เข้าสู่ระบบบทที่ 4 มุกพิชชาพาร่างอ่อนระโหย ระหงเดินสะเปะสะปะไปยังห้องน้ำ ใบหน้าเธอซีดเซียว ริมฝีปากแห้งแตกเหมือนกระดาษ ดวงตาพยายามปรือมองทางข้างหน้า หล่อนมีไข้สูง กินยานอนพัก แต่กลางดึกรู้สึกปวดปัสสาวะ จึงจำใจลุกจากเตียงไปยังห้องน้ำซึ่งไม่ไกลนัก ขณะที่ทำธุระและล้างมือ เธอก็พลัดลื่น ร่างที่ยืนไม่มั่นคงเป็นทุนเดิมล้มไปทางด้านหลังอย่างจัง หัวกระแทกขอบอ่างล้างหน้า สติครั้งสุดท้ายที่หล่อนรับรู้คือเพดานห้องน้ำ แล้วภาพค่อยๆ มืดลง ก่อนที่วิญญาณจะถูกกระชากออกไป ผ่านไปกี่นาทีกี่ชั่วโมงไม่อาจรู้ จนกระทั่งมีคนมาพบร่างเธอนอนกองบนพื้นห้องน้ำ “ว้าย คุณพราว มาทำอะไรตรงนี้คะ” กิ่ง พี่เลี้ยงวัยใกล้สี่สิบร้องตกใจ ขณะเดินค้นหาเจ้านายจนพบมุกพิชชานอนเป็นลมในห้องน้ำ กิ่งพยายามพยุงร่างอ่อนปวกเปียกของเจ้านายขึ้นเตียงอย่างยากลำบาก คืนนี้เธอมานอนเฝ้าเพราะผู้เป็นเจ้านายไข้ขึ้นสูง ทว่าเมื่อครู่ปวดเบาจึงลงไปเข้าห้องน้ำที่ชั้นล่างสำหรับแม่บ้านจึงไม่รู้ว่าเจ้านายสาวก็อยากเข้าห้องน้ำเหมือนกัน พี่เลี้ยงวางเรือนร่างผอมแห้งลงบนเตียงอย่างทะนุถนอม แล้วถอนหายใจด้วยความเหนื่อย เธอเกลี่ยปอยผมที่ปกคลุมใบหน้าออก แล้วไล่สายตาตรวจดูบาดแผลตามร่างกายอย่างโล่งใจเมื่อไม่พบบาดแผลร้ายแรง แสงแดดอรุณอุ่นสาดเข้ามาในห้อง เสียงนกร้องบนต้นไม้ข้างหน้าต่างเป็นเสียงเรียกให้ผู้ที่หลับใหลบนเตียงนุ่มลืมตาขึ้น นารันนอนมองเพดานห้องที่ไม่คุ้นเคยมาก่อนชีวิตด้วยความมึนงง ที่นี่ไม่เหมือนสวรรค์และนรก หากแต่เป็นบ้านคนเสียมากกว่า สายลมเย็นๆ นำพากลิ่นดอกมะลิพัดเข้ามายังหน้าต่างที่เปิดกว้างทำให้นารันเชื่อว่านี่ไม่ใช่ความฝัน แต่มันจะเป็นไปได้ยังไงในเมื่อหล่อนตายไปแล้ว “คุณพราวตื่นแล้วเหรอคะ” เสียงอบอุ่นของหญิงวัยกลางคนเรียกให้หล่อนหันไปมอง นารันเลิกคิ้วมองคนในชุดแม่บ้านด้วยความสงสัย ป้านี่ใคร เธอชื่อนารันไม่ใช่พราว นารันเริ่มยกมือขึ้นมาสำรวจร่างกายตัวเอง อวัยวะครบสามสิบสอง ไม่มีส่วนขาดหรือพรุน ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนซ้ำยังผิวยังขาวผ่องเป็นยองใยแม้จะดูซีดเซียวไปเสียหน่อย เดี๋ยวนะ เธอเพิ่งถูกยิงด้วยลูกตะกั่วนะ “ฉันอยากเข้าห้องน้ำ” เสียงแหบแห้งบอกกับคนวัยกลางคน อะไรบางอย่างทำให้นารันรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติ เธอจึงขอตัวป้าเข้าห้องน้ำ ว่าแต่ห้องน้ำไปทางไหน หล่อนมองหาประตูภายในห้องก็มีตั้งสามบาน “คุณพราวคะ ห้องน้ำอยู่ทางนี้ค่ะ” ก่อนที่หล่อนจะเดินทะเล่อทะล่าไปห้องอื่นป้าคนเดิมจึงชี้บอกทางด้วยความงุนงง