ANMELDENบทที่ 7: จุดจบสนมเอกตีสองหน้า
เสียงไม้พายหนากระทบเนื้อสะโพกยังคงดังกึกก้องสลับกับเสียงครางแผ่วโหยมาจากลานหิมะด้านนอก กลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยตามลมหนาวเข้ามาปะปนกับกลิ่นธูปหอมในห้องโถงตำหนักเฟิ่งอี๋ เม็ดประคำไม้จันทน์ที่ขาดกระจายยังคงเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้นหิน ขันทีเฉียนที่ถูกโบยจนเนื้อแตกยับเยินสิ้นสติไปแล้วสองรอบ ทุกครั้งที่คอพับลง น้ำเกลือเข้มข้นเย็นจัดจะถูกสาดซัดเข้าใส่ใบหน้าเพื่อกระชากวิญญาณให้ตื่นขึ้นมารับความเจ็บปวดต่อ เสียงร้องโหยหวนขาดห้วงกลายเป็นเสียงสะอึกสะอื้น ก่อนที่คำสารภาพทั้งหมดจะพรั่งพรูออกมาพร้อมกับเสมหะปนลิ่มเลือด หัวหน้าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา คุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ สองมือชูม้วนกระดาษคำให้การที่เปรอะคราบเลือดสดขึ้นเหนือศีรษะ “ทูลฝ่าบาท ฮองเฮาเหนียงเหนียง ขันทีเฉียนยอมลงลายพิมพ์นิ้วมือรับสารภาพทุกข้อกล่าวหาแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เซียวหลงเหยียนไม่แม้แต่จะยื่นมือไปรับ พระองค์เพียงปรายตามองด้วยสายตาเย็นชา “อ่านให้ทุกคนในห้องนี้ฟัง” “พ่ะย่ะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์คลี่ม้วนกระดาษออก สุรเสียงดังกังวานเฉียบขาดก้องไปทั่วห้องโถง “ขันทีเฉียนสารภาพว่า ตนได้รับคำสั่งจากนางกำนัลคนสนิทของเต๋อเฟย ให้นำตั๋วเงินห้าร้อยตำลึงไปว่าจ้างเสมียนในกองภูษา ลอบสับเปลี่ยนบัญชีเบิกจ่ายผ้าไหมหลวงเพื่อใส่ร้ายฮองเฮาเหนียงเหนียง... นอกจากนี้ จากการบุกค้นห้องพักของขันทีเฉียน ยังพบสมุดบัญชีลับอีกหนึ่งเล่ม บันทึกการลักลอบนำผ้าไหมชั้นยอดและแพรพรรณต้องห้ามออกจากพระคลังฝ่ายในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา รวมมูลค่ากว่าสี่หมื่นตำลึง” เสียงสูดหายใจด้วยความตกตะลึงดังขึ้นระงมในหมู่สนมชั้นล่างที่นั่งหมอบอยู่ “ผ้าไหมหลวงเหล่านั้น ถูกส่งต่อไปยัง ‘โรงรับจำนำตระกูลหวัง’ นอกกำแพงวัง เพื่อแปรสภาพเป็นสินค้าเถื่อน ลักลอบนำขบวนเกวียนขนส่งออกไปขายให้แก่พ่อค้าชนเผ่าทางเหนือ โดยมีตราประทับรับรองการผ่านด่านของเสนาบดีหวังแห่งกรมโยธาเป็นใบเบิกทางพ่ะย่ะค่ะ” ทุกประโยคที่ถูกอ่านออกมา เปรียบเสมือนค้อนเหล็กขนาดยักษ์ที่ทุบลงบนร่างของเต๋อเฟยซ้ำแล้วซ้ำเล่า สตรีผู้เคยสง่างามและเปี่ยมไปด้วยรัศมีแห่งความเมตตา บัดนี้ทรุดฮวบกองอยู่กับพื้น เส้นผมหลุดรุ่ยร่วงลงมาปรกใบหน้าที่ขาวซีดราวกับกระดาษเซวียนจื่อ ริมฝีปากที่สั่นระริกพยายามจะขยับเปล่งเสียง ลำคอกลับแห้งผากจนส่งออกมาได้เพียงเสียงหวีดหวิวแผ่วเบา หลักฐานมิได้มีเพียงแค่ลมปากของบ่าวไพร่ เส้นทางการเงิน ตราประทับร้านค้า