เข้าสู่ระบบไป๋เยวี่ยโหรวกลับมีสีหน้ามืดมนอยู่ตลอดเวลาไม่ได้การดูท่าว่าไม่อาจรอต่อไปได้อีกแล้วเมื่อเห็นเสินอ๋องผู้เฒ่าพาสือเซี่ยวที่ถือถาดเดินมุ่งหน้าไปทางแท่นสวดขอพรด้วยตนเองแววตาของไป๋เยวี่ยโหรวพลันมืดมนลง สบตากับปาถูเอ่อร์แวบหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มใช้วิชากู่ภายใต้การคุ้มกันของปาถูเอ่อร์ทันใดนั้น พื้นดินก็สั่นสะเทือนขึ้นมาอย่างกะทันหัน“เกิดอะไรขึ้น?”“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”“พื้นดิน...พื้นดินกำลังเคลื่อน!”คนอื่น ๆ ต่างพากันตกใจ พากันลุกขึ้นออกจากที่นั่งส่วนเสินอ๋องผู้เฒ่าที่เพิ่งจะเดินลงจากบันไดดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่าง สีหน้าของเขาเปลี่ยนไปมากอย่างฉับพลันปาหย่าที่ตั้งสติได้เช่นกัน รู้ว่านี่คือความเคลื่อนไหวของอะไรก็เอ่ยขึ้นด้วยความตื่นตระหนกว่า “ราชาอสรพิษ! เสด็จพ่อ ระวัง!”วินาทีต่อมา...“ปัง!”เงาร่างยักษ์สีขาวเงินพลันมุดออกมาจากใต้ดินของตำหนักเสินอ๋อง จากนั้นก็พุ่งเข้าชนทำลายประตูใหญ่ของตำหนักเสินอ๋อง ทะยานออกมาจากด้านในอย่างรวดเร็วพวกของไป๋เยวี่ยโหรวเตรียมตัวไว้ล่วงหน้าแล้ว ทันทีที่ได้ยินเสียงประตูพังทลาย สองสามีภรรยาก็รีบเผ่นหนีออกไปในทันทีการเคลื่อนไหวของปาหย่าแ
“พูดจาเหลวไหล!”ไป๋เยวี่ยโหรวไม่อาจทนฟังได้อีกต่อไป นางลุกพรวดขึ้นยืนในทันที “ยาพิษล่อลวงจิตใจอันใดกัน เจ้าพูดมาเสียมากมาย แล้วเจ้ามีหลักฐานอะไรมาพิสูจน์ว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์วางยาพิษ?”“หากไม่ใช่เพราะถูกวางยา แล้วเหตุใดคนเหล่านั้นถึงได้มีสภาพเช่นนี้เล่า?”“ธิดาศักดิ์สิทธิ์สวดขอพรต่อสวรรค์ เบื้องบนจึงประทานพรลงมา ประชาชนเมืองหินดำเหล่านั้นที่อยู่ด้านล่างไม่แน่ว่าอาจจะสัมผัสได้ถึงพลังที่สวรรค์คุ้มครองพวกเขา จึงได้ตื่นเต้นกันถึงเพียงนี้อย่างไรเล่า?”ไป๋เยวี่ยโหรวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พลางเอ่ยด้วยท่าทางที่เห็นว่าเป็นเรื่องปกติเวินเยวี่ยหัวเราะออกมาทันทีด้วยความโมโห “เพราะนางน่ะหรือ? แค่ไปยืนอยู่ตรงนั้นแล้วพูดไม่กี่คำ คิดว่าตนเองสามารถพูดคุยกับสวรรค์ได้จริงหรืออย่างไร อย่ามาทำเป็นเรื่องตลกหน่อยเลย”“ใต้หล้ากว้างใหญ่ไพศาล ย่อมมีเรื่องแปลกประหลาดสารพัด มีคนควบคุมแมลงกู่ได้ มีคนควบคุมศพได้ ย่อมมีคนสื่อสารกับฟ้าดินได้ เพียงเพื่อสวดขอพรให้สรรพสัตว์ การกระทำอันเปี่ยมเมตตาเช่นนี้ประทับใจไปถึงเบื้องบน แล้วมันแปลกตรงไหน?”เวลานี้ไป๋เยวี่ยโหรวไม่อาจยอมให้ใครมาว่าร้ายหลานซื่อได้แม้แต่คำเดียวแม้
