Mag-log inฉันไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังเดินไปทางห้องน้ำไม่รู้ว่าเป็นเพราะฉันคิดไปเองหรือเปล่า แต่ฉันมักจะรู้สึกว่าแผ่นหลังมีสายตาเย็นเยียบจ้องมองมาทว่าพอฉันหันขวับกลับไปมอง กลับไม่พบอะไรเลยแปลกจริง ๆ เฮ่อจือโจวไม่ได้ตามหาฉันมานานมากแล้ว และฉันเองก็ไม่มีความรู้สึกกระวนกระวายใจแบบนี้มานานมากแล้วเช่นกันไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอะไรกันแน่ ฉันถึงรู้สึกใจคอไม่ดีเอาเสียเลยไม่ได้การละ เดี๋ยวรีบกินข้าวให้เสร็จแล้วกลับไปอยู่ห้องน่าจะปลอดภัยกว่าหลังเข้าห้องน้ำเสร็จ ฉันก็ยืนล้างมืออย่างใจลอยจู่ ๆ ในกระจกก็ปรากฏเงาร่างของใครบางคนขึ้น ฉันจึงเหลือบตาขึ้นมองอย่างไม่ได้ใส่ใจนักวินาทีต่อมา ฉันพลันสะดุ้งเฮือก เบิกตากว้าง จ้องมองเงาร่างนั้นอย่างไม่อยากเชื่อสายตาที่แท้ก็คือ...ที่แท้ก็คือเฮ่อจือโจว!แต่มันจะเป็นไปได้อย่างไรคนที่มีฐานะอย่างเฮ่อจือโจวจะมาปรากฏตัวอยู่ในย่านแออัดกลางเมืองได้อย่างไรยิ่งไปกว่านั้น นี่มันห้องน้ำหญิงนะ!!ฉันคงพักผ่อนไม่เพียงพอจนตาฝาดไปเองแน่ ๆฉันรีบขยี้ตาตัวเอง ทว่าพอเพ่งมองไปอีกครั้ง เฮ่อจือโจวก็ยังคงอยู่ในกระจกเช่นเดิมเขามองฉันด้วยรอยยิ้มเย็นชา ภายในแววตายังคงแฝงความเย้
“นี่ เสี่ยวถัง งานที่อาเวยแนะนำให้เธอน่ะดีมากเลยใช่ไหมเธอลองดูโรงงานแถว ๆ นี้สิ เหนื่อยแทบตาย เดือนหนึ่งได้แค่สองหมื่นห้าพันถึงสามหมื่นดูงานนี้สิ นั่งทั้งวัน แถมยังเข้าเก้าโมงเช้าเลิกห้าโมงเย็นหยุดเสาร์อาทิตย์ เงินเดือนก็ยังสูงขนาดนี้ อย่างกับเก็บสมบัติได้เลยพูดก็พูดเถอะ ถ้าไม่ใช่เพราะอาเวย เธอคงยังหางานที่ดีแบบนี้ไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะ”“อืม ใช่ค่ะ ต้องขอบคุณพี่อาเวยจริง ๆ” ฉันพูดพลางมองไปทางอาเวย “เดี๋ยวฉันเลี้ยงข้าวพวกคุณสักมื้อนะคะ”ฉันรู้ว่าคุณป้าจงใจพูดเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพราะอยากให้ฉันเลี้ยงข้าวนั่นแหละแต่เดิมทีฉันก็ติดค้างอาหารพวกเขาอยู่หนึ่งมื้อเหมือนกันอาเวยรีบหัวเราะพูดว่า “ไม่ต้อง ๆ จะให้ผู้หญิงอย่างเธอมาเลี้ยงข้าวได้ยังไง ฉัน...”อาเวยพูดยังไม่ทันจบ คุณป้าก็กระทุ้งศอกใส่เขาอีกครั้ง พูดกับฉันด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “จริง ๆ เราก็ไม่ได้สนใจข้าวมื้อนี้หรอก ป้าแค่อยากให้เธอจำความดีของอาเวยไว้ก็เท่านั้นแหละ”“ฉันเข้าใจค่ะ” ฉันยิ้มบาง ๆ “พี่อาเวยดีมากจริง ๆ ข้าวมื้อนี้ยังไงฉันก็ต้องเลี้ยงให้ได้ ก่อนหน้านี้ฉันได้รับการดูแลจากพวกคุณมาตั้งเยอะ ตอนนี้เงินเดือนออกแล้ว ยังไงข้
