Masukตำหนักองค์รัชทายาท
ก่อนหน้าหน้านี้ไห่เฉิงได้รับคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้ไปสืบหาหลักฐานที่สกุลเซวียส่งนักฆ่ามาลอบสังหาร หลังจากที่ตรวจสอบทุกอย่างตามคำสั่งเสร็จสิ้นแล้ว ไห่เฉิงก็รอจนกระทั่งตะวันลับขอบฟ้าจึงค่อยแอบเข้ามาในห้องบรรทมขององค์รัชทายาทเพื่อรายงานเรื่องนี้ให้องค์รัชทายาทรู้ โจวหยางอวี้ที่ก่อนหน้านี้แสร้งนอนป่วยอยู่บนเตียงลุกขึ้นมาด้วยท่าทางสง่าผ่าเผย เขาในยามนี้ไม่มีเค้าโครงของคนป่วยเลยสักนิด “ได้หลักฐานอะไรมาหรือไม่?” เขารีบเอ่ยถามไห่เฉิงทันที เพราะคิดว่าไห่เฉิงต้องสืบหาหลักฐานมาได้ไม่มากก็น้อย ทว่าไห่เฉิงกลับแสดงสีหน้าตึงเครียดออกมา จากนั้นจึงก้มหน้าลงแล้วเอ่ยว่า “ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ แต่กระหม่อมไม่พบหลักฐานที่สกุลเซวียส่งนักฆ่ามาเลย” “ไม่พบหลักฐาน เป็นไปได้อย่างไร?” โจวหยางอวี้ขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น เวลาเพียงไม่กี่วัน พวกสกุลเซวียจะกำจัดหลักฐานได้รวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? ไห่เฉิงรีบเอ่ยรายงานอีกคำว่า “แม้กระหม่อมจะสืบหาหลักฐานของคนสกุลเซวียมาไม่ได้ แต่กระหม่อมรู้ว่าวันที่พระองค์ถูกลอบสังหารมีบุคคลปริศนาเข้ามาช่วยพระองค์ไว้พ่ะย่ะค่ะ” “บุคคลปริศนาอย่างนั้นหรือ?” โจวหยางอวี้จำไม่ได้ว่าในชาติก่อนเคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น หรือว่าการที่เขาฟื้นขึ้นมาก่อนเวลาจะทำให้เหตุการณ์ต่างๆ เปลี่ยนแปลงไป ไม่! เป็นไปไม่ได้ ตอนที่ถูกลอบสังหารเขายังไม่ได้ย้อนเวลากลับมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเขาไม่ควรจะมีอะไรเปลี่ยนแปลง! “เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่มาช่วยข้าไว้เป็นใคร” โจวหยางอวี้คาดเดาไม่ออกจริงๆ ว่าบุคคลปริศนาที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้เป็นใครกันแน่ “กระหม่อมไม่รู้เลยพ่ะย่ะค่ะ เพราะคนผู้นั้นปิดบังใบหน้าเอาไว้อย่างมิดชิด รูปร่างของเขาเหมือนจะเป็นบุรุษแต่ก็ไม่ใช่ เหมือนจะเป็นสตรีแต่ก็ไม่เชิง ทว่าคนผู้นั้นมีฝีมือการต่อสู้ที่เก่งกาจมาก กระทั่งสังหารนักฆ่าสกุลเซวียรวดเดียวถึงสองคน ส่วนนักฆ่าอีกคนหายสาบสูญอย่างไร้ร่องรอย ตอนนี้ไม่แน่ใจว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่ที่แน่ๆ พวกสกุลเซวียก็กำลังส่งคนออกไปตามหานักฆ่าผู้นี้เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ” หลังจากได้รับรายงานทั้งหมดจากไห่เฉิง โจวหยางอวี้ก็ใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่ง