Masuk“คุณหนู ท่านเพิ่งช่วยนางจากการถูกขายไปหออวี้เหยา เหตุใดยังส่งนางไปสถานที่โสมมเช่นนั้นอีกเล่า” จื่อหรานที่รับปากว่าจะฟังเงียบ ๆ แทรกขึ้น จึงได้รับสายตาคาดโทษจากผู้เป็นนาย “จื่อหรานสำนึกผิดแล้วเจ้าค่ะ” นัยน์ตาดำขลับไหลกลิ้งไปมาขณะขบคิดเรื่องหนึ่ง
หลิวหมิงหย่วนหันมาให้ความสนใจถางเมิ่งหรูต่อ คิ้วเรียวเลิกสูงครั้นเห็นคนที่ควรตื่นตระหนกมีท่าทีสงบนิ่ง ริมฝีปากบางได้รูปคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม มิน่าอู๋ซั่วหยางถึงสนใจ
“เหตุใดคุณหนูถึงให้เมิ่งหรูไปหออวี้เหยา” ถางเมิ่งหรูถามเสียงเรียบ ในเมื่อคนตรงหน้าช่วยนางให้รอดพ้นจากชะตานางโลม การผลักนางลงไปอีกครั้งย่อมต้องมีเหตุผล
“หออวี้เหยาคือเส้นทางเริ่มต้นการแก้แค้นของเจ้า เชื่อหรือไม่อยู่ที่เจ้าตัดสินใจ”
“เพื่อแก้แค้น เมิ่งหรูยินดีสละทุกอย่าง ไม่เว้นกระทั่งเกียรติศักดิ์ศรีที่สตรีควรรักษา” ถางเมิ่งหรูเอ่ยขึ้นหลังใคร่ครวญอยู่พักใหญ่
“เจ้าวางใจ สินค้าชั้นเลิศอย่างเจ้า แม่เล้าหออวี้เหยาไม่ปล่อยให้บุบสลายก่อนถึงเวลาอันสมควรหรอก ข้ารับรอง พรหมจรรย์ของเจ้าจะช่วยให้เจ้ามีชีวิตที่สุขสบายตลอดชาติ เป็นที่อิจฉาของสตรีทั้งแผ่นดิน”
ถางเมิ่งหรูหลุดขำ ยกผ้าเช็ดหน้าซีดเก่าป้องปาก “นอกจากฮองเฮา แผ่นดินนี้คงไม่มีผู้ใดที่ทำให้สตรีทั้งแผ่นดินอิจฉาได้”
“ไม่เสมอไป คนเราขอเพียงอยู่ให้ถูกที่ ต่อให้เป็นขอทานก็ยังน่าอิจฉา ไม่ต้องเป็นกังวล หลังเจ้าจากไป ข้าจะให้คนจัดหาที่อยู่ให้บิดาเจ้าใหม่ รวมถึงดูแลเขาเป็นอย่างดี”
ยิ่งนานถางเมิ่งหรูยิ่งรู้สึกว่าคุณหนูสูงศักดิ์ผู้นี้ไม่ธรรมดา การปรากฏตัวของนางดูเหมือนเป็นความตั้งใจมากกว่าเรื่องบังเอิญ ถึงจะคิดได้ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง ทว่าในยามที่หนี้บุญคุณและความแค้นลึกล้ำค้ำคอ ไม่มีผู้ใดมานั่งขบคิดให้เสียเวลา ได้ตอบแทนบุญคุณ ทั้งแก้แค้นในเวลาเดียวกัน การค้านี้ถือว่าคุ้มไม่ขาดทุน “ขอบคุณคุณหนู เมิ่งหรูจะไปเตรียมตัวเดี๋ยวนี้”
หลิวหมิงหย่วนส่งเสียงห้ามคำหนึ่ง “ไม่รีบ อีกไม่กี่วันจะมีคนมาพาเจ้าไปเอง คิดหรือว่าอันธพาลเหล่านั้นจะยอมจบเรื่อง ราคาที่แม่เล้าหออวี้เหยาให้เจ้าไม่ใช่ถูก ๆ คนละโมบเช่นนั้นย่อมไม่ปล่อยให้หลุดมือ ถึงเวลาเจ้าแค่ตามพวกเขาไป ส่วนบิดาเจ้า ข้าจะให้คนมารับตัวเขาทันทีที่เจ้าจากไป”
“เจ้าค่ะ” ถางเมิ่งหรูตอบรับสั้น ๆ “พูดคุยกันมาเนิ่นนาน เมิ่งหรูยังไม่ทราบว่าคุณหนูเป็นคุณหนูสูงศักดิ์จากตระกูลใด”