ถึงยังไงก็เป็นแค่คนผ่านทางในชีวิต พอโปรเจกต์นี้สร้างเสร็จ ทุกคนก็ต้องแยกย้ายกันไปตามทางของตัวเองแล้ว ไม่มีความจำเป็นต้องไปใส่ใจอะไรมากมายขนาดนั้นวันเวลาหลังจากนี้ ฉันแค่ต้องทำงานของตัวเองให้ดีก็พอแล้วหลายวันต่อจากนั้น บอสใหญ่ก็ไม่ได้มาตรวจไซต์งานอีกเลยคนไม่น้อยพูดกันว่าบอสใหญ่ขยะแขยงฉันเลยไม่อยากมาที่ไซต์งานอีกแล้วสำหรับคำพูดที่หยาบคายพวกนั้น ฉันไม่ได้สนใจเลยฉันทำงานตามปกติ เลิกงานกินข้าวตามปกติชีวิตและการทำงานไม่ได้แตกต่างอะไรกับเมื่อก่อนเลยจุดเดียวที่แตกต่างไปก็คือ ไม่มีใครอยากคุยกับฉันแล้วตอนทำงาน ฉันก็จัดการเอกสารเข้าคลังคนเดียวเงียบ ๆ เลิกงานกลับบ้านคนเดียวตอนกินข้าว ฉันก็มักจะนั่งอยู่ที่มุมห้องคนเดียวตราบใดที่เป็นที่ที่มีฉันอยู่ พวกเขาก็จะไม่ยอมเข้าใกล้ความจริงแบบนี้ก็ไม่ได้มีอะไรไม่ดี จะยังไงก็ได้ ตอนนี้เป้าหมายหลักของฉันก็คือการหาเงินวันนี้เป็นวันที่สิบห้า ในที่สุดพนักงานฝั่งออฟฟิศก็เงินเดือนออกแล้วนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รับเงินเดือนแบบจริง ๆ จัง ๆเมื่อมองเงินห้าหมื่นที่เพิ่งโอนเข้ามาในบัญชี ไม่ต้องบอกเลยว่าในใจฉันดีใจขนาดไหนวันที่เงินเดือนออกมั
หัวใจฉันกระตุกวูบคงไม่ใช่ว่าเมื่อกี้ฉันเคาะประตูรบกวนการพักผ่อนของบอสใหญ่ เขาเลยจะไล่ฉันออกหรอกนะบอดี้การ์ดจ้องฉัน แล้วพูดใส่โทรศัพท์ “ไม่มีอะไรครับ แค่ผู้หญิงคนหนึ่งที่คิดจะกระโจนใส่ ผมไล่เธอลงมาแล้วครับ”ฉัน: ...บอดี้การ์ดคนนี้พูดจาแบบว่า...ให้ตายเถอะเขาใช้ตาข้างไหนมองเห็นว่าฉันอยากจะกระโจนใส่บอสใหญ่กัน“อ๋อ ได้ครับ ๆ เดี๋ยวผมบอกพวกเขาครับ”หลังจากบอดี้การ์ดวางสาย เขาก็มองเราอย่างวางอำนาจ “บอสใหญ่บอกว่าถ้าพวกคุณยังไปรบกวนการพักผ่อนของเขาอีก งั้นพวกคุณก็รอเก็บข้าวของไสหัวไปได้เลย”“ไม่ ๆ ๆ เรา...”หัวหน้าโจวยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่บอดี้การ์ดหันหลังเดินขึ้นบันไดไปแล้วเมื่อมีคำเตือนของบอดี้การ์ด ตอนนี้หัวหน้าโจวก็ไม่กล้าผลีผลามขึ้นไปแล้วเขาถลึงตาใส่ฉันอย่างแรง “ดูเรื่องดีงามที่เธอทำสิ ฉันเห็นว่าเธอภาพลักษณ์ดีบุคลิกดีเลยให้เธอไปส่งอาหารเช้า หวังให้เธอช่วยสร้างความประทับใจดี ๆ ให้แผนกเราต่อหน้าบอสใหญ่ แต่ผลลัพธ์ล่ะ เธอทำให้ฉันโมโหจะตายอยู่แล้ว”“นั่นสิ ไม่เคยเจอผู้หญิงหน้าไม่อายแบบเธอมาก่อนเลย ปกติทำเป็นใสซื่อ ลับหลังไม่รู้ว่ากระโจนใส่ผู้ชายมาแล้วกี่คน”“ใช่ แถมยังไม่รู้