หากนักฆ่าของสกุลเซวียหายสาบสูญ ไม่ว่าสกุลเซวียจะหาอย่างไรก็ไม่พบร่องรอยของเขา อาจเป็นไปได้ว่านักฆ่าคนนั้นถูกจับไปขังไว้ที่ไหนสักแห่ง และคนที่จับนักฆ่าคนนั้นไปขังจะต้องเป็นคนที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้อย่างแน่นอน แต่คนผู้นั้นเป็นใครกันเล่า? โจวหยางอวี้ครุ่นคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกเสียทีว่าผู้ใดกันที่ช่วยเขาเอาไว้ เขาจึงหันไปหาไห่เฉิง แล้วเอ่ยว่า “เจ้าจงไปสืบมาทีว่าคนที่ช่วยข้าไว้ในวันนั้นเป็นใคร” “รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ” ไห่เฉิงก้มหน้ารับคำ ทว่าเขายังมีเรื่องหนึ่งที่ได้ยินมา แต่ไม่แน่ใจนักว่าควรรายงานให้องค์รัชทายาททราบหรือไม่ โจวหยางอวี้สังเกตเห็นสีหน้าขององค์รักษ์มีความผิดปกติ เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ามีอะไรจะรายงานข้าอีกอย่างนั้นหรือ” “เอ่อ…คือ…” ไห่เฉิงไม่รู้ว่าควรจะเอ่ยออกไปดีหรือไม่ เพราะเรื่องนี้มองอย่างไรก็ไม่เกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาท แต่เรื่องนี้ก็กวนใจเขาไม่หยุด “หากมีเรื่องอะไรจะบอกข้าก็รีบพูดมาเถิด ประเดี๋ยวเหล่าขันทีและนางกำนัลก็แห่กันเข้ามาเสียก่อนหรอก” ขณะที่เอ่ยถ้อยคำเหล่านั้นออกมา โจวหยางอวี้ก็ชำเลืองสายตามองไปทางประตูตำหนักที่ถูกปิดสนิท หากเหล่าขันทีและนางกำนัลเข้ามาพบเขาในสภาพนี้ แผนการของเขาเป็นอันได้จบเห่แน่ ไห่เฉิงเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นขององค์รัชทายาท เขาก็รีบก้มหน้า ก่อนจะเอ่ยรายงานเรื่องนั้นออกมาทันที “ระหว่างที่กระหม่อมกำลังไปสืบหาหลักฐานของพวกสกุลเซวีย กระหม่อมได้ยินข่าวลือด้านนอกว่าคุณหนูใหญ่ซูกับรุ่ยอ๋องได้เสียกันแล้วพ่ะย่ะค่ะ” โจวหยางอวี้ได้ยินเรื่องนี้ก็นิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง “กระหม่อมคิดว่าเรื่องนี้มิได้มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับพระองค์ กระหม่อมจึงไม่กล้ารายงานพ่ะย่ะค่ะ” ไห่เฉิงเอ่ยบอกด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ เพราะเขารู้ว่าองค์รัชทายาทพึงพอพระทัยคุณหนูรองสกุลลู่ หาใช่คุณหนูใหญ่สกุลซูที่เป็นสหายของนาง แต่เรื่องนี้ก็ทำให้ชื่อเสียงของซูเยี่ยนหลิงเสียหายไม่น้อย อีกไม่นานรุ่ยอ๋องจะต้องรับผิดชอบนางด้วยการแต่งนางเข้าตำหนัก “รุ่ยอ๋องกับคุณหนูใหญ่ซูได้เสียกันแล้วอย่างนั้นหรือ เจ้าแน่ใจนะว่าข่าวลือที่ได้ยินมาไม่ผิดพลาด” “กระหม่อมแน่ใจพ่ะย่ะค่ะ ตอนนี้เรื่องของคุณหนูใหญ่ซูกับรุ่ยอ๋องโด่งดังไปทั่วทั้งเมืองแล้ว