“ถึงเวลาเจ้าจะรู้เอง” หลิวหมิงหย่วนระบายยิ้มแสดงความเป็นมิตร “อีกอย่าง วันหน้าหากเราสองคนได้พบกัน ไม่ว่าด้วยความบังเอิญหรือตั้งใจ ขอเจ้าจงทำเป็นไม่รู้จักข้า”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะมันจะทำให้ทั้งเจ้าและข้าตกอยู่ในอันตราย อย่าลืมว่าเบื้องหลังถางเจิ้นหมิงคือชินอ๋อง พระอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความสุภาพอ่อนโยน จิตใจใสซื่อบริสุทธิ์ แท้จริงแล้วกลับไม่เป็นเฉกที่ตาเห็น ภายใต้คำว่าคนดีมีความดำมืดน่าหวาดกลัวซุกซ่อนอยู่ จัดการถางเจิ้นหมิง มากน้อยต้องส่งผลกระทบถึงเขา เจ้าคิดว่าชินอ๋องจะยอมให้ชื่อเสียงที่บรรจงสร้างขึ้นมามีรอยแปดเปื้อนหรือ”
“ไฉนคุณหนูถึงทราบเรื่องชินอ๋องอยู่เบื้องหลังความเหิมเกริมของถางเจิ้นหมิง”
แน่นอนว่าหลิวหมิงหย่วนต้องรู้ เนื่องจากในอดีตอู๋ซั่วหยางก็ใช้เรื่องถางเจิ้นหมิงมาแลกความจงรักภักดีของถางเมิ่งหรูเช่นกัน หลังได้รับโอกาสให้ย้อนกลับมา นางจึงใช้วิธีเดียวกับเขาชิงความได้เปรียบมาอยู่ในมือ ต่อให้เรื่องราวจากนี้ดำเนินคล้ายอดีต อู๋ซั่วหยางก็ไม่มีทางใช้แผนสาวงามสำเร็จ เพราะหมากกระดานนี้ ผู้ควบคุมคือนางไม่ใช่เขา
อดีตถางเมิ่งหรูไม่รู้ว่าถางเจิ้นหมิงเป็นคนของอู๋ซั่วหยาง ยามเห็นอีกฝ่ายออกหน้าช่วยแก้แค้นจึงหลับหูหลับตาซาบซึ้งใจ หารู้ไม่เป็นแผนเฉือนเนื้อแลกผลประโยชน์ สำหรับอู๋ซั่วหยาง นอกจากตนเองแล้ว เขาไม่เคยเห็นชีวิตผู้ใดมีค่าหรือสำคัญ
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ รู้แค่ข้าไม่มีวันทำร้ายเจ้า” หลิวหมิงหย่วนไม่ได้แค้นเคืองถางเมิ่งหรูที่ทำให้พี่สาวถูกปลดจากตำแหน่งฮองเฮา ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่ในวังหลัง อีกฝ่ายเป็นหมากของอู๋ซั่วหยางไม่ต่างจากนาง จุดจบจึงไม่ได้ดีกว่ากันมากนัก ถูกประทานผ้าแพรขาวหลังนางถูกจับได้ไม่นาน ข้อหามอมเมากษัตริย์ให้ละทิ้งบ้านเมือง กลายเป็นสตรีแพศยาที่ผู้คนประณามหยามเหยียด เรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางบังเอิญได้ยินเหล่าผู้คุมพูดคุยกัน
หลิวหมิงหย่วนปลดเครื่องประดับราคาแพงบนร่างส่งให้ถางเมิ่งหรู “นำมันไปขายแล้วเชิญหมอมารักษาบิดา ที่เหลือคงพอให้เจ้าสองคนพ่อลูกใช้จ่ายจนถึงวันที่ต้องไปหออวี้เหยา”
“คุณหนู นับจากนี้เราสองคนจะติดต่อกันอย่างไร” ถางเมิ่งหรูเอ่ยถามขณะหลิวหมิงหย่วนส่งสัญญาณให้สาวใช้เตรียมตัวกลับ
ครั้นได้ยินคำถาม ในหัวหลิวหมิงหย่วนผุดภาพคนผู้หนึ่งขึ้นมา นางไม่ได้หันกลับไปหาถางเมิ่งหรู เพียงปรายหางตามองเล็กน้อย “เจ้าจำบุรุษที่มากับข้าเมื่อครู่ได้หรือไม่ ต่อไปเราสองคนติดต่อกันผ่านเขา”