และลายมือชื่อของบิดานาง... ล้วนถูกองครักษ์เสื้อแพรขุดรากถอนโคนขึ้นมาวางแผ่ต่อหน้าธารกำนัลจนดิ้นไม่หลุด หลินจื่ออวี้ที่นั่งเคียงข้างโอรสสวรรค์ ทอดสายตามองดูอดีตสนมเอกผู้สูงศักดิ์ด้วยแววตาสงบนิ่ง ดุจผิวน้ำในสระโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น “เต๋อเฟย... เจ้าพร่ำสวดมนต์ภาวนาทุกค่ำเช้า ปากเอ่ยถึงความเมตตาและความยากแค้นของราษฎร แต่แท้จริงแล้วกลับใช้ม่านธรรมะบังหน้า ร่วมมือกับบิดาขโมยทรัพย์สินของแผ่นดินไปค้าขายเถื่อนเพื่อเสริมสร้างอำนาจให้ตระกูลหวัง” จื่ออวี้เอ่ยเสียงเรียบ ทว่าทุกถ้อยคำกลับหนักหน่วงดั่งขุนเขา “เจ้าคิดว่าตนเองฉลาดล้ำ มองข้ามหัวกฎมณเฑียรบาล และคิดจะเหยียบย่ำเปิ่นกงเพื่อก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งเจ้าแห่งฝ่ายใน... วันนี้ผลกรรมที่เจ้าก่อไว้ มันย้อนกลับมาสนองเจ้าแล้ว” “ไม่... ไม่จริง...” เต๋อเฟยเงยหน้าขึ้นมาอย่างยากลำบาก คราบน้ำตาเปรอะเปื้อนแป้งผัดหน้าจนเลอะเทอะ นางมองไปยังเซียวหลงเหยียน ดวงตาคู่นั้นฉายแววเว้าวอนปานจะขาดใจ สองมือที่เปื้อนฝุ่นพยายามคลานเข้าไปหาชายกระโปรงฉลองพระองค์มังกร “ฝ่าบาท... หม่อมฉันอยู่ปรนนิบัติพระองค์มาถึงสามปี พระองค์ทรงทราบดีว่าหม่อมฉันเป็นคนเช่นไร... หม่อมฉันถูกบิดาบีบคั้น หม่อมฉันมิได้ตั้งใจเพคะ ได้โปรดเห็นแก่ความผูกพันในอดีต ละเว้นชีวิตหม่อมฉันด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ” เซียวหลงเหยียนมองมือที่ยื่นเข้ามาใกล้ด้วยความรังเกียจ พระบาทที่สวมฉลองพระบาทปักดิ้นทองตวัดเตะมือนั้นออกไปอย่างไม่ไยดี เสียงเตะกระทบดังหนักหน่วง “ความผูกพันงั้นรึ?” เซียวหลงเหยียนแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะนั้นเยียบเย็นจนบรรยากาศในห้องโถงแทบจับตัวเป็นเกล็ดน้ำแข็ง “ในสายตาของเจ้า ความผูกพันมีค่าเท่าใดกัน มีค่าเท่าเงินสี่หมื่นตำลึงที่เจ้าปล้นไปจากแผ่นดิน หรือมีค่าเท่าชีวิตของฮองเฮาที่เจ้าพยายามจะใส่ร้ายป้ายสี!” พระเนตรคมปลาบกวาดมองสตรีตรงหน้าด้วยความชิงชังที่ฝังลึก ในอดีตชาติ สตรีปากหวานก้นเปรี้ยวผู้นี้ก็ร่วมมือกับซูเฟย คอยเป่าหูใส่ไฟเรื่องตระกูลหลิน ยามที่จื่ออวี้ถูกปลด นางแสร้งทำเป็นถือศีลกินเจเพื่อส่งบุญให้ แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นผู้ส่งคนไปตัดงบประมาณถ่านหินและอาหารของตำหนักเย็น จนจื่ออวี้ต้องทนหนาวเหน็บปางตาย “จางกงกง!” “พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!” ขันทีเฒ่ารีบก้าวออกมารับพระบัญชา สีหน้าเคร่งขรึม เซียวหลงเหยียนหยัดกายลุกขึ้นยืนตระหง่าน ชายเสื้อคลุมมังกรสะบัดพริ้ว สุรเสียงประกาศิตดังกึกก้องกัมปนาทประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางตำหนักเฟิ่งอี๋ “มีราชโองการ... หวังซื่อ จิตใจคดโกง ไร้คุณธรรม เสแสร้งหลอกลวงเบื้องสูง