อีกไม่นานรุ่ยอ๋องจะต้องยกขบวนขันหมากไปสู่ขอนางแน่ๆ” โจวหยางอวี้ไม่อยากจะเชื่อคำพูดที่ไห่เฉิงรายงานเท่าใดนัก เพราะเหตุการณ์เช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในชาติก่อนเลย แต่ก็ใช่ว่าไม่เคยมี ในตอนนั้นความทรงจำสายหนึ่งก็ค่อยๆ ผุดขึ้นในหัวของโจวหยางอวี้ เขาจำได้ว่าหลังจากที่เขาปลิดชีพตนเองทิ้ง เขาก็มิได้ย้อนเวลากลับมาทันที หากแต่เขายังคงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนที่ไม่สามารถไปผุดไปเกิดได้ วิญญานของเขาล่องลอยและวนเวียนอยู่ในรั้วพระราชวังแห่งนั้นอย่างไร้จุดหมาย เขาเห็นทุกคนที่ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีใครรับรู้การมีอยู่ของเขาเลย ไม่รู้ว่านานเท่าใดที่เขาล่องลอยอยู่ที่นั่น แต่หลังจากที่โจวหยางเทียนกวาดล้างเสี้ยนหนามของตนทิ้งจนหมด และโจวหยางเทียนกำลังจะถูกสถาปนาขึ้นเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ โจวหยางเทียนก็ได้จัดงานแต่งงานกับลู่ฟางหนิง เดิมทีเขาคิดว่าโจวหยางเทียนจะจัดงานแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติที่ลู่ฟางหนิงและครอบครัวของนางสามารถช่วงชิงบัลลังก์มาให้กับโจวหยางเทียนได้ ทว่าเขากลับคาดเดาผิด เพราะงานแต่งงานของโจวหยางเทียนกับลู่ฟางหนิงเป็นเพียงงานแต่งงานที่เรียบง่าย มีแขกเหรื่อเพียงไม่กี่คนที่ร่วมเป็นสักขีพยาน ตอนที่เขาเห็นลู่ฟางหนิงสวมใส่ชุดเจ้าสาวสีแดงสง่าเคียงคู่กับโจวหยางเทียน และก้าวเข้าสู่ประตูวิวาห์พร้อมกันทำให้เขารู้สึกเสียใจมาก แต่ก็ไม่มีใครรับรู้ความเสียใจของเขานอกจากตัวเขาเอง ทว่าภายใต้ความเสียใจที่ไม่มีใครรับรู้ เขากลับรู้สึกยินดีที่ลู่ฟางหนิงมีความสุข เขายอมแลกชีวิตของเขาเพื่อนาง แต่ใครจะไปคิดว่านางกับโจวหยางเทียนยังไม่ทันจะเข้าห้องหอ เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเสียก่อน หลังจากที่โจวหยางเทียนได้บัลลังก์ไปครอบครอง เขาก็วางยาพิษลู่ฟางหนิง ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิต นางถึงได้รับรู้ว่าสหายรักอย่างซูเยี่ยนหลิงแทงข้างหลังนางมาโดยตลอด เพราะคนที่ร่วมมือกับโจวหยางเทียนวางยาพิษนางคือซูเยี่ยนหลิง สหายที่นางรักมากที่สุด อีกทั้งยามนั้นซูเยี่ยนหลิงก็กำลังตั้งครรภ์ลูกของโจวหยางเทียนอยู่ด้วย เมื่อได้รับรู้ความจริง ลู่ฟางหนิงก็จ้องมองโจวหยางเทียนและซูเยี่ยนหลิงด้วยความอาฆาตแค้น แววตาของนางที่จ้องมองสองคนนั้น เขายังจดจำได้ไม่เคยลืม นอกจากเรื่องที่ถูกโจวหยางเทียนกับซูเยี่ยนหลิงหักหลัง ครอบครัวสกุลลู่ยังถูกโจวหยางเทียนสั่งประหารด้วยข้อหากบฏ ลู่ฟางหนิงไม่อาจทนรับเรื่องราวเหล่านั้นไหว