เข้าสู่ระบบแสงแดดที่ลามเลียมายังเตียงเตา ปลุกสตรีที่นอนหลับสนิทตลอดคืนให้ค่อยๆ ตื่นลืมตา สัมผัสที่ว่างเปล่าต่างจากเมื่อคืนทำให้นางตาสว่างได้อย่างไม่ยากเย็นนั้น พอเคลื่อนสายตาไปมองยังข้างกายก็พบกับความว่างเปล่า
หยางจื่อถงตื่นนานแล้ว หรือไม่สัมผัสอบอุ่นที่คุ้นเคยเมื่อคืนนี้ก็เป็นเพียงความฝัน... ฝันเรอะ! ไม่มีทาง! สตรีที่เริ่มคิดเลอะเลือนสลัดความคิดประหนึ่งสตรีน้อยที่ตื่นจากห้วงนิทรา จะเป็นความฝันได้อย่างไรกันในเมื่อนางเองก็กอดเขาเสียแน่นปานนั้น! พลันคิดถึงเหตุการณ์เมื่อคืนใบหน้าก็ร้อนผ่าว จนไม่อาจทนนอนอยู่บนเตียงได้อีกต่อไป จัดการล้างหน้าล้างตา เปลี่ยนอาภรณ์ และออกจากห้องของตนเอง แต่ก็ยังไร้วี่แววของเจ้าของจวนที่แท้จริง มิรู้ว่าเช้าขนาดนี้เขาจะไปอยู่ที่ใดกัน “ใต้เท้าเล่า” เมื่อตามหาตัวไม่พบ นางก็คร้านที่จะเดินออกตามหาอีกต่อไป จึงเรียกบ่าวรับใช้เสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว “ไปหอสุราลี่ตงตั้งแต่รุ่งสางแล้วเจ้าค่ะ” “ไปหอสุรา” ไม่รู้ว่านางควรจะแปลกใจหรือร่ำไห้ออกมาก่อนเมื่อได้ยิน หยางจื่อถงบุรุษที่กล่าวกับนางว่าไม่ชอบการประชุมเช้าของเหล่าขุนนาง แต่เขากลับตื่นตั้งแต่รุ่งสางเพื่อไปหอสุรา หากชมชอบหอสุราถึงเพียงนี้ไยเขาไม่ลาออกแล้วมาคุมหอสุราเสียให้สิ้นเรื่องสิ้นราว แต่เอ...เขาลาออกแล้ว แต่หวงตี้ลากเขากลับมาเป็นแม่ทัพใช่หรือไม่ เหมือนว่าหลินหรานจะเคยเล่าให้นางฟังแล้วนี่นา แต่ก็ช่างนั่นมิใช่ธุระกงการอะไรของนาง เพียงเขายังให้เงินใช้จ่ายในจวนอยู่ก็ไม่มีเรื่องใดที่นางจะต้องเอ่ยปากห้ามแต่อย่างใด เช่นนั้นก็ช่างเถิด บัดนี้นางควรหาของกินให้อิ่มหนำ ใช้เงินที่เขาเพียรหามาอย่างสบายใจ ส่วนเรื่องสามปีที่ความทรงจำบินหายไปนั้น... ก็ช่างเรื่องของมารดา! หยางจื่อถงก็มีชะตากรรมไม่ต่างจากนาง เช่นนั้นก็ให้เขารับผิดชอบส่วนของนางด้วยก็แล้วกัน ชีวิตนางเป็นของเขา เช่นนั้นนางจะผลักไสความรับผิดชอบต่อตัวเองให้แก่เขาโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก! พลางคิดได้เช่นนั้นก็เดินเนิบนาบไปเพื่อกินมื้อเช้าเริ่มต้นวันใหม่ของวันอย่างอารมณ์ดี เว้นเสียแต่ว่าลูกของนางอาจจะไม่เห็นด้วย... แค่ได้กลิ่นอาหารที่โชยมาจ้าวซือหงก็นิ่วหน้า แสดงท่าทีพะอืดพะอมจนเกินจะทานทน สุดท้ายก็ได้แต่โกงคออาเจียนตั้งแต่ยังไม่ได้ย่างกายเข้าไปกินอาหารแม้แต่คำเดียว! ช่างชอบแกล้งมารดาเหมือนบิดาไม่มีผิด