เข้าสู่ระบบเมื่อบุรุษข้างกายรู้แล้วว่านางเสแสร้ง ดังนั้นจางฟ่านปิงจึงลืมตาขึ้นมา แล้วลุกนั่งโดยไม่คิดจะรักษากิริยาอีกต่อไป ในเมื่อทุกคนรู้ว่านางอ่อนแอ ก็ไม่จำเป็นต้องแสร้งรักษามารยาทของสตรีในวังหลังอีก
“ท่านแม่ทัพ คืนนี้ข้ายอมรับตามธรรมเนียมได้ว่า เราทั้งสองห้ามออกจากห้องหอ แล้วต่อจากนี้ไปล่ะเจ้าคะ เราสองคนจะอยู่กันอย่างไร ท่านรู้หรือไม่ว่าก่อนที่ท่านจะกลับมา สาวใช้ของจวนนี้ไม่เห็นหัวข้าเลย ซึ่งต่อให้ข้าจะเป็นเชลยหรือไม่เป็นเชลย อย่างไรงานแต่งครั้งนี้ก็คือสมรสพระราชทาน เป็นสมรสเชื่อมสัมพันธ์ของสองแคว้น ดังนั้นท่านคิดว่าควรจัดการสาวใช้ ที่ดูจะเหิมเกริมและช่างนินทาข้าซึ่งเป็นองค์หญิงต่างแคว้นอย่างไร”
จางฟ่านปิงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงไว้ด้วยความจริงจังทุกคำ ก่อนอื่นนางจะต้องจัดการสาวใช้ปากดีพวกนี้ก่อน
‘นางมีท่าทีเรียบเฉยมาก ดูไม่เป็นดั่งข่าวลือเลยแม้แต่น้อยยอมรับว่านางสร้างความแปลกใจให้ข้าไม่น้อย’ แม่ทัพหนุ่มครุ่นคิดในใจ ก่อนจะตอบกลับไป
“ท่านคือฮูหยินของข้า ท่านมีสิทธิ์ลงโทษบ่าวในเรือนนี้ทุกคน ต่อจากนี้ท่านจัดการพวกนางได้เลย โดยไม่ต้องบอกข้าหรอก”
“เช่นนั้นหรือ แล้วคนในจวนของท่านเล่า ไหนจะท่านแม่ของท่าน น้องสาวของท่าน แล้วยังมีสหายวัยเด็กที่หมายจะแต่งเข้าจวนนี้ ข้าสามารถจัดการได้ด้วยหรือไม่” จางฟ่านปิงมองหน้าเจ้าของจวนครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวถามขึ้นมา
นั่นทำให้หลี่จงเหอนิ่งไปครู่หนึ่ง เพราะเขาไม่คิดว่าจะเจอคำถามเช่นนี้จึงไม่ได้เตรียมคำตอบไว้
จางฟ่านปิงเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวอีกว่า “เช่นนั้นท่านยังไม่ต้องตอบข้าก็ได้ แต่ข้าขอกล่าวกับท่านสักหนึ่งคำ ไม่ว่าเหตุใดก็ตามที่ทำให้เราทั้งสองต้องสมรสกัน ข้ามีเรื่องขอท่านสักหนึ่งเรื่องได้หรือไม่” นางถามแล้วสบตาเขาจริงจัง เพราะเรื่องนี้นับว่าสำคัญมากพอสมควร
“องค์หญิง ท่านกล่าวมาเถิด ท่านจะขอข้าเรื่องอันใด หากไม่หนักหนาเกินไป ข้าย่อมทำให้ท่านอยู่แล้ว” หลี่จงเหอพยักหน้าพร้อมกับเอ่ยอย่างจริงจัง
“หากท่านจะรับอนุหรือสาวใช้ข้างเตียง ข้าขอท่านสักนิดเถิดว่า อย่าให้พวกนางมาวุ่นวายหรือมายุ่งเกี่ยวกับข้า หาไม่แล้วหากเกิดอันใดขึ้นกับพวกนาง ท่านจะมาโทษข้าไม่ได้” น้ำเสียงของนางช่างราบเรียบและเย็นชาเหลือเกินในยามที่กล่าว
และน้ำเสียงนั้นก็ทำให้หลี่จงเหอสะอึกและนิ่งค้างไปทันที ในใจก็คิดว่า ‘นี่นางไม่สนใจข้าขนาดนั้นเลยหรือ ถึงยอมให้ข้ามีอนุหรือสาวใช้ข้างเตียงได้’