หัวหน้าบอกว่าบอสใหญ่พักอยู่ห้องที่สองทางขวามือมีแค่ห้องที่สองเท่านั้นที่ไม่ได้ล็อก ส่วนห้องอื่น ๆ ล็อกหมดแล้วบางทีบอสใหญ่อาจจะยังพักผ่อนอยู่ข้างในฉันนึกดีใจขึ้นมา อาศัยจังหวะที่บอดี้การ์ดไม่อยู่ รีบวิ่งไปเคาะประตูทว่าฉันเพิ่งจะเคาะประตู ข้างในก็มีเสียงตวาดต่ำ ๆ อันเยียบเย็นดังขึ้นมาทันที “ไสหัวไป!”ฉันถูกตะคอกใส่จนชะงักไป ในใจสั่นสะท้านทำไมเสียงนี้ถึงได้คุ้นหูนัก ถึงกับคล้ายเสียงของเฮ่อจือโจวอยู่นิด ๆแต่แค่เสียงนั้นเสียงเดียว ฉันก็ไม่กล้าแน่ใจไม่น่าจะใช่เฮ่อจือโจวหรอกมั้ง ในความทรงจำของฉันเขาไม่ได้เป็นโรคกระเพาะ แถมยังไม่ได้จับธุรกิจพัฒนาที่ดินด้วยฉันข่มความคิดฟุ้งซ่านของตัวเองลงไป อ้าปากตั้งใจจะขอร้องให้เขาช่วยเป็นพยานให้คิดไม่ถึงว่าจู่ ๆ จะมีเสียงตวาดเย็นชาดังมาจากหน้าบันได “คุณเป็นใคร คิดจะทำอะไร”ฉันสะดุ้งตกใจ พอหันหน้าไปก็เห็นบอดี้การ์ดคนนั้นเดินดุ่ม ๆ เข้ามาหาฉันอย่างเอาเรื่องในมือของบอดี้การ์ดยังหิ้วกล่องข้าวอยู่ เมื่อกี้คงจะไปเอาข้าวให้บอสใหญ่มายังไม่ทันให้ฉันอ้าปาก บอดี้การ์ดก็พุ่งเข้ามาจับตัวฉัน “คุณอีกแล้วเหรอ เมื่อเช้าเตือนพวกคุณไปแล้วไม่ใช่หรือไงว่า
พักเที่ยงฉันเพิ่งไปถึงโรงอาหาร ก็ถูกคนสาดน้ำใส่หน้าคนที่สาดน้ำใส่ฉันไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเพื่อนร่วมงานในแผนกของพวกเราทั้งที่เมื่อเช้าเขายังพูดคุยหัวเราะกับฉันอยู่เลยแท้ ๆ แต่ตอนนี้กลับจ้องฉันด้วยสีหน้าโกรธจัดไม่ใช่แค่เขา ยังมีเพื่อนร่วมงานอีกหลายคน ก็มองฉันด้วยสายตาที่ทั้งโกรธเกรี้ยวและเหยียดหยามฉันมองพวกเขาอย่างอึ้ง ๆ ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นเสี่ยวจาง เพื่อนร่วมงานที่มาโรงอาหารพร้อมกับฉันก็ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น จึงถามพวกเขาอย่างหงุดหงิดว่า “พวกนายทำอะไรเนี่ย อยู่ดี ๆ ไปสาดน้ำใส่เสี่ยวถังทำไม”“เราไม่ตบเธอก็นับว่าดีแค่ไหนแล้ว เธอไปถามเอาเองสิว่าไปทำเรื่องดีงามอะไรไว้” เพื่อนร่วมงานที่สาดน้ำใส่ฉันคือเสียวหลี่ เขาทำเสียงฮึดฮัดฉันขมวดคิ้วจ้องเขา “ฉันทำอะไร”“โอ๊ะ เธอยังมีหน้ามาถามอีกเหรอ” เสียวหลี่พูดอย่างโกรธจัด “เมื่อเช้าหัวหน้าให้เธอไปส่งอาหารเช้าให้บอสใหญ่ จุดประสงค์ก็เพื่อทำให้แผนกของเรามีภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของบอสใหญ่ แต่เธอล่ะ เธอกลับอาศัยโอกาสนี้ไปอ่อยบอสใหญ่ที่สำคัญคืออ่อยไม่สำเร็จ แถมเธอยังไปทำให้บอสใหญ่โกรธ จนถูกบอดี้การ์ดของบอสใหญ่ไล่ตะเพิดลงมา ทำแผนกของเรา