ลอบค้าสินค้าเถื่อนและใส่ร้ายประมุขฝ่ายใน มีความผิดมหันต์ต่อราชสำนักและราชวงศ์ต้าเซวียน!” โอรสสวรรค์ตวัดสายตาลงมองร่างที่สั่นเทา “สั่งถอดถอนหวังซื่อออกจากตำแหน่ง ‘เต๋อเฟย’ ริบตราหงส์เงินและสมุดแต่งตั้งคืนสู่กองพิธีการ ลดขั้นลงเป็น ‘ไฉเหริน’ ชั้นต่ำสุด ปลดเครื่องประดับ ปลดอาภรณ์หรูหราออกทั้งหมด และให้เนรเทศไปคุมขังยัง ‘ตำหนักเย็น’ ทางทิศเหนือทันที!” คำว่า ‘ตำหนักเย็น’ ทำให้หวังไฉเหรินกรีดร้องลั่นจนเส้นเลือดที่ลำคอปูดโปน “ไม่! ฝ่าบาท! อย่าส่งหม่อมฉันไปที่นั่น! ฆ่าหม่อมฉันเสียยังดีกว่า! กรี๊ดดด!” “เจ้าคิดว่าความตายมันง่ายดายปานนั้นเชียวรึ?” เซียวหลงเหยียนโน้มตัวลงมา กระซิบด้วยน้ำเสียงที่เหี้ยมเกรียมชวนขนลุก “เจ้าจงไปใช้ชีวิตอยู่ในห้องแคบๆ ที่หลังคารั่ว ลมหนาวพัดผ่านทั้งวันทั้งคืน กินข้าวบูดปนแกลบ และนอนกอดผ้านวมขาดๆ ในตำหนักเย็นเสียเถิด... จงลิ้มรสความหนาวเหน็บที่เจ้าเคยคิดจะมอบให้ผู้อื่น จนกว่าลมหายใจสุดท้ายของเจ้าจะดับสูญ!” “ลากตัวนางออกไป!” องครักษ์เสื้อแพรสองนายก้าวเข้ามาจับแขนทั้งสองข้างของอดีตสนมเอก นางกำนัลชุนหลานก้าวเข้าไปดึงปิ่นทองคำและเครื่องประดับออกจากเรือนผมของนางจนเส้นผมสยายยุ่งเหยิง เสื้อคลุมขนกระต่ายราคาแพงถูกกระชากหลุดออก เหลือเพียงเสื้อผ้าฝ้ายตัวในสีซีดจาง ร่างของหวังไฉเหรินถูกลากถูลู่ถูกังออกไปตามทางเดินหิน เสียงกรีดร้องคร่ำครวญและเสียงเล็บที่ขูดขีดไปกับพื้นหิมะค่อยๆ ไกลออกไป ทิ้งไว้เพียงรอยลากยาวบนลานหินสีขาวโพลน เหล่าสนมที่เหลืออยู่ต่างพากันก้มหน้าชิดพื้น ตัวสั่นสะท้านจนฟันกระทบกัน ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมาสบสายพระเนตรมังกรอีกต่อไป เพียงไม่กี่วัน... บัลลังก์ฝ่ายในถูกชำระล้างจนสะอาดหมดจด สนมเอกสองในสี่ทิศ... คนหนึ่งถูกกักบริเวณ คนหนึ่งถูกส่งเข้าตำหนักเย็น อำนาจของฮองเฮาหลินจื่ออวี้ บัดนี้มั่นคงดั่งขุนเขาไท่ซานที่ไม่อาจมีผู้ใดมาสั่นคลอนได้อีก ในเวลาเดียวกัน ณ ตำหนักชุนซี เสียงข้าวของแตกกระจายดังกึกก้องออกมาจากห้องบรรทมชั้นในอย่างต่อเนื่อง แจกันลายครามสมัยอดีตฮ่องเต้ถูกกวาดตกลงมากระแทกพื้นจนแหลกเป็นผุยผง ซูเฟยในชุดผ้าไหมสีแดงสดที่ยับยู่ยี่ กำลังเดินพล่านไปมาทั่วห้องราวกับสัตว์ป่าที่ติดอยู่ในกรงขัง ใบหน้างดงามบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและหวาดผวา ดวงตาแดงก่ำจ้องมองประตูตำหนักที่ถูกทหารยามลงกลอนแน่นหนาจากภายนอก “เต๋อเฟยถูกปลดแล้วงั้นรึ ถูกส่งไปตำหนักเย็นแล้วจริงๆ รึ?!” ซูเฟยตวาดถามเสียงแหลมสูง มือทั้งสองข้างจิกเข้าหากันจนเล็บหัก เลือดสดซึมออกมาตามซอกเล็บ นางกำนัลคนสนิทที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นอยู่มุมห้อง พยักหน้ารับทั้งน้ำตา “เพคะเหนียงเหนียง... บ่าวแอบฟังทหารยามคุยกัน