“องค์หญิง ท่านกล่าวเช่นนี้ไม่ต่างอันใดกับดูหมิ่นข้า ท่านคิดว่าข้ามีความต้องการเรื่องนั้นมากนักหรือ ข้าตั้งใจแล้วว่ามีท่านเป็นฮูหยินผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว” เขากล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
ได้ยินเยี่ยงนี้ จางฟ่านปิงจึงหันมาสบตาเขาทันที นางไม่เข้าใจความหมายที่เขากำลังสื่อ จึงขมวดคิ้วสงสัย
ท่าทางของนางในสายตาชายหนุ่มนั้นช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก จนใบหน้าที่มักเคร่งขรึมและเย็นชา เผลอหลุดยิ้มออกมาเล็กน้อย และรอคอยว่านางจะกล่าวสิ่งใดอีก
“ท่านหมายความว่า ข้าต้องปรนนิบัติท่านเพียงลำพังเช่นนั้นหรือ ท่านไม่คิดจะมีสตรีนางอื่น ใช่หรือไม่” นางถามด้วยความแปลกใจ สงสัยและตื่นตกใจเล็กน้อย
“ใช่แล้วองค์หญิง ท่านคือฮูหยินของข้า ท่านต้องปรนนิบัติข้าเฉกเช่นภรรยาคนหนึ่ง หรือว่าท่านไม่เต็มใจ” หลี่จงเหอถามพร้อมกับสบตานางอย่างมีความหมาย
“เอ่อ...เช่นนั้นข้าขอเวลาเพื่อปรับตัวสักหน่อย แล้วต่อไปท่านไม่ต้องเรียกข้าว่าองค์หญิงหรอก อย่างไรเวลานี้ข้าก็คือฮูหยินของท่าน ท่านเรียกข้าว่าฟ่านปิงเถิด” นางตอบกลับอย่างไม่เต็มเสียงสักเท่าไร ในใจก็คิดว่า ‘เรื่องปรนนิบัติสามีเอาไว้ก่อน เรื่องนี้ไม่อยู่ในความคิดของ-ข้าเลยแม้แต่น้อย ส่วนเรื่องการเรียกขานและตำแหน่ง ในเมื่อแต่งเข้าจวนแม่ทัพหลี่แล้ว จึงคิดว่าก็ไม่ควรมีตำแหน่งใดระหว่างกัน’
“อืม เช่นนั้นก็เอาตามที่เจ้าว่ามา ส่วนเรื่องอื่นในจวน เจ้าสามารถจัดการได้เลย บ่าวรับใช้คนใดไม่เชื่อฟัง เจ้าจัดการลงโทษหรือขายออกได้ ข้าให้อำนาจเจ้าทั้งหมด ส่วนเรื่องอื่นค่อยหารือกันวันหลัง” หลี่จงเหอตอบกลับไปอย่างผ่อนคลายมากขึ้น
เขามองนางและในใจก็คิดว่า ‘ไม่คิดว่าองค์หญิงผู้นี้จะมีความคิดไม่เหมือนสตรีนางอื่น ดูแล้วนางไม่ได้โง่หรืออ่อนแอ อย่างที่ทุกคนคิดหรือดั่งข่าวลือที่ได้ยินมา เห็นทีต้องมองนางใหม่เสียแล้ว อีกทั้งแคว้นจื่อหลิงโจว คงตาไม่ดีที่ทอดทิ้งนาง’
“ขอบคุณท่านแม่ทัพ เช่นนั้นเราทั้งสองเข้านอนเถิด นี่ก็ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เช้าจะต้องไปยกน้ำชาให้ท่านพ่อท่านแม่อีก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนมากขึ้น จากนั้นก็ล้มตัวนอนพร้อมกับหลับตาลง
“ในเมื่อเจ้าบอกว่าเป็นฮูหยินของข้า เช่นนั้นเจ้าเรียกข้าว่าท่านพี่เถิด ไม่ต้องเรียกท่านแม่ทัพเหมือนผู้อื่น อย่างไรเจ้ากับข้าก็สมรสกันแล้ว” เขาเองก็ล้มตัวลงนอน และกล่าวเพียงเท่านั้นก็หลับตาลงเช่นกัน