เหตุการณ์วุ่นวายที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย แม้แต่เสินอ๋องผู้เฒ่าเองก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อนเขาลุกพรวดขึ้นมาโดยพลันดวงตาชราอันขุ่นมัวคู่นั้นจ้องเขม็งไปยังทิศทางของแท่นสวดขอพร สีหน้าแสดงความตระหนก เต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ“นี่มัน...เป็นไปได้อย่างไร?”ธิดาศักดิ์สิทธิ์...หรือว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งต้าหมิงจะมีพลังอันศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ?หรือจะบอกว่าสตรีผู้นี้ ไม่ได้มีเพียงมีสายเลือดนั้นไหลเวียนอยู่ แต่ยังมีพลังเทพเซียนด้วยอย่างนั้นหรือ?!“เจิ้นกั๋วกง นี่มันเรื่องอะไรกัน? สตรีผู้นั้นเมื่อครู่ทำอะไรบนนั้น? เหตุใดจู่ ๆ ถึงทำให้ผู้คนมากมายต่างเหมือนเสียสติไปแล้วเช่นนี้?!”มีคนเอ่ยคำถามที่เสินอ๋องผู้เฒ่ากำลังตกตะลึงและอยากถามอยู่ในใจออกมาแทนเสียแล้วแต่เวินเฉวียนเซิ่งเองก็อยากรู้คำตอบของคำถามเหล่านี้เช่นกันนอกจากครั้งแรกที่เขาเคยเห็นพิธีสวดขอพรตอนที่หลานซื่อเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ในเมืองหลวงแล้ว หลังจากนั้นก็ไม่เคยเห็นอีกเลยครั้งนั้นแม้จะรู้สึกว่าพิธีของหลานซื่อดูแปลกไปอยู่บ้าง แต่ก็เป็นเพียงแค่ความรู้สึกว่าแปลกไปนิดหน่อยเท่านั้นไม่ได้ถึงขั้นผู้คนนับ
หลานซื่อหันกาย เยื้องกรายมุ่งสู่แท่นสวดขอพรอย่างสง่างามทุกหนแห่งที่นางก้าวผ่าน พลังวิญญาณที่ไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่าเริ่มพรั่งพรูออกมาจากกายนาง แผ่ขยายออกไปตามการเคลื่อนไหวของนางอย่างช้า ๆเหล่าประชาชนเมืองหินดำที่หมอบกราบอยู่สองข้างทางต่างก้มศีรษะลงต่ำ แต่ไม่ได้เป็นเช่นนี้ไปเสียทั้งหมดมีคนได้ยินเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามาเป็นระยะ พวกเขาแอบเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเพียงอาภรณ์สีขาวพลิ้วผ่านหน้าพวกเขาไปหญิงสาวหลุบตาลงมองเพียงนิด ใบหน้าใสเย็นดุจหิมะ งามล้ำเหนือใครประหนึ่งเทพเซียน ทำเอาผู้ที่แอบมองเบิกตากว้างด้วยความตะลึงในทันที“งาม...งามเหลือเกิน!”มีคนพึมพำออกมาอย่างลืมตัวคนข้าง ๆ ได้ยินเสียงเขาก็พลันสงสัย “อะไรงามนัก?”ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเงยหน้าขึ้น เงาร่างสีขาวที่เดินตรงเข้ามาก็ปรากฏสู่สายตาของผู้คนมากขึ้นเรื่อย ๆ“งดงามยิ่งนัก! งดงามจริง ๆ!”“นี่หรือคือธิดาศักดิ์สิทธิ์?”รูปโฉมงดงามเกินเหลือเกิน!ผิวพรรณดั่งหยก ขาวบริสุทธิ์ไร้ราคีดวงตาประหนึ่งดาราวับวาว ริมฝีปากแดงฉานดั่งเหมยแดงมือหยกเรียวงาม ทรวดทรงอรชร เส้นผมดำขลับสลวยดั่งสายน้ำตก อาภรณ์ขาวเหนือหิมะ...ก่อนหน้านี้มองจากที
เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาอันควรแล้ว เสินอ๋องผู้เฒ่าก็ปรายตามองเกี้ยวคราหนึ่ง ไม่ได้เรียกให้หลานซื่อก้าวออกมา แต่กลับโบกมือให้สือเซี่ยวแล้วกล่าวว่า “เริ่มเถิด”ครั้นสิ้นเสียงของเขา ก็ลงนั่งเบื้องหน้าประตูใหญ่ของตำหนักเสินอ๋องในขณะเดียวกันนั้น เอ้อถานหลัว เวินเฉวียนเซิ่ง ชางชิงหลาน และคนอื่น ๆ ต่างก็พากันนั่งลงบนที่นั่งที่เรียงรายอยู่ทางขวามือของเสินอ๋องผู้เฒ่าส่วนปาเก๋อหลู่ ปาหย่า ที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจในช่วงสองวันนี้จนได้เข้าร่วมงานในที่สุด รวมถึงปาถูเอ่อร์และไป๋เยวี่ยโหรวกับพวกที่มาถึงงานแล้วต่างก็นั่งลงทางด้านซ้ายมือของเสินอ๋องผู้เฒ่าหลังจากเป่ยเฉินหยวนมาถึง ก็ไม่ได้เดินร่วมกับพวกปาถูเอ่อร์อีก แต่กลับพรางตัวเป็นประชาชนธรรมดาที่ดูไม่สะดุดตา ปะปนอยู่ในแถวที่ติดกับแท่นพิธีสวดขอพรที่สุดท่ามกลางฝูงชน สายตาของเขาที่จ้องมองไปยังเกี้ยวนั้นไม่ใช่เพียงคู่เดียว ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นที่สังเกตเห็นแต่สายตาที่จ้องเขม็ง เต็มไปด้วยความเป็นห่วง ระแวดระวัง และเย็นเยียบนั้นกลับมีเพียงหนึ่งเดียว“หวูด...! หวูด...! หวูด...!”เสียงแตรสังข์ดังขึ้นทั่วบริเวณภายนอกตำหนักเสินอ๋องอย่างฉับพลัน ตามมาด้วยเ
หลานซื่อมองผ่านสือเซี่ยวเพียงแวบหนึ่ง ก่อนจะก้าวลงจากบันได ขึ้นสู่เกี้ยวขนาดคนหามมากถึงสิบหกคนเมื่อเห็นหลานซื่อนั่งเข้าที่ดีแล้ว สือเซี่ยวจึงสั่งการเสียงดัง “ยกเกี้ยว กลับตำหนักเสินอ๋อง!”เป่ยเฉินหยวนยืนอยู่หน้าประตูจวนอ๋อง จับจ้องตามเกี้ยวของหลานซื่อที่ถูกหามออกไปโดยไม่ละสายตาในวินาทีต่อมา ฝ่ามือของปาถูเอ่อร์ก็ตบลงบนบ่าของเขา“ไปกันเถอะ ข้าเตรียมม้าไว้ให้เจ้าแล้ว”ในพิธีการที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ในฐานะชินอ๋องและพระชายาปาถูเอ่อร์และไป๋เยวี่ยโหรวสองสามีภรรยาย่อมต้องไปแน่นอนถือโอกาสพาเป่ยเฉินหยวนไปด้วยเสียเลยแต่หลังจากขึ้นม้าแล้ว ปาถูเอ่อร์ก็เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจว่า “เหตุใดนางถึงไม่ยอมให้เจ้าติดตามอยู่ข้างกายเล่า ประเดี๋ยวหากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงตอนนั้นนางตัวคนเดียวจะทำเช่นไร?”เดิมทีเป่ยเฉินหยวนก็คิดจะเฝ้าคุ้มครองอยู่ข้างกายหลานซื่อ เพื่อป้องกันเหตุร้ายแต่เมื่อเช้านี้ตอนจะออกจากจวน หลานซื่อกลับส่ายหน้าให้เขา “ในพิธีสวดขอพร ข้ามีบางอย่างต้องจัดการ หากท่านติดตามอยู่ข้างกายข้าจะทำอะไรไม่สะดวกนัก จงไปกับฮูหยินเยวี่ยโหรวและคนอื่น ๆ เถิด”หลานซื่อไม่สามารถให้เขาติดตามไปได้จริง