สุดท้ายนางก็สิ้นใจตายพร้อมความอาฆาตแค้น ลมหายใจสุดท้ายของนาง เขายังจำฝังใจได้เป็นอย่างดี… หลังจากคิดถึงเรื่องราวในชาติก่อน โจวหยางอวี้จึงรู้ว่าลู่ฟางหนิงถูกโจวหยางเทียนหลอกใช้มาโดยตลอด นางคิดว่าเขารักนาง แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องหลอกลวงเรื่องหนึ่งที่โจวหยางเทียนปั้นแต่งขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแค่ลู่ฟางหนิงที่ถูกหลอก หากแต่ซูเยี่ยนหลิงก็ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่ต่างกัน กว่าซูเยี่ยนหลิงจะรู้ว่านางเองก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของโจวหยางเทียน นางกับลูกในท้องก็ถูกโจวหยางเทียนสังหารทิ้งแล้ว สุดท้ายแล้วลู่ฟางหนิงกับซูเยี่ยนหลิงก็ต้องตายด้วยน้ำมือของโจวหยางเทียนหลังจากที่พวกนางหมดผลประโยชน์ ส่วนสตรีตัวจริงที่อยู่ในใจของโจวหยางเทียนเพียงหนึ่งเดียวก็ก้าวเข้ามาแทนที่สตรีทั้งสองคนนั้นอย่างรวดเร็ววันถัดมา การประหารโจวหยางเทียนกับคนสกุลเซวียก็มาถึง พวกเขาถูกคุมตัวมายังลานประหาร โจวหยางเทียนถูกล่ามไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นใหญ่เดินนำอยู่ด้านหน้าของกลุ่มกบฏ ดวงตาคมกริบของเขาทอดมองไปด้านหน้าอย่างเลื่อนลอย แม้จะมีสายตานับพันคู่ของผู้คนที่มาร่วมชมการประหารจ้องมองมาด้วยความเกลียดชัง แต่กระนั้นเขาก็หาได้รับรู้ถึงสายตาของผู้คนเหล่านั้นอีกต่อไปเบื้องหลังของเขาคือสมาชิกตระกูลเซวีย เซวียกุ้ยเฟยในยามนี้อยู่ในอาการสงบ ไม่ได้คลุ้มคลั่งเฉกเช่นช่วงหลายวันที่ผ่านมา ยามนี้นางคล้ายว่าจะยอมรับความจริงที่เกิดขึ้นได้แล้ว ว่าอย่างไรก็คงหนีความตายไม่พ้น“เสด็จแม่ เป็นเพราะลูกไม่มีความสามารถมากพอจึงทำให้ทุกคนต้องมาพบกับจุดจบเช่นนี้”เซวียกุ้ยเฟยหันมองบุตรชายที่หลายวันมานี้แทบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลย “เป็นแม่ที่ผิดเอง หากแม่ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หวังให้เจ้าครอบครองบัลลังก์ พวกเราก็คงไม่ต้องมีชีวิตเช่นนี้”หลายวันที่ถูกคุมขัง พวกนางสองแม่ลูกเริ่มจะตระหนักได้แล้วว่าหากพวกเขาไม่มีความคิดชั่วร้ายเสียก่อน พวกเขาก็คงไม่ต้องเดินทางมาพบกับจุดจบเช่นนี้ แต่อดีตไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้ ตอนนี้พวกเขากำลังจะได้รับผลกรรมที่เคยก