นั่นทำให้ค่ำคืนเข้าหอนี้ผ่านได้อย่างเรียบง่าย ทั้งสองต่างหลับลึกด้วยความเหนื่อยล้า
ตอนพิเศษ 3 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิดเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังแข่งกับเสียงครางของสองสามีภรรยามีขึ้นไม่ขาดสาย“อ่าร์สสส น้องหญิงมีความสุขหรือไม่ น้องหญิงอยากให้พี่รักน้องเช่นนี้หรือไม่” เสียงกระเส่าของแม่ทัพหนุ่มเอ่ยถามภรรยาเมื่อเขากำลังใกล้ถึงแดนสวรรค์“ซี๊ดด ฮื่ม น้องมีความสุข น้องอยากให้ท่านพี่รักเช่นนี้ตลอดไป เร่งอีก ๆ”จางฟ่านปิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงกระเส่าไม่ต่างกัน นางลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปหมดแล้ว นางรู้สึกเพียงความสุขที่สามีมอบให้ แต่ยังรู้สึกว่ามันยังช้าไป จึงร้องขออย่างไม่อายหลี่จงเหอได้ยินก็ยกยิ้ม เขาเร่งจังหวะให้เร็วและหนักหน่วงขึ้นตามคำขอของสตรีอันเป็นที่รักหลี่จงเหอหยัดตัวขึ้นมานั่งคุกเข่าอีกครั้ง เขาจับเอวของนางไว้ แล้วกระแทกสะโพกส่งแท่งหยกใส่ร่องรักอย่างรัวเร็วและลึก จางฟ่านปิงแทบจะหายใจไม่ทัน นางใช้สองมือมาจับแขนของเขาเอาไว้ สายตาสองคู่สอดประสานด้วยความรักหลี่จงเหอยิ้มให้ภรรยาซึ่งนางก็ยิ้มตอบ จากนั้นเขาก็กระแทกแรง ๆ ส่งท้ายอีกสี่ห้าครั้ง ก่อนที่ร่างทั้งสองจะเกร็งกระตุกไปพร้อมกัน แท่งหยกที่ใหญ่เท่าแขนเด็กปล่อยน้ำแห่งความสุขที่จะก่อเกิดเจ้าก้อนแป้งออกมาจนล
ตอนพิเศษ 2 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิดหลี่จงเหอเริ่มกระแทกแท่งหยกใส่จางฟ่านปิงอย่างหนักหน่วงเร่าร้อนขึ้นจนนางแทบทนไม่ไหว ร่างบางบิดเร้าตามแรงกระแทกที่กดส่งแท่งหยกใส่ร่องรักอย่างเป็นจังหวะ แรงกระแทกหนักหน่วงรัวเร็วขึ้นตามเสียงครางกระเส่าของนาง“อ่าร์สสส ท่านพี่ เร็ว ๆ แรง ๆ อีกเจ้าค่ะ โอ๊ววว มันเสียวแทบขาดใจ”เสียงสั่น ๆ ที่ได้ยินนั้น จางฟ่านปิงแทบอยากไม่เชื่อว่าเป็นเสียงของตนเอง แต่ในยามนี้นางไม่มีอะไรจะต้องอายอีกแล้ว ขอเพียงหลี่จงเหอเร่งจังหวะให้นางถึงฝั่งฝันก็พอ“โอ๊ววว น้องหญิง เราไปเที่ยวแดนสวรรค์พร้อมกันเถอะ พี่ก็จะไม่ไหวแล้ว อ่าร์ส” หลี่จงเหอเองก็แหงนหน้าครางอย่างเสียวซ่าน เขายกขาของนางพาดบ่าแล้วใช้สองมือหนาจับเอวบางนางไว้ ก่อนจะอัดกระแทกแท่งหยกใส่ร่องรักของนางอย่างหนักหน่วงเสียงเนื้อกระทบเนื้อดังไม่ขาดระยะ แข่งกับเสียงร้องครางเสียวของสองร่างที่เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อหลี่จงเหอเร่งจังหวะอัดแท่งหยกใส่ร่องรักอย่างไม่คิดชีวิต จนจางฟ่านปิงทนไม่ไหว นางส่ายหัวไปมา มือจิกลงที่ผ้าปูเตียง สองเต้าอวบอิ่มของนางกระเด้งขึ้นลงตามจังหวะกระแทกสะโพกของเขา ซึ่งเป็นภาพที่เขาชอบมองอย