“เมิ่งหรูทราบแล้วเจ้าค่ะ” ถางเมิ่งหรูมองส่งผู้มีพระคุณจนลับตา นางไม่รู้ชีวิตในวันข้างหน้าของตนจะเป็นเช่นไร ดีหรือร้าย มีโชคหรือมีเคราะห์ ทว่าสิ่งหนึ่งที่นางมั่นใจ นั่นคือตราบใดที่นางจงรักภักดีต่อสตรีผู้นี้ คำว่าตกต่ำจะไม่มากล้ำกราย ส่วนลึกภายในจิตใจบอกนางเช่นนี้
“คุณหนู คุณหนูคิดทำอะไรกันแน่เจ้าคะ จื่อหรานรู้สึกเหมือนคุณหนูตั้งใจมาช่วยนาง คุณหนูไปรู้จักนางตั้งแต่ยามใด อีกอย่างในเมื่อช่วยแล้ว เหตุใดยังส่งนางเข้าหออวี้เหยา คุณหนูรู้จักชินอ๋องได้อย่างไร ไม่เพียงรู้จัก ยังรู้อีกด้วยว่าเขาเป็นคนไม่ดี ถึงจื่อหรานไม่รู้จักชินอ๋อง ชื่อเสียงดีงามของเขากลับพอได้ยินจากชาวบ้านยามเดินตลาดอยู่บ้าง ไฉนคุณหนูถึงเห็นต่างจากคนทั่วไป” จื่อหรานรัวคำถามใส่หลิวหมิงหย่วนเป็นชุดหลังเดินมาได้ครึ่งทาง ความกังวลมากมายฉายชัดบนใบหน้า หวาดกลัวคุณหนูพาตัวเองเข้าสู่อันตราย นางมองแผ่นหลังผู้เป็นนายไม่ต่างจากกำลังมองคนแปลกหน้า เวลาเพียงครึ่งวัน เหตุใดถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ครั้นนึกถึงภาพการจ้วงแทงปิ่นปักผมบนมือหัวหน้าอันธพาล ขนในกายพลันตั้งชัน หลั่งเหงื่อเย็นทั่วแผ่นหลัง ร่างสั่นสะท้านเย็นยะเยือกถึงไขกระดูก
คงไม่ใช่ถูกภูตผีปีศาจเข้าสิงร่างหรอกนะ?
เสียงหัวเราะสดใสแว่วดังตามลมมาเป็นระยะ ๆ ในศาลารับลมยามคิมหันต์มาเยือน ปรากฏภาพเด็กน้อยสามคนกำลังนั่งล้อมวงสนทนา คนแรกเป็นเด็กชายวัยเก้าขวบ ยิ่งโตเค้าโครงความหล่อเหลายิ่งเด่นชัด อีกสองคนเป็นเด็กหญิงหน้าตาจิ้มลิ้มวัยห้าขวบ เวลานี้ทั้งสามนั่งดื่มน้ำบ๊วยแช่เย็นอย่างเอร็ดอร่อย “น้ำบ๊วยที่มารดาพี่จื่อเทียนทำอร่อยมาก” เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยขึ้นหลังเช็ดคราบน้ำบ๊วยที่เลอะตามปากเรียบร้อยแล้ว มีคนชื่นชมมารดา เด็กที่ใดจะไม่ภาคภูมิใจ ซ่งจื่อเทียนในฐานะที่เป็นเด็กผู้ชายเพียงคนเดียวยืดอกขึ้น พูดว่า “ไม่ใช่เพียงน้ำบ๊วยที่อร่อย ท่านแม่ของพี่จื่อเทียนยังทำอาหารอร่อยอีกด้วย เย็นนี้น้องหยุนหรงเตรียมลิ้มรสได้เลย ไม่ง่ายที่พวกเราสามครอบครัวจะมารวมตัวกัน ดังนั้นท่านแม่พี่จื่อเทียนจึงลงมือเข้าครัวด้วยตนเอง” ดวงตาเด็กหญิงเปล่งประกาย ปรบมือชอบใจพลางลูบท้อง “เย็นนี้หยุนหรงจะกินให้พุงแตกทีเดียวเชียว” ซ่งจื่อเทียนยิ้มเอ็นดู ยื่นมือไปเล่นมวยผมที่มัดเป็นจุกคล้ายซาลาเปาสองก้อนบนศีรษะเจิ้งหยุนหรง หยุนหรงหรือเจิ้งหยุนหรง เป็นบุตรสาวของเจิ้งเหวินเสียนกับสุ่ยหนิง เว