วันต่อมา โจวหยางเทียน เซวียกุ้ยเฟยและคนสกุลเซวียทุกคนถูกนำขึ้นกรงขังแล้วแห่ประจานไปรอบเมือง ชาวบ้านที่มุงดูต่างก็ขวางปาสิ่งของใส่และด่าทอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยยอมรับความอัปยศในครั้งนี้ไม่ได้จึงสลบไปหลายรอบ ทว่านางก็ถูกน้ำอุจจาระปัสสาวะสาดใส่ให้ต้องฟื้นขึ้นมาพบกับความจริงอีกครั้งในขณะที่เซวียกุ้ยเฟยเสียสติไปแล้ว โจวหยางเทียนที่อยู่อีกกรงขังกลับนิ่งสงบจนทำให้คนมองไม่ออกว่าตอนนี้เขากำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากที่แห่ประจานอยู่เช่นนี้ถึงสามวัน วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันลงดาบประหารพวกเขาแล้วตกดึกคืนนั้น ลู่ฟางหนิงพร้อมกับโจวหยางอวี้ก็เข้ามาหาโจวหยางเทียนในกรงขัง โจวหยางอวี้รู้ว่าลู่ฟางหนิงอยากจะชำระแค้นที่ถูกโจวหยางเทียนหักหลัง เขาจึงถอยออกมาและปล่อยให้นางอยู่กับโจวหยางเทียนตามลำพัง“หากเกิดเรื่องอะไรเรียกข้าได้ตลอด”“องค์รัชทายาทไม่ต้องเป็นห่วงเพคะ หม่อมฉันมาวันนี้เพราะต้องการสะสางความแค้นกับรุ่ยอ๋องให้จบสิ้น”“เจ้าคงไม่คิดจะสังหารเขาใช่หรือไม่” โจวหยางอวี้เป็นห่วงลู่ฟางหนิง เขาไม่อยากให้มือของนางต้องแปดเปื้อนเลือดของผู้คน โดยเฉพาะเลือดของโจวหยางเทียนลู่ฟางหนิงยิ้มให้เขา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “องค์รั
ลู่อวิ้นเหมยเมื่อได้ยินคำพูดนั้น ร่างกายก็แทบไร้เรี่ยงแรงทรงตัวไม่อยู่ เป็นเพราะเหตุผลนี้อย่างนั้นหรือ นางถึงไม่เคยได้รับความรักจากบิดาเลยสักครั้งเดียว ไม่เพียงแค่ลู่อวิ้นเหมยเท่านั้นที่ตกใจกับความจริงในเรื่องนี้ ลู่ฮูหยินรวมถึงบุตรชายบุตรสาวทั้งสามก็ตกใจไม่ต่างกัน“ท่านพี่เหตุใดถึงได้เอ่ยเช่นนี้ออกมา เรื่องทั้งหมดเป็นเช่นไรกันแน่เจ้าคะ” ลู่ฮูหยินมองสามีของตนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม แม้เขาจะรักนางมาก แต่เรื่องนี้เขาไม่เคยบอกนางมาก่อนนางรู้เพียงแค่ว่าเมื่อสิบเจ็ดปีก่อน ตอนที่สามีไปออกรบ เขากลับมาพร้อมกับสตรีนางหนึ่งซึ่งกำลังตั้งครรภ์ใกล้คลอดแล้ว ตอนนั้นหัวใจของนางแทบแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ไม่อาจยอมรับความจริงในเรื่องนี้ได้ อีกทั้งสามีก็ไม่คิดจะอธิบายอะไรให้นางฟัง นอกจากบอกว่าเขาจะแต่งตั้งจูเหิงเยว่ขึ้นเป็นภรรยารอง นางในยามนั้นเสียใจหนักมาก หากมิได้บุตรชายทั้งสองเข้ามาปลอบประโลม นางคงผ่านมาไม่ได้ ทว่าหลังจากที่สามีรับภรรยารองเข้าบ้าน แต่เขาก็ยังร่วมหลับนอนกับนางทุกคืน ไม่เคยย่างกรายไปเรือนหลังเล็กที่อยู่ท้ายจวนเลยเรื่องนี้แม้นางจะมีความสงสัย แต่นางก็ไม่กล้าถามสามีเพราะกลัวว่าจะทำให้สาม