ขันทีเฉียนคายความลับเรื่องค้าผ้าเถื่อนออกมาจนหมด ฝ่าบาททรงมีราชโองการปลดเต๋อเฟยลงเป็นไฉเหริน แล้วสั่งเนรเทศเข้าตำหนักเย็นไปเมื่อครู่นี้เองเพคะ” “บัดซบ! นังแพศยาแซ่หวังช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี!” ซูเฟยสบถลั่น ยกเท้าเตะเก้าอี้ไม้ล้มลงเสียงดังสนั่น นางเริ่มตระหนักได้ถึงความผิดปกติที่น่าสะพรึงกลัว... เซียวหลงเหยียนมิใช่คนโง่เขลา ในอดีต ฮ่องเต้มักจะทรงคำนึงถึงสมดุลอำนาจระหว่างตระกูลขุนนางเสมอ พระองค์จะไม่ลงมือหักหาญน้ำใจตระกูลซูหรือตระกูลหวังอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ แต่นี่มันเกิดอะไรขึ้น เพียงชั่วข้ามคืน ฮ่องเต้กลับแปรเปลี่ยนเป็นคนละคน ไม่เพียงสั่งกักบริเวณนาง สั่งประหารหมากเบี้ยของนาง แต่ยังกล้าแตะต้องตระกูลหวังอย่างไม่ไว้หน้า “ฝ่าบาททรงเสียสติไปแล้ว... หรือไม่ก็ถูกปีศาจจื่ออวี้ล่อลวงจนหลงใหล!” ซูเฟยกัดฟันกรอด ลมหายใจหอบกระชั้นถี่ “หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อจัดการตระกูลหวังเสร็จ เป้าหมายต่อไปย่อมต้องเป็นข้าและตระกูลซูแน่” นางก้าวพรวดเข้าไปคว้าไหล่นางกำนัลคนสนิทขึ้นมา บีบแน่นจนกระดูกแทบร้าว แววตาฉายประกายคลุ้มคลั่ง “เจ้าต้องหาทางส่งจดหมายลับนี้ออกไปให้ได้!” ซูเฟยดึงกระดาษแผ่นเล็กที่ซ่อนอยู่ในสาบเสื้อออกมา ยัดใส่มือนางกำนัล “บอกท่านพ่อของข้า... ให้ร่วมมือกับเหล่าขุนนางฝ่ายขวา ยื่นฎีกากดดันเรื่องฮองเฮาใช้อำนาจครอบงำโอรสสวรรค์ในท้องพระโรงวันพรุ่งนี้! และบอกให้ส่งข่าวไปยังชายแดนประจิม... บอกเป่ยอ๋องว่า ถึงเวลาที่ต้องเคลื่อนไหวแล้ว!” “แต่... ทหารองครักษ์ล้อมตำหนักไว้แน่นหนามากนะเพคะเหนียงเหนียง...” “ข้าไม่สน!” ซูเฟยตวาดแหว แววตาอำมหิตดั่งอสรพิษ “หากส่งออกไปไม่ได้ ทั้งข้าและเจ้าก็ต้องตายอยู่ที่นี่! ไปจัดการเดี๋ยวนี้!” ตัดกลับมาที่ตำหนักเฟิ่งอี๋ หลังจากพายุอารมณ์แห่งการลงทัณฑ์พัดผ่านไป ความเงียบสงบอันอบอุ่นก็กลับคืนสู่อาณาเขตขององค์หงส์อีกครั้ง บ่าวไพร่ถูกสั่งให้ถอยออกไปรอรับใช้อยู่นอกห้องโถง ปล่อยให้ภายในห้องบรรทมเหลือเพียงคนสองคน บรรยากาศที่ควรจะเคร่งขรึมและน่าเกรงขาม กลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงในพริบตาเดียวที่บานประตูปิดลง “จื่ออวี้... เจ้าเหนื่อยหรือไม่ นั่งนานๆ เช่นนี้ ปวดเอวหรือไม่?” น้ำเสียงทรงอำนาจที่เคยตวาดสั่งเนรเทศสนมเอกเมื่อครู่ มลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย เซียวหลงเหยียนถลาเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างตั่งหงส์ พระหัตถ์แกร่งเอื้อมมารวบเอวบางของจื่ออวี้เข้าไปกอดไว้แนบแน่นทันที ใบหน้าคมคายซุกลงกับลาดไหล่ ถูไถไปมาราวกับสัตว์ตัวโตที่กำลังออดอ้อนขอความรักจากเจ้านาย หลินจื่ออวี้ที่กำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบ ถึงกับสำลักเบาๆ คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่นเข้าหากันทันที “ฝ่าบาท... ปล่อยก่อนพ่ะย่ะค่ะ” จื่ออวี้ใช้ศอกดันแผงอกกว้างออกไปอย่างไม่จริงจังนัก “กระหม่อมเพิ่งจะสะสางเรื่องวุ่นวายเสร็จ ยังต้องตรวจบัญชีส่วนที่เหลืออีก พระองค์อย่าเพิ่งมาเกาะแกะ” “ข้าไม่ปล่อย” เซียวหลงเหยียนกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้นกว่าเดิม สองแขนรัดรอบเอวคอดแน่นหนึบ “ข้าช่วยเจ้าจัดการนังงูพิษแซ่หวังไปแล้ว เจ้ายังไม่ชมข้าสักคำ มีแต่จะผลักไสข้า... เจ้าไม่รักข้าแล้วหรือ” คำตัดพ้อไร้ยางอายที่หลุดออกมาจากพระโอษฐ์ของประมุขแห่งแผ่นดิน ทำเอาจื่ออวี้ต้องยกมือกุมขมับ ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความระอาใจอย่างถึงที่สุด ‘เบื่อผัว... คำนี้คงไม่มีผู้ใดเข้าใจได้ลึกซึ้งเท่าข้าอีกแล้ว’ จื่ออวี้คิดในใจอย่างเหนื่อยหน่าย ชาติก่อนบุรุษผู้นี้เย็นชาดั่งก้อนน้ำแข็งพันปี สนทนากันไม่เกินสามประโยคก็สะบัดหน้าหนี ทว่าชาตินี้กลับกลายร่างเป็น ‘ปลิงมังกร’ ที่คอยตามติดแจตลอดเวลายี่สิบสี่ชั่วยาม ขยับตัวไปทางใดก็มีสายตาคมกริบคอยจ้องมองตามประหนึ่งเงาตามตัว “ฝ่าบาททรงเป็นฮ่องเต้ มีราชกิจบ้านเมืองให้สะสางนับร้อยเรื่อง เหตุใดจึงเอาแต่มานั่งขลุกอยู่แต่ในตำหนักเฟิ่งอี๋เช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ?” จื่ออวี้หันไปถามเสียงเข้ม พยายามดึงสีหน้าให้ดุดัน “ฎีกาจากท้องพระโรงมิได้กองท่วมโต๊ะแล้วหรือไร?” “ข้าสั่งให้จางกงกงยกโต๊ะทรงพระอักษรและกองฎีกาทั้งหมดมาไว้ที่ห้องข้างๆ ของเจ้าแล้ว” เซียวหลงเหยียนตอบหน้าตาเฉย พลางเลื่อนมือขึ้นมาเกลี่ยปอยผมที่ปรกหน้าผากมนของภรรยาเบาๆ สัมผัสแต้มชาดสีแดงสดด้วยความรักใคร่ “ข้าตรวจฎีกาไป มองหน้าเจ้าไป ย่อมทำงานได้รวดเร็วกว่านั่งมองกำแพงตำหนักหยางซินเป็นไหนๆ” “ฝ่าบาท...” จื่ออวี้เรียกเสียงอ่อนลง กึ่งขำกึ่งเหนื่อยใจ “พระองค์ทรงทำตัวไร้สาระเกินไปแล้ว” “ไร้สาระอันใดกัน นี่คือเรื่องใหญ่ที่สุดในชีวิตของข้าต่างหาก” เซียวหลงเหยียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขึ้นมา แววตาสีหมึกที่จ้องมองมาลึกล้ำและเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกที่อัดแน่น “งานบ้านเมืองมีขุนนางนับพันช่วยกันดูแลได้... แต่งานปกป้องและทะนุถนอมฮองเฮา ชั่วชีวิตนี้มีเพียงเจิ้นผู้เดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ทำ” จื่ออวี้สบเข้ากับดวงตาคู่นั้น หัวใจพลันกระตุกไหวอย่างรุนแรง ถ้อยคำที่ฟังดูหน้าหนาและเอาแต่ใจ ทว่าน้ำหนักของความจริงใจที่สะท้อนออกมากลับทำให้ความหงุดหงิดรำคาญใจมลายหายไปจนสิ้น เหลือไว้เพียงความอบอุ่นสายหนึ่งที่ไหลรินชโลมหัวใจที่เคยด้านชา