นารันยิ้มให้หล่อนเกร็งๆ ก่อนหายเข้าไปในห้องน้ำ ขณะที่หล่อนเดินผ่านกระจก นารันถึงกับหยุดเดิน แล้วหันขวับส่องตัวเองด้วยความตกใจ ยัยนี่ ใครกัน ใบหน้าขาวซีดเหมือนไม่มีเลือดไปเลี้ยงอวัยวะ ดวงตากลมโตทว่าโปนเหมือนคนอดหลับอดนอนมาหลายคืน จมูกโด่งรั้นเชิดขึ้น ริมฝีปากอวบอิ่มได้รูปทรงสวย ผิวหน้าเนียนละเอียดเหมือนคนดูแลบำรุงด้วยครีมกระปุกละหมื่น เข้าคลินิกเดือนละสิบรอบ นารันเบิกตากว้าง สัมผัสที่มือบอกชัดว่าไม่ใช่รอยแผลจากสนามรบ หากเป็นเล็บแต่งสีชมพูอ่อน ก้มมองร่างกายตัวเองที่ขาวจัด หน้าอกที่ใหญ่กว่าปกติ และใบหน้าจากเงาสะท้อนในกระจก ไม่ใช่เธอ นารันจ้องตัวเองในกระจกจนตาถลนด้วยความตกใจ นั่นคือเธอจริงเหรอ เธอในร่างคนอื่นเนี่ยนะ บ้าไปแล้ว ขณะที่หล่อนกำลังจะสติแตก คำสาบานที่หล่อนร้องขอกับพระเจ้าก็แวบเข้ามาในหัว หรือว่าพระเจ้าสงสารหล่อนจึงให้เธอมีโอกาสกลับมาแก้แค้นชายหญิงคู่นั้น หล่อนขมวดคิ้วครุ่นคิดเรื่องที่เกิดขึ้นกับตัวเองได้ไม่ถึงหนึ่งนาที นารันก็รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรงราวกับมีใครเอาค้อนปอนมาทุบหัว ภาพอะไรบางอย่างหลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอเต็มไปหมดราวกับภาพฉายหนัง พราว มุกพิชชาเป็นลูกสาวคนเดียวของตระกูล รัตนกิจ เจ้าของกิจการเครื่องดื่มชื่อดังในประเทศและมีสินค้าปลีกย่อยอีกหลายรายการ แต่ที่นารันตกใจคือเจ้าของร่างนี้แต่งงานมีสามีมาแล้วสองปี แต่ระหว่างสองปีนี้ทั้งคู่แยกกันอยู่ราวกับไม่ใช่ผัวไม่ใช่เมีย พูดคุยกันเท่าที่จำเป็น หากต้องแต่งงานกันเพราะบิดาหล่อนขอร้องให้ชายหนุ่มแต่งกับเธอก่อนท่านจะสิ้นใจตาย เพราะเป็นห่วงลูกสาวเพียงคนเดียว เนื่องจากมีร่างกายอ่อนแอกลัวไม่มีคนดูแลยามแก่เฒ่า แต่ผ่านมาแล้วสองปี พ่อเธอยังแข็งแรงดี ไม่มีท่าทีจะลาโลกนี้เลยสักนิด นารันกุมขมับกับความทรงจำที่ไหลเข้ามาจากเจ้าของร่าง ถ้าเธอมาอยู่ในร่างมุกพิชชา แล้วมุกพิชชาตัวจริงไปอยู่ที่ไหน แล้วตัวเธอเองตายจริงหรือนารันนั่งแหมะกับขอบอ่างอาบน้ำ ความคิดหล่อนตอนนี้กระจัดกระจายไปหมดจนต้องตั้งสติและทำใจยอมรับกลับเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ในเมื่อมีโอกาสได้กลับมาอีกครั้งเธอสัญญาว่าจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและสัญญากับมุกพิชชาเจ้าของร่างจะทะนุถนอมกายร่างเธอและดูแลอย่างดีไม่ให้บอบช้ำทั้งกายและใจ เธอกำมือแน่น นิ้วเรียวสวยนั่นดูนุ่มนิ่มเกินไปสำหรับการจับปืน แต่ไม่เป็นไร เดี๋ยวพวกมันจะรู้ ว่าผู้หญิงคนนี้น่ากลัวกว่าผีเสียอีก “คุณพราวคะ เป็นอะไรหรือคะ” วดีเห็นเจ้านายหายไปนานเกิดความเป็นห่วง จึงเดินมาคอยเคาะเรียกเผื่อมีอะไรให้ช่วย “ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวฉะ พราวออกไป” นารันที่ตอบกลับเกือบจะแทนตัวเองว่าฉันจนติดปากรีบเปลี่ยนเรียกชื่อเจ้าของร่างทันที ป้าวดีในความทรงจำของมุกพิชชาคือพี่เลี้ยงหล่อนที่ย้ายตามมาคอยดูแลอยู่บ้านหลังนี้หลังแต่งงาน เธอเปรียบเสมือนแม่คนที่สอง หลังมารดาแท้ๆ ด่วนจากไปตั้งแต่มุกพิชชาอายุเพียงแค่ห้าขวบ “หน้าซีดมากเลยนะคะ ไปหาหมอเถอะค่ะ เดี๋ยวป้าจะไปบอกคุณภูสิงห์ให้” ขณะที่เธอกำลังจะหมุนตัวเดินออกไปแขนวดีก็ถูกมือร้อนๆ รั้งตัวไว้ก่อน “ไม่ต้องหรอก แค่กินยานอนสักหน่อยก็หายแล้ว” นารันไม่ต้องไปหาหมอให้ยุ่งยาก อีกอย่างเธอยังไม่พร้อมเผชิญหน้ากับภูสิงห์หรือภีมวัจน์ผู้ขึ้นชื่อว่าสามีของมุกพิชชา ว่าแต่ชื่อนี้เหมือนเคยรู้จัก นึกถึงเขาใบหน้าหล่อเหลาคมคายก็แวบเข้ามาสมอง นารันตบเข่าดังฉาดในใจเมื่อรู้สึกคุ้นๆ หน้าและชื่อของสามีเธอ ที่แท้ก็คู่อริแก๊งพยัคฆ์ทมิฬนี่เอง ให้ตายเถอะ โลกกลมชะมัด ผู้กองสาวอยากจะขำก็ขำไม่ออก ตอนเป็นตำรวจเธอเกลียดพวกมาเฟียเข้าไส้ พอตายวิญญาณก็มาสิงร่างเมียมาเฟียอีก ได้มานอนร่วมชายคาเดียวกัน ตลกร้ายเหลือเกิน “ถ้างั้นเดี๋ยวป้าจะยกข้าวต้มร้อนๆ กับยามาให้นะคะจะได้มีแรงและหายไวๆ” น้ำเสียงห่วงใยฉายชัด แววตาแสดงถึงความห่วงใยมองหล่อนประหนึ่งลูกสาวคนหนึ่งทำให้นารันสะท้อนในอก ถ้าป้ารู้ว่าคนที่อยู่ตรงหน้านี้ไม่ใช่คุณหนูของป้า ป้าจะเสียใจมากแค่ไหน “ค่ะ” เธอเดินกลับมานอนลงที่เตียงนอนนุ่ม เมื่อป้าวดียกถาดข้าวต้มร้อนๆ เข้ามาหล่อนก็นั่งตักกินด้วยความหิวโหย จากนั้นก็กินยาลดไข้แล้วเอนกายลงนอน “อย่าพึ่งหลับนะคะ เดี๋ยวป้าเช็ดตัวให้ คุณหนูอยากจะเปลี่ยนชุดด้วยไหมคะ ป้าจะได้เตรียมชุดมาให้” “เดี๋ยวฉะ พราวจัดการเองค่ะ” หลังจากหล่อนจัดการเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ซึ่งเป็นเดรสคุมเข่าสีขาวงาช้างเรียบๆ แบบใส่อยู่บ้าน นารันรู้สึกไม่คุ้นเคยนัก เพราะปกติเธอใส่กางเกงมากกว่า นานๆ ทีหรือโอกาสสำคัญเธอถึงจะสวมกระโปรงเหมือนผู้หญิงทั่วไป หล่อนคิดสะระตะไปเรื่อยจนกระทั่งเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด
นารันเรียกพนักงานหน้าเคาน์เตอร์ พูดคุยบางอย่างไม่ถึงนาที พนักงานคนนั้นมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยก่อนพยักหน้ารับแล้วเดินตรงมายังพวกเขายืนอยู่ “สวัสดีค่ะ พอดีมีโปรโมชั่นใหม่มาแนะนำสำหรับสมาชิกห้าสิบคนแรก สมัครวันนี้ลดทันที เก้าสิบเปอร์เซ็นต์ค่ะ” เมื่อครู่เธอก็แนะนำโปรโมชั่นแก่ลูกค้าสองท่านนี้ไปแล้วเพียงแต่ไม่ใช่ลดเก้าสิบเปอร์เซ็นต์อย่างที่คุณมุกพิชชาบอก“เก้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยเหรอครับ” วัฒน์กับปัณณ์หันมามองหน้ากันอย่างตกใจ เพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะพยักหน้าแทบพร้อมกันแบบไม่ต้องคิดให้เสียเวลา“ตกลงครับ/สมัครครับ”นี่มันโชคหล่นทับกันชัดๆ ทั้งส่วนลดที่ได้มาอย่างไม่น่าเชื่อ และเจ้าของยิมที่ชื่อมุกพิชชา ผู้หญิงคนหนึ่งที่ทำให้พวกเขารู้สึกคุ้นเคยอย่างอธิบายไม่ถูก ความรู้สึกนั้นไม่ใช่แค่การพบกันครั้งแรก แต่คล้ายกับเคยรู้จักกันมาก่อนลึกกว่านั้น ใกล้ชิดกว่านั้น ราวกับความผูกพันบางอย่างยังคงหลงเหลืออยู่ แม้กาลเวลาจะเปลี่ยนทุกสิ่งไปแล้วก็ตามห่างออกไปนั้น สองร่างที่ความสูงต่างกัน เดินเคียงคู่ออกมาจากยิม“เป็นยังไงบ้าง ได้เจอเพื่อนร่วมงานเก่า”ภีมวัจน์ถามเสียงเบา สายตายังคอยมองใบหน้าภรรยาไม่วาง เห็นชัดว่าห
เพราะเรื่องราวที่พ่อกำลังเล่าอย่างจริงใจคือเรื่องของเธอคือชีวิตของเธอคือความเจ็บปวดของเธอ ทั้งหมด ตรงหน้าและเขาพ่อแท้ๆ ของเธอ กำลังกอดเธออยู่แต่ไม่รู้ว่าเด็กผู้หญิงที่เขาคิดว่าตายไปแล้วกำลังร้องไห้อยู่ในอ้อมแขนเขาเองนารันร้องไห้เงียบๆ อย่างเจ็บปวดที่สุดในชีวิต เพราะนี่เป็นครั้งแรก และอาจเป็นครั้งเดียว ที่เธอได้ยินคำว่าพ่อ พูดถึงเธอด้วยความรักแบบนี้คืนนั้นนารันกลับมานอนที่บ้านพ่อพร้อมภีมวัจน์ หลังจากวันที่เต็มไปด้วยความปวดร้าวและความจริงมากมาย เธอกลับรู้สึกเหมือนได้พักใจในที่ที่ควรจะเป็นตั้งแต่แรก เสียงหัวเราะเบาๆ ลอยมาตามลมตั้งแต่ก่อนจะก้าวเข้าประตู เพราะภีมวัจน์ให้ลูกน้องไปรับภูธเนศ พ่อของเขา และเพื่อนรักของเมธานินท์ ให้มาทานมื้อเย็นร่วมกันที่คฤหาสน์โต๊ะอาหารยาวโอ่อ่าซึ่งครั้งหนึ่งเคยเงียบเหงา กลับอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด เมื่อทั้งสี่คนนั่งล้อมโต๊ะเดียวกัน กลิ่นอาหารจากครัวลอยฟุ้ง เสียงถ้วยชามสีกระทบกันดังจังหวะเบาๆ ปะปนไปกับบทสนทนาที่เป็นธรรมชาติอย่างน่าประหลาดเมธานินท์คอยตักกับข้าวให้ลูกสาวไม่ห่าง เห็นหล่อนทานได้ดี เขาก็ยิ้มได้ทั้งหน้า น้ำเสียงที่ใช้คุยกับทั้งนารันและภีมวัจน์เต็