เจ้าเด็กดื้อคนนี้! ได้แต่ค่อนขอดบุตรในครรภ์อยู่เงียบๆ ในใจ ไม่นานบ่าวรับใช้ทั้งหลายก็เข้ามาประคองด้วยใบหน้าที่หวั่นวิตก จนสุดท้ายก็ได้แต่ให้คนสนิมพากลับไปที่ห้องเท่านั้น ไม่คิดจะลิ้มลองอาหารที่พ่อครัวจัดเตรียมไว้แม้แต่น้อย “ฮูหยินจะไม่รับอะไรหน่อยหรือเจ้าคะ เช่นนี้จะมีแรงได้อย่างไร” “กินเข้าไปก็ออกมาหมด” จ้าวซือหงแย้ง “เช่นนั้นฮูหยินอยากกินสิ่งใดเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ หลินหรานจะไปหามาให้ฮูหยินเอง” “ข้าไม่รู้” จ้าวซือหงนึกถึงสิ่งที่อยากกินไม่ออกเสียด้วยซ้ำ แต่ก็ใช่ว่านางจะไม่หิวเช่นกัน “...เช่นนั้นเราออกไปข้างนอกกันดีหรือไม่หลินหราน” “หา?!” บ่าวรับใช้ตาโต “ไปทำไมเจ้าคะ ฮูหยินอยากได้สิ่งใดบอกข้าน้อยเถิด ข้าน้อยจะรีบจัดหามาให้ฮูหยินเอง” “ก็ข้าไม่นึกอยากสิ่งใด แต่หากไปเห็นกับตาอาจจะนึกอยากกินก็เป็นได้ หากให้ข้านั่งนึกอยู่แต่ในจวนเกรงว่าวันนี้จะไม่มีอะไรตกถึงท้องเสีย เวลานั้นเจ้าเด็กดื้อคนนี้จะร้องประท้วงข้ามากกว่าเก่า” “แต่ถ้าใต้เท้า...” “เจ้าไม่ต้องกลัวไป ข้าจะบอกแก่ใต้เท้าว่าข้าเป็นคนบังคับขู่เข็ญเจ้าให้พาข้าออกไปเอง อีกอย่างเขาน่ะหรือจะกล้าทำอะไรข้า” อย่างมากก็แค่บ่นนางตั้งแต่ตะวันขึ้นจนตะวันตกดินก็เท่านั้น มองทีท่าลำบากใจของบ่าวรับใช้ ก็ได้แต่ใช้สายตากดดันนางอีกสำทับ เหตุผลเรื่องการกินอยู่ก็เรื่องหนึ่ง แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้จ้าวซือหงอยากออกจากนอกจวนเป็นเหลือหลายเพราะอยากรู้นักว่าสามปีที่ผ่านมาภายนอกนั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ความทรงจำของนางหยุดนิ่งแต่ใช่ว่าทุกอย่างจะหยุดนิ่งตามเสียเมื่อไหร่กัน แล้วนางจะมานั่งปิดหูปิดตาอยู่ในจวนนี้ได้อย่างไรกันเล่า! “กะ...ก็ได้เจ้าค่ะ” “ดีมาก! เช่นนั้นเจ้าให้คนไปเตรียมเกี้ยวได้แล้ว” “เจ้าค่ะ” คล้อยหลังบ่าวรับใช้รอยยิ้มก็พลันปรากฏชัดบนใบหน้าของจ้าวซือหง มือขาวลูบที่นางท้องของตนเองอย่างแผ่วเบา “ป่วนอาเหนียงนักใช่หรือไม่ อาเหนียงจะให้อาเตี่ยเจ้าจัดการ!”