ตอนพิเศษ 1 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิดหกเดือนผ่านไป ชีวิตคู่ของทั้งสองคนดำเนินอย่างราบเรียบ แม้ว่าจะมีทุกอย่างพร้อมจนแทบไม่ต้องทำอันใดในชีวิตนี้อีก ทว่าหลี่จงเหอยังคงทำงานในตำแหน่งแม่ทัพ เพียงแค่คอยรักษาเมืองหลวง อีกทั้งยังคอยช่วยงานองค์รัชทายาทส่วนจางฟ่านปิงยังคงดูแลหอกุ้ยเหมยและหอประมูลจันทร์เสี้ยวเหมือนเดิม และยังดูความเรียบร้อยของจวนแม่ทัพอย่างไม่ขาดตกบกพร่องวันนี้เมื่อหลี่จงเหอกลับจากวังหลวงจึงคิดจะให้รางวัลฮูหยินตนเอง เมื่อเห็นจางฟ่านปิงที่ศาลาจึงรีบอุ้มนางขึ้นมา จากนั้นจึงตรงดิ่งเข้าห้องนอนแล้ววางนางลงที่เตียงกว้าง มือหนาเริ่มถอดเสื้อผ้าของทั้งคู่ออกจากร่างอย่างรวดเร็ว“วันนี้พี่จะให้รางวัลจะให้น้องหญิงที่คุมเรือนและดูแลจวนได้ดี” หลี่จงเหอกระซิบบอกด้วยเสียงแหบพร่า ใบหน้าของเขาที่อยู่แนบชิดกับอกอวบอิ่มของหญิงที่รัก“ของรางวัลเช่นนี้ น้องคงจะเหนื่อยกายไม่น้อย แต่น้องก็ยินดีรับเจ้าค่ะ” จางฟ่านปิงตอบอย่างอ่อนหวาน นางยกมือขึ้นโอบกอดไหล่หนาไว้ พร้อมกับแอ่นอกเข้าไปชิดปากหลี่จงเหอมากขึ้น“อ่าร์สสส ท่านพี่ น้องเสียวเหลือเกิน” นางครางเสียงหวานออกมาเมื่อโดนสามีดูดดึงยอดอ
บททส่งท้าย องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิดสิ้นเสียงของนาง สองแม่ลูกได้หันมาสบตากันอย่างไม่ได้นัดหมาย ดวงตาของทั้งสองคนเบิกกว้างอย่างตกใจ“องค์หญิง ท่านรู้หรือว่าเป็นผู้ใดที่ทำเช่นนี้” ซื่อจื่อที่นั่งเงียบอยู่นานหันมาทางเจ้าของเรือนแล้วเอ่ยถามเสียงสั่น เขาเองก็สงสัยในอาการป่วยของตนเองเช่นกัน เพราะไม่ว่าจะกินยาขนานใด ร่างกายของเขาก็ไม่ดีขึ้นเลย เขาไม่คิดว่าตนเองจะถูกวางยาพิษ“ผู้ที่วางยาท่าน ก็คือบิดาของท่านอย่างไรล่ะ ภายใต้ความอ่อนโยนของเขานั้น ไม่มีความจริงใจหรอกนะ” นางตอบซื่อจื่อก่อนจะหันมามองหยางฮูหยินแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง “หากหยางฮูหยินไม่จัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด ดูเหมือนว่าต่อไปจวนโหวคงร้อนเป็นไฟแน่”“องค์หญิงช่วยซื่อจื่อได้หรือไม่เพคะ หากท่านทำได้ หม่อมฉันยินดีจัดการเรื่องนี้ให้เด็ดขาด และต่อไปหากผู้ใดเป็นภัยต่อจวนโหว หม่อมฉันจะทำให้พวกมันอยู่ไม่สู้ตาย” หยางฮูหยินเอ่ยขึ้นมาอย่างแข็งกร้าว สายตาของนางฉายแววโกรธเคืองและบ่งบอกว่าทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้“ชิงชิง เจ้าไปตามท่านแม่ทัพมาหาข้าหน่อย” นางยังไม่ตอบ แต่กลับหันไปเอ่ยบอกกับคนสนิทให้ไปตามสามีมาที่นี่ นั่นเพราะว่าเขาให้คว