ความสัมพันธ์ของคนในราชวงศ์ลึกลับซับซ้อน เดี๋ยวรักใคร่ เดี๋ยวชิงชัง เดี๋ยวห่วงใย เดี๋ยวหลอกใช้ เดี๋ยวให้อภัย เดี๋ยวทำลายล้าง สรุปแล้วจริงใจหรือเสแสร้ง คงมีเพียงเจ้าตัวที่แจ่มแจ้ง บานประตูถูกผลักเปิดจากภายนอก ซ่งเทียนเหิงจับมือหลิวหมิงหย่วนเดินเข้าไปในห้อง การประดับตกแต่งและข้าวของเครื่องใช้ในห้องนี้เรียกได้ว่าไม่มีอะไรแตกต่างจากชาติก่อนเลย ยกเว้นภาพหญิงงามที่แขวนโดดเด่นอยู่กลางห้อง หลิวหมิงหย่วนยืนอึ้งกับภาพหญิงงามที่ได้เห็น นางคงไม่เป็นเช่นนี้ถ้ามันไม่ใช่ภาพที่อู๋ซั่วหยางเคยวาดให้นางในชาติก่อน เวลานั้นนางกับเขาแอบนัดพบกันที่สวนท้อนอกเมือง หญิงงามยืนอยู่ใต้ต้นท้อ ส่วนบุรุษหล่อเหลาสะบัดปลายพู่กันร่างความงามทั้งหมดลงบนกระดาษ ไฉนภาพนี้จึงมาอยู่ในห้องนอนของอู๋ซั่วหยาง ทั้งที่ชาตินี้ระหว่างนางกับเขาไม่เคยมีช่วงเวลาเหล่านั้น “ข้าพานางมาตามคำขอของเจ้าแล้ว” สุ้มเสียงซ่งเทียนเหิงที่ดังขึ้นดึงหลิวหมิงหย่วนให้หลุดจากภวังค์ความคิด นางหันไปมองเขา เห็นว่าสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ที่หนึ่งจึงมองตาม ภาพที่สะท้อนนัยน์ตาคือเตียงหลังหนึ่ง บนนั้นมีบุรุษรูป
ซ่งเทียนเหิงมองเด็กน้อยในอ้อมแขนหลิวหมิงหย่วนอย่างโง่งม เรื่องหลิวหมิงหย่วนตั้งครรภ์สายเลือดตระกูลซ่งแน่นอนว่าเขาไม่รู้ ในมือหลิวหมิงหย่วนมีตราคำสั่งที่สามารถสั่งการหน่วยลับของเขา นายหญิงให้เก็บเป็นความลับ ย่อมไม่มีใครไม่กลัวตายเอาไปแจ้งผู้เป็นนาย ระหว่างนายหญิงกับผู้เป็นนาย ใครมีอำนาจชี้เป็นชี้ตายสูงสุด ทุกคนต่างเห็นอยู่ในสายตา “เทียนเอ๋อร์ของแม่มาได้อย่างไร มิใช่เล่นอยู่ที่เรือนท่านปู่กับท่านย่าหรือ” เห็นแก้มกลมป่องขึ้นสีชมพูดอกท้อ หลิวหมิงหย่วนอดไม่ได้ที่จะฝังจมูกลงไป “ท่านย่า มาส่ง ไปแล้ว” ซ่งจื่อเทียนตอบมารดาสั้นง่ายได้ใจความตามประสาเด็กหัดพูด ดวงตากลมโตไร้เดียงสามองบุรุษแปลกหน้า บุรุษแปลกหน้าก็มองเขา ต่างฝ่ายต่างจ้องตากัน คนหนึ่งมึนงง คนหนึ่งสงสัย “ท่านแม่ ใคร” หลิวหมิงหย่วนเห็นสายตาของสองพ่อลูกพลันหลุดขำ เพราะความหมายที่สื่อออกมาช่างเหมือนกัน นั่นคือ เจ้าเป็นใคร! นางย่อตัวปล่อยบุตรชายให้ยืนบนพื้น ยิ้มอธิบายว่า “เทียนเอ๋อร์ คนผู้นี้คือบิดาที่เจ้าเฝ้าถามถึงทุกวัน ท่านพ่อกลับมาหาเทียนเอ๋อร์แล้ว รีบคารวะท่านพ่อเร็ว” เพราะความสูง