“ขายออกไปให้กับคนสองคน คนหนึ่งจ่ายด้วยตั๋วเงินสภาพยับเยินยากจะสืบหาเจ้าคน อีกคนหนึ่งจ่ายด้วยทองคำทั้งหมด ส่วนคนที่มาซื้อนั้นเป็นเพียงนกต่อเท่านั้น”สองสามีภรรยาที่คิดไม่ตกต่อเรื่องทั้งปวงที่ยุ่งเหยิงเกินพรรณนาต้องมานั่งใคร่ครวญในสิ่งที่หวางมู่หามาได้ คราแรกหยางจื่อถงต้องการยาถอนพิษมาไว้ในมือของเขา เผื่อเกินสิ่งใดขึ้นจะได้ทันการณ์ อีกทั้งจะได้สืบสาวถึงคนที่คิดร้าย แต่ทว่าสิ่งที่เขาได้รับทราบกลับสร้างเรื่องน่าวิตกขึ้นมาอีกเรื่องราวกับเป็นเรื่องราวที่ไม่รู้จบ“สภาพตั๋วเงินยับเยิน และทองคำทั้งหมด” หยางจื่อถงทวนสิ่งที่ได้ยิน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด นึกถึงความเป็นไปได้ของเจ้าของทรัพย์สินเหล่านั้น และนั่นคือข้อมูลทั้งหมดในยามนี้ที่เขามี นอกจากนั้นล้วนว่างเปล่า หากอยากจะรู้ให้แน่ชัด ก็คงต้องเอ่ยถามจ้าวซือหงที่หลับใหลอยู่ที่ใดสักที่พร้อมกับความทรงจำสามปีที่ผ่านมากระมัง“คนรอบกายท่านที่คิดร้ายต่อเรา มีทั้งคหบดีและยาจกหรือ” เสียงของจ้าวซือหงเรียกความสนใจของบุรุษที่ใคร่ครวญทุกอย่างด้วยความเคร่งเครียดทันที “ยาจกผู้นั้นเพียรสะสมตั๋วเงินจำนวนมากเพื่อมาซื้อยาพิษและทำร้ายข้า ส่วนอีกผู้ก็มั่งมี
หยางจื่อถงมองพินิจสตรีที่หลับใหลไปด้วยความเหนื่อยอ่อน มือกร้านลูบศีรษะของนางอย่างปลอบประโลม ทุกอย่างดูหนักหนาสาหัสกับนางเหลือเกิน ทั้งๆ ที่เป็นเพียงสตรีแต่กลับแบกเรื่องหนักหนาเอาไว้มากมาย แล้วก่อนหน้านี้เล่านางต้องเผชิญสิ่งใดบ้างยามที่เขาไม่อยู่ ยามที่เขาเอาชีวิตของตนเองปกป้องแผ่นดินนี้อย่างสุดกำลัง ภรรยาของเขานั้นต้องทนทุกข์อยู่กับสิ่งใดบ้าง“นายท่านขอรับ” เสียงจากคนสนิทเรียกให้หยางจื่อถงหลุดออกจากภวังค์แห่งความหม่นหมองภายในจิตใจ แต่ทว่าก็ยังไม่ละสายตาไปจากภรรยาที่นอนนิ่งอยู่บนเตียง “ซ่งจื่อรุ่ยเขียนเทียบยาถอนพิษไว้แล้วขอรับ ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรต่อไป”“ไปที่ร้านขายยา ถามหายาถอนพิษ สอบถามว่าภายในสองสามเดือนมานี้มีผู้ใดซื้อยาถอนพิษ หรือยาลืมเลือนเจ็ดราตรีบ้างหรือไม่ หากเขาไม่ยอมเปิดปากก็ใช้เงินทองทำให้พวกมันพูด หากยังไม่ยอมพูด ก็ทำตามที่เจ้าเห็นว่าสมควร”“ขอรับ”“แล้วเจ้านั่น...มันหายหัวไปไหน”“ไม่ทราบขอรับ หลังจากทำงานให้ท่านเรียบร้อยก็หายตัวไปที่ใดก็มิทราบ”“มันทำงานเสร็จแล้ว...คงต้องกำจัดทิ้งแล้วกระมัง”“นายท่าน...”“มันทำข้าก่อนหวางมู่ มันทำข้าก่อนทั้งสิ้น” นัยน์ตาแดงก่ำเอ่ยด้วยคว
