Masukแต่ทว่าทุกอย่างไม่เหมือนเดิม
หยางจื่อถงย่างกายเข้าจวนตัวเองด้วยลางสังหรณ์ประหลาด จวนที่เคยปกคลุมไปด้วยเมฆหมอกทะมึนอย่างที่เคยสัมผัสได้คล้ายจะมลายหายไปจนสิ้น บัดนี้ทุกผู้ทุกคนต่างแข็งขันทำงานของตนด้วยรอยยิ้มที่เจ้าของจวนที่แท้จริงไม่เคยได้ยลมาก่อน รอบจวนเต็มไปด้วยดอกไม้นานาพรรณทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เหี่ยวเฉาไร้ความงดงาม แต่ทว่าไม่ทันได้ไตร่ตรองสิ่งใดให้ถี่ถ้วน สตรีที่พาร่วมเดินทางมาด้วยก็เข้ามาเกี่ยวแขนของเขาไว้อย่างถือวิสาสะ ทำทุกอย่างด้วยกิริยาที่ไร้เดียงสา ทั้งๆ ที่เป็นการกระทำที่ไม่งามก็ตาม แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อนางเพิ่งจะอายุสิบสี่ปีเท่านั้น เมื่อเห็นกิริยามิงามหยางจื่อถงจึงได้แต่ทอดถอนหายใจ หน่ายใจที่จะเอ่ยปาก อีกอย่างเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน อะไรๆ จะได้ง่ายขึ้นมาบ้าง... หยางจื่อถงเหลือบมองสวนดอกไม้ที่ดูแล้วเพิ่งจะเอามาลงได้ไม่นาน เพราะดินตรงนั้นยังทิ้งรอยการขุดไว้ เขาพลันถอนหายใจอีกครั้งอย่างเสียดาย เสียดายที่มันอาจจะไม่ได้อยู่ยืนยาวเกินคืนนี้... “ท่านแม่ทัพ” ละสายตาจากดอกไม้งาม มองคนสนิทของภรรยาที่ออกมาต้อนรับด้วยความฉงนสนเท่ห์ ปกติแล้วต้องเป็นหน้าที่ของภรรยามิใช่หรือที่ต้องออกมาต้อนรับสามี อีกทั้งภรรยาของเขาก็ปฏิบัติเช่นนี้ทุกครา...สตรีอ่อนแอผู้นั้นออกมาต้อนรับด้วยใบหน้างามงด อาภรณ์สีสด แต่ใบหน้ากลับหมองหม่นราวกับถูกบังคับคืนใจเสียทุกครั้งไป จนหยางจื่อถงชังใบหน้าหม่นหมองนั่นหนักหนา หากลำบากใจนักจะไปทูลขอสมรสกับหวงตี้เพื่อการณ์ใดก็มิทราบในเมื่อนางก็มีทีท่าตรอมตรมยามเมื่ออยู่ชายคาเดียวกับเขา คิดมาถึงตรงนี้หยางจื่อถงก็พลันทอดถอนหายใจอีกครั้ง การแต่งงานก็เหมือนบ่วงรัดคอเช่นจิ้นอ๋องขยาดไม่มีผิด “แล้วจ้าวซือหงเล่า ข้าไปรบได้ไม่เท่าไร นางถึงขั้นหลงลืมหน้าที่ภรรยาเชียวหรือ” ใช่เจ้าค่ะ ลืมจนหมดสิ้นแล้ว... หลินหรานได้แต่ก้มหน้าพลางตอบกลับเจ้าของจวนในใจ ฮูหยินผู้น่าสงสารของนางลืมทุกอย่างไปจนหมดสิ้น หากไม่ออกมาต้อนรับแม่ทัพหยางเช่นทุกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ส่วนท่านแม่ทัพหยาก็ช่างปากร้ายเหลือหลายเอ่ยกระทบฮูหยินของนางเสียจนน่าสงสาร ไหนจะยังมีสตรีที่หอบหิ้วเข้ามาในจวนอย่างไม่ไว้หน้าฮูหยินอีก “ฮูหยินไม่ใคร่สบายเจ้าค่ะ เลยนอนพักอยู่ในห้อง” “ไม่สบาย จะป่วยอะไรกันนักกันหนา มาอยู่จวนนี้สามปีนางป่วยเป็นว่าเล่น เปราะบางถึงเพียงนี้ไยไม่อยู่แต่ในรั้วในวังให้เสียตลอด จะออกมาอยู่จวนข้าทำไมกัน” ปากบ่นเป็นผู้เฒ่าร้อยปี แต่ขากลับก้าวเดินเข้าเรือนอย่างไม่รีรอ ทำเอาหลินหรานข้อรับใช้ของฮูหยินได้แต่ยืนฉงนอย่างไม่เข้าใจ แต่ก็ใช่ว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่ แม่ทัพหยางก็หยาบกระด้างเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไร หลินหรานพลันถอนหายใจทิ้ง ก่อนนางจะนึกเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่นางลืมไปเสียสนิทขึ้นมาได้ เรื่องฮูหยินตั้งครรภ์! เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ได้ หลินหรานก็ตาโตรีบวิ่งตามหลังแม่ทัพหยางเข้าเรือนด้วยความเร็ว ด้วยเกรงว่าจะมีปากเสียงจนและเรื่องวิวาทกันเสียก่อน ยิ่งแม่ทัพหยางพาสตรีที่ไหนก็ไม่ทราบมาด้วยเช่นนี้ยิ่งสุ่มเสี่ยงเหลือเกินว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น แต่ทว่านางคงมาช้าไปครึ่งก้าวเสียกระมัง เมื่อแม่ทัพหยางกำลังชี้นิ้วไปยังฮูหยินของนางด้วยอารมณ์เดือดดาล ปากเสียงก่อนหน้านี้เกิดสิ่งใดนางเองก็ไม่อาจทราบได้ แต่ทว่าคงมีบางสิ่งยางอย่างที่ผิดแปลกไปจนแม่ทัพแห่งต้าเซี่ยสัมผัสได้มิเช่นนั้นแม่ทัพหยางคงไม่... “เจ้าเป็นวิญญาณร้ายมาสิงสู่ภรรยาของข้าใช่หรือไม่! เจ้าออกจากร่างของนางประเดี๋ยวนี้ ไม่เช่นนั้นข้า…” จ้าวซือหงพินิจใบหน้าของบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็นสามี ที่กำลังกล่าวหาว่านางเป็นผีร้ายมาสิ่งสู่ร่างฮูหยินหยางเช่นนี้ เพียงแค่นางพินิจเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า และเอ่ยถามแต่เพียงว่า ‘ข้าโง่เขลาถึงขั้นทูลขอสมรสกับโจรป่าเชียวหรือ’“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