พอโตขึ้นก็ไม่ได้รู้สึกอะไรแบบนั้นแล้ว ไม่ได้ต้องการจากพวกเขาอย่างที่เคยตัดพ้อในช่วงเด็ก” น้ำเสียงหล่อนราบเรียบไร้อารมณ์ ภีมวัจน์รับรู้ได้ทันทีว่ากว่าเธอจะเข้มแข็งได้มากขนาดนี้ เธอต้องแตกสลายไปแล้วกี่รอบ ร้องไห้ไปแล้วกี่หน เรื่องราวของเขาที่พบเจอเทียบไม่ได้กับเรื่องของเธอเลยสักนิด เขาโชคดีที่ยังมีพ่อ แต่นารันกลับมีเพียงแค่คุณยาย อยู่กันเพียงสองคนลำพัง“แล้วถ้าหากตอนนี้จู่ๆ พ่อรันโผล่มาล่ะ รันจะทำยังไง” นานกว่านาที ภีมวัจน์ถึงตัดสินใจถามคำถามนี้พร้อมกุมมือเธอเบาๆ ราวกับกำลังปลอบโยนหล่อน“คงเป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ เพราะถ้าจะมาคงโผล่มานานแล้ว คงไม่ต้องรอจนถึงป่านนี้ จะสามสิบปีแล้ว เขาคงมีลูกโตแล้วป่านนี้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง ไม่ยินดียินร้ายใดๆนารันไม่ได้คาดหวังว่าในชีวิตนี้จะได้เจอกับคนที่เป็นพ่อ เพราะหล่อนไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเจอเขา หล่อนไม่ชอบความรู้สึกของการถูกทิ้ง ความรู้สึกไม่เป็นที่ต้องการของใครอีกแล้ว หากต้องเจอเขา ความรู้สึกนี้ก็คงวนเวียนกวนใจหล่อนไม่เลิกภีมวัจน์สังเกตภรรยาสาวแล้วก็โล่งอกไปเปลาะหนึ่งที่เธอไม่ได้มีความรู้สึกเกลียดหรือโกรธแค้นคนเป็นบิดา แต่กว่าเธอจะเข้มแข็
บทที่ 30หลังจากจบเรื่องราวต่างๆ รวมไปถึงพิธีศพของฉัตรตฤณ ฉัตรปวีย์หนีไปอยู่ต่างประเทศ เรื่องที่เกี่ยวข้องกับแก๊งพยัคฆ์ทมิฬ หล่อนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นเพียงบุตรและทายาทเท่านั้นยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เธอจึงไม่ได้ถูกจับกุมใดๆ แต่ถึงอย่างนั้นสังคมกลับตราหน้าเธอ ที่หล่อนเสวยสุขมีเงินซื้อของแพงๆ ได้เพราะเงินผิดกฎหมาย เพื่อนพ้องที่เคยอ้อมล้อมต่างพากันหนีหายฉัตรปวีย์กลายเป็นไฮโซตกอับไร้มิตร แถมสภาพจิตใจก็ยังย่ำแย่ อยู่ที่นี่ต่อไม่เป็นผลดี หล่อนจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ต่างประเทศอย่างถาวร“คุณพราวครับ คุณณิรชาขอเข้าพบครับ” บลูเดินมารายงานนายหญิงของบ้านยังห้องนั่งเล่น ขณะที่เธอกำลังนั่งอ่านนิยายสอบสวนด้วยใบหน้าเคร่งเครียด“ให้เธอเข้ามาเลยค่ะ” หลังจากจบภารกิจ เธอก็เกือบลืมเรื่องนี้ไปเลย“สวัสดีค่ะคุณพราว คือแพรมาขอลาค่ะ เพราะผู้ชายคนนั้นก็ถูกจับแล้ว” เธอไปๆ มาๆ ระหว่างบ้านหลังนี้กับบ้านตัวเองเพื่อเยี่ยมยาย หลังจากผ่าตัดครั้งนั้น ทุกอย่างก็ดูราบรื่นดี คุณมุกพิชชาจ้างพยาบาลส่วนตัวไปดูแลยายเธอที่บ้านให้ ขณะที่เธอต้องออกมาทำงาน ซึ่งหล่อนอยากจะขอบคุณผู้หญิงตรงหน้าจนไม่รู้จะขอบคุณยังไงแล้ว“แล้วต่อ