ฮองเฮาหนุ่มแสร้งทำเป็นเสมองไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้มและสองแก้มที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ “ปากหวานนัก... หากวันพรุ่งนี้พวกขุนนางเฒ่าในท้องพระโรงรวมหัวกันยื่นฎีกาตำหนิเรื่องที่พระองค์ทรงละเลยฝ่ายในและลงโทษเต๋อเฟย กระหม่อมจะไม่ช่วยพูดแก้ต่างให้แม้แต่ครึ่งคำ คอยดูเถิด” “ไม่ต้องให้เจ้าลำบากหรอก ยอดดวงใจของข้า” เซียวหลงเหยียนยกยิ้มกว้างอย่างเจ้าเล่ห์ พระองค์โน้มใบหน้าลงไปขโมยหอมแก้มนวลฟอดใหญ่จนเกิดเสียงดังชื่นใจ ก่อนจะกระซิบชิดริมฝีปากบาง “พรุ่งนี้ในท้องพระโรง... ข้าเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ไว้ต้อนรับพวกขุนนางตระกูลหวังและตระกูลซูเรียบร้อยแล้ว รับรองว่าพวกมันจะไม่มีเวลาได้อ้าปากตำหนิเจ้าแม้แต่คำเดียว”บทที่ 40 (ตอนจบ) : ร่มเงาแห่งต้าเซวียน นิรันดร์กาลเสียงระฆังสำริดทองคำเก้าใบยักษ์บนหอระฆังหลวง ดังก้องกังวานสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งสี่ทิศของนครหลวงต้าเซวียนควันกำยานมังกรและไม้จันทน์หอมสีขาวพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าโปร่งกระจ่าง ลมวสันต์พัดพาไออุ่นชโลมพรมแดงผืนหนาที่ปูทอดตัวยาวตั้งแต่บันไดหินอ่อนหน้าท้องพระโรงไท่เหอเตี้ยน ลากผ่านลานกว้างไปจนจดประตูวังชั้นนอก ธงมังกรทองและธงหงส์เหินสีชาดโบกสะบัดเคียงคู่กันเหนือแนวเฉลียงหินบนแท่นบัลลังก์ทองคำคู่...เซียวหลงเหยียนประทับตระหง่านในฉลองพระองค์มังกรทองปักดิ้นดำ พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยบารมีของโอรสสวรรค์ผู้กุมอำนาจสูงสุดในใต้หล้า พระหัตถ์แกร่งข้างหนึ่งวางประสานกุมมือเรียวนุ่มของหลินจื่ออวี้ไว้แน่นหนา ฮองเฮาคู่บัลลังก์ในชุดหงส์แดงปักดิ้นทองคำวิจิตร นั่งเคียงข้างด้วยใบหน้างดงามหมดจด แต้มชาดสีแดงสดกลางหน้าผากมนส่องประกายสุกสกาวล้อเปลวแดดยามสายเบื้องล่างบันไดหินเก้าขั้น ขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊นับร้อยชีวิตในชุดขุนนางเต็มยศ ยืนเข้าแถวคุกเข่าหมอบกราบสองฟากฝั่งใจกลางพรมแดง...ร่างเล็กสูงโปร่งของ ‘เซียวอวี่เฉิง’ (เฉิงเอ๋อร์) ก้าวเดินขึ้นบันไ
บทที่ 39: หลบฝูงก้อนแป้ง สู่เรือนพักริมทะเลสาบสายลมยามบ่ายพัดผ่านลานฝึกยุทธหน้าจวนแม่ทัพหลวง กลิ่นไอแดดอบอุ่นลอยแตะยอดธงศึกตระกูลหลินเสียงตวาดสั่งการอันดุดันของ แม่ทัพใหญ่หลิน ดังก้องสะท้อนไปทั่วบริเวณ ชายชราหนวดเคราขาวขลิบยืนเท้าสะเอว ถลึงตามองดูหลานสาวตัวแสบอย่าง หลิงเอ๋อร์ ที่กำลังควงทวนไม้ปลายมนไล่ต้อนทหารองครักษ์จนหัวหมุน ข้างสนามมี เฉิงเอ๋อร์ นั่งคัดผังกลยุทธ์การเดินทัพส่งให้อาจารย์ราชบัณฑิตตรวจ ส่วน หรานเอ๋อร์ นั่งประคองจอกชา คอยโยกเปลเด็กของ อันเอ๋อร์ ที่กำลังนอนเคี้ยวผลพุทราตากแห้งตุ้ยๆ ส่งเสียงหัวเราะเอิ๊กอ๊าก“ตาเฒ่าหลิน! เจ้าดูหลานสาวเจ้าสิ เพลงทวนดุดันเหมือนพ่อมันไม่มีผิดเพี้ยน!” แม่ทัพหลินบ่นพึมพำกับตัวเอง ใบหน้าเหี่ยวย่นฉายแววภาคภูมิใจจนหุบยิ้มไม่ได้ มือหนึ่งคอยเช็ดน้ำลายให้อันเอ๋อร์ อีกมือหนึ่งคอยชี้แนะกระบวนท่าให้หลานชายคนโตศึกรับมือฝูงก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์ ตกเป็นของท่านตาผู้ยิ่งใหญ่ไปโดยปริยายเบื้องหลังแผนการจัดฉากอันแยบยลนี้...