“แล้วเหตุใดจึงเป็นเพียงความทรงจำช่วงหนึ่งเท่านั้นเล่า” หยางจื่อถงตั้งคำถาม“เรื่องนั้นเป็นไปได้สองทางคือ ความทรงจำที่หายไปนั้นสำคัญมากจนฮูหยินระลึกถึงมันอยู่ตลอด ดังนั้นเมื่อรับพิษไปจึงลืมเลือนทุกอย่างทีละนิดโดยที่ท่านไม่รู้ตัว หรือไม่ก็เป็นความทรงจำที่น่าหวาดหวั่นจนหวนนึกถึงอีกครั้งในช่วงที่จิตใจหวั่นวิตก และยาพิษนั่นจึงลบเลือนมันไปอย่างที่ท่านต้องการ”“แล้วทางแก้เล่า”“มียาถอนพิษนี้...เพียงแต่ไม่อาจใช้กับฮูหยินได้”“ทำไม!” หยางจื่อถงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เจือปนไปด้วยความไม่พอใจ อย่างไม่อาจข่มอารมณ์เอาไว้ได้“เพราะยาถอนพิษจะส่งผลเสียต่อเด็กในครรภ์ ฉะนั้นบัดนี้แม้มียาถอนพิษก็ไร้ความหมาย”เมื่อได้ยินมือของจ้าวซือหงก็พลันสัมผัสที่หน้าท้องของตนเอง ส่วนหยางจื่อถงนั้นก็ได้แต่กล้ำกลืนก้อนบางอย่างลงคอและเอ่ยถามในสิ่งที่เขาหวั่นวิตกมากที่สุด “แล้วพิษนี้จะส่งผลเสียอย่างไร”“ความทรงจำหล่นหาย เหนื่อยง่าย หายใจหอบเหนื่อย และค่อยๆ กัดกินหัวใจของฮูหยินจนหยุดเต้นในที่สุด”ทั้งห้องตกอยู่ในสภาวะเงียบงัน หยางจื่อถงกำมือทั้งสองข้างแน่นอย่างเผลอไผล จ้าวซือหงจมดิ่งสู่ความดำมืดในจิตใจ มีทางรอดแต่ก็เหมือนไม่มี
“ไปกันเถิดขอรับฮูหยิน สายกว่านี้จะยิ่งผิดสังเกต” จ้าวซือหงหันมองเจ้าของเสียงที่หลายวันมานี้เข้านอกออกในห้องนอนของเธอและหยางจื่อถงด้วยความชำนาญ“หวางมู่ เจ้ามาตั้งแต่เมื่อใด”“ข้ามิได้ไปไหน ข้าเฝ้าดูฮูหยินอยู่ตลอด”จ้าวซือหงพลันทอดถอนหายใจเมื่อได้ยินในสิ่งที่ลูกน้องคนสนิทของสามีเอ่ยออกมา หากให้นางถามนี่ก็คงเป็นคำสั่งของสามีนางอีกเช่นเคย เขาไม่ยอมให้นางไกลหูไกลตาแม้แต่ครึ่งก้าว ประคองนางไว้ในอุ้งมือแต่ตบตาผู้อื่นว่าทิ้งขว้างนางอย่างสามีผู้ไร้คุณธรรม จนชั่วขณะหนึ่งจ้าวซือหงก็อดคิดไม่ได้ว่าความสัมพันธ์ง่อนแง่นก่อนหน้านี้ที่คนเล่าลือกันให้ทั่วของนางและเขานั้นเกิดจากการสร้างเรื่องมดเท็จเช่นในตอนนี้ เพื่อความอยู่รอดของทั้งเขาและเธอ แต่เหตุใดจึงต้องสร้างเรื่องเช่นนี้เพื่อความอยู่รอดนั้นนางก็ไม่อาจทราบได้ในตอนนี้เช่นกันในเมื่อไม่ทราบนางก็ได้แต่วางเรื่องชวนเวียนหัวนี้ลง และทำตามที่หวางมู่ต้องการ คือลอบออกจากจวนมุ่งหน้าไปยังหอสุราลี่ตง เมื่อถึงหอสุราก็ไม่มีใครทราบอีกเช่นกันว่านางมาหลบพำนักที่นี่ด้วยว่าหวางมู่พานางมายังที่นี่ด้วยเส้นทางลับ ที่มีปลายทางเป็นห้องนอนของหยางจื่อถงที่นายมาหลับนอนอยู่ท