เช้าวันใหม่มาเยือน กลิ่นโลหิตที่ลอยคละคลุ้งทั่ววังหลวงเมื่อคืนนี้ถูกชำระล้างไปจนหมด ทหารของสกุลลู่กับกองทัพเกราะดำของหนิงอ๋องสามารถเข้ามาควบคุมสถานการณ์ภายในได้ทัน คนในวังจึงรอดพ้นจากความตายไปอย่างหวุดหวิด ส่วนทหารของรุ่ยอ๋องนั้นถูกสังหารทิ้งในทันที ยามนี้ศพของพวกเขากำลังถูกลากออกไปทิ้งที่นอกเมืองหลวงเซวียกุ้ยเฟยไม่สามารถทำใจยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นได้ พระนางคลุ้มคลั่งอยู่ในคุก พร้อมกับอาละวาดด่าทอบุตรชายตั้งแต่เมื่อคืน จนกระทั่งตอนนี้น้ำเสียงแหบแห้งไปหมดแล้ว แต่พระนางก็ยังไม่คิดที่จะหยุดด่า“เจ้ามันไม่ได้เรื่อง ทำการใหญ่อะไรไม่เคยสำเร็จสักอย่าง ข้าไม่น่าคลอดคนไร้ประโยชน์เช่นเจ้าออกมาเลย เจ้ากำลังจะทำให้พวกเราทุกคนตาย เจ้ามันไร้ประโยชน์!”แม้ว่าเสียงต่อว่านั้นจะดังมากขนาดไหน แต่โจวหยางเทียนที่อยู่ในกรงขังอีกกรงกลับนิ่งสงบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดต่อว่าของเซวียกุ้ยเฟยผู้เป็นพระมารดาในตอนนี้เขาก็ยังยอมรับความจริงไม่ได้ เพราะไม่คิดว่าทุกอย่างจะลงเอยแบบนี้ นี่มิใช่สิ่งที่เขาคาดหวังเอาไว้ ดวงตาของเขาเลื่อนลอย มองไม่เห็นความหวังอีกต่อไป หนทางข้างหน้ามีเพียงความมืดมนที่รอเขาอยู่ ในตอนนั้น ขันที
ในขณะที่รุ่ยอ๋องกำลังจมปรักอยู่ในห้วงความทรงจำที่ไม่รู้ว่ามาจากไหน ลู่ฟางหนิงก็ยกดาบในมือขึ้นก่อนจะจ่อไปที่ลำคอของเขา โจวหยางเทียนไม่เข้าใจว่าเหตุใดนางถึงต้องการเอาชีวิตเขามากขนาดนี้ หรือว่าภาพความทรงจำที่ปรากฏให้เขาเห็นนั้นเคยเกิดขึ้นมาก่อน“ข้ากับเจ้าไม่เคยมีความแค้นต่อกัน เหตุใดเจ้าต้องการเอาชีวิตข้าด้วย” โจวหยางเทียนเอ่ยถามลู่ฟางหนิงด้วยความไม่เข้าใจลู่ฟางหนิงได้ยินคำพูดนั้น นางก็กดดาบลงบนลำคอของโจวหยางเทียนจนเลือดของอีกฝ่ายไหลซึมออกมา “ไม่เคยมีความแค้นอย่างนั้นหรือ ท่านอ๋องลองคิดดูให้ดีๆ ว่าเคยทำอะไรกับหม่อมฉันไว้บ้าง”“ข้ากับเจ้าไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัวมาก่อน แล้วข้าจะทำให้เจ้าโกรธแค้นได้อย่างไร ความแค้นของเจ้า ข้าเกรงว่าคงจะสะสางผิดคนแล้วกระมัง”โจวหยางเทียนยังคงยืนกรานคำพูดเดิม แม้ก่อนหน้านี้เขาเคยวางแผนการร้ายเพราะต้องการดึงลู่ฟางหนิงกับสกุลลู่มาเป็นพวก แต่แผนการนั้นก็ไม่สำเร็จ และนางก็ไม่เคยล่วงรู้เรื่องเหล่านั้นมาก่อน นางคงไม่มีทางโกรธแค้นเขาเพราะเรื่องนี้แน่ๆ“หม่อมฉันไม่เคยลืมความแค้นนั้นลงเลยแม้เพียงชั่วอึดใจเดียว เป็นท่านที่หลอกใช้หม่อมฉัน หม่อมฉันไม่มีวันลืม!”โจ