สุ่ยหนิงเข้าใจความคิดหลิวหมิงหย่วน เพราะนางเองก็ไม่ต่างกัน เฝ้ารอให้ชายคนรักกลับมาอย่างปลอดภัย ถึงเจิ้งเหวินเสียนจะเป็นเพียงหมอ ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในค่ายคอยดูแลรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทว่าเมื่อใดที่กองทัพแพ้ศึก โอกาสรอดของเขาจะมีสักเท่าไรกันเชียว “แม้ประสบการณ์ในสนามรบของซื่อจื่อจะน้อย ฝีมือและชั้นเชิงด้านกลยุทธ์กลับไม่อ่อนด้อย หลายเดือนมานี้มีแต่ข่าวดีไม่มีข่าวร้าย เจ้าควรวางใจแล้วหันมาดูแลตนเองกับลูก อีกอย่างข้างกายซื่อจื่อก็มีนักรบผู้มากประสบการณ์คอยให้คำชี้แนะ เจ้าคงไม่ได้ลืมบิดาตนเองไปกระมัง” “เพราะมีท่านพ่ออยู่ข้างเขาข้าถึงวางใจ ศึกก่อนหน้านี้ทั้งสองร่วมมือกันจนได้รับชัยชนะ ศึกครั้งนี้ทั้งสองก็ต้องทำได้เช่นกัน ข้ามั่นใจ” ศึกรวมแคว้นไหนเลยจะใช้เวลาเพียงสั้น ๆ วันคืนหมุนเปลี่ยนเวียนผัน นับจากวันนั้นหิมะได้มาเยือนหลิวหมิงหย่วนกับลูกเป็นครั้งที่สี่แล้ว ข่าวการศึกถูกส่งเข้าเมืองหลวงโดยม้าเร็วแปดร้อยหลี่อย่างต่อเนื่อง ยิ่งเข้าใกล้เมืองหลวงแคว้นจิ้งการศึกยิ่งเข้มข้น ถึงขั้นผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ กองทัพภายใต้การนำของซ่งเทียนเหิงกับหลิวโหย่งหลิน
ซ่งเทียนเหิงพูดเรื่องลูกหลายครั้งหลายหนแล้ว ดูท่าจะอยากเป็นพ่อคนมากจริง ๆ การไปเยือนประตูผีครั้งนี้ทำให้หลิวหมิงหย่วนค้นพบสัจธรรมข้อหนึ่ง ชีวิตคนเราไม่แน่นอน เมื่อมีโอกาสก็ควรรีบทำในสิ่งที่อยากทำ อย่าได้รั้งรอจนเป็นเหตุให้ต้องมานั่งเสียใจภายหลัง บางอย่างเมื่อพลาดไปแล้ว จะมีสักกี่คนที่ได้รับโอกาสหนที่สอง หลิวหมิงหย่วนหมุนตัวเข้าหาซ่งเทียนเหิง ยกสองมือขึ้นกุมใบหน้าหล่อเหลา ส่งสายตาเชื้อเชิญอย่างไม่ปกปิด “สงครามเป็นเรื่องยืดเยื้อ สิ้นสุดเมื่อใดไม่มีใครล่วงรู้ แทนที่จะรออย่างไร้จุดหมาย มิสู้ลองดูสักหน ถ้าสวรรค์เมตตา ไม่แน่ท่านอาจประทานตัวแทนความรักให้เราสองคนในคืนนี้ก็เป็นได้” ดวงตาหมาป่าเริ่มเปล่งประกายหื่นกระหาย นานแล้วที่ซ่งเทียนเหิงไม่ได้ใกล้ชิดหลิวหมิงหย่วน ภรรยาเปิดทางให้ขนาดนี้ ผู้ใดจะกล้าชักช้าเสียเวลา จุมพิตเริ่มต้นอย่างร้อนแรงดูดดื่ม สองสามีภรรยาเปรียบเสมือนเปลวไฟที่พร้อมแผดเผากันและกัน ส่งผลให้เลือดลมพลุ่งพล่านยากระงับ หลิวหมิงหย่วนยกตัวขึ้นคร่อมขาซ่งเทียนเหิง สองแขนโอบรัดร่างกำยำ ยื่นทรวงอกอิ่มให้เขาปรนเปรอ ซ่งเทียนเหิงพึงพอใจกับควา
