด้วยสีหน้าเยาะเย้ยพ่อแม่ของฉันนั่งอยู่ข้างเธอ ถึงขั้นไม่ยอมเหลี
ตอนที่ไปถึงสถานที่นั้นก็เกือบจะห้าทุ่มแล้ว แต่ในออฟฟิศยังคงเปิดไฟสว่าง ทันทีที่ก้าวเข้าประตู ฉันก็รู้เลยว่าสถานการณ์แย่กว่าที่ฉันคิดไว้มากในห้องประชุมมีคนเจ็ดแปดคนล้อมโต๊ะอยู่ บนใบหน้าของทุกคนเขียนคำว่า 'จบเห่แล้ว' ไว้ตัวโตๆพอเห็นฉันเดินเข้าไป พวกเขาก็พากันเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สายตาเหมือนเห็นพร
สามวันต่อมา ฉันเข้าพักในโรงแรม ปิดเครื่องโทรศัพท์ ตัดการติดต่อทุกช่องทางเช้าวันที่สี่ ฉันผลักประตูคาเฟ่ขนาดเล็กแห่งหนึ่งเข้าไปทนายความส่วนตัวของฉันนั่งรออยู่ก่อนแล้วฉันเคยปกป้องเขาจากอันตรายที่ร้ายแรงถึงชีวิต เขาจึงติดหนี้ชีวิตฉันอยู่หนึ่งครั้งต่อให้ทุกคนในตระกูลหลี่จะทรยศฉัน แต่ความซื่อสัตย
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรทั้งนั้น ภายในห้องโถงเงียบสงัดราวกับป่าช้าฉันไม่พูดซ้ำเป็นครั้งที่สอง และหันตัวเตรียมจะเดินจากไปเขาโผเข้ากอดฉันจากด้านหลัง แขนเขารัดแน่นจนฉันแทบหายใจไม่ออก"อย่าไปนะฉู่อวี่ ผมผิดเอง ผมจะเปลี่ยนแปลงตัวเองใหม่ คุณให้โอกาสผมสักครั้งนะ ไม่ว่าอะไรผมก็จะยอมทำทั้งนั้น"พวกลูกน้องขอ