คือจักรพรรดิผู้กำลังลอบกระทำการ ‘ลักพาตัวฮองเฮา’ อย่างหน้าด้านๆที่ท่าเทียบเรือลับหลังตำหนักเฟิ่งอี๋...หลินจื่ออวี้ในชุดคลุมผ้าไหมสีเข
บทที่ 38: ผ้าห่มอุ่นนอกม่าน และจุมพิตใต้แสงจันทร์ยามโฉ่ว ลมหนาวปลายวสันต์พัดกรูผ่านรอยต่อบานหน้าต่างไม้แกะสลักเสียงหวีดหวิวแผ่วเบาของสายลมราตรี ผสมผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเหล่าก้อนแป้งทั้งสี่พระองค์บนเตียงกว้างแปดศอก อันเอ๋อร์ยังคงหลับสนิท แก้มกลมยุ้ยจมลงในหมอนนุ่ม หลิงเอ๋อร์นอนกอดขาน้องแน่นไม่ยอมปล่อย ส่วนหรานเอ๋อร์และเฉิงเอ๋อร์นอนหลับพริ้มอยู่ในห้วงนิทราอันแสนสุขในความเงียบสงัด ม่านโปร่งสีฟ้าอ่อนค่อยๆ ถูกแหวกออกช้าๆร่างโปร่งบางของหลินจื่ออวี้ก้าวลงจากเตียงอย่างระมัดระวัง ฮองเฮาหนุ่มก้มลงดึงผ้าห่มไหมคลุมอกให้ลูกๆ อีกรอบ ตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่มีใครเตะผ้าห่มออก จึงค่อยๆ ย่องออกจากม่านเตียงในอ้อมแขนเรียว... หอบอุ้ม ‘ผ้าห่มขนจิ้งจอกขาวผืนหนาหนัก’ กลิ่นหอมสะอาดของแสงแดดและสมุนไพรแห้งยังคงอบอวลอยู่บนผืนขนสัตว์จื่ออวี้ก้าวเท้าเปลือยเปล่าลงบนพรมขนสัตว์หนานุ่ม เดินลัดเลาะผ่านความมืดสลัว มุ่งหน้าตรงไปยังห้องโถงด้านนอกแสงจันทร์สีเงินยวบสาดส่องผ่านช่องหน้าต่างบานใหญ่ ทาบทาบลงบนพื้นไม้ขัดมันตรงริมหน้าต่าง...ร่างสูงใหญ่กำยำของเซียวหลงเหยียน กำลังนอนขดตัวคุดคู่อยู่บนตั่งไม้หลัวฮั
บทที่ 37: วิกฤตเตียงแปดศอก... ที่นอนของฮ่องเต้อยู่ที่ใด?เสียงพู่กันจุ่มหมึกดำขีดเส้นอนุมัติลงบนม้วนฎีกาฉบับสุดท้ายดังขึ้นติดๆ กันเซียวหลงเหยียนวางด้ามพู่กันขนแกะลงบนที่วางจานหยกทันที แผ่นหลังกว้างเหยียดตรง สูดลมหายใจเข้าลึก พระพักตร์คมคายที่เคร่งเครียดตลอดช่วงบ่าย บัดนี้ผุดพรายรอยยิ้มกว้างด้วยความโล่งอกพระเนตรสีหมึกเหลือบมองนาฬิกาน้ำทองเหลืองมุมห้อง ยามไฮ่ล่วงเลยมาเกือบครึ่งชั่วยามแล้ว“จางกงกง!”สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยสั่งการโดยไม่ต้องหันไปมอง “เก็บฎีกาทั้งหมดส่งเข้าสำนักราชเลขาธิการ คืนนี้ห้ามใครหน้าไหนเข้ามารบกวนเจิ้นอีกเด็ดขาด เจิ้นจะไปค้างที่ตำหนักเฟิ่งอี๋!”“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท” จางกงกงรีบก้มหน้ารับคำสั่ง ปาดเหงื่อที่หน้าผากพลางมองดูโอรสสวรรค์ที่ผลัดเปลี่ยนเป็นชุดคลุมผ้าไหมสีเข้มตัวบางอย่างรวดเร็วตลอดหลายวันที่ผ่านมา ราชกิจเรื่องการจัดสรรที่ดินทำกินให้ราษฎรแดนประจิมและการคัดเลือกขุนนางใหม่รัดตัวจนแทบไม่มีเวลาหายใจ เซียวหลงเหยียนต้องทนนอนเดียวดายในห้องทรงอักษรมาหลายคืน หัวใจของพญามังกรโหยหากลิ่นกายหอมสะอาดของดอกมู่หลานและอ้อมกอดนุ่มนิ่มของภรรยาจนแทบจะคลั่งตายคืนนี้... งานเสร็จสิ้นลง