ตอนที่เธอถูกเชือดมัดมือ นารันแก้มัดเชือกด้วยการพยายามใช้นิ้วล้วงมีดใบเล็กมาจากกางเกงขาสั้นที่หล่อนสวมไว้ด้านในชุดเดรสขณะนอนคุดคู้ในรถค่อยๆ ตัดเชือกอย่างระมัดระวัง พลางร้องไห้ ให้ชยพลตายใจวันนี้หล่อนสวมเดรสกระโปรงยาว โดยที่ข้างในมีกางเกงขาสั้น สายรัดต้นขาไว้สำหรับพกปืนสั้นเรื่องที่เธอถูกชยพลจับตัวมานั้น คือสิ่งที่หล่อนคาดการณ์ไว้ทั้งหมด ไม่อย่างนั้น คนอย่างเธอจะยอมให้ไอ้ผู้ชายเฮงซวยคนนี้จับมาง่ายๆ อย่างนั้นนะเหรอ ฝันไปเถอะ นารันยอมโดนให้มันจับ ให้มันตบก็เพื่อให้มันโผล่หัวออกมาให้เธอล้างแค้นถึงที่ก็เท่านั้นเองชยพลส่ายหน้าไปมาอย่างสับสน ช่วงหลังๆ เขามักเห็นนารันราวกับภาพหลอน จนเริ่มคิดว่าตัวเองเป็นบ้าไปแล้วและเขาไม่รู้เลยว่าภาพหลอนที่เขากลัวนักหนา กำลังหายใจอยู่ตรงนั้นจริงๆแม้แต่มุกพิชชา ผู้หญิงที่ไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับนารันแม้แต่น้อย ยังกล้าอ้างตัวว่าหล่อนคือนารัน นั่นยิ่งซ้ำเติมสติของเขาให้แตกร้าวลงไปอีก ชยพลเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรคือความจริง อะไรคือภาพหลอนที่สมองเขาสร้างขึ้นเอง ความหวาดผวาแปรเปลี่ยนเป็นความคลุ้มคลั่งจนฉายชัดออกมาทางแววตาและท่าทางที่ควบคุมไม่อยู่อดีตผู้กองสาวฉ
“คุณยายครับผม ภูสิงห์ ภีมวัจน์นะครับ” เสียงทุ้มของเขาอ่อนลงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับตั้งใจพูดให้คนที่มองไม่เห็นได้ยินอย่างชัดเจน“ตอนนี้นารันเป็นภรรยาของผมแล้ว คุณยายไม่ต้องเป็นห่วงเธออีกต่อไปนะครับ ตั้งแต่นี้ไปผมจะดูแลหลานสาวของคุณยายให้ดีที่สุดเท่าที่ผู้ชายคนหนึ่งจะทำได้ ไม่ว่าเธอจะล้มป่วย เจ็บไข้ จะชราไปตามวัย หรือรูปลักษณ์เปลี่ยนไปแค่ไหน ผมก็ยังจะรัก และจะอยู่ข้างเธอเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน”เขาหยุดหายใจเพียงเสี้ยววินาที ก่อนเอ่ยคำที่หนักแน่นกว่าเดิม“ผมรักนารันนะครับคุณยาย และผมขอบคุณจากใจที่คุณยายเลี้ยงดูเธอด้วยความอดทนและความรักจนกลายเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็งและงดงามขนาดนี้ ต่อไปนี้ เธอไม่จำเป็นต้องแบกทุกอย่างไว้คนเดียวอีกแล้วครับ มีอะไรให้พี่ช่วย พี่จะจัดการให้เอง”ประโยคท้ายเป็นถ้อยคำที่เขาหันมาพูดกับนารันโดยตรง น้ำเสียงเบาลงอย่างละมุนราวกับกลัวทำให้เธอร้องไห้หญิงสาวฟังแล้วน้ำตาก็รื้นขึ้นทันที ความอบอุ่นจากคำของเขากลับไปแตะความฝันเล็กๆ ที่เธอเคยมีความฝันที่อยากให้มีผู้ชายสักคนเอ่ยสัญญาเช่นนี้ต่อหน้ายายในวันแต่งงาน แต่ยายจากไปก่อน และความฝันนั้นก็เลือนหายไปพร้อมกันไม่เคยคิดเล


![นรสิงห์ [มาเฟียร้ายรัก]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)