บทที่ 49 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิดหลังจากผ่านคืนแห่งความคิดถึง วันเวลาก็ล่วงเลยมาเกือบเดือนแล้ว ยามนี้จางฟ่านปิงไม่คิดจะหลบซ่อนความสามารถอีกต่อไป ผู้ใดรู้ก็คือรู้ ผู้ใดไม่รู้นางก็ไม่คิดที่จะอธิบายอีกทั้งยามนี้องค์ชายใหญ่จ้าวเฟยหลงได้รับการแต่งตั้งให้เป็นองค์รัชทายาทแล้ว ส่วนขุนนางฝ่ายองค์ชายสามต่างก็ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ในราชสำนักเวลานี้จึงสงบยิ่งกว่าเมื่อก่อนมากฮ่องเต้เองเริ่มคิดที่จะพักราชกิจ เนื่องจากพระองค์เห็นการทำงานขององค์รัชทายาทแล้วก็วางใจได้มาก อีกทั้งรัชทายาทยังมีหอกุ้ยเหมยและหอประมูลจันทร์เสี้ยวหนุนหลัง ทำให้ไม่มีผู้ใดกล้าที่จะออกนอกลู่นอกทางส่วนชาวบ้านก็ต่างอยู่กันอย่างสงบสุข นั่นเพราะว่าจางฟ่านปิงสร้างงานให้กับคนไร้บ้านและขอทาน ทำให้บ้านเมืองสงบยิ่งขึ้นส่วนหลี่จงเหอนั้น ยามนี้เขาได้มาคุมอำนาจทหารรักษาเมือง แต่หากมีศึกที่ชายแดน เขาก็พร้อมไปทำศึกเช่นกัน“ท่านพี่ อีกไม่นานฟางเซียนก็จะแต่งเข้าจวนโหวแล้ว ข้าอยากมอบร้านค้าในเครือหอกุ้ยเหมยให้นางสักหน่อย อย่างน้อยท่านโหวและอนุของเขา จะได้ไม่กล้าเข้ามายุ่งกับน้องสาวของพวกเรา และหากมีผู้ใดกล้ารังแกนาง จวนโห
บทที่ 48 องค์หญิงหกอย่างข้าร้ายได้มากกว่าที่ท่านคิดชายหนุ่มที่นั่งพิงหัวเตียงเอ่ยบอกอย่างอ่อนโยน ซึ่งภรรยาก็ทำตามอย่างว่าง่าย นางก้มหน้าลงแล้วใช้ลิ้นเลียไปตามแท่งหยก และยิ่งนางเลียและดูดที่ปลายหัวที่มีรอยแยก ยิ่งได้ยินเสียงคราวกระเส่าของสามีดังขึ้นเรื่อย ๆ“ซี๊ดดดด เสียวมาก ลิ้นของน้องนุ่มมาก อ้าปากแล้วอมในเข้าไป อมเข้าไปลึก ๆ ได้หรือไม่” หลี่จงเหอครางออกมาด้วยความเสียวเมื่อถูกดูดปลายหัวหยัก แต่แค่นั้นยังไม่พอ เขาจึงเอ่ยบอกนางอีกครั้ง“ฮ่าร์สสสสสส น้องหญิง พี่รักน้องหญิงที่สุด รักน้องหญิงผู้เดียว” คราวนี้แม่ทัพหนุ่มครางและบอกรักเสียงดังลั่น เมื่อภรรยาอ้าปากอมแท่งหยกเข้าไปเต็มปาก นางอมแล้วรูดปากขึ้นลงเป็นจังหวะ ลิ้นก็ตวัดเลียเช่นเดียวกันกับที่เขาปรนนิบัตินาง“น้องหญิง พี่จะไม่ไหวแล้ว” หลี่จงเหอครางออกมาแล้วกระดกสะโพกส่งแท่งหยกเข้าปากของนางอย่างอดไม่ไหวจางฟ่านปิงที่ถูกแท่งหยกแทงคอก็ทำได้เพียงอ้าปากกว้างๆ ไว้ มือเรียวสวยจิกเล็บลงที่ต้นขาของสามีเพื่อคลายความจุกในลำคอเสียงน้ำลายในปากดังขึ้นในปากของนาง และมีน้ำลายบางส่วนไหลย้อยลงมาจนเปียกชุ่มไปหมด“โอ๊ววว พี่จะไม่ไหวแล้วน้องหญิง” หลี่งจง