บทที่ 36: ‘อันเอ๋อร์’ ก้อนแป้งนุ่มฟูของวังหลวงสายลมเหมันต์พัดผ่านชายคาตำหนัก นำพาเกล็ดหิมะแรกแห่งปีโปรยปรายลงมาแตะยอดกิ่งเหมยสีชาดภายในห้องบรรทมชั้นในของตำหนักเฟิ่งอี๋ อุณหภูมิอบอุ่นด้วยไอถ่านไร้ควันกลิ่นไม้สน เตาผิงสำริดส่งประกายไฟสีส้มละมุน ขับไล่ความเยียบเย็นภายนอกให้มลายหายไปจนสิ้น กลิ่นน้ำต้มโสมแดงและชะเอมเทศอ่อนๆ ลอยกรุ่น ผสมผสานเข้ากับกลิ่นหอมสะอาดของผ้าฝ้ายขาวเนื้อนุ่มที่เพิ่งอบแห้งบนเตียงกว้าง หลินจื่ออวี้ในชุดผ้าไหมสีขาวผ่องตัวยาว นอนหนุนหมอนขนนกอย่างผ่อนคลายเหงื่อกาฬที่เคยผุดซึมตามไรผมถูกเช็ดซับจนแห้งสนิท ใบหน้างดงามขาวนวลปรากฏรอยยิ้มบางเบา ดวงตาดอกท้อทอดมองดูสิ่งมีชีวิตตัวกระจ้อยร่อยที่กำลังนอนหลับตาพริ้มอยู่ในอ้อมแขนการคลอดในครั้งนี้... ราบรื่นและปลอดภัยอย่างน่าอัศจรรย์ไม่มีภาวะตกเลือด ไม่มีคมดาบหรือเสียงกรีดร้องของสงครามรอบข้าง มีเพียงมือหนาที่คอยกุมประสานกันไว้แน่นตลอดเวลา และคำพร่ำบอกรักซ้ำแล้วซ้ำเล่าของสามี“จื่ออวี้... เจ้าดูเขาสิ”เซียวหลงเหยียนนั่งคุกเข่าอยู่ข้างเตียง พระพักตร์คมคายเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งความสุขจนปิดไม่มิด พระเนตรสีหมึกทอดมองทารกน้อยด้วยควา
บทที่ 35: ศาลเตี้ยเด็กน้อยไต่สวนเสด็จพ่อกลิ่นหอมอบอวลของน้ำแกงปลาคาร์ปตุ๋นขิงอ่อนที่เพิ่งยกเข้ามาในห้องโถงตำหนักเฟิ่งอี๋ แทนที่จะช่วยเจริญอาหาร กลับทำให้ผู้เป็นเจ้าของตำหนักต้องยกมือขึ้นปิดปากแน่น“อุ้ก...”หลินจื่ออวี้เบือนหน้าหนี คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น ใบหน้างดงามขาวผ่องดั่งหยกเนื้อดีเริ่มซีดเผือด ลมหายใจสะดุดกึกก่อนจะส่งเสียงพะอืดพะอมออกมาอย่างไม่อาจควบคุม“จื่ออวี้! เจ้าเป็นอันใดไป!”เซียวหลงเหยียนที่กำลังนั่งปอกผลส้มอยู่ข้างๆ ทิ้งผลไม้ลงจานกระเบื้องทันที พระพักตร์คมคายตื่นตระหนก รีบถลาเข้าไปประคองแผ่นหลังบางของภรรยา ลูบแผ่วเบาด้วยความเป็นห่วงสุดหัวใจ“จางกงกง! ตามหมอหลวงเดี๋ยวนี้! ไปลากคอหัวหน้าสำนักหมอหลวงมาพบเจิ้นภายในครึ่งเค่อ!”ไม่ถึงชั่วจิบน้ำชา...หมอหลวงเฒ่าในชุดขุนนางสีคราม วิ่งหอบกระเป๋ายาสมุนไพรเข้ามาจนชายเสื้อแทบหลุดลุ่ย ร่างชราคุกเข่าลงข้างตั่งเตียง ปูผ้าไหมผืนบางลงบนข้อมือเรียวของฮองเฮา วางสามนิ้วลงแตะตรวจชีพจรอย่างระมัดระวังความเงียบสงัดเข้าปกคลุมห้องบรรทมชั้นในหมอหลวงเฒ่าขมวดคิ้วแน่น สีหน้าแปรเปลี่ยนจากความตึงเครียด กลายเป็นความงุนงง ดวงตาทั้งสองข้างพลันเบิกกว้างจ