เซวียกุ้ยเฟยกำลังนั่งจิบชาอยู่ในตำหนักอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าค่ำคืนนี้ไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ด้านข้างยังมีนางกำนัลเข้ามาบีบนวดให้รู้สึกผ่อนคลาย ทว่าเสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นทั่วทิศทางในวังหลวงช่างไม่เข้ากับบรรยากาศด้านในเอาเสียเลย“หม่อมฉันขอแสดงความยินดีกับกุ้ยเฟยด้วยเพคะ อีกไม่นานพระองค์จะกลายเป็นไทเฮาของแคว้นโจวแล้ว” นางกำนัลที่อยู่ข้างกายเซวียกุ้ยเฟยพูดประจบสอพลอไม่หยุดเซวียกุ้ยเฟยที่ได้ยินคำพูดเยินยอนั้นก็ยิ้มหน้าระรื่น พลางยกชาขึ้นมาจิบอย่างสบายอารมณ์ ทว่าพระนางมีความสุขได้ไม่นาน องครักษ์ของรุ่ยอ๋องก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “กุ้ยเฟย ยามนี้ท่านอ๋องพลาดท่าแล้ว พวกเราต้องรีบหนีออกจากเมืองหลวงให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”หลังจากได้รับรายงานนี้ เซวียกุ้ยเฟยที่กำลังนั่งรอฟังข่าวดีอยู่ในตำหนักถึงกับขว้างจอกชาลงพื้นด้วยความไม่พอใจ“เหตุใดถึงล้มเหลว มิใช่ว่าศึกในครั้งนี้ต้องเป็นพวกเราที่ได้รับชัยชนะมิใช่หรือ”เซวียกุ้ยเฟยโมโหมากที่บุตรชายทำการใหญ่ไม่สำเร็จ ทุกอย่างถูกเตรียมการมานานนับปี แต่โจวหยางเทียนกลับทำไม่สำเร็จ ช่างไม่เอาไหนเสียจริง!“กระหม่อมไม่มีเวลาอธิบาย
หลังจากที่สนทนากับองค์รัชทายาทเสร็จเรียบร้อย ลู่ฟางหนิงก็รีบกลับจวนด้วยจิตใจที่สับสนและวุ่นวาย แต่กระนั้นเมื่อรถม้ามาจอดที่ด้านหน้าประตูจวนสกุลลู่ นางก็มิได้เผยท่าทางตื่นตระหนกออกมา ในทางกลับกัน นางรีบตรงไปหาบิดาที่เรือน และเรียกพี่ชายทั้งสองมาปรึกษาหารือร่วมกันแม่ทัพลู่หนิงเหอไม่รู้ว่าบุตรสาวคนรอ
ก่อนงานเลี้ยงขอบคุณหนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางจะเริ่มขึ้นหนึ่งวัน โจวหยางอวี้แอบส่งจดหมายนัดลู่ฟางหนิงออกมาพบที่ด้านนอก เพราะเขามีเรื่องหนึ่งที่ต้องบอกให้นางรับรู้ลู่ฟางหนิงแม้จะไม่รู้ว่าองค์รัชทายาทต้องการพบตนด้วยเรื่องอันใด แต่นางก็ออกไปตามนัดหมาย เพราะคิดว่าเรื่องที่องค์รัชทายาทต้องการสนทนากับนาง
ไม่กี่วันต่อมา หนิงอ๋องกับหมอเทวดาตงหยางก็เดินทางมาถึงเมืองหลวง การมาของพวกเขาในครั้งนี้เป็นการมาอย่างเร่งรีบเพราะต้องการรักษาอาการประชวรขององค์รัชทายาทโดยเร็วที่สุด หนิงอ๋องจึงมิได้นำกำลังพลมามากนัก จะมีก็เพียงแค่องครักษ์ส่วนตัวสองสามคนที่คอยคุ้มกันความปลอดภัยของหมอเทวดาตงหยางระหว่างการเดินทางเท่า
ตกดึกคืนนั้น โจวหยางเทียนจึงลอบออกไปพบกับลู่อวิ้นเหมย นับตั้งแต่วันที่พวกเขาตกลงร่วมมือกัน พวกเขาก็แอบสานสัมพันธ์กันอย่างลับๆ มาโดยตลอด จนกระทั่งเมื่อไม่กี่เดือนก่อน ลู่อวิ้นเหมยก็ยอมพลีกายเป็นสตรีของเขาวันนี้รุ่ยอ๋องจองห้องในเหลาสุราแห่งหนึ่งเอาไว้ ไม่นานคนของเขาก็เดินนำสตรีที่สวมหมวกผ้าโปร่งปิดบ

![จะไม่ทนกับบทบาทนางร้าย [รีไรท์ตอนจบ]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