หลังจากเรื่องในวันนั้นจวนของท่านแม่ทัพหยางก็มิต่างจากป้อมปราการ มีคนมากมายคอยคุ้มกัน คำสั่งมีเพียงอย่างเดียวคืออย่าให้ใครหน้าไหนเข้าจวนได้ทั้งสิ้นจนกว่าจะมีคำอนุญาตจากท่านแม่ทัพ แต่นั่นก็มิได้สร้างความเคลือบแคลงใจให้แก่ผู้เป็นภรรยาอย่างจ้าวซือหงแม้แต่น้อย เพราะนางมีเรื่องที่เคลือบแคลงใจมากกว่านั้นให้ครุ่นคิดจ้าวซือหงตั้งอาหารเข้าปากพลางมองบุรุษที่อยู่เคียงกายไม่ห่างตั้งแต่หลับยันตื่นนอน“วันนี้ไปที่หอสุรากับข้า”และนี่คือเรื่องที่นางฉงนสนเท่ห์เป็นไหนๆ เขาสั่งคนมากมายล้อมจวนไม่ให้ใครได้ย่างกายเข้ามาได้ แต่ทว่าหลังจากวันนั้นเขาก็ลอบพานางออกจากจวนด้วยทางลับที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในจวน และพานางไปอยู่ที่หอสุรากับเขาทุกวี่วัน ดั่งเป็นกับดักล่อลวงให้คนอื่นได้เข้าใจว่านางนั้นพำนักอยู่ที่จวนมิได้ออกไปไหนแม้แต่ครึ่งก้าว ท่านแม่ทัพประคองนางให้อยู่ในอุ้งมือราวกับสิ่งมีค่าจนนางไม่อาจปฏิเสธได้เช่นกัน“ท่านคิดทำแบบนี้ไปถึงเมื่อใด”คนที่ถูกทำก็ยังมีทีท่าไม่ยี่หระ เพียงแต่ชั่วขณะหนึ่งเขากลับนึกถึงคำพูดของใครบางคนขึ้นมา... “เมื่อข้ากำจัดปักษามีพิษใกล้ตัวไปได้”“ปักษามีพิษ?”“ใช่ ชุบเลี้ยงมันมาอย่างดี มันกล
“เช่นนั้นไม่แย่หรือ ในเมื่อข้าจำสิ่งใดไม่ได้”“ข้ายังไม่เดือดร้อน เจ้าจะเดือดร้อนไปไย เอาเถิดอย่าไปคิดมากเลย หากใคร่ครวญให้ดีเจ้าจำความอะไรไม่ได้ก็เท่ากับว่าของสำคัญนั้นกำลังสูญหาย แต่จะหายไปเพียงชั่วครู่ หรือหายไปตลอดกาลนั้นขึ้นอยู่กับเจ้า”“ของสำคัญเช่นนั้น หากท่านสูญเสียมันไปจะเป็นเช่นไร”“ไม่เป็น มันจะสำคัญเมื่อข้าคิดที่จะใช้เท่านั้น บัดนี้ข้ายังไม่คิดใช้มันเลยไม่สำคัญ และไม่ส่งผลใดต่อข้า ตอนนี้ที่ข้าเป็นห่วงคือความปลอดภัยเท่านั้น หากคนพวกนั้นเข้ามารื้อค้นของถึงในห้องโดยที่คนในจวนไม่รู้นับว่าเป็นเรื่องอันตราย”“ข้าควรแปลกใจในเรื่องใด ระหว่างท่านมีความลับที่ดูยิ่งใหญ่จนข้าไม่วางใจ หรือเรื่องที่ท่านวางใจข้าให้เก็บรักษาของสำคัญนั้นไว้”“...แม้ความสัมพันธ์จะระหองระแหงแต่ก็ยังเรียกว่าความสัมพันธ์ไม่ใช่หรือ เจ้าอย่าตีความ ความสัมพันธ์ง่อนแง่นของเราในแง่ร้ายนักซือหง”“เช่นนั้นไยท่านไม่บอกว่าเรารักกัน เหตุใดจึงพูดอ้อมค้อมเสียทุกครั้ง มันคงง่ายกว่านี้หากข้าไม่ต้องมานั่งตีความคำพูดของท่านทุกครั้ง”เท้าที่ก้าวเดินชะงักอีกครั้งหนึ่ง หยางจื่อถงเพ่งพินิจใบหน้างามที่เต็มไปด้วยความสงสัย นัยน์ตาเจ