ซ่งเทียนเหิงก้มหน้าให้หน้าผากแตะหน้าผาก จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซุกซนของภรรยา “ข้าเป็นเจ้าหนี้ที่ค่อนข้างหน้าเลือด ไม่มีทางยกหนี้ให้ฮูหยินง่าย ๆ หรอก” ไม่รู้ใต้น้ำมีงูตั้งแต่ยามใด มันถึงเลื้อยสำรวจเรือนร่างคนไม่หยุด หลิวหมิงหย่วนรีบจับงูตัวนั้น ก่อนที่มันจะเหิมเกริมไปมากกว่านี้ “บรรดานักรบไม่รู้จักคำว่าเหน็ดเหนื่อยเหมือนท่านทุกคนหรือไม่” “ทุกอย่างบนโลกล้วนมีข้อยกเว้น การใช้แรงที่เต็มไปด้วยความสุข ไม่มีผู้ใดปฏิเสธหรือไม่ต้องการหรอก” เสียงทุ้มนุ่มเริ่มแหบพร่า หลิวหมิงหย่วนคร้านถกเถียงเรื่องพรรค์นี้กับหมาป่าเจ้าเล่ห์ นางเปลี่ยนอิริยาบถเป็นนั่งพิงหลังกับอกแกร่ง ให้แขนของเขาโอบเอวคอดกิ่ว ผิวพรรณขาวเนียนเมื่อมีตำหนิย่อมโดดเด่นสะดุดตา สายตาซ่งเทียนเหิงจับจ้อง ประทับจุมพิตลงไปแผ่วเบา “ทำให้ฮูหยินพบเจอเรื่องเลวร้าย ต้องโทษสามีที่บกพร่องต่อหน้าที่ ดูแลเจ้าได้ไม่ดีพอ” สัมผัสอ่อนโยนน้ำเสียงนุ่มนวลทำหัวใจหลิวหมิงหย่วนอบอุ่น ซ่งเทียนเหิงเป็นเช่นนี้เสมอ ไม่เคยกล่าวโทษหรือตำหนินาง ยินดีให้นางเป็นฝ่ายถูก ส่วนเขาแบกรับความผิดไว้เพียงผู้เดียว “เ
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องเจิ้งปั๋วปราบต้วนในเมืองเยียน[1]หรือไม่ พี่ชายข้าคือเจิ้งจวงกง ส่วนข้าคือก้งซูต้วน เขารู้เห็นจิตใจมักใหญ่ใฝ่สูงของข้า ทว่าแสร้งปล่อยปละละเลยเหมือนคนเลอะเลือน ความจริงแล้วเขาหาใช่ฮ่องเต้ผู้มีจิตใจเมตตาอันใด สิ่งที่เขาเฝ้ารอมาตลอดคือเหตุผลที่จะใช้สังหารข้า บัดนี้ข้ากลายเป
หลิวหมิงหย่วนจากไปแล้ว เหออิ้งอี๋จึงขอตัวเช่นกัน เนื่องจากกระโจมที่เตรียมไว้ให้อู๋ซั่วหยางถูกผู้อื่นยึดครอง เหอหงเชาจึงเชิญเขาไปสนทนาที่กระโจมตนเองแทน “ท่านอ๋อง ข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเราสองคน หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ลืม” เหอหงเชาเปิดบทสนทนาทันทีที่นั่งลง เรื่องที่อู๋ซั่วหยางมีใจให้
ซุนกงกงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งไม่เข้าใจ ครั้นต้องการถามให้รู้เรื่อง กลับหาจุดเริ่มต้นของคำถามไม่ได้ ราวเขากับนางกำลังพูดกันคนละเรื่อง “เจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่ข้าพูดกระมัง” หลิวหมิงหย่วนเอ่ยขึ้นเพราะอ่านความคิดฝ่ายตรงข้ามออก “ข้าช่วยไขความกระจ่างเพิ่มให้ดีหรือไม่ เพื่อที่เจ้าจะได้ตายตาหลั
เกาซีเหมิงสายตาเลื่อนลอยขณะมองอู๋ซั่วหยาง สามวันมานี้นางเห็นเขาปรากฏตัวตรงหน้านับไม่ถ้วน ทว่ายามเอื้อมมือไขว่คว้า พระสวามีที่นางคิดถึงกลับกลายเป็นหมอกควันที่มิอาจจับต้องได้ อู๋ซั่วหยางทิ้งตัวลงนั่งขอบเตียง วางมือข้างหนึ่งบนมือเกาซีเหมิง “ได้ยินว่าพระชายาเฝ้ารอข้า ข้าจึงรีบทิ้งงานม







